LOGINท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งกามราคะที่เพิ่งมอดดับลง บุรุษต่างวัยทั้งสองยังคงนอนทอดกายกอดก่ายคลอเคลียกันอยู่บนผืนฟูกหนา ทว่าในวินาทีนั้นเองผ้าม่านผืนใหญ่ของกระโจมพักพลันถูกตลบเปิดออกอย่างกะทันหัน ทำลายห้วงเวลาอันแสนสุขสมของคนทั้งคู่ลงในพริบตา
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนตวัดสายตาคมปลาบจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความโกรธเคืองอย่างปิดไม่มิด รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในกระโจมคล้ายจะลดฮวบลง จอมทัพตวาดสุ้มเสียงเฉียบขาดทรงอำนาจ
"ตัวเจ้านั้นช่างบังอาจนัก! กล้าดีอย่างไรจึงเข้ามาภายในกระโจมของข้าโดยมิได้รับอนุญาต!"
ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าในยามนี้คือทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่ง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวระคนเจ็บปวดลึกๆ นายทหารปลายแถวผู้นี้มีนามว่าซุ่นจื่อ ในวัยสามสิบห้าปี แววตาที่เขาทอดมองภาพตรงหน้าเต็มไปด้วยความตัดพ้อและขมขื่น เพราะในความเป็นจริงอันโหดร้าย... ซุ่นจื่อผู้นี้ก็หาได้ต่างจากจ้าวหานเฟิงในยามนี้ไม่ เขาเป็นเพียงของเล่นกาม ชิ้นเก่าที่ท่านแม่ทัพเคยใช้เชยชมเพื่อบำบัดความเปลี่ยวเหงาในยามราตรีคล้อยต่ำ ทว่าบัดนี้กลับถูกละเลยอย่างสิ้นเชิงเมื่อมีพยัคฆ์หนุ่มรูปงามเข้ามาแทนที่
ซุ่นจื่อพยายามสะกดกลั้นอารมณ์อันปั่นป่วน ฝืนประสาทมือรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"เรียนท่านแม่ทัพ...บัดนี้เหล่านายกองจัดเตรียมประชุมด่วนเพื่อหารือแผนการบุกโจมตีกองทัพฝ่ายกบฏขั้นเด็ดขาด"
ศึกสงคราม ณ สมรภูมิเขาเทียนหลงในยามนี้นั้นใกล้ที่จะรูดม่านปิดฉากลงดั่งคำที่ท่านแม่ทัพเคยกล่าวไว้ก่อนหน้า ชัยชนะอยู่เพียงเอื้อมมือ เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายคือการนำกำลังเข้ากวาดล้างพวกกลุ่มกบฏที่ยังดื้อแพ่งไม่ยอมวางศาสตราวุธให้สิ้นซากเท่านั้น
"ในเมื่อเจ้าพูดจบแล้ว จะยังยืนบื้ออยู่ทำไม! จงไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!"
เซียวหลงเหยียนตวาดสำทับพลางโบกมือไล่อย่างไร้เยื่อใย จอมทัพผู้มากเล่ห์แสร้งทำทีดุด่าตวาดขับไล่ชิ้นส่วนเก่าอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุ ท่วงท่าอันเด็ดขาดและห่างเหินที่เขาแสดงต่อซุ่นจื่อนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงละครฉากหนึ่งที่เขาตั้งใจแสดงเพื่อตบตานายกองหนุ่มข้างกาย หวังให้จ้าวหานเฟิงหลงเชื่อและเข้าใจไปเองว่า ในยามที่เปลี่ยวเหงาและอ้างว้างกลางสมรภูมิแห่งนี้... ในสายตาของจอมทัพจะมีเพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับความโปรดปรานและสิทธิ์ขาดในการครอบครองหัวใจของราชสีห์เฒ่าตนนี้
ทางด้านของจ้าวหานเฟิงในยามนี้ หาได้คิดอ่านลึกซึ้งถึงความสัมพันธ์ซับซ้อนซ่อนเงื่อนในค่ายทหารแห่งนี้ไม่ จิตวิญญาณของเขาถูกหล่อหลอมด้วยความทะยานอยากไปเสียแล้ว ที่ยอมทอดกายขายศักดิ์ศรีและศีลธรรมอันดีงามในค่ำคืนที่ผ่านมา ก็เพื่อแลกกับเส้นทางสู่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเพื่อครอบครัวเท่านั้น
นายกองหนุ่มยกยิ้มบางเบาให้แก่จอมทัพเฒ่าด้วยท่วงท่าที่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความนอบน้อมนุ่มนวล ก่อนจะประสานมือขอตัวลา
"ท่านแม่ทัพ... ถ้าเช่นนั้นข้ามิรบกวนเวลาอันมีค่าของท่านแล้ว"
ทว่าก่อนที่ร่างองอาจของพยัคฆ์หนุ่มจะทันก้าวถอยออกไป จอมทัพเฒ่าผู้กำลังหลงใหลในเรือนร่างอันสดใหม่ก็ขยับกายเข้าสวมกอดบุรุษหนุ่มจากทางด้านหลัง วงแขนแกร่งรัดตรึงร่างของจ้าวหานเฟิงไว้แน่นพลางกระซิบวาจาอันแฝงคำมั่นสัญญา
"พวกเราจะต้องกลับบ้านด้วยความปลอดภัย... และหลังจากนั้น พวกเราจะเสพสุขร่วมกันอีก"
หลังจากที่ร่างของนายกองหนุ่มก้าวพ้นม่านกระโจมออกไปได้ไม่นาน บรรยากาศอบอุ่นเมื่อครู่พลันมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความเงียบสงันอันเยือกเย็น ซุ่นจื่อทหารชั้นผู้น้อยผู้แอบซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเงาถลันก้าวกลับเข้ามาภายในกระโจมใหญ่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่นระคนตัดพ้อ ก่อนจะเค้นสุ้มเสียงเอ่ยถามคำถามที่ค้างคาใจ
"ท่านแม่ทัพ... ไหนท่านเคยลั่นวาจาไว้ ว่าจะช่วยส่งเสริมสนับสนุนข้าให้ก้าวหน้าเยี่ยงไรเล่าขอรับ?"
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนทอดสายตามองของเล่นชิ้นเก่าด้วยแววตาราบเรียบ ก่อนจะทำทีเป็นทอดถอนใจยาว วาจาที่เอ่ยออกมาแฝงความจริงใจอันโหดร้าย
"ซุ่นจื่อ... ตัวข้านั้นพยายามช่วยเจ้าอย่างเต็มที่แล้ว ทว่าเจ้าเกิดมาในชาติตระกูลที่ต่ำต้อย ไร้ซึ่งเส้นสายบารมีหนุนหลัง สิ่งเดียวที่ข้าจะมอบให้เจ้าได้ในยามนี้... คือการให้เจ้าเป็นคนที่อยู่เคียงข้างกายข้าเท่านั้น"
ถ้อยคำนั้นหาใช่คำมุสาเพื่อบิดพริ้ว แท้จริงแล้วจอมทัพเฒ่าหาได้ผิดสัญญาอันใด ซุ่นจื่อผู้นี้เป็นเพียงบุตรหลานของชาวบ้านธรรมดา ไร้ซึ่งสติปัญญาและวาสนาในตำราพิชัยยุทธ์ดั่งเช่นจ้าวหานเฟิง การจะดันหนุนทหารปลายแถวเช่นเขาให้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในระบบกองทัพ
เมื่อเห็นซุ่นจื่อยืนนิ่ง แววตาสับสนและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง จอมทัพผู้เจนโลกย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสในการกำราบเหยื่อหลุดลอย เซียวหลงเหยียนสืบเท้าเข้าประชิดก่อนจะตวัดวงแขนกระชากร่างของทหารชั้นเลวเข้ามาแนบชิด แล้วบดขยี้ริมฝีปากลงไปอย่างดุดัน ร้อนแรง และหยาบโล้น!
สำหรับจอมทัพเฒ่าแล้ว ซุ่นจื่อผู้นี้ก็เป็นเพียงเครื่องบำบัดและปลดปล่อยความกระหายชั้นดี ในยามที่ตัวเขาต้องเผชิญกับความเปลี่ยวเหงาท่ามกลางเสียงลมหนาวของสมรภูมิจอมทัพถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้าพลางกระซิบสั่งเสียงพร่า
"เจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่ก่อน...เมื่อข้ากลับมาจะมอบความสุขสมให้แก่เจ้าเอง"
ซุ่นจื่อทอดสายตามองตามแผ่นหลังอันเหยียดตรงและทรงอำนาจของจอมทัพเฒ่าที่สาวเท้าก้าวพ้นม่านกระโจมออกไป แววตาของทหารชั้นเลวหม่นแสงลงจนมืดมิด เต็มไปด้วยความเศร้าหมองและขื่นขมที่ยากจะอธิบาย
ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเขาเองก็หาได้ต่างจากจ้าวหานเฟิงหรือบุรุษคนอื่นๆ ชายแดน... เขามีทั้งลูกน้อยและฮูหยินรักที่เฝ้านับวันรอคอยการกลับไปอยู่ ณ บ้านเกิด ทว่าการที่ต้องทอดกายให้จอมทัพผู้นี้บดเบียดนัวเนีย รุกรานเรือนร่างชายชาตรีของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาแรมปี สัมผัสอันหนักหน่วงและหยาดเยิ้มเหล่านั้นค่อยๆ แทรกซึมผ่านเนื้อหนังลงลึกไปถึงหัวใจ... แล้วจะมิให้เขาก่อเกิดความผูกพันและมอบใจให้แก่ราชสีห์เฒ่าผู้เป็นนายได้อย่างไร
เวลาผ่านไปจนกระทั่งราตรีเคลื่อนคล้อย ดั่งคำสัญญาที่ให้ไว้ ทันทีที่เสร็จสิ้นประชุมด่วน แม่ทัพเซียวหลงเหยียนก็ก้าวกลับเข้ามาภายในกระโจมส่วนตัว ไฟตัณหาที่ยังคงคุกรุ่นประกอบกับความคุ้นเคยในรสสัมผัสเดิมๆ ทำให้คนทั้งคู่โผเข้าหากัน ขับเคลื่อนบทรักและร่วมรสสวาทกันอย่างหิวกระหายเพื่อระบายความอัดอั้น
ทว่า... ร่างกายยามย่างเข้าสู่วัยห้าสิบเจ็ดปีไหนเลยจะต้านทานกฎเกณฑ์ของกาลเวลาได้ หลังจากเคี่ยวกรำศึกสวาทกับจ้าวหานเฟิงมาอย่างหนักหน่วงตั้งแต่เมื่อคืนวานต่อเนื่องจนถึงรุ่งเช้า เวลาผ่านไปเพียงไม่นานนัก แก่นกายความเป็นชายของจอมทัพเฒ่าก็พลันอ่อนยวบยาบลงกลางคัน มิอาจฝืนประคองความแข็งขืนให้ดำเนินต่อไปจนถึงปลายทางได้
บรรยากาศในกระโจมพลันเงียบสงัดลงฉับพลัน ซุ่นจื่อที่นอนทอดกายอยู่เบื้องล่างแค่นยิ้มขมขื่น สายตาจับจ้องความไร้กำลังของสิ่งนั้นก่อนจะเอ่ยคำประชดประชันระคนตัดพ้อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"บางที... ความปรารถนาและเรี่ยวแรงทั้งหมดของท่านแม่ทัพ คงคงถูกมอบให้แก่นายกองหนุ่มผู้นั้นไปจนหมดสิ้นแล้วกระมังขอรับ..."
ถ้อยคำแทงใจดำนั้นทำให้เซียวหลงเหยียนนิ่งไปเล็กน้อย ทว่าจอมทัพผู้เจนโลกหาได้มีโทสะไม่ เขาขยับกายเข้าไปโอบกอดร่างของซุ่นจื่อจากทางด้านหลัง สองแขนแกร่งรัดรึงของเล่นชิ้นเก่าเอาไว้แนบแผงอก กลิ่นอายบุรุษเพศอันอบอุ่นแผ่ซ่านคลี่คลุมเพื่อปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำของทหารปลายแถว ก่อนจะกระซิบคำหวานที่เคลือบด้วยความเห็นแก่ตัว
"คิดมากไปไย ซุ่นจื่อ... ถึงอย่างไร ยามที่ข้าเปลี่ยวเหงา ข้าก็ยังต้องการมีเจ้าอยู่เคียงข้าง"
คำปลอบโยนอันแสนอบอุ่นทว่าไร้ซึ่งสถานะ ดั่งโซ่ตรวนเส้นหนาที่มัดตราตรึงให้ซุ่นจื่อจำต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม เป็นเพียงเงาที่คอยรองรับตัณหาในคืนที่หนาวเหน็บข้างกายจอมทัพต่อไปอย่างไม่มีวันหลุดพ้น
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







