LOGINไซรัสนึกภาพตามได้ไม่ยาก “แล้วเรื่องนั้นมีมูลความจริงสักกี่มากน้อย?”
“ไม่มีมูลเลยสักนิด” อารีตอบโดยไม่ต้องคิด “หลังรู้ข่าวว่าผู้หญิงคนนั้นโดนเผาทั้งเป็น คงเพราะค้างคาใจ ลูคัสถึงได้ค่อยๆ เลียบๆ เคียงๆ ถามผู้คนไปทั่ว เจ้านั่นเที่ยวสืบเสาะจนรู้ว่าพยานที่มาให้การล้วนเป็นพวกละโมบโลภมาก ส่วนหลักฐานที่พวกเขาใช้ปรักปรำผู้หญิงโชคร้ายนั่นก็เป็นข้าวของที่ไม่เคยมีใครในหมู่บ้านรู้เห็นว่าเป็นของผู้หญิงคนนี้...พยานคนหนึ่งยังเคยหลุดปากพูดตอนลูคัสหลอกเลี้ยงเหล้า ว่าเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีลาภลอย เพราะจู่ๆ ก็มีคนที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าใครมาจ้างวานให้ไปให้การคดีที่เขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย...แค่ยอมไปตอบว่า ‘ใช่ขอรับ’ เท่านั้น ก็ได้ของมีค่ามากมาย”
“ช่างหยาบช้าดีแท้” ไซรัสออกความเห็นเรียบๆ สีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน “ตอนนี้มนุษย์ประนามว่าสิ่งมีชีวิตที่ครอบครองดินแดนเร้นลับหลังแนวเขาเป็นปีศาจร้ายกาจจอมเจ้าเล่ห์ พอได้ยินเจ้าพูดแบบนี้แล้ว ก็อดคิดไม่ได้ ว่าใครกันแน่ที่ชั่วร้ายมากเล่ห์กว่ากัน”
พูดแล้วไซรัสก็อดนึกถึงสภาพน่าขันของโลกนี้ไม่ได้
ทั้งๆ ที่โลกนี้มีสิ่งมีชีวิตอื่นอีกมากมายที่ดูแตกต่างจากมนุษย์ แต่พวกเขากลับเลือกชิงชังสิ่งมีชีวิตในดินแดนเร้นลับ แล้วอุปโลกน์ไปว่า สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากตนชนิดนี้ เป็นสิ่งชั่วร้าย
ไซรัสคิดว่า ที่มนุษย์ชิงชังสิ่งมีชีวิตในดินแดนเร้นลับหลังแนวเขาอาจเป็นเพราะพวกเขาพบว่าเผ่าพันธุ์ที่ตนไม่รู้จักเหล่านี้มีทั้งพละกำลัง มนตรา มันสมอง และวิทยาการ เรียกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่ดูจะเหนือกว่าพวกเขาทุกด้าน และความเหนือกว่าทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ ก็ทำให้มนุษย์ซึ่งหลงคิดว่าตนเองเป็นผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิวัฒนาการและห่วงโซ่อาหารรู้สึกไม่ปลอดภัย
เมื่อรู้สึกว่าอาจไม่ปลอดภัย ก็หวาดกลัว
เมื่อหวาดกลัว ก็กล่าวโทษ
ไม่เพียงกล่าวโทษเท่านั้น ทุกวันนี้มนุษย์ยังคิดเอาชนะความกลัวในใจด้วยการทำลายล้างเผ่าพันธุ์โบราณหลังแนวเขาอีกด้วย
“เป็นสิ่งมีชีวิตจากดินแดนเร้นลับอะไรนั่นมันย่ำแย่นักรึ เมื่อก่อนมนุษย์ยังเคยนับถือบางพวกในดินแดนนั้นว่าเป็นเทพ เทวดา เสียด้วยซ้ำ เท่าที่ฟังมา นอกจากรูปกายภายนอก ข้าไม่เห็นว่าพวกเผ่าพันธุ์โบราณจากดินแดนเร้นลับทั้งหลายกับมนุษย์จะแตกต่างกันตรงไหน”
อารีจ้องมองไซรัสด้วยแววตาไม่สบายใจ เขาทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง แต่โดนเสียงแปลกแปร่งตามประสาเด็กแตกเนื้อหนุ่มจากโทมัสดังขัดขึ้นเสียก่อน
“นายท่าน” เด็กหนุ่มผมทองตัดสั้นเอ่ยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ “คนของท่านเจ้ากรมการคลังรอท่านอยู่ข้างล่าง พวกทหารทั้งนั้น มากันเต็มไปหมด!”
เจ้าของอาคารเดินนำผู้ติดตามผิวสีและเด็กหนุ่มผมทองลงไปยังโถงกว้างด้านล่าง ซึ่งเปิดเป็นร้านซื้อขายเครื่องประดับและแพรพรรณ
ทันทีที่ชายเจ้าของกิจการปรากฏตัว นายทหารรูปร่างท้วมก็ลุกจากม้านั่งที่จัดไว้ให้ลูกค้า แล้วปราดเข้าหาชายหนุ่มด้วยท่าทีขึงขัง
“คุณรึ เจ้าของตึกหลังนี้คนใหม่”
“ถูกแล้ว” ไซรัสตอบด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งขุนนางใหญ่ ทำเอาหัวคิ้วอีกฝ่ายขมวดมุ่นเข้าหากันโดยอัตโนมัติ
“คุณคงมาจากอาณาจักรอัสกันด์” นายทหารร่วงท้วมเอ่ยอย่างไม่แน่ใจนัก และไซรัสก็พอใจจะปล่อยให้นายทหารตรงหน้าเลือกเชื่อเอาตามที่คิด
“คนของผมบอกว่าคุณเป็นคนของท่านเจ้ากรมการคลัง ไม่ทราบว่าท่านเจ้ากรมมีธุระอะไรกับผม ถึงต้องส่งทหารในจวนมามากมายเพียงนี้” เขาจงใจเลือกใช้สำนวนการพูดการจาอย่างชนชั้นสูง
นั่นทำให้รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าอารีและลูคัส ผู้แม้จะเป็นชนชั้นล่างทั้งคู่ แต่ก็สามารถช่วยให้คนที่มีข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวคือเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นคนชนชั้นล่างจากต่างแดนอย่างเขา สามารถเรียนรู้วิถีแห่งชนชั้นสูงของอาณาจักรนี้ได้ในเวลาแค่ไม่ถึงเดือน
“หามิได้ สายข่าวเรารายงานว่ามีชาวเมืองกลุ่มนึงลักลอบสั่งสมสินค้าอันตราย อาทิ ดินปืน น้ำมันดิน ท่านเจ้ากรมการคลังเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสินค้าและการคลังที่ท่านดูแล ก็เลยส่งผมมาตรวจตรา” นายทหารล้วงมืออวบอูมหยิบซองจดหมายสีขาวออกมายื่นให้เจ้าของอาคาร “ท่านเจ้ากรมการคลังทราบอยู่ก่อนแล้ว ว่ามีพ่อค้าอัญมณีและแพรพรรณจากต่างแดนเพิ่งเปิดร้านรวงใหญ่โตในย่านร้านค้า ท่านใคร่เชิญคุณไปงานเลี้ยงระดมทุนที่คฤหาสน์ แต่ไม่ต้องการใช้บ่าวไพร่สามัญมาเชิญคุณ ครั้นจะเดินทางมาด้วยตัวเองก็ติดเรื่องที่ช่วงนี้ภารกิจมากมายนัก ประเหมาะเคราะห์ดีเห็นว่าผมต้องมาที่นี่พอดี ก็เลยไหว้วานให้ผมถือเทียบมาเชิญคุณด้วยตัวเอง”
ไซรัสก้มมองตราประทับขุนคลังบนครั่งสีชาดแล้วถาม “ไม่ทราบว่าท่านเจ้ากรมการคลังมีอัญมณีที่พึงใจเป็นพิเศษบ้างหรือไม่?”
“ช่วงนี้ท่านเจ้ากรมการคลังดูจะสนใจทับทิมเป็นพิเศษ”
คำตอบนี้ทำให้ไซรัสรู้ในทันที ว่าข่าวการค้นพบทัมทิมเม็ดเขื่อง คงแพร่ไปถึงหูขุนคลังรายนี้แล้ว
“แล้วคุณล่ะ”
คำถามถัดมาทำเอานายทหารร่างท้วมฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบทุกซี่
“ผมชอบอัญมณีทุกชนิด พวกมันสวยงามกันคนละแบบ”
“ลูคัส” ไซรัสเหลียวมองไปทางชายรูปร่างสูง โปร่ง ผมสีน้ำตาลตัดสั้น ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวกับกางเกงขายาว สวมทับเสื้อเชิ้ตด้วยเสื้อกั๊กอย่างพวกศิลปิน
ไม่นานนัก ชายร่างสูงก็ถือหีบไม้สีแดงคล้ำเหมือนเลือดแห้งออกมาหานายทหาร
“ในนี้มีแหวนประดับอัญมณีน้ำงามสำหรับสุภาพบุรุษอยู่หลายวง” ไม่ต้องรอให้ไซรัสพูดจบประโยคดี ลูคัสก็เปิดหีบต่อหน้านายทหารร่างท่วมอย่างรู้งาน “คุณเป็นทหารที่ทำงานหนักเพื่อผู้คนในอาณาจักร นี่เป็นสิ่งตอบแทนน้ำใจเล็กน้อยจากผม เชิญคุณเลือกหยิบไปหนึ่งวงได้ตามใจ จะหยิบเผื่อภรรยาด้วยอีกวงก็ได้”
“คุณนี่ช่างเป็นสุภาพบุรุษที่ใจกว้างสมคำร่ำลือ” คนได้ของกำนัลรีบเลือกหยิบแหวนจากในหีบด้วยท่าทีที่ดูกระตือรือร้น คล่องแคล่ว ไม่มีอาการกระดากอายหรือตะขิดตะขวงใจเลยสักนิด
ทหารในจวนเจ้ากรมการคลังช่างรับของกำนัลคล่องแคล่วนัก...เขาประเมินจากผลการทดสอบตรงหน้า
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไซรัสพบว่า แม้แต่พ่อค้าที่ล้วนรู้ราคาของและมุ่งหวังทรัพย์สินเงินทองกว่าสิ่งใด ก็ยังรู้จักเกรงใจและลังเลเมื่อมีใครใคร่มอบของกำนัล
การที่นายทหารจากจวนขุนคลังคุ้นชินกับการรับของกำนัล ก็คิดได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“ตาถึงนัก” ไซรัสเอ่ยชมแกมประชด เมื่อเห็นชายร่างท้วมสวมแหวนเนื้อเงินรมดำประดับอัญมณีสีใสบนนิ้วชี้ “วงที่ท่านถืออยู่ ถึงหัวแหวนจะดูเล็กกว่าเพื่อน แต่วงนั้นแพงที่สุดในหีบ มันเป็นแหวนประดับเพชร น้ำงามมากทีเดียว”
“เพชรรึ!”
“วงนี้มีวงที่เข้ากันอยู่อีกวง” เจ้าของกิจการค้าเครื่องประดับและแพรพรรณหยิบแหวนสีเงินเกลี้ยงเกลาประดับเพชรเม็ดสวยส่งให้นายทหาร “เรือนแหวนเล็ก กะทัดรัด เหมาะกับสุภาพสตรี ภรรยาคุณน่าจะชอบ”
นายทหารมองแหวนทั้งสองวงด้วยแววตาเป็นประกาย
“คุณช่างใจกว้างเหลือเกิน ทำการค้าแบบนี้สิดี ไม่นานนักคุณต้องกลายเป็นที่รักของคนทั้งเมือง ทุกคนจะรักคุณ เชื่อผมสิ!” ว่าจบ ชายร่างท้วมก็หัวเราะร่าแล้วเดินเข้าจับมือเจ้าของอาคารดั่งมิตรชิดใกล้ “ช่วงนี้ผมมีธุระต้องออกนอกเมือง เราอาจไม่ได้พบกันอีกสักพัก” ไม่ทันทีที่ไซรัสจะได้ตอบอะไร ชายร่างท่วมก็ตบต้นแขนเขาเบาๆ เหมือนสนิทสนมกันมาแรมปี “พบกันในงานเลี้ยงที่คฤหาสน์ท่านเจ้ากรมการคลัง สหาย ไปให้ได้ อย่าให้ผมกับท่านเจ้ากรมผิดหวังล่ะ ผมล่ะอยากแนะนำคุณให้คนอื่นๆ รู้จักนัก เมืองนี้สมควรได้รู้จักพ่อค้าใหญ่ใจกว้างเช่นนี้ ท่านเจ้ากรมการคลังเองก็คงคิดไม่ต่างกัน”
ไซรัสยิ้มน้อยๆ เป็นการตอบรับ
“วันนี้ผมคงต้องขอตัวก่อน” ชายร่างท้วมเหลียวมองลูกค้าทุกรายในร้านแล้วค้อมหัวให้ทุกคนเล็กน้อย ราวกับต้องการขอโทษขอโพยที่พาทหารมากมายเข้ามาเดินเกะกะ ก่อนจะพาทหารชั้นผู้น้อยทั้งหมดเดินออกจากอาคารไปด้วยรอยยิ้ม
รีบร้อนกลับ ทำเหมือนกลัวคนให้ของจะเปลี่ยนใจ
“เหอะ...หมูสกปรก” โทมัสพึมพำทันทีที่พวกทหารคล้อยหลัง “นายท่านไม่น่าให้แหวนราคาแพงสองวงนั่น” เด็กหนุ่มบ่นอย่างอดไม่ได้ “ข้ารู้จักเจ้านั่น มันเป็นลูกพี่ลูกน้องของภรรยาท่านเจ้ากรมการคลัง ไม่มีความสามารถอะไร ไม่เคยออกรบ ว่ากันว่าได้เป็นทหารยศใหญ่โตเพราะเส้นสาย วันๆ ไม่ทำอะไร นอกจากคอยรีดไถ คอยทำงานสกปรกๆ ให้เจ้ากรมการคลัง”
อารีทำท่าจะออกปากดุ แต่ไซรัสส่งสัญญาณมือห้ามไว้
“เจ้าควรเรียนรู้ที่จะเก็บอารมณ์เสียบ้าง” เจ้าของกิจการหนุ่มเหลียวมองรอบตัว เมื่อเห็นว่าทุกคนล้วนอยู่ห่างไกล ทั้งยังกำลังง่วนอยู่กับการซื้อขายไม่มีใครใส่ใจมองมาทางนี้เลยสักคน เขาก็ย่อตัวลงในระดับสายตาเด็กหนุ่ม แล้วสอนสั่ง “จำไว้ให้ดี โทมัส การผูกมิตรไม่ใช่เรื่องเสียหาย คนเราไม่ว่าจะทำการค้าหรือทำงานใด ผูกมิตรไว้ก่อนเป็นดี ดูแต่นกบนฟ้าสิ ไม่ว่าจะตัวใหญ่หรือเล็กก็ล้วนแต่มีขน เพราะอะไร เจ้ารู้ไหม?”
“เพราะนั่นเป็นธรรมชาติของมัน”
“ผิดแล้ว ที่มันต้องมีขน เป็นเพราะมันจำเป็นต้องมีขน” เขาลุกขึ้นยืน แล้วจูงมือเด็กหนุ่มเดินกลับขึ้นบันได ปากก็พร่ำสอนต่อไปด้วยน้ำเสียงที่แม้จะราบเรียบ แต่กลับฟังดูอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด “ขนทุกส่วน โดยเฉพาะขนปีกช่วยให้มันบินได้” เขายังคงกล่าวต่อไป “ไม่เพียงเท่านั้น ขนยังช่วยปกป้องมันจากสภาพแวดล้อม นกตัวไหนไม่มีขน ยามเจอลมพายุก็หนาวสั่น ยามเผชิญอากาศร้อนก็แสบเนื้อแสบตัว”
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการสร้างรากฐานที่ท่านเคยพูดถึงใช่ไหม?” เด็กหนุ่มถาม
“ใช่” เขาหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองภาพลูกค้ามากมายเดินขวักไขว่อยู่ในโถงด้านล่าง “ลูกค้าเหล่านี้เองก็เป็นขน เครือข่ายผู้ค้ารายย่อยที่ข้าเพิ่งรวบรวมได้ก็เป็นขน”
“แล้วท่านก็จะได้ขนปีกเส้นใหม่ๆ อีกมากจากงานเลี้ยงของ ‘ท่านเจ้ากรมการคลัง’ ”
“ถูกต้อง” ไซรัสมองตรงไปข้างหน้าด้วยแววตามาดหมาย “เพื่อการใหญ่ เราอาจต้องฝืนใจบ้าง อาจต้องสวมหน้ากากบ้าง...แต่เชื่อเถอะ ผลประโยชน์ที่ตามมา มันจะคุ้มค่าแน่นอน”
ให้พวกคนงานกับบรรดาผู้ติดตามคนสนิทรู้ว่าแถบนี้มีปีศาจปีกดำในเรื่องเล่าวนเวียนไม่ห่างรังแต่จะสร้างความหวาดกลัว ยิ่งถ้าเปิดเผยความจริงเรื่องที่นายจ้างประวัติไม่แน่ชัดร่วมมือกับสิ่งที่ชาวเมืองเรียกขานว่า ‘ปีศาจ’ ออกไป ก็ยากจะเดาว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาแบบไหนพวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจไซรัสต่อไป หรือหวาดหวั่นเกลียดชังจนเอาใจออกห่าง ก็ยากจะคาดเดา“คุณไม่ได้โกหกคุณพ่อเลยสักนิด...” อย่างน้อยๆ ก็เรื่องที่มาอัญมณีกับพื้นเพ...ถึงเขาจะบอกไม่หมดก็เถอะ แต่ก็ยังอยู่ในฐานที่ยอมรับได้“เชื่อใจแล้วหรือ”“ไม่เชื่อได้เหรอคะ พามาดูตั้งขนาดนี้”“นึกว่าต้องขอให้ ‘คนมีปีก’ ของคุณ มายืนยันใกล้ๆ ซะแล้ว”อัยน์นาเหลียวมองคนงาน กลัวจะมีใครได้ยินบทสนทนาล่อแหลมนี้ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกคนจดจ่ออยู่กับอัญมณีล้ำค่าไม่ได้ใส่ใจจะมองมาทางนี้แม้แต่น้อย ถึงค่อยขยับริมฝีปากพูดตอบโต้“แค่นี้ก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าเป็นมิตร” ถ้าไม่เป็นมิตร คงเข้าจู่โจมขับไล่คณะเดินทางคณะนี้นานแล้ว... “แล้วปีกที่เห็นก็ใช้บินได้จริงๆ ไม่ใช่ปีกของปลอมที่ปั้นแต่งขึ้นจากฝีมือศิลปินชั้นครู”เจ้าของใบหน้าคมคายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก่อนหน้านี้คงไม่ได้คิดว่ามีใคร
เธอพอเดาออก ว่าเขาจับมือเธอมาวางตรงนี้ ก็เพราะอยากแสดงออกว่าจริงใจในตำรา ‘ภาษากาย’ ที่เขียนขึ้นโดยคณะปราชญ์เวเนเซีย บอกไว้ว่า ในยามปกติ หัวใจคนเราจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ และจะเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อเหน็ดเหนื่อย เครียดจัด เป็นไข้ตัวร้อน หรือตื่นเต้น ตกใจเมื่อใครสักคนโกหก คนคนนั้นย่อมเกิดความเครียด ใจจะคอยลุ้นระทึก และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเผยพิรุธ ทำให้เกิดความกดดันในใจจนเลือดลมวิ่งพล่าน เมื่อจิตใจและร่างกายปั่นป่วน หัวใจก็จะพานเต้นเร็วขึ้นดังนั้น ถ้าไซรัสไม่ได้โกหก ก้อนเนื้อในช่องอกเขาก็ควรเต้นอย่างสม่ำเสมอ...แล้วตอนนี้หัวใจไซรัสก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคงสม่ำเสมอจริงๆหรือไซรัสจะไม่ได้โกหก...หรือความลับทั้งหมดที่เขาปิดบังไว้มีแค่นี้...มีเท่าที่เขาเฉลยให้ฟัง ความใคร่รู้ทำให้อัยน์นาเผลอจ้องลึกลงในตาเขาฉับพลัน หัวใจดวงที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงก็ค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้นนอกจากมันจะทำให้คนพยายามวิเคราะห์งุนงงแล้ว ยังดึงให้หัวใจเธอเต้นแรงและเร็วตามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเป็นตอนนี้เธอรู้สึกถึงหัวใจในช่องอกแกร่งชัดเจนเหมือนไซรัสถอดหัวใจมาวางไว้ในมือเธอหัวใจ...ครืน!!! เสี
เมื่อพิจารณาข้อที่ไซรัสเคยพาคนสนิทใช้เส้นทางนี้ลักลอบขุดขนอัญมณีมาแล้ว เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างหลังถ้าที่นี่มีอันตรายยิ่งใหญ่อยู่เหนือการควบคุมจริง ราจีฟที่เก็บสีหน้าไม่เป็นก็ต้องดูกังวลดูหวาดกลัวกว่านี้แต่นี่ไม่เลย...นอกจากไซรัสแล้ว กลุ่มผู้ติดตามคนสนิทที่น่าจะเคยมาที่นี่อย่าง ทอม จอห์น ราจีฟ ทุกคนดูเป็นปกติดี ถึงจะดูขยาดงูตามเถาไม้กันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ดูสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งเห็บดูดเลือดตัวกว่าครึ่งข้อนิ้วก้อยร่วงลงมาเกาะลำคอก็ยังไม่ได้มีความตื่นเต้นตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิดจู่ๆ คนที่เธอจับจ้องก็มองกลับ แววตาเขาตอนสบตาเธอฉายแววกังวล...แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นไซรัสคลี่ยิ้มให้เธอแบบเดียวกับที่ยิ้มให้มาหลายต่อหลายหน แล้วพยักหน้าคล้ายเชื้อเชิญให้เดินออกไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเธอจับทางเขาได้แล้ว...ยิ้มน้อยๆ ดูสุขุม สงบ อบอุ่นจริงใจแบบนี้ เป็นรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนชัดๆอัยน์นารอให้ ‘สามี’ สั่งการเสร็จสิ้น ถึงค่อยขยับเข้าเลียบเคียงถาม“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบคล้ายพึมพำ “อากาศเย็นเกินไป”อากาศเย็น...แล้วยังไงล่ะ?“ไม่มีอ
เห็นนายท่านออกคำสั่ง นายหญิงพยักหน้าสำทับ ผู้ติดตามหญิงทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้าทั้งคู่รีบเก็บข้าวของ ออกเดินทาง โดยมีพวกผู้ติดตามชายช่วยกันขนท่อนไม้หนักๆ สามสี่ท่อนขึ้นวางในรถม้า นัยว่าจะให้รถหนักจนเกิดร่องรอยคล้ายรถที่บรรทุกคนจำนวนมากเมื่อรถม้าเคลื่อนห่างออกไป อัยน์นาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังช่วยกันแยกชิ้นส่วนรถม้าอีกคัน แล้วนำแต่ละชิ้นกระจายวางตามจุดต่างๆ เอาดินกลบบ้าง เอาฟาง เอาเศษใบไม้ เอาเถาวัลย์กลบบ้างรอจนทุกคนกลบร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ทอมก็แจกจ่ายถุงขนสัตว์หนานุ่มคนละสองถุง คนที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนาหน่อยอย่างราจีฟจะได้แจกมากถึงสี่ถุง อัยน์นากำลังจะถามคนข้างตัวว่าเอาสิ่งนี้มาทำไม ก็เห็นคนงานพากันสวมถุงที่ว่าทับรองเท้าแล้วเอาเชือกหนังรัดไว้แน่นหนาเมื่อลองสวมตามแล้วก้าวขาดู อัยน์นาถึงได้รู้ว่ายังมีวิธีการกลบร่องรอยที่ได้ผลชะงัดอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การป้องกันไม่ให้เกิดร่องรอยเสียตั้งแต่แรกเธอเหลียวมองตา ‘สามี’ อีกหน คราวนี้เขามองกลับด้วยดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง ดูก็รู้ ว่าสาเหตุหลักที่ผู้ชายคนนี้ส่งมาธากับโรสแยกไปอีกทางแทนการใช้งานคนของตัวเองไม่ใช่เหตุผลเรื่องการพรางร
‘...สงสัยอะไรค่อยคุยกันวันหลังเถอะ...’ แค่ได้ยิน คนฟังก็แน่ใจ ว่าอย่างน้อยๆ ไซรัสน่าจะได้ยินสองประโยคหลังเข้าเต็มๆทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น เขากลับวางสีหน้าเรียบเฉย สั่งการผู้ติดตามเฉียบขาด คล่องแคล่ว ทำราวกับเรื่องพูดคุยลับหลังระหว่างเธอกับราจีฟไม่ได้สลักสำคัญอะไรแม้แต่น้อย ทำเอาราจีฟที่ตอนเห็นหน้าไซรัสยังเผลอสะดุ้งพลอยดูคล้ายจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทาง...เผลอๆ ผู้ติดตามรายนี้จะลืมประโยคที่เธอจงใจพูดเพื่อให้หลงมาช่วยเธอค้นหาความจริงอีกแรงไปแล้วด้วยซ้ำหลังพูดคุยแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ทุกคนก็รีบกินมื้อเย็นแล้วเก็บกวาด กลบกลิ่น จากนั้นก็ใช้ฝุ่นดินลบรอยเท้าไล่มาตั้งแต่รอบบริเวณบ้านเข้ามาจนถึงด้านใน ทั้งยังเอาข้าวของบางส่วนในโถงชั้นล่างที่โรสกับมาธาช่วยกันเก็บกวาดมาแล้วหนหนึ่งออกไปจัดวางให้ดูระเกะระกะ แล้วเป่าฝุ่นดินเข้าใส่ ลบร่องรอยการหยิบจับออกไปอย่างน่าพิศวงเห็นสภาพคล้ายรกร้างที่คนเหล่านี้จงใจทำแล้ว อัยน์นาก็ได้แต่บีบมือปลอบโรสกับมาธาที่สู้อุตส่าห์ช่วยเธอทำความสะอาดพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ โถงรับประทานอาหาร ห้องครัว ทางเดิน บันได และห้องนอนบนชั้นสองและสาม“เท่า
“ฉันเจอไซรัสครั้งแรกที่ย่านร้านค้า...วันนั้น ฉันโดนใช้ให้ออกไปซื้อทับทิมจากร้านผักผลไม้ที่อยู่คนละฟากกับตึกสี่ชั้น เราสบตากันครั้งแรกก็ตอนนั้น...” อัยน์นาทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โก่งลำสูงขึ้นราวเข่า ปากก็เล่าเรื่องราว ‘การพบกันแสนน่าประทับใจ’ ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ตอนนั้นเขาโดดเด่นกว่าใคร เขาดูสงบนิ่งภูมิฐานเหมือนขุนนางใหญ่แต่กลับเที่ยวเดินลอยชายในเมืองในสภาพปล่อยผมสีดำยาวเป็นอิสระ มองจากผมยาวเงางามกับผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอี่...เขาเหมือนกวีราชสำนัก แต่กลับแต่งตัวคล้ายพวกนักเผชิญโชค ดูสมบุกสมบันขัดลักษณะท่าที ไซรัส...สามีฉัน มีส่วนผสมที่แปลกประหลาด แต่ในความประหลาด ในความแตกต่าง เขากลับดูดีกว่าใคร มองยังไงก็โดดเด่นจนละสายตาไม่ได้” คนตั้งใจมาสืบความวกเข้าเรื่องที่ต้องการถาม น้ำเสียงคล้ายชวนคุย “ตอนพบกันครั้งแรกไซรัสดูเป็นยังไงบ้างคะ เขาดูต่างจากที่ฉันเจอมาบ้างหรือเปล่า? ”“เขาน่ะรึ? ” ราจีฟทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายมากขึ้น “ไซรัสตอนนั้นน่ะ น่ากลัวสิ้นดี” พูดแล้วนักสู้ผิวเข้มก็สะบัดหัวสะบัดตัวเหมือนขนลุกเมื่อนึกถึง“ยังไงคะ”“นิ่ง เงียบ ทรงอำนาจ ในมือไม่มีมีดไม่มีด
ท่ามกลางกระแสความคิดคำนึงถึง เมื่อรถม้าจอดเทียบหน้าอาคาร ไซรัสก็รู้สึกถึงกลิ่นกุหลาบจางๆกลิ่นนี้ไม่ได้แรงจัดเหมือนน้ำหอมสตรี ไม่ได้หอมอบอวลเหมือนกลิ่นกุหลาบที่คฤหาสน์เจ้ากรมการคลัง แต่เป็นกลิ่นหอมหวาน ล่องลอยผ่านจมูกเหมือนแตะไล้ หยอกเย้า ชวนให้ซาบซ่านและอบอุ่นใจในคราวเดียวกัน
“คุณรู้ไหม นอกจากจะเป็นนักขัดคอขวางผลประโยชน์คนไปทั่วแล้ว ประวัติศาสตร์เขียนถึงคนชนิดนี้ไว้ยังไงบ้าง”“กรณีอื่นผมไม่แน่ใจ แต่กรณีมองโลกสวยงามเกินจริงอย่างท่านเจ้ากรมการเมือง สุดท้ายก็มีแต่จะตกอับ หมดสิ้นทุกสิ่ง” ท่านเจ้ากรมการคลังตอบเสียงเรียบ“ครับ...แ
“ทุกอย่างมีทั้งข้อดีข้อเสียครับ”“ผมทำงานมานาน พอจะจับสังเกตได้ว่า ถึงทุกอย่างในโลกนี้จะมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่เวลาให้คุณค่า กับบางเรื่องเราให้คุณค่ามันแบบกลางๆ ไม่ได้ บ่อยครั้งโลกจะบังคับให้เราต้องเลือก...เลือกว่าจะมองเห็นบางเรื่องไปในทางไหนมากกว่ากัน ระหว่างดี กับเลว&rdq
ยามเมื่อรถม้าขัดเงาประดับตราขุนเขาแฝดสามลูกเคลื่อนผ่าน ชาวเมืองต่างพร้อมใจหลีกทางให้ ทำราวกับรถม้าคันนี้เป็นราชรถที่ไม่ควรกรายใกล้ ทุกคนต่างรู้ว่าตราสัญลักษณ์นั้น คือตราประจำตระกูลวิลส์ตันความเคารพยำเกรงอันน่าอัศจรรย์นี้ไม่ได้ทำให้ไซรัสแปลกใจเท่าไหร่นัก ตรงก







