Masukห้าปีที่แล้ว 'เอก้า' ต้องใจสลายเมื่อ 'ฮันนี่' เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความทรงจำสีจางและความรู้สึก 'พิเศษ' ที่ยังไม่เคยได้เอ่ยปากบอกออกไป แต่แล้วในวันที่เอก้าเริ่มทำใจได้ ฮันนี่ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง! แต่เธอไม่ใช่คนเดิมที่เคยรู้จัก เธอกลับมาพร้อมเส้นผมสีบลอนด์สว่างราวเปลวเพลิง และกลิ่นอายสูงส่งน่าเกรงขามราวกับไม่ใช่ปุถุชนทั่วไป "หายไปไหนมาตั้ง 5 ปี!" "ไปทำสัญญากับซาตานมาน่ะ... เพื่อกลับมาทวงสิทธิ์ 'เพื่อนคนพิเศษ' ของเธอไง" การกลับมาครั้งนี้ ฮันนี่พกพาพลังอำนาจลึกลับที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนที่กล้าเข้าใกล้เอก้า และเธอไม่ได้ต้องการแค่ความเป็นเพื่อนอีกต่อไป เพราะในโลกของซาตาน สิ่งที่เธอต้องการคือ 'การครอบครอง' ทั้งกายและใจของเอก้าเพียงคนเดียว! เตรียมพบกับความรักเหนือชะตาฟ้าลิขิต เมื่อความหวานของฮันนี่ซ่อนพิษร้ายของซาตานเอาไว้ และเอก้าจะต้านทานเสน่ห์นี้ได้นานแค่ไหน?
Lihat lebih banyakห้าปี... นานพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งลืมวิธีสะกดคำว่าความสุข แต่ไม่เคยนานพอที่จะทำให้ 'เอก้า' ลืมกลิ่นน้ำหอมจางๆ ของเพื่อนสนิทที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
เอก้านั่งทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างคาเฟ่ที่เดิมที่พวกเธอเคยมานั่งเล่นด้วยกันประจำ ท่ามกลางผู้คนพลุกพล่านในย่านมหาวิทยาลัย เธอยังคงมองหาใบหน้าคมคายและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของใครบางคนอยู่เสมอ แม้ลึกๆ จะรู้ว่ามันเป็นความหวังที่ริบหรี่ "ยัยเอก้า! เหม่ออีกแล้วนะแก กินเค้กสิ เดี๋ยวก็จืดชืดหมดหรอก" เสียงของเพื่อนสนิทในกลุ่มตะโกนเรียกสติ ทำให้เอก้าสะดุ้งเล็กน้อย "อืม... กินอยู่แหละ แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย" เอก้าตอบเลี่ยงๆ พยายามฝืนยิ้มให้เพื่อนๆ เหมือนทุกวัน ทันใดนั้น บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน... ลมหนาวประหลาดพัดวูบเข้ามาในร้านจนคนรอบข้างเริ่มกระซิบกระซาบ แสงไฟในคาเฟ่กะพริบถี่ๆ เหมือนจะดับแต่ก็ไม่ดับ กลิ่นหอมหวานของวานิลลาที่เคยอบอวลกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่น 'กำยาน' และ 'กุหลาบป่า' ที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก ตึก... ตึก... ตึก... เสียงส้นเท้ากระทบพื้นไม้ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทุกอย่างรอบตัวเอก้าดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ มีเพียงเธอที่ยังคงรับรู้ถึงการมาเยือนของใครบางคน "ไม่ได้เจอกันนานนะ... ยัยเพื่อน(พิเศษ)" เสียงแหบเสน่ห์ที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง เอก้าตัวแข็งทื่อ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เธอค่อยๆ หันกลับไปมอง... และสิ่งที่เห็นก็ทำให้ลมหายใจของเธอแทบจะหยุดชะงัก ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้... คือ 'ฮันนี่' ไม่ผิดแน่ แต่ฮันนี่คนนี้ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง เส้นผมสีเข้มถูกเปลี่ยนเป็นสีบลอนด์สว่างเรืองรองราวกับแสงจันทร์ ดวงตาที่เคยขี้เล่นกลับดูคมกริบและมีประกายสีแดงจางๆ ซ่อนอยู่ข้างใน ผิวพรรณดูเนียนละเอียดจนเกินมนุษย์ และชุดสีดำสนิทที่เธอใส่นั้นทำให้เธอดูเหมือนนางพญาที่หลุดออกมาจากตำนานมืด "ฮันนี่... เธอจริงๆ เหรอ? เธอหายไปไหนมา!" เอก้าเค้นเสียงถามออกมา น้ำตาเริ่มคลอเบ้าด้วยความโกรธปนคิดถึง ฮันนี่ไม่ตอบ แต่กลับก้าวเข้ามาช้าๆ ก่อนจะโน้มตัวลงมาจนปลายจมูกแทบจะชิดกับแก้วหูของเอก้า ลมหายใจที่เป่ารดนั้นไม่ไช่ความอุ่นของมนุษย์ แต่มันคือความร้อนรุ่มที่ทำให้อะดรีนาลีนในร่างของเอก้าพุ่งพล่าน "ไปทำสัญญากับซาตานมาน่ะ... เพื่อที่จะได้กลับมาทวง 'คำสัญญา' ที่เธอเคยให้ไว้ไง" มือเรียวของฮันนี่เชยคางเอก้าขึ้นมาสบตา นิ้วโป้งของเธอเกลี่ยริมฝีปากล่างของเอก้าเบาๆ อย่างกวนประสาทและโหยหาในเวลาเดียวกัน "เตรียมตัวไว้ให้ดีนะเอก้า... เพราะจากนี้ไป ฉันจะไม่หายไปไหนอีก จนกว่าจะครอบครองเธอได้ทั้งตัว!" สัมผัสที่ริมฝีปากนั่นร้อนรุ่มจนเอก้าเผลอกลั้นหายใจ แต่ก่อนที่เหตุการณ์จะ 'ล้ำเส้น' ไปมากกว่านั้น ฮันนี่ก็ผละออกไปดื้อๆ พร้อมยืดตัวตรงแล้วส่งยิ้มกวนประสาทให้กลุ่มเพื่อนของเอก้าที่นั่งอ้าปากค้างกันอยู่ทั้งโต๊ะ "ไงทุกคน... จำกันไม่ได้เหรอ?" ฮันนี่เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงร่าเริงผิดกับบรรยากาศเมื่อครู่ลิบลับ "ฮะ... ฮันนี่! นั่นแกจริงๆ เหรอวะ?" เสียงเพื่อนคนหนึ่งโพล่งขึ้น "ทำไมแก... ดูเปลี่ยนไปขนาดนี้วะ แล้วผมสีนี้คืออะไร แซ่บเว่อร์!" "ไปทำธุระที่ต่างประเทศมาน่ะ เลยถือโอกาสรีโนเวทตัวเองนิดหน่อย" ฮันนี่โกหกคำโตหน้าตายพลางทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ว่างข้างเอก้าอย่างถือวิสาสะ "แล้วนี่กินอะไรกันอยู่เหรอ? ขอกินด้วยคนดิ หิวจะแย่" ความกวนประสาทแบบเดิมๆ ของฮันนี่ทำให้บรรยากาศอึดอัดเมื่อครู่จางลงไปบ้าง แต่ไม่ใช่กับเอก้า... เธอยังรู้สึกได้ถึงรังสีความร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวคนข้างๆ และที่สำคัญ เธอยังคาใจกับไอ้คำว่า 'สัญญาซาตาน' นั่นไม่หาย "ฮันนี่ ออกไปคุยข้างนอกกับฉันเดี๋ยวนี้" เอก้ากระชากแขนเสื้อคนผมบลอนด์ทันที "ว้า... จะรีบไปไหนล่ะเอก้า ฉันเพิ่งมาถึงเองนะ" ฮันนี่หันมาเลิกคิ้วกวนๆ แต่ดวงตาสีเพลิงที่วูบไหวอยู่นิดๆ สื่อความหมายว่าเธอเองก็รอจังหวะนี้อยู่เหมือนกัน "แต่ถ้าเธออยาก 'รื้อฟื้น' ความหลังกับฉันสองต่อสองขนาดนั้น... ฉันก็ตามใจ" เอก้ากึ่งลากกึ่งจูงฮันนี่ออกมาที่ลานจอดรถหลังร้านซึ่งไร้ผู้คน ทันทีที่ประตูปิดลง เอก้าก็ดันตัวฮันนี่ติดกำแพงทันที (ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายดูมีพลังมากกว่าเดิมหลายเท่าก็เถอะ) "เลิกเล่นตลกได้แล้วฮันนี่! 5 ปีที่ผ่านมาเธอหายไปไหนมา แล้วที่บอกว่าไปทำสัญญาซาตาน... มันหมายความว่ายังไง!" ฮันนี่หัวเราะในลำคอเบาๆ เธอยกมือขึ้นคว้าข้อมือของเอก้าไว้แล้วกดลงกับกำแพงแทน จนตอนนี้กลายเป็นเอก้าที่ตกอยู่ในพันธนาการของซาตานสาวอีกครั้ง "อยากรู้ขนาดนั้นเลยเหรอ?" ฮันนี่โน้มหน้าเข้ามาใกล้จนหน้าผากชนกัน "ในนรกมันเหงามากนะเอก้า... ทุกนาทีที่นั่น ฉันเห็นแต่ภาพเธอ ฉันเลยขอพรจากซาตานเพื่อให้ได้กลับมาหาเธอ แต่ข้อแลกเปลี่ยนมันก็สูงพอดู..." "แลกกับอะไร..." เอก้าถามเสียงสั่น "แลกกับสถานะเพื่อนของเธอไง" ฮันนี่กระซิบพลางใช้นิ้วมืออีกข้างไล้ไปตามลำคอของเอก้าอย่างแผ่วเบาแต่ทำให้ขนลุกซู่ "เพราะตั้งแต่นี้ไป... ฉันมีหน้าที่แค่ทำให้เธอ 'รัก' ฉันจนโงหัวไม่ขึ้นเท่านั้นเอง" ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าที่เคยสว่างก็มืดครึ้มลงทันตาเห็น ฟ้าผ่าลงมาเปรี้ยงใหญ่ส่งสัญญาณว่า 'พันธสัญญา' เริ่มทำงานแล้ว เอก้าพยายามจะเบือนหน้าหนี แต่สายตาของฮันนี่กลับมีพลังบางอย่างที่ตรึงเธอไว้ไม่ให้ขยับไปไหน ความรู้สึกคิดถึงที่สะสมมา 5 ปี ปะทะกับความกลัวในสิ่งเหนือธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้าจนสับสนไปหมด "รักจนโงหัวไม่ขึ้นงั้นเหรอ... มั่นหน้าไปหรือเปล่าฮันนี่" เอก้าเค้นเสียงตอบโต้ ทั้งที่ลมหายใจเริ่มติดขัด "หึ... ไม่ต้องรีบตอบตกลงตอนนี้ก็ได้" ฮันนี่คลายพันธนาการออกช้าๆ แต่กลับเปลี่ยนเป็นสวมกอดเอวเอก้าไว้หลวมๆ แทน "เพราะต่อจากนี้ ชีวิตของเธอจะไม่ได้ 'สงบสุข' แบบเดิมอีกต่อไปแล้วล่ะ" ยังไม่ทันที่เอก้าจะเข้าใจความหมาย เสียงกรีดร้องจากด้านหน้าคาเฟ่ก็ดังขึ้น! พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาสีดำทมิฬที่พุ่งผ่านท้องฟ้ามาอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่คน และไม่ใช่สัตว์ แต่มันคือ 'สิ่งที่ตามล่าฮันนี่' มาจากโลกเบื้องล่าง! "มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ..." ฮันนี่สบถเบาๆ ดวงตาสีเพลิงลุกโชนขึ้นทันที เธอผลักเอก้าไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว "เอก้า! ถอยไปอยู่หลังฉัน แล้วห้ามออกมาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น!" วินาทีนั้น เอก้าได้เห็นแผ่นหลังของเพื่อนสนิทที่ดูสง่างามและน่าเกรงขามกว่าครั้งไหนๆ เส้นผมสีบลอนด์ของฮันนี่สว่างจ้าขึ้นจนกลายเป็นเกราะแสง... นี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่เอก้าต้องเผชิญ ชีวิตที่มีซาตานสาวเป็น 'เพื่อนพิเศษ' และ 'บอดี้การ์ด' ส่วนตัว!สิบปีผ่านไป จังหวัดระนองเปลี่ยนจากเมืองพักผ่อนเงียบๆ กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคใต้ ทุกคนรู้จัก "อาณาจักรพิกุลทอง" ไม่ใช่ในฐานะแค่ร้านกาแฟ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับชุมชน เอก้านั่งอยู่ในห้องทำงานผนังกระจกที่มองเห็นวิวปากน้ำระนอง บนโต๊ะของเธอไม่มีเพียงเอกสารร้อยล้าน แต่มีรูปถ่ายครอบครัวที่มีเธอ วิน และ "น้องพิกุล" ลูกสาววัย 7 ขวบที่กำลังฉายแววความอัจฉริยะ วินเดินเข้ามาพร้อมถ้วยกาแฟสูตรพิเศษที่เขาคั่วเองกับมือ "เอก้า... สาขาที่ 99 ที่ลอนดอนเปิดตัวเรียบร้อยแล้วนะ คนต่อแถวยาวไปสามบล็อก เพียงเพราะอยากชิมกาแฟที่ 'มีกลิ่นอายของความรัก' แบบที่เราเขียนไว้ในปรัชญาบริษัท" เอก้ายิ้มพลางรับกาแฟมาจิบ "ไม่ใช่แค่ความรักหรอกค่ะวิน แต่มันคือ 'จิตวิญญาณ' ของระนองที่เราใส่ลงไปต่างหาก" น้องพิกุลไม่ได้เป็นเพียงเด็กธรรมดา เธอเกิดมาพร้อมกับความเฉลียวฉลาดที่เกินวัย และบางครั้งเธอมักจะพูดคุยกับ "เพื่อนในจินตนาการ" ที่เธอเรียกว่า ลุงปีกทอง กับ น้าสาวไฟลุก เอก้ารู้ดีว่านั่นไม่ใช่จินตนาการ แต่เป็นพรที่กาเบรียลและฮันนี่ทิ้งไว้ให้เพื่อคุ้มครองลูกสาวของเธอ "แม่คะ... วันนี้ลุงปีกทองบ
ในขณะที่เทือกเขาแอลป์สั่นสะเทือนด้วยพลังของสองอมนุษย์ ห่างออกไปครึ่งค่อนโลก... จังหวัดระนองกลับถูกปกคลุมด้วยม่านฝนที่แสนโรแมนติก กลิ่นดินที่ชุ่มชื้นหลอมรวมกับกลิ่นดอกพิกุลที่บานสะพรั่งรอบคฤหาสน์ไม้สักหลังงามของเอก้า ค่ำคืนนี้ไม่ใช่เพียงคืนแห่งการเฉลิมฉลอง แต่เป็นคืนที่เอก้าจะมอบ "ทั้งหมดของชีวิต" ให้กับผู้ชายที่เธอกล้าพูดได้เต็มปากว่ารักที่สุด "คุณหนูคะ... เจ้าบ่าวรออยู่ที่ห้องหอแล้วค่ะ" ป้าแม่บ้านเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม เอก้ามองตัวเองในกระจกอีกครั้ง ชุดเจ้าสาวบาบ๋าสีขาวนวลถูกถอดออก เหลือเพียงชุดคลุมผ้าไหมบางเบาที่วินเป็นคนเลือกให้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผลักประตูไม้บานใหญ่เข้าไป พบกับวินที่ยืนอยู่ริมระเบียง สายตามองฝ่าสายฝนออกไปยังท้องทะเลอันดามัน วินหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า แววตาของเขาที่เคยสุขุมกลับวาวโรจน์ไปด้วยความปรารถนาที่ซ่อนเร้นมานาน เขาเดินตรงเข้ามาหาเอก้าพลางรวบเอวบางเข้าไปชิดอกแกร่ง "วันนี้คุณสวยจนผมแทบหยุดหายใจเลยนะเอก้า... ขอบคุณนะครับที่เลือกทางเดินที่มีผมอยู่ข้างๆ" "เอก้าต่างหากที่ต้องขอบคุณวิน... ที่ทำให้เอก้ารู้ว่ารักแท้มันไม่ต้องแลกด้วยวิญญาณ แ
ท่ามกลางพายุหิมะที่พัดกระหน่ำอยู่ภายนอกคฤหาสน์หินอ่อนหลังงามบนยอดเขาแอลป์ กาเบรียลยืนกอดอกมองดูเกล็ดหิมะที่โปรยปรายผ่านหน้าต่างบานยักษ์ เขาสลัดชุดบาริสต้าทิ้งไปอย่างถาวร บัดนี้เขาอยู่ในชุดคลุมผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ที่เผยให้เห็นแผงอกกว้างและกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยงามดุจเทวรูปที่สลักจากหินที่แข็งแกร่งที่สุดในสวรรค์ "คิดถึงยัยเด็กนั่นอยู่เหรอ กาเบรียล?" เสียงหวานทว่าแหบพร่าดังขึ้นจากเงามืดหลังโซฟากำมะหยี่สีแดง ฮันนี่เดินออกมาในชุดที่ทำเอาอากาศในห้องที่เปิดฮีตเตอร์อยู่แล้วร้อนระอุขึ้นไปอีก เธอสวมเพียงชุดชั้นในลูกไม้สีดำบางเฉียบที่แทบจะปิดบังอะไรไว้ไม่ได้เลย ผิวพรรณสีน้ำผึ้งของเธอดูตัดกับสีขาวของหิมะเบื้องหลัง แววตาซาตานสาวฉายแววท้าทายและโหยหาอย่างปิดไม่มิด "ผมแค่คิดว่า... เราใช้เวลาพิทักษ์คนอื่นมานานเกินไป จนลืมไปว่าเราเองก็น่าจะพิทักษ์ 'ความต้องการ' ของเราเองบ้าง" กาเบรียลหันกลับมามองพลางเดินเข้าไปหาฮันนี่ช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขามีแสงสีทองเรืองรองจางๆ ออกมา "งั้นจะรออะไรล่ะ?" ฮันนี่หัวเราะร่วนพลางใช้เรียวนิ้วไล้ไปตามสาบเสื้อคลุมของกาเบรียล "นรกน่ะไม่มีคำว่ารอคอยนะทูตสวรรค์... ม
ท่ามกลางแสงไฟสลัวของห้องสมุดในเวลาเช้ามืด เอก้านอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียงไม้หนานุ่ม ร่างกายของเธอยังคงทิ้งร่องรอยความร้อนแรงจากสัมผัสของกาเบรียลและฮันนี่เอาไว้ แต่ในใจลึกๆ เธอกลับรู้สึกถึง "ความว่างเปล่า" ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกจังหวะที่ทูตสวรรค์และซาตานสาวโถมเข้าหาเธอมันเต็มไปด้วยอำนาจและการครอบครอง แต่กับ "วิน" เดือนคณะบริหารคนนั้น... สัมผัสของเขามันคือความถวิลหาที่อ่อนโยนและให้เกียรติ "ทำไมฉันถึงลืมสัมผัสของวินไม่ได้เลยนะ..." เอก้าพึมพำพลางเอามือลูบคลำริมฝีปากตัวเองที่เคยถูกวินจูบอย่างแผ่วเบา รสสัมผัสที่นุ่มนวลและกลิ่นน้ำหอมจางๆ ของเขายังคงวนเวียนอยู่ในโสตประสาท ยิ่งถูกห้าม... เอก้ายิ่งโหยหา การแอบพบกันในเงามืด: เมื่อหัวใจแปรพักตร์ บ่ายวันต่อมา เอก้าฉวยโอกาสที่กาเบรียลกำลังยุ่งอยู่กับการคัดเลือกเมล็ดกาแฟสวรรค์ และฮันนี่ที่กำลังไปข่มขู่พวกลัทธิมืด แอบนัดพบกับวินที่ดาดฟ้าตึกคณะบริหารที่ลับตาคน วินยืนรออยู่ด้วยสีหน้ากังวลแต่เมื่อเห็นหน้าเอก้า รอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่มนุษย์จะให้ได้ก็ปรากฏขึ้น "เอก้า... ผมคิดว่าผมจะไม่ได้เจอคุณอีกแล้ว" วินเดินเข้ามาสวมกอดเอก้าอย่างเบามือ





