LOGINไซรัส เหลียวมองหญิงอ่อนเยาว์ในชุดคลุมสีเขียวเก่าคร่ำคร่า ขัดกับใบหน้าสะสวยและรูปร่างที่แม้จะคลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวใหญ่ก็ยังพอมองออกว่าเทพเจ้าช่างเสกสรรไว้สมส่วน เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะแฝงตัวเข้าในฝูงชน แล้วค่อยๆ เดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ใช่ว่าเธอไม่น่าสนใจ เธอน่าสนใจ...อย่างน้อยๆ ก็ตรึงสายตาเขาไว้ได้ ชนิดที่ไม่เคยมีใครทำสำเร็จมานาน
แต่เพราะหญิงงามมักเป็นศูนย์กลางความวุ่นวาย...และวันนี้ เขาก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเด็ดกุหลาบทะเลทรายดอกไหน แต่ดั้นด้นมาถึงใจกลางย่านร้านค้าแห่งนี้เพื่อสำรวจตรวจตราความต้องการของชาวเมือง และเฟ้นหาสินค้าที่จะช่วยให้ได้มาซึ่งเงินทองและอำนาจเจรจา การทำตัวเป็นนักล่าดอกกุหลาบ จึงดูจะเป็นเรื่องไร้สาระเกินกว่าจะยอมสละเวลาในการลงหลักปักฐานแล้วเอาอนาคตที่เกี่ยวพันถึงใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่เขารัก เข้ามาเสี่ยง
“บุตรสาวเจ้ากรมการเมือง...” แม้จะเลือกเดินจากมา แต่ริมฝีปากหยักได้รูปกลับพึมพำราวกับต้องการสลักตัวตนสาวแรกแย้มนางนั้นลงในใจ
เขาเคยเจอผู้หญิงสวยๆ มามาก หลายคนสวยระดับหญิงงามในตำนาน...งามจนถึงขั้นทำให้อาณาจักรทั้งอาณาจักรต้องล่มสลาย งามถึงขั้นที่บุรุษนับหมื่นยอมหยุดลมหายใจ แต่เขากลับไม่เคยรู้สึกว่าใครมีเสน่ห์ดึงดูดใจเท่าสตรีคนนี้มาก่อน
ดวงตาคู่คมเดี๋ยวอ่อนไหวเดี๋ยวแข็งแกร่งคู่นั้นก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งยังตรึงสายตาเขาไว้ได้ตั้งแต่ยังมีฮู้ดคลุมหน้า และนัยน์ตาสีนิลที่ชวนให้รู้สึกถึงได้ทั้งเทพธิดานักรบและนางฟ้าแสนดีในบทขับลำนำคู่เดียวกันนั้น ก็ทำให้เขาไขว้เขวจากเรื่องในความสนใจได้ง่ายๆ ทั้งๆ ที่เธอไม่ได้แต่งกายวาบหวิวออกมาโยกย้ายส่ายสะโพกยั่วยวนอย่างซามีร่าเลยสักนิด
กุหลาบเลือดผสม...อัยน์นา...
คนซึ่งปกติจะวางสีหน้านิ่งเฉยเผลอยกมุมปากยิ้ม เมื่อนึกถึงใบหน้าเธอยามถูกเปิดหมวกคลุมศีรษะ
เขาแน่ใจว่าก่อนหน้านั้นเธอจ้องมองซามีร่าด้วยแววตาของราชินีผู้ผ่านโลก และยิ่งจำได้ว่าต่อมาเจ้าของดวงตาสีนิลคู่นั้นก็จ้องมองเขาด้วยแววตาแข็งกร้าวดุจม้าพยศ ดูแข่งแกร่ง ท้าทาย กล้าได้กล้าเสีย ไม่ยอมคน แต่ในชั่วเสี้ยววินาทีที่หมวกผ้าคลุมเปิดออก ดวงตาคู่นั้นก็พลันฉายแววอ่อนโยนดั่งคนมองโลกในแง่ดี ทั้งยังดูซื่อใส ชวนให้นึกถึงเจ้าหญิงผู้เติบโตอย่างบริสุทธิ์สวยงามท่ามกลางปราสาททองคำที่เต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้และมีสายรุ้งงดงามพาดผ่าน
เธอทำให้เขานึกถึงภาพทำนองนั้น
สตรีตาคม...ตัวตนที่แท้จริงของเจ้าเป็นแบบไหนกันแน่? ไซรัสขมวดคิ้วแน่นเมื่อตระหนักว่าตอนนี้ตัวเองเอาแต่คิดเรื่องแม่กุหลาบทะเลทรายแรกแย้มดอกนั้น เขาหยุดความคิดคำนึงถึงด้วยการล้วงมือหยิบสมุดบันทึกเล่มจ้อยกับดินสอแท่งสั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุมด้านใน แล้วจดบันทึกรายการสินค้าล้ำค่า ที่เขาแน่ใจแล้วว่าเป็นสินค้าสำคัญที่จะช่วยให้เขาบรรลุวัตถุประสงค์อย่างรวดเร็ว
อัญมณี
เหล็กกล้า
และ...ผู้หญิงเชื้อสายซาเมียร์
ค้าขายผู้หญิงเป็นเรื่องของพวกทำมาหากินบนเรือนร่างคนอื่น ส่วนการค้าขายเหล็กกล้าจะต้องได้รับสัมปทานจากอาณาจักรเพื่อขอขุดสินแร่อย่างถูกกฎหมาย เหลือก็แต่การค้าอัญมณีเท่านั้น ที่น่าจะเหมาะกับเขาที่สุด
“หึ...อัญมณี” เขาวงชื่อสินค้าที่เลือก
ที่ที่หาของพวกนี้ได้ง่ายที่สุดในตอนนี้ ไม่ใช่อาณาจักรของพวกมนุษย์
สิ่งที่อยู่ในห้วงคิดเขาอาจจะฟังดูสุ่มเสี่ยงและน่ากลัวในสายตาพ่อค้านักเผชิญโชคทั่วไป แต่ไม่ใช่เขา
แทนที่จะหวาดหวั่น ไซรัสกลับพอใจ ที่ในที่สุด เขาก็ค้นพบอะไรบางอย่าง
เขาบรรจงเขียนเนื้อความสั้นๆ ใส่กระดาษหน้าใหม่ ก่อนฉีกมันออกมาม้วนเป็นจดหมายขนาดกระจิ๋วหลิวแล้วผิวปากเรียกนกตัวจ้อยขนสีดำสนิท “ฝากด้วยนะ” เขากระซิบสำเนียงแปลกประหลาดแล้วปล่อยนกตัวเดิมไปด้วยแววตามาดหมาย...
“จับมัน!”
ให้พวกคนงานกับบรรดาผู้ติดตามคนสนิทรู้ว่าแถบนี้มีปีศาจปีกดำในเรื่องเล่าวนเวียนไม่ห่างรังแต่จะสร้างความหวาดกลัว ยิ่งถ้าเปิดเผยความจริงเรื่องที่นายจ้างประวัติไม่แน่ชัดร่วมมือกับสิ่งที่ชาวเมืองเรียกขานว่า ‘ปีศาจ’ ออกไป ก็ยากจะเดาว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาแบบไหนพวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจไซรัสต่อไป หรือหวาดหวั่นเกลียดชังจนเอาใจออกห่าง ก็ยากจะคาดเดา“คุณไม่ได้โกหกคุณพ่อเลยสักนิด...” อย่างน้อยๆ ก็เรื่องที่มาอัญมณีกับพื้นเพ...ถึงเขาจะบอกไม่หมดก็เถอะ แต่ก็ยังอยู่ในฐานที่ยอมรับได้“เชื่อใจแล้วหรือ”“ไม่เชื่อได้เหรอคะ พามาดูตั้งขนาดนี้”“นึกว่าต้องขอให้ ‘คนมีปีก’ ของคุณ มายืนยันใกล้ๆ ซะแล้ว”อัยน์นาเหลียวมองคนงาน กลัวจะมีใครได้ยินบทสนทนาล่อแหลมนี้ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกคนจดจ่ออยู่กับอัญมณีล้ำค่าไม่ได้ใส่ใจจะมองมาทางนี้แม้แต่น้อย ถึงค่อยขยับริมฝีปากพูดตอบโต้“แค่นี้ก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าเป็นมิตร” ถ้าไม่เป็นมิตร คงเข้าจู่โจมขับไล่คณะเดินทางคณะนี้นานแล้ว... “แล้วปีกที่เห็นก็ใช้บินได้จริงๆ ไม่ใช่ปีกของปลอมที่ปั้นแต่งขึ้นจากฝีมือศิลปินชั้นครู”เจ้าของใบหน้าคมคายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก่อนหน้านี้คงไม่ได้คิดว่ามีใคร
เธอพอเดาออก ว่าเขาจับมือเธอมาวางตรงนี้ ก็เพราะอยากแสดงออกว่าจริงใจในตำรา ‘ภาษากาย’ ที่เขียนขึ้นโดยคณะปราชญ์เวเนเซีย บอกไว้ว่า ในยามปกติ หัวใจคนเราจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ และจะเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อเหน็ดเหนื่อย เครียดจัด เป็นไข้ตัวร้อน หรือตื่นเต้น ตกใจเมื่อใครสักคนโกหก คนคนนั้นย่อมเกิดความเครียด ใจจะคอยลุ้นระทึก และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเผยพิรุธ ทำให้เกิดความกดดันในใจจนเลือดลมวิ่งพล่าน เมื่อจิตใจและร่างกายปั่นป่วน หัวใจก็จะพานเต้นเร็วขึ้นดังนั้น ถ้าไซรัสไม่ได้โกหก ก้อนเนื้อในช่องอกเขาก็ควรเต้นอย่างสม่ำเสมอ...แล้วตอนนี้หัวใจไซรัสก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคงสม่ำเสมอจริงๆหรือไซรัสจะไม่ได้โกหก...หรือความลับทั้งหมดที่เขาปิดบังไว้มีแค่นี้...มีเท่าที่เขาเฉลยให้ฟัง ความใคร่รู้ทำให้อัยน์นาเผลอจ้องลึกลงในตาเขาฉับพลัน หัวใจดวงที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงก็ค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้นนอกจากมันจะทำให้คนพยายามวิเคราะห์งุนงงแล้ว ยังดึงให้หัวใจเธอเต้นแรงและเร็วตามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเป็นตอนนี้เธอรู้สึกถึงหัวใจในช่องอกแกร่งชัดเจนเหมือนไซรัสถอดหัวใจมาวางไว้ในมือเธอหัวใจ...ครืน!!! เสี
เมื่อพิจารณาข้อที่ไซรัสเคยพาคนสนิทใช้เส้นทางนี้ลักลอบขุดขนอัญมณีมาแล้ว เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างหลังถ้าที่นี่มีอันตรายยิ่งใหญ่อยู่เหนือการควบคุมจริง ราจีฟที่เก็บสีหน้าไม่เป็นก็ต้องดูกังวลดูหวาดกลัวกว่านี้แต่นี่ไม่เลย...นอกจากไซรัสแล้ว กลุ่มผู้ติดตามคนสนิทที่น่าจะเคยมาที่นี่อย่าง ทอม จอห์น ราจีฟ ทุกคนดูเป็นปกติดี ถึงจะดูขยาดงูตามเถาไม้กันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ดูสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งเห็บดูดเลือดตัวกว่าครึ่งข้อนิ้วก้อยร่วงลงมาเกาะลำคอก็ยังไม่ได้มีความตื่นเต้นตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิดจู่ๆ คนที่เธอจับจ้องก็มองกลับ แววตาเขาตอนสบตาเธอฉายแววกังวล...แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นไซรัสคลี่ยิ้มให้เธอแบบเดียวกับที่ยิ้มให้มาหลายต่อหลายหน แล้วพยักหน้าคล้ายเชื้อเชิญให้เดินออกไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเธอจับทางเขาได้แล้ว...ยิ้มน้อยๆ ดูสุขุม สงบ อบอุ่นจริงใจแบบนี้ เป็นรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนชัดๆอัยน์นารอให้ ‘สามี’ สั่งการเสร็จสิ้น ถึงค่อยขยับเข้าเลียบเคียงถาม“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบคล้ายพึมพำ “อากาศเย็นเกินไป”อากาศเย็น...แล้วยังไงล่ะ?“ไม่มีอ
เห็นนายท่านออกคำสั่ง นายหญิงพยักหน้าสำทับ ผู้ติดตามหญิงทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้าทั้งคู่รีบเก็บข้าวของ ออกเดินทาง โดยมีพวกผู้ติดตามชายช่วยกันขนท่อนไม้หนักๆ สามสี่ท่อนขึ้นวางในรถม้า นัยว่าจะให้รถหนักจนเกิดร่องรอยคล้ายรถที่บรรทุกคนจำนวนมากเมื่อรถม้าเคลื่อนห่างออกไป อัยน์นาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังช่วยกันแยกชิ้นส่วนรถม้าอีกคัน แล้วนำแต่ละชิ้นกระจายวางตามจุดต่างๆ เอาดินกลบบ้าง เอาฟาง เอาเศษใบไม้ เอาเถาวัลย์กลบบ้างรอจนทุกคนกลบร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ทอมก็แจกจ่ายถุงขนสัตว์หนานุ่มคนละสองถุง คนที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนาหน่อยอย่างราจีฟจะได้แจกมากถึงสี่ถุง อัยน์นากำลังจะถามคนข้างตัวว่าเอาสิ่งนี้มาทำไม ก็เห็นคนงานพากันสวมถุงที่ว่าทับรองเท้าแล้วเอาเชือกหนังรัดไว้แน่นหนาเมื่อลองสวมตามแล้วก้าวขาดู อัยน์นาถึงได้รู้ว่ายังมีวิธีการกลบร่องรอยที่ได้ผลชะงัดอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การป้องกันไม่ให้เกิดร่องรอยเสียตั้งแต่แรกเธอเหลียวมองตา ‘สามี’ อีกหน คราวนี้เขามองกลับด้วยดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง ดูก็รู้ ว่าสาเหตุหลักที่ผู้ชายคนนี้ส่งมาธากับโรสแยกไปอีกทางแทนการใช้งานคนของตัวเองไม่ใช่เหตุผลเรื่องการพรางร
‘...สงสัยอะไรค่อยคุยกันวันหลังเถอะ...’ แค่ได้ยิน คนฟังก็แน่ใจ ว่าอย่างน้อยๆ ไซรัสน่าจะได้ยินสองประโยคหลังเข้าเต็มๆทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น เขากลับวางสีหน้าเรียบเฉย สั่งการผู้ติดตามเฉียบขาด คล่องแคล่ว ทำราวกับเรื่องพูดคุยลับหลังระหว่างเธอกับราจีฟไม่ได้สลักสำคัญอะไรแม้แต่น้อย ทำเอาราจีฟที่ตอนเห็นหน้าไซรัสยังเผลอสะดุ้งพลอยดูคล้ายจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทาง...เผลอๆ ผู้ติดตามรายนี้จะลืมประโยคที่เธอจงใจพูดเพื่อให้หลงมาช่วยเธอค้นหาความจริงอีกแรงไปแล้วด้วยซ้ำหลังพูดคุยแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ทุกคนก็รีบกินมื้อเย็นแล้วเก็บกวาด กลบกลิ่น จากนั้นก็ใช้ฝุ่นดินลบรอยเท้าไล่มาตั้งแต่รอบบริเวณบ้านเข้ามาจนถึงด้านใน ทั้งยังเอาข้าวของบางส่วนในโถงชั้นล่างที่โรสกับมาธาช่วยกันเก็บกวาดมาแล้วหนหนึ่งออกไปจัดวางให้ดูระเกะระกะ แล้วเป่าฝุ่นดินเข้าใส่ ลบร่องรอยการหยิบจับออกไปอย่างน่าพิศวงเห็นสภาพคล้ายรกร้างที่คนเหล่านี้จงใจทำแล้ว อัยน์นาก็ได้แต่บีบมือปลอบโรสกับมาธาที่สู้อุตส่าห์ช่วยเธอทำความสะอาดพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ โถงรับประทานอาหาร ห้องครัว ทางเดิน บันได และห้องนอนบนชั้นสองและสาม“เท่า
“ฉันเจอไซรัสครั้งแรกที่ย่านร้านค้า...วันนั้น ฉันโดนใช้ให้ออกไปซื้อทับทิมจากร้านผักผลไม้ที่อยู่คนละฟากกับตึกสี่ชั้น เราสบตากันครั้งแรกก็ตอนนั้น...” อัยน์นาทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โก่งลำสูงขึ้นราวเข่า ปากก็เล่าเรื่องราว ‘การพบกันแสนน่าประทับใจ’ ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ตอนนั้นเขาโดดเด่นกว่าใคร เขาดูสงบนิ่งภูมิฐานเหมือนขุนนางใหญ่แต่กลับเที่ยวเดินลอยชายในเมืองในสภาพปล่อยผมสีดำยาวเป็นอิสระ มองจากผมยาวเงางามกับผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอี่...เขาเหมือนกวีราชสำนัก แต่กลับแต่งตัวคล้ายพวกนักเผชิญโชค ดูสมบุกสมบันขัดลักษณะท่าที ไซรัส...สามีฉัน มีส่วนผสมที่แปลกประหลาด แต่ในความประหลาด ในความแตกต่าง เขากลับดูดีกว่าใคร มองยังไงก็โดดเด่นจนละสายตาไม่ได้” คนตั้งใจมาสืบความวกเข้าเรื่องที่ต้องการถาม น้ำเสียงคล้ายชวนคุย “ตอนพบกันครั้งแรกไซรัสดูเป็นยังไงบ้างคะ เขาดูต่างจากที่ฉันเจอมาบ้างหรือเปล่า? ”“เขาน่ะรึ? ” ราจีฟทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายมากขึ้น “ไซรัสตอนนั้นน่ะ น่ากลัวสิ้นดี” พูดแล้วนักสู้ผิวเข้มก็สะบัดหัวสะบัดตัวเหมือนขนลุกเมื่อนึกถึง“ยังไงคะ”“นิ่ง เงียบ ทรงอำนาจ ในมือไม่มีมีดไม่มีด
แสงสีทองสว่างสวยลอดผ่านกรอบหน้าต่างบานโค้ง ส่องกระทบเปลือกตาบอบบาง ปลุกให้เจ้าของร่างอ้อนแอ้นที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีขาวปักลูกไม้ ลืมตาตื่นขึ้นรับวันใหม่ ในช่วงที่ทุกอย่างยังคงพร่ามั
ชายผิวสีบอกตัวเองซ้ำๆ แล้วพยายามรวบรวมกำลังตวัดดาบใส่ดาบไม้ เจตนาตัดดาบในมือคนเป็นนายเพื่อยุติการประลองที่บ้าคลั่งนี้นึกไม่ถึงว่า ‘นายท่าน’ จะใช้วิธีโอนอ่อนผ่อนตามทันทีที่ราจีฟฟาดดาบลงมา เขาก็บิดข้อมือวาดดาบไม้ตามแรงเหวี่ยง ไม่แข็งขืนฝืนปะทะ ทำเอาราจีฟเสียหลักซวนเซแล้วในจังหวะที่คู่มือไม่ทันตั้ง
“เปิดประตู” เจ้าของอาคารสั่งเสียงเข้ม ทันทีที่เดินมาถึงหน้าประตูบานคู่สลักลายขนปีกสวยแปลกตาทันทีที่ได้ยินเสียงเขา ประตูบานหนาก็เปิดอ้า เผยให้เห็นห้องโถงกว้างปิดหน้าต่างมิดชิดซึ่งปูพื้นและผนังด้วยหินตัดสีดำสนิทเช่นเดียวกับทางเดิน นอกจากโทมัส จอห์น ทอม และราจีฟ กับอาวุธนานาชนิดตามผนังและชั้นวาง และ
“ดี พูดได้ดี” ท่านเจ้ากรมการเมืองเอ่ยเสียงเข้ม “ใครอยู่ข้างนอก เข้ามาให้หมด!”จบคำ สาวใช้สองนางกับทหารยืนยามอีกสองนายก็ก้าวเข้ามาในห้องหนังสือทันที“ได้ยินที่ท่านหญิงพริสซิลล่าพูดแล้วใช่ไหม พูดออกดังลั่นบ้านขนาดนี้ คงไม่มีใครไม่ได้ยิน”&ldq







