Share

บทที่ 2

Penulis: Karawek House
last update Tanggal publikasi: 2025-08-15 15:28:36

“จับมัน! เสียงเข้มขึงขังจากตรอกฝั่งซ้ายมือ ดึงให้ไซรัสละความสนใจจากนกส่งสาร

เขารีบหลบเข้าซอกอาคารโดยสัญชาตญาณ ไม่นึกว่าหลังจากนั้นไม่นาน เด็กหนุ่มตัวโย่ง ประเมินแล้วอายุไม่น่าจะเกิน 13 ก็วิ่งมาสะดุดล้มหน้าซอกหลืบนั้น สีหน้าเหยเก

ทันทีที่เห็นหน้าเขา เด็กหนุ่มที่รู้ตัวว่าคงวิ่งต่อไปไม่ไหวรีบขยับเข้าซุกด้านหลังไซรัส แล้วร้องบอกละล่ำละลัก “นะ นายท่าน! ช่วยข้าด้วย ถ้าท่านยอมช่วยข้า ต่อจากนี้ ข้าจะติดตามท่านชั่วชีวิต!”

ไซรัสเหลียวมองเด็กหนุ่มผมทองตัดสั้นเนื้อตัวมอมแมมเล็กน้อย แค่เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์หลากชาติพันธุ์ที่วิ่งตามมาราวสี่ห้าคนก็รู้แล้ว ว่าเจ้าเด็กนี่กำลังจะนำปัญหามาให้เขา แต่คนอย่างเขารังเกียจการแก้ไขปัญหาเสียเมื่อไหร่...

 “เจ้าทำความผิดอะไรมา” เขาถามเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงสุขุม ทั้งๆ ที่กลุ่มคนซึ่งใกล้จะวิ่งมาถึงต่างเงื้อง้าปังตอ ท่อนไม้ และก้อนอิฐ เหมือนตั้งท่าจะเอาเรื่องเด็กคนนี้รวมถึงคนที่คิดจะขัดขวางให้ถึงตาย

“ขโมยของ” เด็กหนุ่มตอบตรงไปตรงมาผิดคาด

“ขโมยของแล้วหวังให้ข้าช่วยงั้นรึ?”

“ข้าไม่ผิด!” เด็กหนุ่มชี้แจง สองมือเขากุมข้อเท้าช้ำเลือดช้ำหนองที่ไม่น่าจะบาดเจ็บเพราะสะดุดล้มเมื่อครู่เอาไว้แน่น “พวกมันสั่งให้ข้าขโมยหีบเงินจากคนแก่คนนึง ข้าก็ขโมยมาให้ แต่มารู้ทีหลัง ว่าถ้าไม่มีเงินนั่นหมอจะไม่ยอมรักษาโรคให้ลูกสาวเขา ข้าเลยขโมยหีบนั่นกลับไปคืน ของนั่นไม่ใช่ของของพวกเขาสักหน่อย! ”

“เจ้าโง่ ของที่อยู่ในมือเราก็เป็นของเรา! ” ชายที่ร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่มคนซึ่งวิ่งตามมาตวาดสวน ทุกครั้งที่ชายคนนี้ออกท่าออกทาง มัดกล้ามเนื้อห่อหุ้มผิวหนังสีเข้มดูดุดันจะเคลื่อนไหวคล้ายต้องการช่วยเจ้าของร่างข่มขู่ทุกคนที่กล้าหือ

“คิดว่าพวกข้าอยากทำนักรึ ไอ้เด็กเนรคุณ!” ชายอีกคนตวาดเสริม “ทุเรศที่สุด! เรากำพร้าเหมือนๆ กัน ช่วยเหลือกันมาเหมือนพี่น้อง พี่ข้าเลี้ยงเจ้ามาอย่างดี เรากำลังจะสบาย แต่เจ้าก็ดันมาขโมยเงินนั่นไป! ตอนนี้เงินนั่นก็อยู่ในมือหมอที่เป็นขุนนางใหญ่หมดแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้อีกแล้ว! ”

คำพูดคำจาที่ชวนให้รู้สึกว่าใจจริงแล้วคนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้อยากลักขโมย กับคำว่า ‘กำพร้า’ และ ‘เรากำลังจะสบาย’ ตลอดจนสายตาเจ็บปวดผิดหวังมากกว่าชิงชังอาฆาตที่ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ใช้มองเด็กหนุ่ม ทำให้ไซรัสสะดุดใจขึ้นมา

เขาไล่สายตาประเมินลักษณะนิสัยและขีดจำกัดทางร่างกายของชายเหล่านี้ทีละคน ก่อนถาม

“พวกเจ้ารู้จักเด็กนี่มานาน รู้ใช่ไหม ว่าเขาไม่ได้อยากทรยศพวกเจ้า เขาแค่พยายามช่วยชีวิตเด็กอีกคนเท่านั้น” คนเหล่านั้นแววตาสลดลงเล็กน้อย แต่ไม่มีใครตอบอะไร เขาจึงเอ่ยปากถามอีกข้อ “หีบนั่นมีเงินเท่าไหร่”

                “ทำไมวะ จะจ่ายเงินชดเชยที่ไอ้เด็กนี่ขโมยไปหรือไง” ใครคนหนึ่งถามขึ้นอย่างหัวเสีย

แต่ไซรัสยังคงพูดคุยด้วยท่าทีสงบยิ่ง

“ถ้าตกลงกันได้ ข้าอาจจ่ายมากกว่านั้น”

ประโยคนั้นทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์กวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ผมดำเหมือนพวกทาสซาเมียร์ ไว้ผมยาวแถมยังหน้าตาผิวพรรณดีเหมือนกวีราชสำนัก แต่สำนวนการพูดการจาดันเหมือนชนชั้นล่างอย่างพวกข้ามากกว่าพวกชนชั้นมีอันจะกิน แถมรูปร่างยังสูง ดูแข็งแรง แต่งเนื้อแต่งตัวเหมือนพวกนักแสวงโชค” ใครอีกคนในคนกลุ่มนั้นออกปากวิจารณ์ซึ่งๆ หน้า “เจ้าเป็นใครมาจากไหนกันแน่วะ? มีเงินถุงเงินถังนักรึไง? ”

เขาไม่ตอบ หากแต่กวาดสายตามองชายเหล่านั้นเรียงตัวอีกหน คราวนี้เขาทำอย่างเชื่องช้า จงใจให้อีกฝ่ายรู้ตัว ก่อเกิดคลื่นความตึงเครียดบางอย่าง กดดันให้อีกฝ่ายต้องลดมือลงโดยอัตโนมัติ

ไซรัสรู้จักมนุษย์จำพวกนี้ดี พวกที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเผชิญโลกมามากย่อมรู้จักประเมินว่าควรหรือไม่ควรทำอะไรโดยสัญชาตญาณ...ปราชญ์บางกลุ่มเรียกสิ่งนี้ว่า ‘สัญชาตญาณในการเอาตัวรอด’ ที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

“เป็นอันว่าเราจะเจรจากันก่อน” เขาสรุปจากรูปการณ์ด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนรูปปั้น “ฟังข้อเสนอข้าให้ดี บางทีนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตเจ้า”

ชายเหล่านั้นมองมาที่เขาเหมือนอยากถาม แต่ไม่มีใครขยับริมฝีปากพูดอะไรออกมาเลยสักคำ

“ข้ากำลังจะเริ่มธุรกิจ เป็นธุรกิจที่ยังขาดคนกล้าที่แข็งแรงพอ” เขาเลือกละคำว่า ‘และยังพอจะรู้จักเชื่อฟังคำสั่ง’ เอาไว้ แล้วหยุดสายตาลงที่ชายผิวดำร่างสูงใหญ่ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม “พวกเจ้าคงไม่ชอบชีวิตตอนนี้นักใช่ไหม”

“ธุรกิจรึ?” ใครคนหนึ่งในกลุ่มนั้นขยับริมฝีปากถาม น้ำเสียงงุนงง

แต่ชายหัวหน้ากลุ่มกลับเอ่ยแทรกเสียงขรึม

“เราจะได้อะไรตอบแทน” ดูเหมือนชายผิวสีจะไม่สนใจรายละเอียดธุรกิจเลยด้วยซ้ำ  

“เงินทอง และเส้นสาย” ไซรัสบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าได้รับโอกาส พวกเจ้าจะเป็นได้มากกว่าอัธพาลหรือหัวขโมย”

ประโยคหลังจากริมฝีปากคนอยากเริ่มธุรกิจ ทำเอาหัวหน้ากลุ่มร่างใหญ่นิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ

“ล้อเล่นรึ? พวกชนชั้นสูงในเมืองนี้เห็นพวกกำพร้าอย่างพวกข้าเป็นขยะ พวกพ่อค้า พวกชนชั้นกลาง เรียกพวกข้าว่าหัวขโมยตั้งแต่เริ่มจำความได้ แต่เจ้าดันบอกว่าพวกข้าจะเป็นอย่างอื่นได้” ชายร่างใหญ่พยายามแค่นหัวเราะตอนเอ่ยเหมือนจงใจเย้ยหยัน แต่การกระทำนั้นกลับยิ่งเผยให้เห็นความคับข้องใจในชะตาชีวิต “ถ้าจะพูดเพื่อช่วยไอ้เด็กนั่นก็หยุดซะ แค่ชดใช้ห้าพันเหรียญนั่นมา แล้วชีวิตมันจะเป็นของเจ้า”

ไซรัสหลับตาลงเมื่อรู้ความประสงค์อีกฝ่าย

“นั่นรึ สิ่งที่พวกเจ้าต้องการ” เขาถามให้คิดมากกว่าจะต้องการคำตอบ “เงินห้าพันเหรียญนั่นอาจช่วยให้พวกเจ้ามีบางสิ่งสมปรารถนา แต่มันจะคงอยู่นานสักเท่าไหร่” นักเจรจาลืมตาขึ้น จ้องลึกลงในตาคู่สนทนา “เงินตราอาจช่วยให้พวกเจ้าซื้อหาบางสิ่ง แต่เงินตราเพียงเท่านั้น ไม่อาจเปลี่ยนสายตาที่คนอื่นมองพวกเจ้า”

“อยากจะพูดอะไร” แม้น้ำเสียงที่ชายหัวหน้ากลุ่มใช้ถามยังคงฟังดูแข็งกระด้าง แต่มันก็เป็นน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นมิตรที่สุด เท่าที่เคยหลุดออกมาจากปากชายคนนี้

คราวนี้ ไซรัสตอบคำถามนั้นเพียงสั้นๆ

“ทุกคนเป็นทุกอย่างที่เขาอยากเป็นได้เสมอ”

บังเกิดความเงียบอีกชั่วอึดใจ ก่อนจะเกิดเสียงหัวเราะขมขื่นคล้ายคนสมเพชชีวิตตัวเองมากกว่าสุขสันต์จากชายผิวสี

“พวกข้าไม่เคยร่ำเรียน เข้าใจคำพูดอย่างพวกนักปรัชญาได้ไม่ดีนักหรอก แต่ก็พอเข้าใจ ว่าเจ้าอยากจะบอกอะไร” หัวหน้ากลุ่มร่างใหญ่เหลียวสบตาคนในกลุ่มด้วยแววตาคล้ายมีประกายแสงไฟบางอย่าง

บางทีนั่นอาจเป็นแสงไฟแห่งความหวัง หรือไม่ก็ความเชื่อมั่น ที่ไม่เคยมีใครมอบให้พวกเขามาก่อน

“ข้าสนใจแค่ผลลัพธ์เท่านั้น เจ้าให้พวกข้าได้จริงรึ เงินทอง เส้นสาย”

“นั่นเป็นสิ่งที่พวกเจ้าต้องพิสูจน์” นักเจรจาตอบง่ายๆ “ถึงพวกเจ้าจะซ้อมเด็กนี่ให้ตาย หรือต่อสู้ทำร้ายเรียกร้องอะไรจากข้าตอนนี้ ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาอยู่ดี”

“งั้นรึ...” กลุ่มชายฉกรรจ์สบตากันและกันอยู่พักใหญ่ ในที่สุด คนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก็หันกลับมาบอกเขาด้วยท่าทีของอันธพาลที่ยังไม่สิ้นพยศเสียทีเดียว “เด็กนั่นชื่อโทมัส ขามันไม่หักหรอก ดามไม้สักพักก็หายดี” ชายคนเดิมระบายลมหายใจอย่างยากลำบากก่อนเอ่ยต่อไป บางทีสิ่งที่ขับไล่ออกจากร่างอาจมีกลุ่มก้อนความอวดดื้อถือดีปะปนอยู่ในนั้น “ส่วนไอ้อ้วนที่ยืนอยู่ตรงนี้ชื่อจอห์น” เขาใช้สายตาชี้ไปยังชายผมน้ำตาลอ่อนรูปร่างท้วมใหญ่ที่สุดในกลุ่มเมื่อเอ่ยประโยคเหล่านั้น “ส่วนนี่ ลูคัส” คราวนี้เขาใช้สายตาชี้ไปยังชายผมน้ำตาลตัดสั้น รูปร่างสูงโปร่งที่สุดในกลุ่ม แล้วชายคนนั้นก็ค้อมหัวให้ไซรัสเล็กน้อย เหมือนตั้งใจจะทักทาย “ด้านซ้ายข้าชื่อทอม คนข้างขวานี่ชื่อราจีฟ” เขาหมายถึงชายหน้าหวานผมสีน้ำตาลเข้มหยิกติดหนังหัวประเมินแล้วน่าจะอายุน้อยที่สุดในกลุ่มคนทั้งห้า กับชายผิวคล้ำแดดหัวโล้นเลี่ยน ที่รูปร่างสูงใหญ่พอๆ กับตัวคนแนะนำ ทอมกับราจีฟเองก็ค้อมหัวให้ไซรัสเช่นกัน แม้จะยังดูเก้ๆ กังๆ อยู่บ้าง แต่ก็พอมองเห็นสัดส่วนของความตั้งอกตั้งใจและความจริงใจผสมอยู่อย่างละครึ่ง “ส่วนข้า” หัวหน้ากลุ่มค้อมหัวให้ไซรัสก่อนจะเอ่ยต่อไป “ข้าชื่ออารี ข้ากับพี่น้องไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว พวกข้าจะลองเชื่อและติดตามท่านดู”

ไซรัสมองตาคนทั้งห้าอย่างอ่านใจ ครู่หนึ่ง คนเพิ่งได้ผู้ติดตามก็ดึงให้โทมัสลุกขึ้นยืน แล้วพาเด็กหนุ่มเดินตรงไปรวมกลุ่มกับคนทั้งห้า

แม้จะมีท่าทีหวาดๆ อยู่บ้าง แต่โทมัสก็ยอมก้าวขาเดินตามแต่โดยดี

“พร้อมเริ่มงานทันทีใช่ไหม?” เขาถาม

และอีกฝ่ายก็พยักหน้าแทนการตอบ

“เราจะเริ่มงานกันพรุ่งนี้” ไซรัสประกาศกร้าว “ภายในเวลาสามเดือนเราจะมีทั้งเงินและเส้นสาย จนถึงตอนนั้น ถ้าพวกเจ้าคนไหนอยากแยกตัวไปค้าขายอะไร ข้าก็จะสนับสนุนพวกเจ้าอย่างเต็มที่”

“แค่สามเดือนเท่านั้นรึ?” จารีฟถามเสี่ยงขุ่นสีหน้าไม่เชื่อถือ แต่คนกำลังจะเริ่มธุรกิจก็กล้ายืนยัน

“ใช่ อีกแค่สามเดือนเท่านั้น...” เขาเว้นวรรคนิดหน่อยก่อนเอ่ยประโยคถัดไป “อีกแค่สามเดือน อาณาจักรนี้จะรู้จักพ่อค้านักแสวงโชคที่ชื่อไซรัสและคนของเขา จะไม่มีการหันหลังกลับเด็ดขาด”

เขาจะทำสำเร็จ...ไซรัสแน่ใจว่าอย่างนั้น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 116

    ให้พวกคนงานกับบรรดาผู้ติดตามคนสนิทรู้ว่าแถบนี้มีปีศาจปีกดำในเรื่องเล่าวนเวียนไม่ห่างรังแต่จะสร้างความหวาดกลัว ยิ่งถ้าเปิดเผยความจริงเรื่องที่นายจ้างประวัติไม่แน่ชัดร่วมมือกับสิ่งที่ชาวเมืองเรียกขานว่า ‘ปีศาจ’ ออกไป ก็ยากจะเดาว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาแบบไหนพวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจไซรัสต่อไป หรือหวาดหวั่นเกลียดชังจนเอาใจออกห่าง ก็ยากจะคาดเดา“คุณไม่ได้โกหกคุณพ่อเลยสักนิด...” อย่างน้อยๆ ก็เรื่องที่มาอัญมณีกับพื้นเพ...ถึงเขาจะบอกไม่หมดก็เถอะ แต่ก็ยังอยู่ในฐานที่ยอมรับได้“เชื่อใจแล้วหรือ”“ไม่เชื่อได้เหรอคะ พามาดูตั้งขนาดนี้”“นึกว่าต้องขอให้ ‘คนมีปีก’ ของคุณ มายืนยันใกล้ๆ ซะแล้ว”อัยน์นาเหลียวมองคนงาน กลัวจะมีใครได้ยินบทสนทนาล่อแหลมนี้ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกคนจดจ่ออยู่กับอัญมณีล้ำค่าไม่ได้ใส่ใจจะมองมาทางนี้แม้แต่น้อย ถึงค่อยขยับริมฝีปากพูดตอบโต้“แค่นี้ก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าเป็นมิตร” ถ้าไม่เป็นมิตร คงเข้าจู่โจมขับไล่คณะเดินทางคณะนี้นานแล้ว... “แล้วปีกที่เห็นก็ใช้บินได้จริงๆ ไม่ใช่ปีกของปลอมที่ปั้นแต่งขึ้นจากฝีมือศิลปินชั้นครู”เจ้าของใบหน้าคมคายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก่อนหน้านี้คงไม่ได้คิดว่ามีใคร

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 115

    เธอพอเดาออก ว่าเขาจับมือเธอมาวางตรงนี้ ก็เพราะอยากแสดงออกว่าจริงใจในตำรา ‘ภาษากาย’ ที่เขียนขึ้นโดยคณะปราชญ์เวเนเซีย บอกไว้ว่า ในยามปกติ หัวใจคนเราจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ และจะเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อเหน็ดเหนื่อย เครียดจัด เป็นไข้ตัวร้อน หรือตื่นเต้น ตกใจเมื่อใครสักคนโกหก คนคนนั้นย่อมเกิดความเครียด ใจจะคอยลุ้นระทึก และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเผยพิรุธ ทำให้เกิดความกดดันในใจจนเลือดลมวิ่งพล่าน เมื่อจิตใจและร่างกายปั่นป่วน หัวใจก็จะพานเต้นเร็วขึ้นดังนั้น ถ้าไซรัสไม่ได้โกหก ก้อนเนื้อในช่องอกเขาก็ควรเต้นอย่างสม่ำเสมอ...แล้วตอนนี้หัวใจไซรัสก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคงสม่ำเสมอจริงๆหรือไซรัสจะไม่ได้โกหก...หรือความลับทั้งหมดที่เขาปิดบังไว้มีแค่นี้...มีเท่าที่เขาเฉลยให้ฟัง ความใคร่รู้ทำให้อัยน์นาเผลอจ้องลึกลงในตาเขาฉับพลัน หัวใจดวงที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงก็ค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้นนอกจากมันจะทำให้คนพยายามวิเคราะห์งุนงงแล้ว ยังดึงให้หัวใจเธอเต้นแรงและเร็วตามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเป็นตอนนี้เธอรู้สึกถึงหัวใจในช่องอกแกร่งชัดเจนเหมือนไซรัสถอดหัวใจมาวางไว้ในมือเธอหัวใจ...ครืน!!! เสี

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 114

    เมื่อพิจารณาข้อที่ไซรัสเคยพาคนสนิทใช้เส้นทางนี้ลักลอบขุดขนอัญมณีมาแล้ว เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างหลังถ้าที่นี่มีอันตรายยิ่งใหญ่อยู่เหนือการควบคุมจริง ราจีฟที่เก็บสีหน้าไม่เป็นก็ต้องดูกังวลดูหวาดกลัวกว่านี้แต่นี่ไม่เลย...นอกจากไซรัสแล้ว กลุ่มผู้ติดตามคนสนิทที่น่าจะเคยมาที่นี่อย่าง ทอม จอห์น ราจีฟ ทุกคนดูเป็นปกติดี ถึงจะดูขยาดงูตามเถาไม้กันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ดูสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งเห็บดูดเลือดตัวกว่าครึ่งข้อนิ้วก้อยร่วงลงมาเกาะลำคอก็ยังไม่ได้มีความตื่นเต้นตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิดจู่ๆ คนที่เธอจับจ้องก็มองกลับ แววตาเขาตอนสบตาเธอฉายแววกังวล...แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นไซรัสคลี่ยิ้มให้เธอแบบเดียวกับที่ยิ้มให้มาหลายต่อหลายหน แล้วพยักหน้าคล้ายเชื้อเชิญให้เดินออกไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเธอจับทางเขาได้แล้ว...ยิ้มน้อยๆ ดูสุขุม สงบ อบอุ่นจริงใจแบบนี้ เป็นรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนชัดๆอัยน์นารอให้ ‘สามี’ สั่งการเสร็จสิ้น ถึงค่อยขยับเข้าเลียบเคียงถาม“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบคล้ายพึมพำ “อากาศเย็นเกินไป”อากาศเย็น...แล้วยังไงล่ะ?“ไม่มีอ

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 113

    เห็นนายท่านออกคำสั่ง นายหญิงพยักหน้าสำทับ ผู้ติดตามหญิงทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้าทั้งคู่รีบเก็บข้าวของ ออกเดินทาง โดยมีพวกผู้ติดตามชายช่วยกันขนท่อนไม้หนักๆ สามสี่ท่อนขึ้นวางในรถม้า นัยว่าจะให้รถหนักจนเกิดร่องรอยคล้ายรถที่บรรทุกคนจำนวนมากเมื่อรถม้าเคลื่อนห่างออกไป อัยน์นาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังช่วยกันแยกชิ้นส่วนรถม้าอีกคัน แล้วนำแต่ละชิ้นกระจายวางตามจุดต่างๆ เอาดินกลบบ้าง เอาฟาง เอาเศษใบไม้ เอาเถาวัลย์กลบบ้างรอจนทุกคนกลบร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ทอมก็แจกจ่ายถุงขนสัตว์หนานุ่มคนละสองถุง คนที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนาหน่อยอย่างราจีฟจะได้แจกมากถึงสี่ถุง อัยน์นากำลังจะถามคนข้างตัวว่าเอาสิ่งนี้มาทำไม ก็เห็นคนงานพากันสวมถุงที่ว่าทับรองเท้าแล้วเอาเชือกหนังรัดไว้แน่นหนาเมื่อลองสวมตามแล้วก้าวขาดู อัยน์นาถึงได้รู้ว่ายังมีวิธีการกลบร่องรอยที่ได้ผลชะงัดอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การป้องกันไม่ให้เกิดร่องรอยเสียตั้งแต่แรกเธอเหลียวมองตา ‘สามี’ อีกหน คราวนี้เขามองกลับด้วยดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง ดูก็รู้ ว่าสาเหตุหลักที่ผู้ชายคนนี้ส่งมาธากับโรสแยกไปอีกทางแทนการใช้งานคนของตัวเองไม่ใช่เหตุผลเรื่องการพรางร

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 112

    ‘...สงสัยอะไรค่อยคุยกันวันหลังเถอะ...’ แค่ได้ยิน คนฟังก็แน่ใจ ว่าอย่างน้อยๆ ไซรัสน่าจะได้ยินสองประโยคหลังเข้าเต็มๆทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น เขากลับวางสีหน้าเรียบเฉย สั่งการผู้ติดตามเฉียบขาด คล่องแคล่ว ทำราวกับเรื่องพูดคุยลับหลังระหว่างเธอกับราจีฟไม่ได้สลักสำคัญอะไรแม้แต่น้อย ทำเอาราจีฟที่ตอนเห็นหน้าไซรัสยังเผลอสะดุ้งพลอยดูคล้ายจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทาง...เผลอๆ ผู้ติดตามรายนี้จะลืมประโยคที่เธอจงใจพูดเพื่อให้หลงมาช่วยเธอค้นหาความจริงอีกแรงไปแล้วด้วยซ้ำหลังพูดคุยแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ทุกคนก็รีบกินมื้อเย็นแล้วเก็บกวาด กลบกลิ่น จากนั้นก็ใช้ฝุ่นดินลบรอยเท้าไล่มาตั้งแต่รอบบริเวณบ้านเข้ามาจนถึงด้านใน ทั้งยังเอาข้าวของบางส่วนในโถงชั้นล่างที่โรสกับมาธาช่วยกันเก็บกวาดมาแล้วหนหนึ่งออกไปจัดวางให้ดูระเกะระกะ แล้วเป่าฝุ่นดินเข้าใส่ ลบร่องรอยการหยิบจับออกไปอย่างน่าพิศวงเห็นสภาพคล้ายรกร้างที่คนเหล่านี้จงใจทำแล้ว อัยน์นาก็ได้แต่บีบมือปลอบโรสกับมาธาที่สู้อุตส่าห์ช่วยเธอทำความสะอาดพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ โถงรับประทานอาหาร ห้องครัว ทางเดิน บันได และห้องนอนบนชั้นสองและสาม“เท่า

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 111

    “ฉันเจอไซรัสครั้งแรกที่ย่านร้านค้า...วันนั้น ฉันโดนใช้ให้ออกไปซื้อทับทิมจากร้านผักผลไม้ที่อยู่คนละฟากกับตึกสี่ชั้น เราสบตากันครั้งแรกก็ตอนนั้น...” อัยน์นาทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โก่งลำสูงขึ้นราวเข่า ปากก็เล่าเรื่องราว ‘การพบกันแสนน่าประทับใจ’ ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ตอนนั้นเขาโดดเด่นกว่าใคร เขาดูสงบนิ่งภูมิฐานเหมือนขุนนางใหญ่แต่กลับเที่ยวเดินลอยชายในเมืองในสภาพปล่อยผมสีดำยาวเป็นอิสระ มองจากผมยาวเงางามกับผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอี่...เขาเหมือนกวีราชสำนัก แต่กลับแต่งตัวคล้ายพวกนักเผชิญโชค ดูสมบุกสมบันขัดลักษณะท่าที ไซรัส...สามีฉัน มีส่วนผสมที่แปลกประหลาด แต่ในความประหลาด ในความแตกต่าง เขากลับดูดีกว่าใคร มองยังไงก็โดดเด่นจนละสายตาไม่ได้” คนตั้งใจมาสืบความวกเข้าเรื่องที่ต้องการถาม น้ำเสียงคล้ายชวนคุย “ตอนพบกันครั้งแรกไซรัสดูเป็นยังไงบ้างคะ เขาดูต่างจากที่ฉันเจอมาบ้างหรือเปล่า? ”“เขาน่ะรึ? ” ราจีฟทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายมากขึ้น “ไซรัสตอนนั้นน่ะ น่ากลัวสิ้นดี” พูดแล้วนักสู้ผิวเข้มก็สะบัดหัวสะบัดตัวเหมือนขนลุกเมื่อนึกถึง“ยังไงคะ”“นิ่ง เงียบ ทรงอำนาจ ในมือไม่มีมีดไม่มีด

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 19

    ชายผิวสีบอกตัวเองซ้ำๆ แล้วพยายามรวบรวมกำลังตวัดดาบใส่ดาบไม้ เจตนาตัดดาบในมือคนเป็นนายเพื่อยุติการประลองที่บ้าคลั่งนี้นึกไม่ถึงว่า ‘นายท่าน’ จะใช้วิธีโอนอ่อนผ่อนตามทันทีที่ราจีฟฟาดดาบลงมา เขาก็บิดข้อมือวาดดาบไม้ตามแรงเหวี่ยง ไม่แข็งขืนฝืนปะทะ ทำเอาราจีฟเสียหลักซวนเซแล้วในจังหวะที่คู่มือไม่ทันตั้ง

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 18

    “เปิดประตู” เจ้าของอาคารสั่งเสียงเข้ม ทันทีที่เดินมาถึงหน้าประตูบานคู่สลักลายขนปีกสวยแปลกตาทันทีที่ได้ยินเสียงเขา ประตูบานหนาก็เปิดอ้า เผยให้เห็นห้องโถงกว้างปิดหน้าต่างมิดชิดซึ่งปูพื้นและผนังด้วยหินตัดสีดำสนิทเช่นเดียวกับทางเดิน นอกจากโทมัส จอห์น ทอม และราจีฟ กับอาวุธนานาชนิดตามผนังและชั้นวาง และ

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 16

    “ดี พูดได้ดี” ท่านเจ้ากรมการเมืองเอ่ยเสียงเข้ม “ใครอยู่ข้างนอก เข้ามาให้หมด!”จบคำ สาวใช้สองนางกับทหารยืนยามอีกสองนายก็ก้าวเข้ามาในห้องหนังสือทันที“ได้ยินที่ท่านหญิงพริสซิลล่าพูดแล้วใช่ไหม พูดออกดังลั่นบ้านขนาดนี้ คงไม่มีใครไม่ได้ยิน”&ldq

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 15

    แม้ชื่อเสียงอัยน์นาจะได้รับการปกป้อง แต่ดูเหมือนชื่อเสียงของท่านหญิงพริสซิลล่ากับท่านหญิงแอนนาเบลจะยิ่งตกต่ำอย่างเห็นได้ชัด เพราะถึงแม้คืนนั้นจะไม่มีใครรู้เห็นเรื่องนี้เพิ่มเติมนอกจากเจ้าบ้านอย่างเจ้ากรมการคลังกับสาวใช้อีกสองราย แต่หลังจากตอนนั้น ดูเหมือนพวกทหารในเหตุการณ์และคนรั

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status