LOGINในใจเธอเรียกหาหญิงสาวผู้ล่วงลับนางนั้น แต่เมื่อเรียกแล้ว หัวสมองก็กลับนิ่งงัน ด้วยไม่รู้ว่าจะบอกอะไรมารดาในวันแบบนี้ ในเมื่อการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้มีพื้นฐานสำคัญเป็นความรักหรือความเหมาะสมใดๆ ทั้งสิ้น
เธอคิดอยู่นาน...นานจนนักบุญผู้ทำพิธีว่าจบ จึงหยุดนึกหาคำพูดที่ดีพอจะบอกแม่ที่เธอไม่เคยเห็นหน้า
เวลานี้ เธอมีทางเลือกอยู่สองทาง คือกล่าวคำสาบานรับชายข้างกายเป็นสามี หรือปฏิเสธ แล้วหลีกหนีให้พ้นจากคนลึกลับมากเล่ห์รายนี้
และแน่นอน...สิ่งที่เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกระจ่างชัด มีเพียงสองคำสั้นๆ
“ฉัน...สาบาน”
ไม่ต้องรอให้ใครบอก พอได้ยินเธอเอ่ยคำนั้น เจ้าบ่าวข้างกายก็ดึงเธอเข้าหาอ้อมกอดแล้วกดริมฝีปากมอบจุมพิตหนักหน่วงราวกับต้องการจะประกาศความเป็นเจ้าของทันที
อัยน์นาตะลึงค้าง อยากจะดิ้นอยากจะผลักก็กลัวพิธีจะล่ม กลัวผู้คนจะเล่าลือไปในทางแปลกๆ เลยได้แต่โอนอ่อนผ่อนตาม ปล่อยให้คนช่างฉวยโอกาสรายนี้ได้ทำตามใจ ท่ามกลางเสียงเป่าปาก เสียงโห่ร้อง และเสียงปรบมือแสดงความยินดีในโถงกว้าง คิดเพียงว่าเรื่องหยาบคายที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในพิธีการ และมันจะจบลงโดยเร็ว
หลายนาทีถัดมา...เธอพบว่าตัวเองคิดผิดถนัด
‘จูบสาบาน’ ที่ชวนให้หูอื้อตาลาย ดำเนินไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าหลังจากนั้น คนช่างฉวยโอกาสก็ช้อนอุ้มร่างเธอเดินขึ้นบันไดหิน โดยมีผู้มาร่วมแสดงความยินดีหลายราย ตามมาเป็นสักขีพยานถึงหน้าห้องนอนเธอบนตึกใหญ่ ซึ่งวันนี้ จัดเตรียมไว้เป็นเรือนหอ
ตามประเพณีแล้ว จริงอยู่ที่ว่าหลังทำพิธี ญาติมิตรและแขกเหรื่อจะส่งคู่บ่าวสาวเข้าเรือนหอทันที แล้วจัดคนเฝ้าหน้าประตูไว้ คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า เพื่อให้แน่ใจว่าการวิวาห์ครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ แต่ในประเพณีไม่มีบอกไว้ ว่าต้องให้เจ้าบ่าวอวดกล้ามแข็งๆ ที่มีมากกว่าตาเห็น ด้วยการอุ้มร่างเจ้าสาวเดินขึ้นบันไดนับขั้นไม่ถ้วนให้ผู้คนฮือฮาเล่นแบบนี้
นี่มันการแต่งงานของอัศวินเลือดร้อนรึไง!
เพราะไม่อยากให้ตัวเองเอาแต่คิดฟุ้งซ่านจนหวาดหวั่นและสับสน คนโดนอุ้มเหมือนเจ้าหญิงจึงเบนสายตาหลบนัยน์ตาสีเทาฉายแววแปลกประหลาดคู่นั้น กราม ต้นแขนแข็งแกร่ง และแผงอกหนาๆ หันไปมองสบสายตาคนอื่นๆ ด้วยใบหน้าสวมหน้ากากรอยยิ้มคล้ายอยากขอบคุณที่ทุกคนสละเวลามาอวยพร ไม่รู้ตัวสักนิด ว่าตอนนี้พวงแก้มตัวเองขึ้นสีแดงจัดแค่ไหน
หลังกวาดสายตาไปทั่ว จนถึงตอนนี้ อัยน์นาถึงเพิ่งรู้ว่าพริสซิลล่าไม่ได้มาร่วมพิธี ผิดจากท่านผู้หญิงแกรนเทรนท์และแอนนาเบลที่ตอนนี้เดินตามท่านเจ้ากรมการเมืองขึ้นมาส่งคู่บ่าวสาวเข้าหอพร้อมๆ กับใครหลายคน
หลายวันมานี้ เธอมัวยุ่งอยู่กับการต้อนรับแขกเหรื่อและจัดทำบัญชีข้าวของทุกชิ้น ว่างหน่อยก็ศึกษาเรื่องอัญมณีเรื่องผ้าและวิธีค้าขายเผื่อไว้ จนลืมเรื่องพริสซิลล่าไปเสียสนิท
พอมานึกดูดีๆ แล้ว อัยน์นาก็อดคิดไม่ได้ ว่าตลอดระยะเวลาเจ็ดวันที่ผ่านมาจนกระทั่งตอนนี้ พริสซิลล่าอาจโดนท่านผู้หญิงกักบริเวณไว้แต่ในห้อง ป้องกันไม่ให้มาหาเรื่องระรานเธอหรือใครต่อใครจนการแต่งงานครั้งนี้เกิดปัญหา
พริสซิลล่าเติบโตขึ้นมาโดยมีแม่คอยให้ท้ายและเอาอกเอาใจเสมอ มาวันนี้ต้องโดนขัดใจ ไหนจะโดนแย่งของที่หมายปอง...ต่อให้ไม่เห็นกับตา อัยน์นาก็เดาออก ว่าตอนนี้พริสซิลล่าคงหงุดหงิด คงโกรธ จนถึงขั้นน้ำตาไหล
ท่านผู้หญิงเอง บทจะเอาจริงก็เด็ดขาดไม่เบา...
เธอไม่รู้ว่าพริสซิลล่าเผลอไปทำตัวต้องตาผู้มีอำนาจวาสนาคนไหน หรือมีผู้มีอำนาจวาสนาคนใดมาทอดไมตรีให้ท่านผู้หญิงมีความหวังว่าจะได้ตบแต่งลูกสาวออกจากจวน รู้เพียงว่าหนนี้พริสซิลล่าคงตกที่นั่งลำบากเข้าแล้ว
“อยู่ที่นี่เราไม่เรียกต้นห้อง ไม่เรียกสาวใช้ ไม่เรียกคนรับใช้ ทุกคนอยู่ในฐานะพนักงานค่ะ” อัยน์นาอธิบาย “แต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบคนละอย่าง ไม่ก้าวก่ายภาระการงานกันและกัน ไม่มีการใช้งานเกินหน้าที่”“ฟังดูเป็นระบบแบบพ่อค้าพ่อขายเต็มที่เลยนะคะ” คนฟังออกความเห็นอย่างอดไม่ได้อัยน์นาหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงฟังดูสบายๆ ดูสดใสจากใจจริง“ก็ฉันเป็นภรรยาพ่อค้านี่คะ”“แต่เป็นพ่อค้าที่มีความสามารถ แล้วก็สง่างามเสียยิ่งกว่าขุนนางคนไหน” มาธากล่าวแก้พออีกฝ่ายพูดถึงไซรัสขึ้นมาแบบนี้ อัยน์นาก็เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแตกต่างจากมาธา ที่ดูเหมือนจะมีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมด“หลังจากคุณหนูขึ้นรถม้าออกจากบ้านมา ท่านผู้หญิงก็เรียกดิฉันเข้าไปพบ” มาธาเริ่มเล่า น้ำเสียงอัดอั้น “ท่านพูดไม่ทันจะจบ ดิฉันก็เดาได้ ว่าอยากกดดันให้ออกจากบ้าน ดิฉันก็เลยชิงลาออกมา”“ตายจริง” อัยน์นาไม่ได้ตกใจ เธอรู้สึกแย่แทนมาธาต่างหาก มาธาทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังเล็ก อยู่มาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิดเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่คนหนึ่ง ต่อให้มาธาเคยเป็นต้นห้องให้เธอตามคำสั่งเจ้ากรมการเมืองแล้วอย่างไร นั่นใช่เหตุผลที่ท่านผู้หญิงควรแล้
เมื่ออัยน์นาคล้อยหลัง ไซรัสก็ออกจากห้องนอน เดินลงบันได มุ่งหน้าเข้าหาห้องทำงานช่วงที่เดินผ่านห้องรับรองห้องใหญ่ซึ่งเวลานี้ปิดประตูแน่นสนิท เขาอดคิดไม่ได้ ว่านายหญิงคนใหม่ของอาคารหลังนี้คงไม่อยากให้เขาหรือใครเข้าไปรบกวน เพราะต้องการใช้บ่ายวันนี้เฟ้นหาคนงานหญิงคนใหม่ที่ตัวเองจะไว้ใจได้...ฟังจากที่เธอพูดวันนี้ เขาก็เดาออกทุกอย่างอัยน์นารู้แล้วว่าที่นี่วางระบบการทำงานไว้ลงตัวดีอยู่แล้ว จึงตระหนักว่าไม่ควรก้าวก่ายให้วุ่นวาย ทั้งอย่างนั้นก็เต็มใจจะรับคนงานหญิงเข้ามาตามที่เขาเสนออีกสองรายมองเผินๆ เหมือนจะทำเพื่อรักษาน้ำใจคนที่มาสมัครงาน และเป็นการถนอมน้ำใจ รับความปรารถนาดีจากเขาด้วยการยอมรับคนเข้ามาช่วยดูแลตัวเธอเองในเรื่องจุกจิก อาทิ การเตรียมน้ำให้อาบ การเตรียมเสื้อผ้า การช่วยแต่งตัวแต่งหน้า การคอยเป็นตัวกลางติดต่อระหว่างเธอกับใครต่อใครแต่เขาแน่ใจว่าไม่ใช่แบบนั้นด้วยลักษณะนิสัยอย่าง ‘คุณหนูอัยน์นา’ เอาเข้าจริงแล้ว สาวน้อยแรกแย้มนางนี้ ก็แค่อยากให้ที่นี่มีคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนของตัวเองจริงๆ เสียบ้างพ่อค้าหนุ่มเดินเข้าห้องทำงาน ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งมาร่วมสองเดือนครึ่ง จ้อ
ดูไซรัสจะแปลกใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เธอพูดเขาประคองร่างเธอให้หันหน้าเข้าหา จ้องลึกลงในตา“คนงานหญิง?”“ค่ะ” อัยน์นาตอบด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย ทั้งที่ตอนนี้ นอกจากจะสงสัยว่าเขาจะถามทำไมแล้ว ในใจยังนึกหวั่นว่าเขาจะคิดอะไรพิเรนทร์ๆ ขึ้นมาจริงๆ “ทำไมเหรอคะ”“ทำไมถึงเรียกว่าคนงานหญิง”เพราะแววตาเขาดูสนใจใคร่รู้มากกว่าจะคิดอย่างอื่น อัยน์นาถึงค่อยผ่อนคลายลง“ก็ที่นี่ไม่มีคนรับใช้ชายไม่ใช่เหรอคะ” เธอคิดอย่างนี้จริงๆ “ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนรับใช้ จะให้เรียกคนงานที่รับเข้ามาใหม่ว่าสาวใช้ได้ยังไงกัน ทั้งดูแปลกๆ ทั้งดูไม่ยุติธรรมยังไงก็ไม่รู้”“แต่ถ้าดูตามหน้าที่ ก็ควรเรียกสาวใช้ไม่ใช่รึ”“ถ้าดูจากสถานการณ์ของคุณ ฉันว่าไม่ควร คุณคงไม่อยากให้ทุกคนที่ทำงานที่นี่อยู่ก่อนแล้วกับคนที่จะรับเข้ามาใหม่เกิดสับสน วางตัวลำบาก หรือแบ่งแยกชนชั้นกันใช่ไหมคะ” บอกแล้ว เจ้าของร่างอ้อนแอ้นก็รีบเลื่อนมือขึ้นกุมมือแข็งแกร่ง แล้วกลับหลังหันตั้งใจจะพาตัวเองกับชายคนนี้ออกจากสถานการณ์ล่อแหลม แต่กลับโดนอีกฝ่ายดึงเข้าสวมกอดจากด้านหลัง “ภรรยารอบคอบอย่างนี้ เห็นทีต่อไปคงต้องรบกวนให้ช่วยดูแลเรื่องคนงานแทนซะแล้ว” ลมร้อนๆ ที่ราดร
หลังร่วมโต๊ะอาหารกลางวันในห้องไม่ใหญ่ไม่เล็กบนชั้นสอง ไซรัสก็พาเธอเดินสำรวจอาณาจักรที่เขาครอบครองด้วยตัวเอง นัยว่าถ้าติดใจสงสัยเรื่องไหนให้ถามเขาได้เต็มที่ และอัยน์นาก็ยินดีใช้สิทธิ์นี้แม้จะรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เธอได้ยิน อยากรู้...ว่าเขาจะอธิบายข้อสงสัยยิบย่อยในใจเธออย่างไรบ้างเขาพาเธอเดินดูทุกอย่างไล่จากตึกแถวสามชั้นสองหลังที่เพิ่งซื้อ...ตึกแถวทั้งสองหลังที่ว่านี้ตั้งโอบรับตึกหลักซึ่งปลูกเป็นอาคารสี่ชั้นที่ใหญ่โตโอ่โถงกว่าอาคารจำนวนชั้นเท่ากันหลังอื่นๆ ถึงหนึ่งในสามเท่า มองภาพรวมจากลานน้ำพุแล้ว ตึกแถวสามชั้นทั้งสองหลังชวนให้นึกถึงภูเขาสองลูกย่อมที่หนุนอยู่หลังเขาลูกใหญ่ คำอธิบายที่หลุดลอดจากริมฝีปากไซรัสไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกมันฟังดูเหมือนสิ่งที่พ่อครัวกับโทมัสและคนงานรายอื่นๆ เคยพูดไม่มีผิด ชวนให้เดาได้ว่าเขาน่าจะเคยอบรมผู้ติดตามและคนงานเกี่ยวกับการตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ถัดจากด้านนอกตัวอาคารคือโถงกว้างที่ดัดแปลงเป็นร้านค้า อัยน์นาพบว่าไซรัสแบ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งค้าขายแพรพรรณ มีโต๊ะให้คำปรึกษาเรื่องบริ
อันที่จริง ก่อนที่จะแต่งงาน ท่านเจ้ากรมเรียกเธอเข้าไปคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับ ‘ว่าที่ลูกเขย’ มาแล้ว และเธอก็ยืนยันไปแล้ว ว่าไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะเลือกอาณาจักรนี้และพ่อบังเกิดเกล้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาบอกว่าเป็นชนชั้นล่างในหมู่ชนชั้นล่างของอาณาจักรนี้ เรื่องที่บอกว่าเอาอัญมณีมาจากที่ไหน เรื่องที่บอกว่ารู้จักกับใครที่ไหนอย่างไรบ้าง ต้องการอะไร มีแผนการมีความคิดความอ่านแบบไหน กระทั่งข้อมูลทุกอย่างที่สืบค้นได้ด้วยตัวเอง ท่านเจ้ากรมก็บอกเธอหมดแล้วทุกเรื่อง“ท่านได้เล่าให้ฟังไหม ว่าอัญมณีในร้านนี้ มาจากไหน”“เรื่องนี้คุณพ่อไม่ได้พูดถึงหรอกค่ะ”ไซรัสค้นลึกลงในตาเธออัยน์นาคลี่ยิ้มอ่อนหวานให้คนตรงหน้า แน่ใจว่าเขาจะไม่พบร่องรอยอะไร “ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องพวกนี้ล่ะคะ”“เพราะฉันอยากรู้ ว่าต้องเริ่มเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เธอฟังตั้งแต่ตรงไหน” บอกแล้ว คนพูดเหมือนจะไขทุกข้อข้องใจให้เธอวันนี้ ก็โอบเอว พาเธอเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุด “อัญมณีทุกชิ้นที่เรามี มาจากแหล่งอัญมณีนอกอาณาจักร” เขาขยับริมฝีปากเล่า น้ำเสียงจริงจัง “พวกมันมาจากโพรงดินหลังแนวเขาทางตอนเหนือของอาณาจักรนี้...พ
“นายท่านมีเรื่องอยากปรึกษานายหญิง...” ผู้จัดการร้านหนุ่มขยับริมฝีปากพูด หลังนิ่งงันไปชั่วครู่“พอจะรู้ไหมจ๊ะ ว่าเรื่องอะไร” เธอเจตนาถามลองเชิงไม่แปลกใจนักที่อีกฝ่ายเลือกคลี่ยิ้มน้อยๆ แล้วผายมือคล้ายเชื้อเชิญให้เธอเดินนำออกจากห้องครัว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เชิญนายหญิงที่ห้องทำงานนายท่านดีกว่า นายท่านน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่ามากนัก”คนคนนี้มีส่วนคล้ายคนน่าโมโหนั่นจริงๆ นั่นแหละอัยน์นาพยักหน้าน้อยๆ ให้อีกฝ่ายแทนการรับรู้ ก่อนก้าวขาเดินนำอย่างไม่รีบร้อน สองขาก้าวไป ในใจก็อดคิดไม่ได้ ว่าหลักการ ‘ดูนายให้ดูบ่าว’ ที่มีมาแต่โบราณช่างน่าอัศจรรย์นายบ่าวมักเรียนรู้จากกันและกัน...คนเราจะสนิทสนมรู้ใจกันได้ ต้องมีบางสิ่งคล้ายคลึงกัน...ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงหลักการง่ายๆ แต่กลับใช้ดูคนได้แม่นนักอัยน์นาก้าวขาเดินตามการชี้นำจากคนเดินตาม มุ่งหน้าเข้าหาสถานที่ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีใครรออยู่ ไม่นานนักก็มาถึงห้องห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดทางเดินกรุพื้นและผนังสีดำสนิทแค่ดูจากข้างนอก เธอก็พอจะเดาออก ว่าห้องที่อยู่ด้านหลังประตูบานคู่สลักลายขนปีกสวยแปลกตาห้องนี้ กว้างขว







