LOGINเกิดเป็นชายชาตรีทั้งที ย่อมไม่มีผู้ใดปฏิเสธความคาดหวังในลาภยศและอำนาจวาสนาได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งทหารปลายแถวอย่าง ซุ่นจื่อ
เมื่อครั้งเยาว์วัย เขาก็เคยเป็นดั่งเสือหนุ่มที่เปี่ยมด้วยความทะยานอยาก วาดฝันว่าจะได้สลักนามตนเองไว้บนแผ่นดินในฐานะจอมทัพผู้ควบอาชาคุมกำลังพลนับหมื่นแสน ทว่าดวงชะตาของมนุษย์นั้นช่างละเลงด้วยความโหดร้าย โลกแห่งความเป็นจริงตบหน้าเขาจนตื่นจากฝัน ตัวเขาไร้สิ้นบุญวาสนาหนุนหลัง เกิดมาในครอบครัวยากไร้ต้อยต่ำที่ไร้หัวนอน ยิ่งกาลเวลาผันผ่านและเติบใหญ่ขึ้นเท่าใด ปีกแห่งความฝันที่เคยสยายก็เริ่มหักสะบั้นและเลือนรางลงไปทุกที จนกระทั่งในยามนี้ที่ล่วงเลยสู่วัยสามสิบห้าปี เขากลับจมปลักเป็นได้เพียงทหารชั้นเลว ระดับรากหญ้าที่ไม่มีผู้ใดเหลียวแล
ความพ่ายแพ้ต่อโชคชะตาบีบคั้นให้เขาเลือกหนทางอันมืดดำ ยอมขายเรือนร่าง ละทิ้งศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณชายชาตรีให้แก่ท่านแม่ทัพใหญ่ ทว่าสิ่งที่ได้กลับมา... เป็นเพียงฐานะเครื่องบำเรอกามเพื่อดับความเปลี่ยวเหงาในราตรีที่หนาวเหน็บ หาได้มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานดังที่ถวิลหาไม่
ใต้หล้าแห่งนี้... ผู้คนไหนเลยจะคาดคิดได้ว่า แท้จริงแล้วภายในหัวใจของบุรุษผู้จับศาสตราวุธ ก็มีความอิจฉาริษยาอัน ลึกล้ำ มิได้แตกต่างจากสตรีในวังหลังเลยแม้แต่น้อย
"จ้าวหานเฟิง... ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้จงได้!"
ซุ่นจื่อเค้นสุ้มเสียงรอดไรฟัน กล่าวคำอาฆาตออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเครียดแค้นระคนริษยาอันแน่นอก ดวงตาของเขาแดงก่ำดุจสายเลือด ยามเมื่อทอดมองภาพความอยุติธรรมที่โชคชะตามอบให้
นั่นเป็นเพราะ จ้าวหานเฟิง ในวัยเพียงยี่สิบแปดปี กลับได้เหยียบย่างขึ้นสู่ตำแหน่งนายกอง คุมกำลังพลนับร้อยอย่างองอาจ ทั้งยังเกิดมาในชาติตระกูลที่สูงส่งกอปรด้วยสติปัญญาปรีชาสามารถ แน่นอนว่าไม่ช้าก็เร็ว... ด้วยแรงผลักดันและรสเสน่หาที่ท่านแม่ทัพมีให้ พยัคฆ์หนุ่มผู้นั้นย่อมต้องก้าวขึ้นไปเป็นจอมทัพคนถัดไปในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนตัวเขาเอง... ต่อให้กาลเวลาจะผันผ่านไปอีกนับสิบปี ยามเรือนผมเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา เขาก็คงเป็นได้เพียงแค่นายทหารชั้นรากหญ้าที่รอวันทอดร่างเป็นศพเฝ้าสมรภูมิ
แล้วจะมิให้เกิดจิตริษยาอันดำมืดได้อย่างไร... ในเมื่อตนเองต้องก้มหัวมองดูคนที่อายุน้อยกว่า ก้าวข้ามหัวไปเสพสุขบนจุดสูงสุดของอำนาจ ยศถาบรรดาศักดิ์ รวมถึงอ้อมกอดของบุรุษที่ตนเองแอบมอบใจให้ เพลิงแค้นที่สุมอยู่ในอกของซุ่นจื่อ บัดนี้เริ่มก่อตัวเป็นแผนการร้าย
เมื่อแผนการร้ายในใจสุกงอม ซุ่นจื่อจึงใช้เส้นสายสวมรอยเข้าร่วมหน่วยรบในสังกัดของจ้าวหานเฟิงอย่างแนบเนียน เพื่อเฝ้ารอคอยโอกาสทองที่จะปลิดชีพเสี้ยนหนามหัวใจ
ในที่สุด สมรภูมิเดือดครั้งสุดท้าย ณ เขาเทียนหลงก็อุบัติขึ้น! เสียงกลองรบดังกึกก้องสลับกับเสียงโห่ร้องฆ่าฟันจนผืนดินสะเทือน เลือดแดงฉานหลั่งชโลมต่างน้ำ ท่ามกลางวงล้อมอันสับสนอลหม่าน กองทัพหลวงรุกไล่บดขยี้จนกลุ่มกบฏ แตกพ่าย ยามนี้ชัยชนะอยู่เพียงเอื้อมมือ ทว่าในจังหวะที่ทุกคนกำลังเพ่งสมาธิไปกับการปราบกบฏเบื้องหน้า ซุ่นจื่อกลับปรายสายตาอันคั่งแค้นไปยังแผ่นหลังองอาจของนายกองหนุ่ม
‘ตายเสียเถิด... จ้าวหานเฟิง!’
ซุ่นจื่ออาศัยความวุ่นวายก้าวทะยานออกไป ตวัดคมดาบเหล็กกล้าฟันเข้าใส่กลางแผ่นหลังของจ้าวหานเฟิงอย่างสุดแรงฉับพลัน!
"อึก...!"
แรงกระแทกอันหนักหน่วงและคมดาบที่กรีดลึกแผ่ไอเย็นเยียบ ส่งผลให้นายกองหนุ่มกระอักเลือดคำโต ร่างทั้งร่างทรุดฮวบล้มลงไปกองกับผืนดินในทันที
"จ้าวหานเฟิง!"
สุ้มเสียงแหบพร่าของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนแผดร้องตะโกนลั่นสนั่นสมรภูมิด้วยความตื่นตระหนกถึงขีดสุด จอมทัพเฒ่าควบอาชาคู่ใจฝ่าดงอาวุธเข้ามาด้วยฝีเท้าเร็วที่สุดในชีวิต แท้จริงแล้วกองกำลังส่วนกลางของท่านแม่ทัพและกองร้อยของจ้าวหานเฟิงอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่สิบก้าวเท่านั้น เพราะในใจของราชสีห์เฒ่าเป็นกังวลระแวดระวังล่วงหน้า กลัวว่าพยัคฆ์หนุ่มล้ำค่าชิ้นนี้จะได้รับอันตรายในศึกยืดเยื้อ
ทว่าเพียงพริบตาที่คมดาบของซุ่นจื่อวาดผ่าน ร่างสูงใหญ่ของจอมทัพก็พุ่งทะยานลงจากหลังม้า แววตาของเซียวหลง เหยียนบัดนี้แดงฉานดุจปิศาจ ไร้ซึ่งความปรานีหรือเยื่อใยใดๆ ทั้งสิ้น ดาบขนาดยักษ์ในมือตวัดฟาดฟันเข้าใส่ทรชนผู้บังอาจทำร้ายของรักของตนอย่างโหดเหี้ยมรวดเร็ว จนร่างของซุ่นจื่อถูกฟันลึกนอนจมกองเลือดลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้นหญ้าในพริบตา
ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจ ซุ่นจื่อไอออกมาเป็นลิ่มเลือด สายตาพร่าเลือนช้อนขึ้นมองบุรุษสูงใหญ่ผู้เป็นดั่งท้องฟ้าและดวงใจของตนตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต... สายตาคู่นั้นของท่านแม่ทัพก็ยังคงทอดมองไปเพียงแค่ร่างของจ้าวหานเฟิงอย่างห่วงหา ไร้ซึ่งเงาของเขาโดยสิ้นเชิง
ซุ่นจื่อเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย เอ่ยถามคำถามที่กรีดแทงใจตนเองที่สุดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแผ่วเบา
"ท่านแม่ทัพ... ตลอดเวลาที่ผ่านมา... ท่าน... ท่านเคยรักข้าบ้างหรือไม่ขอรับ..."
น้ำคำเว้าวอนระคนตัดพ้อของทหารชั้นรากหญ้าผู้ยอมสละทุกสิ่ง ดังก้องท่ามกลางเสียงสมรภูมิที่เริ่มสงบลง รอคอยคำตอบจากปากของราชสีห์ผู้เผด็จการอย่างใจสลาย
"จงตายไปซะ เจ้าของเล่นราคาถูก! กล้าดีอย่างไรถึงมาทำร้ายหัวใจของข้า!"
ถ้อยคำตวาดลั่นที่หลุดออกมาจากปากของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนนั้น ช่างเยือกเย็นและโหดเหี้ยมไร้ซึ่งความปรานี ดั่งคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลและหัวใจอันแหลกสลายของซุ่นจื่อจนไม่เหลือชิ้นดี จอมทัพเฒ่าหาได้ชายตาแลอดีตคนโปรดที่นอนจมกองเลือดอยู่แม้แต่น้อย เขาละทิ้งร่างนั้นไว้เบื้องหลังอย่างเหี้ยมโหด ก่อนจะรีบก้มลงช้อนอุ้มร่างอันไร้สติของจ้าวหานเฟิงขึ้นมาแนบอก แล้วก้าวเท้าพาทะยานออกจากสนามรบอันนองเลือดไปด้วยความร้อนรนและห่วงใยสุดแสน
ภาพสุดท้ายที่สะท้อนอยู่ในดวงตาอันพร่าเลือนของซุ่นจื่อ คือแผ่นหลังของบุรุษที่ตนยอมมอบทั้งกายและใจให้ กำลังโอบอุ้มชายอีกคนเดินจากไปโดยไม่คิดจะหันกลับมามอง
หยาดน้ำตาแห่งความขมขื่นและอัปยศรินไหลอาบแก้ม ผสมปนเปไปกับโลหิตสีแดงฉานที่นองท่วมผืนดิน ความทรงจำในอดีตยามที่เคยมีความสุขสมอยู่เคียงข้างจอมทัพผุดขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่สติสัมปชัญญะของทหารชั้นเลวผู้ไร้วาสนาจะค่อยๆ ขาดห้วง และดับสูญลงไปท่ามกลางเสียงสายลมหนาวแห่งสมรภูมิเขาเทียนหลงที่รูดม่านปิดฉากลงพร้อมกับชีวิตของเขาอย่างโดดเดี่ยว
นับแต่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งเมืองหลวง เขาก็ย้ายออกจากเรือนเดิมเพื่อเข้ามาจับจองจวนหลังใหม่ที่ได้รับพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ คฤหาสน์อันกว้างขวางและวิจิตรบรรจงแห่งนี้ไม่ต่างอะไรไปจากสวรรค์บนดิน เพราะไม่ว่าเขาจะกระทำสิ่งใด ล้วนสยบอยู่ภายใต้อำนาจและการควบคุมของเขาแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องไยดีต่อสายตาหรือคำนินทาของคนภายนอกภายในพื้นที่ส่วนตัว เหล่าสตรีของเขาต่างได้รับอิสระอย่างเต็มที่ พวกนางสามารถสวมใส่อาภรณ์โปร่งบางเย้ายวน หรือแต่งกายเปิดเผยเรือนร่างไร้ยางอายเพียงใดก็ย่อมได้ เพื่อรอคอยการปรนนิบัติรับใช้เขา"ท่านพี่... ตั้งแต่ท่านรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ ท่านก็มัวแต่วุ่นวายกับราชการจนแทบไม่ค่อยแตะต้องสัมผัสพวกเราเลยนะเจ้าคะ"ไป๋เหม่ยหลาน สตรีเรือนร่างอวบอัดในชุดผ้าปานบางเบาที่เผยให้เห็นเรือนร่างวับๆ แวมๆ ชวนหลงใหล เดินเข้ามาเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน กระซิบกระซาบข้างกายเขาอย่างน้อยใจเล็กน้อย จ้าวหานเฟิงยิ้มรับพลางยื่นมือไปรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้ามาประชิดอกแกร่ง ฝ่ามือหนาบีบเค้นสะโพกผายอย่างหนักหน่วงจนนางอุทาน"งานราชการแล้วอย่างไร... ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่ว่าเวลาไหน ข้าก
นับแต่วันที่จ้าวหานเฟิงได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ส่วนตัวขององค์ชาย เขาก็เข้าออกตำหนักในเป็นว่าเล่น เหล่าขุนนางและผู้คนทั่วทั้งราชสำนักต่างสรรเสริญชื่นชมเขาอย่างไม่ขาดปาก ถึงความเสียสละเวลาส่วนตัวทุ่มเทกับการฝึกสอนพระราชโอรสอย่างเต็มกำลัง แน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มได้มอบประสบการณ์และถ่ายทอดวิชาการต่อสู้ให้อย่างไม่ปิดบัง มอบหมายบททดสอบให้องค์ชายฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองตามลำพังที่ลานฝึกทว่ายามเมื่อองค์ชายทรงฝึกฝนอยู่นั้น เวลาที่เหลือทั้งหมดของแม่ทัพหนุ่มกลับถูกนำมาใช้ สั่งสอนองค์ฮ่องเฮาเบื้องหลังม่าน หากแต่วิชาที่เขากำลังเคี่ยวกรำสตรีผู้ทรงอำนาจ มิใช่วิชาเพลงดาบแต่เป็นวิชารักอันดุเดือดดิบเถื่อนภายในห้องบรรทม จ้าวหานเฟิงในสภาพเปลือยกายท่อนบน อวดมัดกล้ามกำยำแน่นตึงและหยาดเหงื่อที่ไหลซึม กำลังบดขยี้ผ้าหรูของฮ่องเฮาจนขาดวิ่น เรือนร่างอวบอิ่มอันสูงศักดิ์บัดนี้ทอดกายสั่นสะท้านอยู่ใต้ร่างแกร่ง เรียวขาขาวเนียนอวบอิ่มถูกจับถ่างออกกว้าง เปิดทางให้ท่อนลำกำยำใหญ่มหึมาตอกอัดสอดใส่เข้าสู่ร่องรักฉ่ำแฉะอย่างหนักหน่วงลึกล้ำครั้งแล้วครั้งเล่า"ฮ๊าาา... ฮ่าาา... ท่านแม่ทัพ! อื้อออ... ข้า... ข้าไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้ม
จ้าวหานเฟิงใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถจัดการสยบปัญหากบฏแดนเหนือลงได้อย่างเด็ดขาด ด้วยการผสานกองกำลังสองทัพเข้าด้วยกัน ทหารเจนศึกแดนใต้ที่ติดตามเขามาด้วยความจงรักภักดี หลอมรวมเข้ากับกองทหารแดนเหนืออันเข้มแข็งของอดีตแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ภายใต้การสืบทอดสายผู้บังคับบัญชาและการนำทัพอันชาญฉลาดเด็ดเดี่ยว กลุ่มเสี้ยนหนามที่เคยสร้างความระส่ำระสายจึงถูกบดขยี้จนพินาศสิ้นในเวลาอันรวดเร็วเมื่อศึกสยบลง ขบวนทัพอันเกรียงไกรจึงเดินทางกลับคืนสู่เมืองพร้อมกับร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน ที่ถูกตระเตรียมประดิษฐานอย่างสมเกียรติในฐานะ วีรบุรุษแห่งแผ่นดินบรรยากาศทั่วทั้งเมืองคละคลุมไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลายที่ปะปนกันไป เสียงโห่ร้องยินดีในชัยชนะและข่าวการหยุดยั้งศึกสงครามดังแทรกสลับกับเสียงร่ำไห้ไว้อาลัยให้แก่การจากไปของแม่ทัพใหญ่ ธงรบและผ้าไว้อาลัยพลิ้วสะบัดไปตามสายลมหนาว ชาวบ้านต่างพากันออกมาเรียงรายสองข้างทาง บางคนก้มหน้าน้ำตาคลอด้วยความเศร้าโศก ในขณะที่บางคนมองไปยังบุรุษบนหลังม้าด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจ้าวหานเฟิงในชุดเกราะตึงแน่นสง่างามควบม้าเดินนำหน้าขบวนด้วยท่วงท่าอันผ่าเผย สายตาคมกล้าทอดม
ระหว่างที่ขบวนทัพกำลังเร่งเดินทางมุ่งหน้าขึ้นสู่แดนเหนือ จ้าวหานเฟิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็นึกถึงสาเหตุการตายของแม่ทัพเซียวหลงเหยียนได้อย่างไม่ยากเย็นนักเบื้องหลังการถูกทหารชั้นผู้น้อยลอบวางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต น่าจะมีชนวนเหตุมาจากความสัมพันธ์ทางกายอันซับซ้อนและเร่าร้อนของตัวท่านแม่ทัพเอง แม้จะเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน ทว่าความหึงหวงและริษยากลับไม่เคยปรานีใคร ยิ่งภายในกองทัพเต็มไปด้วยทหารหนุ่มหน้าตาหมดจดที่เคยถูกท่านแม่ทัพดึงตัวไปเชยชมและเสพสมสวาท ย่อมต้องมีใครบางคนที่แค้นเคืองเมื่อตนเองถูกละเลย หรือไม่อาจยอมรับความริษยาที่เห็นผู้อื่นได้รับความโปรดปรานมากกว่าได้รองแม่ทัพหนุ่มระบายลมหายใจออกมาเบาๆ สายลมหนาวจากทางเหนือพัดผ่านใบหน้าคมคาย ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแกมสมเพช"ข้าไม่คิดเลยว่า... ความปรารถนาอันเร่าร้อนที่ท่านเคยเสพสุข มันจะกลับมาเล่นงานและปลิดชีวิตท่านในภายหลังเช่นนี้"จ้าวหานเฟิงกำบังเหียนม้าในมือแน่นขึ้น นึกถึงภาพความกำหนัดอันมืดมิดที่ตน เคยเข้าร่วมกับแม่ทัพเซียวและฮูหยินหวานหลินซู ความปรารถนาอาจ
ใช้เวลาเดินทางรวมถึงกรำศึกอยู่อีกหลายเดือน ในที่สุดขบวนทัพของรองแม่ทัพจ้าวหานเฟิงก็เดินทางมาถึงดินแดนทางใต้ เมืองชายแดนอันห่างไกลที่เต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่าและซ่องกบฏชุกชุม พวกมันอาศัยภูมิประเทศอันซับซ้อนหลบซ่อนตัว ดำรงอยู่ราวกับวัชพืชที่ปราบอย่างไรก็ไม่เคยถอนรากถอนโคนได้หมดสิ้น จ้าวหานเฟิงรู้ดีว่าหากคิดจะเผด็จศึกให้เด็ดขาด ย่อมมีเพียงทางเดียวคือการเด็ดหัวผู้นำและบดขยี้ศูนย์กลางของพวกมันให้สิ้นซากด้วยสติปัญญาการวางกลศึกอันเฉียบแหลมและพละกำลังอันเกรียงไกรของรองแม่ทัพหนุ่ม ในที่สุดเพลิงสงครามแดนใต้ที่เคยลุกโชนก็ถูกสยบลงจนสงบราบคาบเหล่านายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความสุขและเลื่อมใสในตัวผู้นำทัพ นายทหารคนหนึ่งก้าวออกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น"หากไม่ได้ท่านรองแม่ทัพใช้อุบายอันลึกล้ำปราบหัวหน้าพวกมัน พวกเราคงไม่สามารถสยบพวกกบฏได้รวดเร็วถึงเพียงนี้แน่ขอรับ!"จ้าวหานเฟิงทอดสายตามองเหล่าทหารกล้า พลางยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างผ่อนคลาย"นี่ไม่ใช่ผลงานของข้าเพียงคนเดียว... แต่มันคือผลงานและชัยชนะของพวกเราทุกคน"คำพูดอันหนักแน่นของชายหนุ่มสร้างความ
แม้ยามค่ำคืนนี้ จ้าวหานเฟิงจะจำต้องนอนค้างแรมอยู่กลางป่าลึกอันมืดมิด ท่ามกลางเสียงสายลมราตรีพัดก้องและความเย็นเยือกที่โรยตัวปกคลุม สอดประสานกับเสียงฝีเท้าของเหล่านายทหารยามที่เดินตรวจตรารักษาการณ์อย่างเข้มงวด ทว่าบรรยากาศภายในกระโจมพักของรองแม่ทัพหนุ่มกลับร้อนรุ่มโชติช่วงไปด้วยเพลิงสวาทอันไร้ที่สิ้นสุดชายหนุ่มนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนสนาม ขณะที่มู่หลันรัวทอดตัวคุกเข่าอยู่เบื้องต่ำ นางใช้เรียวลิ้นอุ่นชื้นและริมฝีปากนุ่มละมุนปรนเปรอแก่นกายกำยำของเขาอย่างลุ่มหลงหื่นกระหาย เรียวปากอวบอิ่มละเลียดเลียไล้ไปตามความแข็งแกร่งอย่างซาบซ่าน ก่อนจะช้อนสายตาชุ่มฉ่ำหยาดเยิ้มขึ้นมองชายหนุ่ม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่ากระเส่า"นายท่าน... ท่านชอบให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ..."สิ้นคำเอื้อนเอ่ย นางก็ครอบครองความเป็นชายใหญ่โตไว้แน่น แล้วเริ่มขยับโยกศีรษะ รูดรั้งบดเบียดเข้าออกตามจังหวะอย่างเร่าร้อนดุดัน สัมผัสอุ่นชื้นที่ดูดกลืนลึกล้ำสลับเร่งจังหวะเน้นย้ำ ทำเอารองแม่ทัพหนุ่มเสียวซ่านจนร่างกายเกร็งสะท้านไปทุกส่วน ต้องบิดสะโพกตอบรับด้วยความกระสันซ่าน สติสัมปชัญญะแทบมอดไหม้ไปกับไฟราคะกลางป่







