Mag-log inเช้าวันรุ่งขึ้น บรรยากาศในห้องอาหารดูเหมือนจะปกติ แต่สำหรับนิรินเธอกลับสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดที่ลอยวนอยู่รอบตัวอัคร ชายหนุ่มรุ่นพ่อที่ยังคงดูสมาร์ทในชุดทำงานเต็มยศ เขาแทบไม่เงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ในมือเลยสักครั้งตั้งแต่เธอนั่งลง
"เมื่อคืนหลับสบายไหมครับนิน" เตชินท์ถามขึ้นเสียงเรียบพลางป้ายแยมลงบนขนมปัง แต่ดวงตาเขากลับพราวระยับขณะที่เหลือบมองพ่อของตัวเอง "สบายค่ะเต แต่ตอนดึกลงมาหิวน้ำ เลยเจอแดดดี้ด้วย" ฉันตอบเสียงใส แกล้งทำตาซื่อ "นินซุ่มซ่ามทำแก้วเกือบหล่น ดีนะที่แดดดี้ช่วยรับไว้มือแดดดี้อุ่นมากเลยค่ะ" แกร๊ก! เสียงช้อนกาแฟกระทบถ้วยของอัครดังขึ้นเบาๆ แต่เขาเยือกเย็นพอที่จะไม่แสดงอาการอะไรออกมา นอกจากปลายนิ้วที่บีบหูถ้วยกาแฟจนเส้นเลือดปูดนูน "เหรอครับ... แดดดี้ท่านเป็นคนมีเมตตาครับนิน" เตชินท์ยิ้มกว้าง ก่อนจะหันไปหาพ่อ "จริงสิแดดดี้ วันนี้ผมต้องเข้าออฟฟิศด่วน มีประชุมกับลูกค้าข้างนอกทั้งวันเลย ฝากแดดดี้ดูแลนินหน่อยได้ไหมครับ นินเขาบ่นว่าอยากไปดูแปลงกุหลาบที่ท้ายสวน" "ฉันมีงาน..." อัครตอบเสียงทุ้มต่ำโดยไม่เงยหน้า "นิดเดียวเองครับแดดดี้ นินเขาเพิ่งมาครั้งแรก ผมไม่อยากให้เขาเหงา... นะครับ" เตชินท์รุกหนักจนอัครจำต้องวางหนังสือพิมพ์ลง สายตาคมกริบจ้องมองลูกชายครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนมาหยุดที่ใบหน้าใสซื่อของฉันที่กำลังส่งยิ้มหวานหยดไปให้ "ก็ได้" พอลับหลังอัครที่เดินไปเตรียมตัว เตชินท์ก็ก้มลงมากระซิบที่ข้างหูฉัน "แดดดี้หวงสวนกุหลาบมากนะนิน... ถ้าเขายอมให้เข้าใกล้สวน แปลว่าเขากำลังยอมให้คุณเข้าใกล้ตัวเขาแล้วล่ะ" ฉันยิ้มรับคำพูดของแฟนหนุ่ม ในใจวางแผนการขั้นต่อไปไว้เสร็จสรรพ... ที่ท้ายสวนกุหลาบแดดร้อนๆ กับชุดเดรสสายเดี่ยวผ้าบางเบาที่เน้นสัดส่วน... นินจะทำให้แดดดี้รู้ว่าความเมตตาของแดดดี้ มันจะเปลี่ยนเป็นความปรารถนาได้ยังไง แสงแดดจัดจ้านยามสายทำให้สวนกุหลาบอังกฤษของคุณอัครดูงดงาม แต่ความร้อนของอากาศยังเทียบไม่ได้กับความร้อนรุ่มในใจของคนที่เดินตามหลังฉันมา ฉันอยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยวผ้าคอตตอนบางเบาสีขาวสะอาดตา ที่เพียงแค่โดนลมนิดเดียวก็แนบชิดไปกับส่วนเว้าส่วนโค้ง ฉันแกล้งเดินนำหน้าไปเรื่อยๆ ก้มลงดมกุหลาบดอกนั้นดอกนี้ โดยรู้ดีว่าสายตาคมกริบคู่หนึ่งกำลังจ้องมองแผ่นหลังเปลือยเปล่าของฉันไม่วางตา "ระวังหน่อยนะหนูนินกุหลาบพวกนี้หนามเยอะ" เสียงทุ้มต่ำเตือนมาจากด้านหลัง "อุ๊ย!" ฉันแสร้งสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะร้องออกมาเบาๆ เมื่อนิ้วเรียวสวยโดนหนามกุหลาบเกี่ยวจนเลือดสีแดงสดซึมออกมา ฉันรีบหันไปหาเขาด้วยสีหน้าเหยเกเหมือนเด็กจะร้องไห้ "แดดดี้คะ นินโดนหนามเกี่ยว เลือดออกด้วย" คุณอัครถอนหายใจยาว แววตาที่พยายามจะนิ่งสงบสั่นไหวเล็กน้อย เขาเดินเข้ามาใกล้จนกลิ่นกายบุรุษเพศแผ่ซ่านปกคลุมตัวฉัน เขาจับมือน้อยๆ ของฉันขึ้นมาดูอย่างเบามือ "ซุ่มซ่ามจริงๆ..." เขาบ่นกระซิบ แต่ปลายนิ้วหนากลับลูบไล้ไปบนผิวเนื้อของฉันอย่างลืมตัว "นินเจ็บจังค่ะ... แดดดี้ช่วยดูให้หน่อยได้ไหมคะ" ฉันขยับตัวเข้าไปชิดแผงอกกว้างจนหน้าอกหน้าใจเบียดเสียดกับท่อนแขนแกร่ง คุณอัครชะงักไปครู่หนึ่ง ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดเมื่อฉันแกล้งเอาปลายนิ้วที่โดนเกี่ยวไปแตะที่ริมฝีปากเขาเบาๆ "นิน... อย่าเล่นแบบนี้" เขาเสียงพร่า จ้องมองริมฝีปากบางของฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยตัณหาที่พยายามจะสะกดกลั้น "นินไม่ได้เล่นนะคะ... นินแค่ไม่รู้จะทำยังไง แดดดี้ไม่อยากช่วยนินเหรอคะ?" ฉันช้อนตาขึ้นมองอย่างใสซื่อสุดชีวิต พร้อมกับจงใจเบียดกายเข้าหาจนเขาสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวจากตัวฉัน "โธ่โว้ย!" คุณอัครสบถออกมาเบาๆ ก่อนจะรวบเอวคอดของฉันไว้แน่น แรงบีบจากฝ่ามือหนาทำเอาฉันสะดุ้งด้วยความสยิว สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเมตตากลายเป็นความโหยหาที่ดุดัน "หนูนินกำลังท้าทายฉัน... รู้ตัวไหม?" "แล้วแดดดี้... จะทำโทษนินไหมคะ?" ฉันกระซิบตอบข้างหูเขา ลมหายใจอุ่นๆ ของฉันเป่ารดต้นคอแกร่ง จนเขาถึงกับขบกรามแน่นจนเป็นสัน ในนาทีนั้นเอง... คุณอัครก็กระชากฉันเข้าไปในศาลาพักผ่อนกลางสวนที่มิดชิดด้วยเถาวัลย์ปกคลุม เขาผลักฉันพิงกับเสาไม้ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจนจมูกเราแทบชนกัน "ถ้าเริ่มแล้ว... ฉันไม่หยุดง่ายๆ เหมือนตาเตหรอกนะ นินจะยังอยากให้ฉันช่วยอยู่ไหม?"เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปีที่นินเข้ามาอยู่ในบ้าน คุณอัครและเตชินท์ตัดสินใจพาครอบครัวกลับไปที่มัลดีฟส์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่สามคน... แต่เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ"นิน... มองไปที่นั่นสิ" คุณอัครโอบเอวฉันพลางชี้ไปที่ชายหาด ที่เห็นอคินกำลังจูงมือน้องอลิซวิ่งเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน"ขอบคุณนะคะแดดดี้... ขอบคุณเตด้วยที่ดูแลนินและลูกๆ ดีขนาดนี้" ฉันซบหน้าลงบนไหล่กว้างของชายหนุ่มทั้งสองคนที่ขนาบข้าง"พวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณนิน... ที่ยอมให้อภัย และยอมให้โอกาสพวกเราได้รักเธอ" เตชินท์จูบซับที่ขมับฉันอย่างแสนรักค่ำคืนนั้น ภายใต้แสงดาวที่มัลดีฟส์ นินถูกพาไปยังวิลล่าหลังเดิมที่เคยมีความทรงจำเร่าร้อน แต่คราวนี้มันเต็มไปด้วยความละมุนและคำมั่นสัญญาที่ว่าจะรักกันตลอดไป บทรักครั้งนี้ไม่ได้แฝงไปด้วยความแค้นหรือการเอาชนะเหมือนในอดีต แต่มันคือการหลอมรวมจิตวิญญาณของคนสามคนเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์"นินเป็นของพวกเรา... และพวกเราจะเป็นของนินตลอดไป" คุณอัครกระซิบคำรามเบาๆ ก่อนจะพานินพุ่งทะยานสู่ความสุขสมที่ไม่มีวันสิ้นสุดกาลเวลาหมุนเวียนไป แต่ความรักภายในคฤหาสน์อัครมหาศาลกลับไม่เคยจืดจางลงเลย วันนี
สามปีผ่านไป คฤหาสน์อัครมหาศาลไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไป "น้องอคิน" ในวัย 4 ขวบเริ่มเข้าโรงเรียนและมีความเป็นสุภาพบุรุษเหมือนแดดดี้อัคร แต่ความพีคอยู่ที่ "น้องอลิซ" วัย 2 ขวบที่กลายเป็น "นางพญาตัวจิ๋ว" ของบ้าน"แดดดี้ขา... อลิซอยากได้ตุ๊กตาตัวนั้น" เสียงเล็กๆ อ้อนวอนพลางชี้ไปที่ตุ๊กตาลิมิเต็ดเอดิชันในแคตตาล็อก"ได้สิคะลูก... แดดดี้จะเหมามาให้ทุกสีเลยดีไหม?" คุณอัครที่ใครๆ ก็เกรงขาม กลับยอมคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อผูกเชือกรองเท้าให้ลูกสาวอย่างเต็มใจ"แดดดี้ลำเอียงนี่นา! ทีเตขอกันดั้มตัวใหม่ แดดดี้ยังบอกให้ผมใช้เงินตัวเองเลย" เตชินท์โวยวายขำๆ พลางอุ้มอคินขึ้นขี่คอ "มาอคิน... เดี๋ยวพ่อเตพาไปซื้อเอง เราไม่ง้อแดดดี้หรอกเนอะ"ฉันนั่งมองภาพเหล่านั้นด้วยรอยยิ้ม ความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในตอนแรก บัดนี้มันกลายเป็นความผูกพันที่แน่นแฟ้นจนไม่มีอะไรมาทำลายได้ สองพ่อลูกที่เคยแย่งฉัน บัดนี้เปลี่ยนมาแย่งกันตามใจลูกๆ แทน... แต่พอลูกหลับเมื่อไหร่ หน้าที่ "ปรนนิบัติ" คุณแม่นินก็ยังเป็นงานหลักของพวกเขาอยู่ดีพอลูกๆ เริ่มโต นินก็เริ่มมีเวลาว่างกลับไปออกงานสังคมบ้าง คืนนี้ฉันปรากฏตัวในชุดราตรีสีดำแหวกหลั
"ฉันบอกแล้วไงว่าต้องชื่อ 'อัญชัน' ถ้าเป็นผู้หญิงต้องอ่อนหวานและอยู่ในโอวาทของฉัน!" คุณหญิงย่าประกาศกร้าวกลางโต๊ะอาหาร ท่ามกลางความตึงเครียดของทุกคนฉันที่กำลังอุ้มท้องลูกคนที่สองได้ 5 เดือน วางช้อนลงช้าๆ พลางหันไปมองแดดดี้อัครและเตชินท์ที่นั่งขนาบข้าง "คุณท่านคะ... นินขอยืนยันคำเดิมค่ะ ลูกของนิน นินจะเป็นคนตั้งชื่อเอง และนินจะไม่ยอมให้ใครมาตีกรอบให้ลูกของนินเหมือนที่คุณท่านเคยทำกับ 'เราสามคน' อีกแล้ว""นี่เธอเก่งกล้าขึ้นมากนะนิน!" คุณหญิงย่าตบโต๊ะดังปัง"ไม่ใช่แค่เก่งกล้าค่ะ... แต่นิน 'มีอำนาจ' พอที่จะพาสามีและลูกๆ ของนินออกไปสร้างอาณาจักรใหม่ข้างนอกถ้าคุณท่านยังไม่หยุดก้าวก่าย" ฉันตอบด้วยสายตาเย็นชาที่เลียนแบบแดดดี้อัครมาเป๊ะๆคุณอัครกุมมือฉันไว้แน่นพลางเสริมด้วยน้ำเสียงทรงพลัง "นินพูดถูกครับคุณแม่... ผมกับตาเตเลือกแล้วว่าจะอยู่ข้างนิน ถ้าคุณแม่รับไม่ได้ พวกเราก็พร้อมจะย้ายออกไปอยู่ที่มัลดีฟส์ถาวรครับ"เตชินท์ยิ้มมุมปากพลางอุ้มน้องอคินขึ้นมาแนบอก "ผมเตรียมแผนสำรองไว้หมดแล้วครับคุณย่า... ถ้าอคินต้องโตมาในกรอบของคุณย่า ผมยอมให้เขาไปวิ่งเล่นบนชายหาดที่นู่นดีกว่า"คุณหญิงย่าถึงกับ
ภายในศาลาที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์จนมิดชิด แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านใบไม้เข้ามาไม่ได้ช่วยให้อากาศเย็นลงเลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับอุณหภูมิร่างกายของคนสองคนที่กำลังเบียดเสียดกันอยู่"นินจะยังอยากให้ฉันช่วยอยู่ไหม?"คำถามของแดดดี้ย้ำเตือนถึงความเสี่ยง แต่ฉันกลับตอบแทนด้วยการคล้องคอเขาแน่น พร้อมกับบดเบียดทรวงอกอิ่มเข้าหาแผงอกกำยำที่กำลังสั่นสะท้าน"นินมันดื้อแดดดี้ก็ลงโทษนินสิคะ..." ฉันกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนสิ้นคำพูดนั้น ความอดทนสุดท้ายของคุณอัครก็ขาดสะบั้นลง"อื้มมมม!"ริมฝีปากร้อนผ่าวประกบลงมาบดขยี้เรียวปากของฉันอย่างดุดัน มันไม่ใช่จูบที่นุ่มนวลเหมือนเตชินท์ แต่มันคือการรุกรานที่ทรงพลัง ลิ้นร้อนฉกชิมความหวานในโพรงปากของฉันอย่างบ้าคลั่ง เสียงลมหายใจหอบถี่ของเขาดังระงมไปทั่วศาลา"อ๊ะ แดดดี้... อื้อออ" ฉันครางประท้วงในลำคอเมื่อมือหนาเลื่อนลงมาขยำสะโพกมนของฉันอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ แต่กลับเป็นความเจ็บที่เสียวซ่านไปถึงขั้วหัวใจชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาวถูกกระชากลงมาจนกองอยู่ที่เอว เผยให้เห็นหน้าอกหน้าใจที่สั่นกระเพื่อมตามจังหวะหายใจ คุณอัครจ้องมองมันด้วยดวงตาแดงก่ำ ก่อนจะก้มลงไปครอ
ภายในห้องนอนเด็กที่ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยธีมท้องฟ้าสีหม่น (ตามความชอบของแดดดี้) เสียงร้องไห้จ้าของน้องอคินดังก้องขึ้นมาตอนตีสอง ทำเอาสองพ่อลูกที่เพิ่งได้งีบหลับไปไม่ถึงชั่วโมงสะดุ้งสุดตัวพร้อมกัน "เต! ไปดูซิ... ลูกร้องทำไม หิวหรือเปล่า?" แดดดี้อัครสั่งเสียงแหบพลางงัวเงียลุกขึ้นมาดู "ผมว่าน่าจะผ้าอ้อมเต็มนะครับแดดดี้... กลิ่นมันเริ่มมาแล้ว" เตชินท์ทำหน้ายุ่งพลางเดินไปที่เตียงทองคำของลูก เขาเก้ๆ กังๆ หยิบผ้าอ้อมสำเร็จรูปออกมา "แดดดี้... มาช่วยผมจับขาลูกหน่อยสิ ลูกดิ้นเก่งอย่างกับนักมวยเลย!" ภาพประวัติศาสตร์เกิดขึ้นอีกครั้งค่ะคุณฟ้า! ท่านประธานอัครมหาศาลผู้ทรงอิทธิพล ต้องมานั่งประคองขาเล็กๆ ของทารกน้อยอย่างระมัดระวัง ในขณะที่เตชินท์พยายามจะเช็ดทำความสะอาดและใส่ผ้าอ้อมใหม่ให้ลูกอย่างทุลักทุเล "เบาๆ สิตาเต! เดี๋ยวลูกเจ็บ" คุณอัครดุเสียงนุ่มแต่สายตากลับจ้องมองเจ้าตัวเล็กด้วยความหลงใหล "ผมเบาสุดๆ แล้วครับแดดดี้... อ๊ะ! อคิน! อย่าเพิ่งฉีดลูก!" ไม่ทันขาดคำ น้องอคินก็จัดการ 'พ่นน้ำมนต์' ใส่หน้าพี่เตชินท์เข้าเต็มๆ จนเตชินท์ถึงกับชะงักค้าง ส่วนแดดดี้อัครที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับหลุด
รถบรรทุกจากร้านเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์จอดเรียงรายหน้าตึกใหญ่ เตียงนอนเด็กบุทองคำแท้สไตล์หลุยส์ถูกยกเข้ามาวางกลางห้องโถง พร้อมกับชุดเครื่องนอนผ้าไหมอิตาลีที่คุณหญิงรสรินเป็นคนเลือกเองกับมือ"ฉันรับขวัญหลาน... ไม่ใช่รับขวัญเธอ" คุณหญิงย่าพูดเสียงแข็งพลางจิบน้ำชา สายตาปรายมองหน้าท้องที่นูนเด่นของฉัน "จำใส่หัวไว้ด้วยว่าเด็กคนนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขของอัครมหาศาล เขาต้องเติบโตมาอย่างสมเกียรติ""ขอบพระคุณในความเมตตาค่ะคุณท่าน..." ฉันแสร้งบีบน้ำตาพลางเดินเข้าไปลูบเตียงทองคำเบาๆ "แต่คุณท่านทราบไหมคะว่า... คุณอัครกับเตบอกนินว่า เตียงที่สวยที่สุด ไม่ใช่เตียงทองคำหรอกค่ะ""แล้วมันคือเตียงอะไร!" คุณหญิงย่าขมวดคิ้ว"ก็เตียงในห้องนอนใหญ่ที่คุณอัครกับเตชินท์ 'ช่วยกัน' ปรนนิบัตินินทุกคืนไงคะ..." ฉันแกล้งกระซิบข้างหูท่านให้ได้ยินกันแค่สองคน "คุณท่านทราบไหมคะว่าลูกชายกับหลานชายคุณท่าน... เวลาอยู่บนเตียงกับนินน่ะ 'ดุ' กว่าตอนอยู่บริษัทตั้งเยอะ""อี... อีหน้าด้าน!" คุณหญิงย่าตัวสั่นด้วยความโกรธจนถ้วยน้ำชาแทบหลุดจากมือ"อ้าว... คุณแม่ คุยอะไรกับนินอยู่เหรอครับ ดูหน้าแดงๆ นะ" คุณอัครเดินเข้ามาพร้อมกั
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านห้องทำงานที่ถูกปิดสนิทมาตลอดทั้งคืน ฉันลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัว กลิ่นกามารมณ์ยังคงอบอวลอยู่จางๆ ย้ำเตือนถึงบทเพลงสวาทสามคนที่เพิ่งจบลงไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนฉันพบว่าตัวเองนอนอยู่บนโซฟาหนังตัวยาว โดยมีร่างหนาของสองชายขนาบข้าง...ทางซ้ายคือเตชินท์ที่หล
ความเงียบงันปกคลุมห้องทำงานครู่หนึ่งหลังจากคำทักทายของเตชินท์ อัครชะงักกึก ร่างกายแกร่งที่ยังคาอยู่ในตัวฉันสั่นเทาด้วยความตระหนกและละอายใจ แต่ทว่า... สายตาของลูกชายเขากลับไม่ได้มีความโกรธแค้นแม้แต่นิด"ตาเตแก..." คุณอัครเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามจะถอนกายออก"อย่าเพิ่งสิครับแดดดี้... ผมบอกแล้วไงว่า
ฉันเดินกลับเข้าบ้านด้วยท่าทางที่พยายามจะให้ปกติที่สุด แต่ขาทั้งสองข้างกลับสั่นพั่บๆ จนเกือบจะก้าวไม่ออก กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นกายดิบเถื่อนของคุณอัครยังคงติดอยู่ที่ซอกคอ และความแฉะชื้นหว่างขาก็ย้ำเตือนถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในศาลาได้เป็นอย่างดี"อ้าวนินกลับมาแล้วเหรอครับ ดูหน้าแดงๆ นะ ไปตากแดดมาเหรอ?"
ภายในศาลาที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์จนมิดชิด แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านใบไม้เข้ามาไม่ได้ช่วยให้อากาศเย็นลงเลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับอุณหภูมิร่างกายของคนสองคนที่กำลังเบียดเสียดกันอยู่"นินจะยังอยากให้ฉันช่วยอยู่ไหม?"คำถามของแดดดี้ย้ำเตือนถึงความเสี่ยง แต่ฉันกลับตอบแทนด้วยการคล้องคอเขาแน่น พร้อมกับบดเบียด