แชร์

บทที่ 5

ผู้เขียน: Karawek House
last update วันที่เผยแพร่: 2025-08-15 15:31:08

“ไม่น่าเชื่อ ว่าพวกนั้นจะยอมง่ายๆ”

เสียงจากอารี เรียกให้ชายร่างสูงท่าทีภูมิฐานในห้องทำงานเรียบหรูดูกว้างขวาง ละความสนใจจากเอกสารบัญชี

เขาวางปากกาหมึกซึมด้ามจับเงางาม เงยหน้ามองชายผิวสีตรงหน้า แล้วขยับริมฝีปากหยัก ดูคมคาย ถามด้วยท่าทีสงบนิ่งดั่งรูปปั้น

“พวกพ่อค้าอัญมณีรายย่อยทั้งหมดตอบรับแล้วใช่ไหม”

“ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านต้องการ มีสองสามรายลังเลไม่อยากเซ็นชื่อในสัญญาค้าขายกับท่านเพราะระแวงว่าวิธีการที่ท่านกำหนดให้กระจายสินค้าจะทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ แต่พอข้าจะขอตัวกลับเท่านั้น พวกเขาก็รีบตอบรับ ยอมเซ็นสัญญาทันที”

อารีตอบพลางก้าวเข้ามายื่นปึกหนังสือสัญญาให้เขา

“ไม่เปิดม่านรึ?” ชายผิวสีถามพลางเหลียวมองม่านสีดำหนาทึบด้วยความประหลาดใจ “ท่านนี่ก็แปลก ฝั่งตรงข้ามมีหอนางคณิกาเลื่องชื่อ มีสาวๆ สวยๆ อยู่นับไม่ถ้วน กลับไม่ชายตาแลสักนิด พวกนางรึออกจะคอยสอดส่องมองท่านอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะซามีร่า ดูท่านางจะพึงใจท่านไม่น้อย ลือกันว่าถ้าภายในหนึ่งเดือนหลังจากนี้ท่านไม่ชายตาแล นางจะงัดเอายาปลุกกำหนัดที่ช่วงนี้ซื้อขายกันลับๆ ในตลาดมืดมามอมเมาท่านทีเดียว”

“ผู้หญิงมักมาพร้อมเรื่องยุ่งยาก” เจ้าของห้องตัดบทพลางก้มหน้าก้มตาตรวจสอบเอกสารที่เพิ่งรับมา ตั้งแต่ลายมือชื่อไปจนถึงจนความถูกต้องสมบูรณ์ของเนื้อหาในหนังสือสัญญา ไม่มีส่วนใดเลยที่เขาจะคิดมองข้าม

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี คนตรวจงานก็ออกปากชื่นชมคนมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยสีหน้าพึงพอใจ

“ดีมาก เอกสารครบถ้วน ถูกต้องทุกอย่าง หลังจากนี้กิจการเราจะเติบโตขึ้นอีกมาก”

“ไซรัส” คนโดนชมเรียกชื่อเจ้าของห้องทำงานหรูหราทว่ามืดทึบด้วยน้ำเสียงเคารพยิ่ง “ข้าคิดว่ากิจการท่านโตเร็วเกินไป”

“ไม่ดีรึ?”

“ท่านจะกลายเป็นจุดสนใจ” อารีตอบเสียงเครียด “ข้าไม่ได้ร่ำเรียนมา อาจไม่ฉลาดนัก แต่ก็พอรู้มาบ้าง ว่าในโลกยุคนี้ สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจใหญ่โตคือสิ่งที่เรียกว่ารากฐาน”

“เราสร้างรากฐานแล้ว อารี” ไซรัสเก็บเอกสารสัญญาระหว่างตนเองกับพ่อค้ารายย่อยใส่ลิ้นชัก แล้วใส่กุญแจไว้แน่นหนา

“ท่านไม่ใช่คนเขลา ท่านก็รู้ ที่ตอนนี้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีก็เพราะเราเป็นผู้ค้ารายใหญ่ พวกพ่อค้ารายย่อยกลัวเราปรับลดราคาอัญมณีโดยไม่สนใจใคร แถมยังกลัวว่าเราจะไม่ยอมแบ่งขายอัญมณีดิบคุณภาพสูงกว่าตลาดให้ ก็เลยแข่งกันเอาอกเอาใจท่านให้วุ่น” อารีเดินไปเปิดผ้าม่านด้านหลังคนเป็นนาย ปล่อยให้แสงสว่างลอดเข้ามา

ชายผิวคล้ำเหลียวมองลงไปด้านล่างอาคารเล็กน้อย

นอกจากด้านล่างจะมีกลุ่มคนยืนฟังนักขับลำนำขับกล่อมนิทานเพลงเรื่อง ‘ท่านหญิงกุหลาบทะเลทราย’ กลุ่มใหญ่แล้ว ที่หน้าประตูทางเข้าโถงด้านล่างซึ่งไซรัสเปิดเป็นร้านขายเครื่องประดับ อัญมณี และแพรพรรณ ยังมีพ่อค้ารายย่อยกับลูกค้าเงินหนาเดินเข้าออกกันขวักไขว่

“ร้านเรากำลังรุ่งเรือง สินค้าที่มีอยู่มากมายก็ล้วนดีเยี่ยมเป็นที่ต้องการของตลาด ในช่วงที่ทุกอย่างดูราบรื่นแบบนี้ ใครใครอาจเข้าหาท่าน คล้อยตามท่าน แต่สัญญาที่ร่างขึ้นบนผลประโยชน์และความกังวลเช่นนั้น จะคงทนอยู่รึ?” อารีละสายตาจากภาพในกรอบหน้าต่าง แล้วเดินดับตะเกียงให้คนเป็นนายด้วยท่าทีคุ้นชิน “ข้ากังวล ไซรัส พี่น้องข้าโดยเฉพาะลูคัสกับราจีฟเองก็กังวลเหมือนกัน ตอนนี้เรากลัวว่าถ้าวันไหนคนพวกนั้นมีอำนาจเหนือท่าน พวกเขาจะฉีกสัญญาทิ้ง แล้วปล้นชิงทุกอย่างที่ท่านลงทุนลงแรงสร้างมาไปจากท่าน”

“พวกเขาจะไม่มีวันมีอำนาจเหนือเรา”

“ใช่ว่าข้าไม่เชื่อใจท่านหรอกนะ ข้าแค่ไม่ไว้ใจคนอื่นเท่านั้น”

“ไม่มีอะไรต้องกังวลนักหรอก ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น” ไซรัสก้มหน้าลงตรวจบัญชีต่อ บอกให้อารีรู้กรายๆ ว่าเขาไม่ต้องการคุยเรื่องนี้อีกต่อไป ผู้ติดตามผิวสีที่ตอนนี้เป็นดั่งแขนขาให้เขาจึงได้แต่ทอดถอนใจอยู่อย่างนั้น

ท่ามกลางความเงียบงัน อารีเหลียวมองที่ทับกระดาษลักษณะคล้ายก้อนหินทรงกลม สีแดงก่ำ บนโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งตัวใหญ่ซึ่งตกแต่งลายแกะสลักตามมุมโต๊ะเอาไว้ด้วยทองคำ แสงสว่างจากกรอบหน้าต่างบานกว้าง ขับให้อัญมณีสีแดงใส เปล่งประกายงดงามราวกับวัตถุล้ำค่าที่เสกสร้างจากสรวงสวรรค์

แม้แต่คนที่ไม่ว่าจะพยายามเรียนรู้วิธีตรวจสอบอย่างไรก็แยกระหว่างก้อนหินไร้ราคากับหินอัญมณีล้ำค่าไม่ออกอย่างอารีก็ยังแน่ใจ ว่าที่ทับกระดาษชิ้นนั้น เป็นทับทิมทั้งแท่ง

“อัญมณีจากดินแดนเร้นลับหลังแนวเขาสูงที่ครอบครองโดยพวกอสุรกายร้ายกาจ ช่างวิเศษนัก” ชายผิวสีอดชื่นชมไม่ได้ “น้ำงาม เนื้อใส สวยได้ทั้งๆ ที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน”

“ในเขตแดนของพวกมนุษย์ก็อาจเคยมีของแบบนี้” ไซรัสหยิบก้อนทับทิมขึ้นโยนรับ ราวกับอัญมณีก้อนนั้นเป็นเพียงก้อนหินไร้ค่าก้อนหนึ่ง

“ฟังท่านพูดเรื่องดินแดนเร้นลับหลังแนวเขาสูงกับเขตแดนของมนุษย์ทีไร ก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้” อารีขยายความต่อให้ โดยไม่ต้องรอให้คนเป็นนายถาม “ไม่เหมือนมนุษย์พูดถึงเขตแดนของมนุษย์ ฟังเหมือนอสุรกายกำลังค่อนแคะมนุษย์มากกว่า”

“หมายถึงสิ่งมีชีวิตในดินแดนเร้นลับหลังหุบเขาสลับซับซ้อนทางตอนเหนือของอาณาจักรนี้ ที่ว่ากันว่า เป็นเผ่าพันธุ์โบราณอยู่มานานเท่าๆ กันกับมนุษย์ อะไรนั่นใช่ไหม?”

“นั่นล่ะ”

ใบหน้านิ่งเฉยดั่งรูปสลักปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากเมื่อได้ยิน

ชาวเวเนเซีย ตลอดจนอาณาจักรข้างเคียง ล้วนเชื่อถือเรื่องดินแดนเร้นลับหลังแนวเขาสลับซับซ้อน ก่อนหน้านี้ พวกเขาเชื่อกันว่า ที่แห่งนั้น เป็นสถานที่พำนักของเหล่าเทพ เทวดา แต่ช่วงสองสามปีก่อนหน้านี้ มีหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านหนึ่งใกล้แนวเขาที่ว่านั่นโดนอสุรกายร้ายกาจคุกคาม ชายผู้รอดชีวิตบังเอิญพบทหารลาดตระเวนชายแดนอาณาจักรอาเรนทร์ ก็เลยเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ทหารลาดตระเวนไม่อยากล่วงล้ำอาณาเขตเวเนเซีย จึงส่งเรื่องไปยังทหารรักษาการชายแดนเวเนเซีย แล้วร่วมมือกันแกะรอยตาม ‘ตัวอะไรสักอย่าง’ เข้าไปในดินแดนเร้นลับหลังแนวเขา จนค้นพบฝูงสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดน่าหวาดหวั่นที่ดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่าปีศาจปีกสีดำ

แล้วหลังจากนั้น ข่าวการค้นพบความจริงชวนใจหายว่า ‘ในดินแดนเร้นลับไม่ได้เป็นที่พำนักของเทพ เทวา หากแต่เป็นที่พักพิงของเหล่าปีศาจร้ายปีกดำมะเมื่อมและอสุรกายใต้อาณัติที่มีเลือดเนื้อ’ ก็แพร่กระจายไปทั่ว ตบหน้าเหล่านักบุญผู้ยึดมั่นในจารึกเกี่ยวกับเทพ เทวดา

เวลานี้ พวกเขาเชื่อว่า แท้จริงแล้ว เทพ เทวดา ในบทขับลำนำหรือจากรึกโบราณ ล้วนเป็นแค่จินตนาการฟุ้งซ่านของคนสมัยก่อนเท่านั้น และพวกเผ่าพันธ์น่าขนลุกในดินแดนลึกลับหลังแนวเขาก็ฉลาดพอจะใช้ความเชื่อเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์มานานนับพันปี

ยิ่งคิดเรื่องเหล่านี้ ไซรัสก็อดขำไม่ได้

ไม่ว่าจะเป็นเมื่อก่อนหรือตอนนี้ มนุษย์ก็ล้วนคิดต่อเติมเอาเอง ทั้งๆ ที่ได้รู้ได้เห็นอะไรๆ ในดินแดนเร้นลับหลังแนวเขามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นไม่ใช่หรือ?

“บางทีข้าอาจเป็นเผ่าพันธุ์โบราณน่าหวาดหวั่นอะไรนั่นจำแลงมาก็ได้”

                ประโยคสั้นๆ จากริมฝีปากไซรัส ทำให้อารีขมวดคิ้วแน่นทันที

                “นั่นใช่เรื่องควรเอามาล้อเล่นรึ ตามตำนานตามเรื่องเล่าเราอยู่ร่วมโลกกับเผ่าพันธุ์โบราณที่แฝงตัวอยู่ในดินแดนเร้นลับมานับแต่โบราณกาลก็จริงอยู่ แต่ตอนนี้มนุษย์ทุกผู้ล้วนเกลียดชังเผ่าพันธุ์ที่ว่านี้ เพราะค้นพบว่าพวกมันไม่ใช่เทพ ไม่ใช่เทวดาอะไร แต่เป็นพวกปีศาจร้าย เป็นสิ่งมีชีวิตที่โหดเหี้ยม อำมหิต”

                “งั้นรึ?”

                สีหน้าเหมือนเพิ่งรู้จากไซรัสเรียกเสียงพ่นลมหายใจจากอารีได้เฮือกใหญ่

                “อย่าทำหน้าอย่างนั้น ไซรัส นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย” อารียกมือขึ้นกุมเหนือหัวเข็มขัดตามนิสัย ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อย่าลืมว่าถึงท่านจะสร้างเครือข่ายค้าขายอัญมณีจนผลักดันตัวเองกับพวกข้าขึ้นมาได้ภายในระยะเวลาแค่เดือนเดียว แต่ตัวท่านไม่ใช่ชนชั้นสูงของอาณาจักรนี้ เป็นใครมาจากไหนตัวตนไม่แน่ชัด จู่ๆ ก็เข้าเมืองมาพร้อมอัญมณีจำนวนมาก คนที่ติดใจเรื่องนี้มีไม่น้อย”

                “ข้าก็แค่นักแสวงโชคที่บังเอิญค้นพบช่องย่องขนสมบัติจากดินแดนที่พวกเจ้าเรียกกันว่า ‘ดินแดนเร้นลับหลังแนวเขา’ อะไรนั่น”

                “แต่คนอื่นจะไม่เชื่ออย่างนั้น” อารีนิ่งคิด ก่อนกล่าวแก้ “ไม่สิ พวกเขาอาจเชื่อ แต่อาจมีใครใช้เรื่องนี้เค้นถามที่มาอัญมณีหรือช่วงชิงแหล่งอัญมณีกับผลประโยชน์ที่สั่งสมไว้ไปจากท่าน ถ้ามีขุนนางขี้ฉ้อสักรายทำแบบนั้น แม้แต่ตึกแถวสี่ชั้นหลังนี้ที่ท่านเพิ่งได้มาก็อาจโดนริบไป”

                “นี่ใช่ไหม ที่ทำให้เจ้ากังวลเรื่องที่กิจการเราเติบโตเร็วจนน่าตกใจ” เขาถาม “กล่าวหาว่าข้าเป็นปีศาจจำแลงจากดินแดนเร้นลับ เอาตัวไปกักขัง ประหาร แล้วริบทรัพย์ นั่นรึ สิ่งที่เจ้ากังวล”

                “ใช่” ชายผิวสีตอบตามตรง “เพราะชะตาพวกข้า ขึ้นอยู่กับเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน...พวกข้าไม่อยากกลับไปเป็นอย่างเดิมอีกแล้ว ไซรัส เราต้องการอนาคต” อารียังคงกล่าวต่อไป “และข้าก็ขอบังอาจเตือน ว่าท่านก็ควรกังวลเรื่องนี้เช่นกัน” ผู้ติดตามผิวเข้มบอกสีหน้าจริงจัง “อย่าเข้าใจผิด ท่านเก็บพวกข้ามาจากชนชั้นล่างสุดในกลุ่มล่างสุด เป็นทั้งนายเป็นทั้งครูที่คอยชี้แนะสอนสั่งให้พวกข้าเปลี่ยนเป็นคนที่มีตัวตน มีเกียรติ เรื่องที่ท่านช่วยดึงพวกข้าขึ้นจากร่องคูข้างถนน ข้ากับพี่น้องซาบซึ้งและยินดีติดตามท่านไปตลอดชีวิต ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็ไม่รังเกียจ ข้อนี้จะไม่มีวันเปลี่ยน แต่ถ้าเลือกได้ พวกข้าก็อยากให้อะไรๆ มันเป็นอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ไปเรื่อยๆ”

“ข้าเข้าใจความรู้สึกพวกเจ้าดี”

อารีค้อมศีรษะน้อมรับคำพูดนั้น ก่อนเอ่ยต่อไป

“แม้แต่ข้าที่เป็นชนชั้นล่างยังรู้ ว่านับตั้งแต่อาณาจักรอาเรนทร์กับอาณาจักรเราค้นพบความจริงเรื่องสิ่งมีชีวิตในดินแดนเร้นลับหลังแนวภูเขาสลับซับซ้อน ช่วงปีสองปีมานี้ มีผู้คนโดนกลั่นแกล้งด้วยข้อหาที่เกี่ยวพันกับพวกอสุรกายโบราณจากดินแดนเร้นลับมาแล้วตั้งไม่รู้เท่าไหร่

ท่านมาจากต่างเมืองอาจไม่เคยได้ยิน ก่อนหน้านี้มีสตรียากจนแต่โฉมงามยอมตกลงหมั้นหมายกับบุตรชายขุนนางใหญ่ท่ามกลางความไม่ชอบใจของใครหลายๆ คน พวกข้าเคยเห็นผู้หญิงคนนั้นลักลอบพบบุตรชายขุนนางใหญ่ต้นเรื่องในย่านร้านค้า มองปราดเดียวก็ดูออกว่าหญิงโชคร้ายนั่นช่างอ่อนโยนและเคร่งครัดในศีลธรรมจรรยา แล้วในแววตานางก็มีแต่ความรัก มีแต่ภาพบุตรชายขุนนางตรงหน้าเท่านั้น ตอนนั้นลูคัสประทับใจถึงขั้นไปเที่ยวสอบถามว่านางเป็นใครมาจากไหน หลังสอบถามดู เจ้านั่นก็ยิ่งประทับใจที่ได้รู้ ว่าหญิงสาวคนนั้นน่ะ นางทั้งจิตใจดีและไม่เคยทำตัวเสื่อมเสีย

นางเป็นผู้หญิงที่ดีมากคนหนึ่ง...น่าเสียดายนัก ที่สุดท้ายก็โดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มดร้าย สมสู่กับอสุรกายจำแลงจากดินแดนเร้นลับ ทำคุณไสยใส่บุตรชายขุนนางเพื่อล้วงความลับเกี่ยวกับการสงครามให้ชู้รัก”

                ไซรัสนึกภาพตามได้ไม่ยาก

                “แล้วเรื่องนั้นมีมูลความจริงสักกี่มากน้อย?”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 116

    ให้พวกคนงานกับบรรดาผู้ติดตามคนสนิทรู้ว่าแถบนี้มีปีศาจปีกดำในเรื่องเล่าวนเวียนไม่ห่างรังแต่จะสร้างความหวาดกลัว ยิ่งถ้าเปิดเผยความจริงเรื่องที่นายจ้างประวัติไม่แน่ชัดร่วมมือกับสิ่งที่ชาวเมืองเรียกขานว่า ‘ปีศาจ’ ออกไป ก็ยากจะเดาว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาแบบไหนพวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจไซรัสต่อไป หรือหวาดหวั่นเกลียดชังจนเอาใจออกห่าง ก็ยากจะคาดเดา“คุณไม่ได้โกหกคุณพ่อเลยสักนิด...” อย่างน้อยๆ ก็เรื่องที่มาอัญมณีกับพื้นเพ...ถึงเขาจะบอกไม่หมดก็เถอะ แต่ก็ยังอยู่ในฐานที่ยอมรับได้“เชื่อใจแล้วหรือ”“ไม่เชื่อได้เหรอคะ พามาดูตั้งขนาดนี้”“นึกว่าต้องขอให้ ‘คนมีปีก’ ของคุณ มายืนยันใกล้ๆ ซะแล้ว”อัยน์นาเหลียวมองคนงาน กลัวจะมีใครได้ยินบทสนทนาล่อแหลมนี้ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกคนจดจ่ออยู่กับอัญมณีล้ำค่าไม่ได้ใส่ใจจะมองมาทางนี้แม้แต่น้อย ถึงค่อยขยับริมฝีปากพูดตอบโต้“แค่นี้ก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าเป็นมิตร” ถ้าไม่เป็นมิตร คงเข้าจู่โจมขับไล่คณะเดินทางคณะนี้นานแล้ว... “แล้วปีกที่เห็นก็ใช้บินได้จริงๆ ไม่ใช่ปีกของปลอมที่ปั้นแต่งขึ้นจากฝีมือศิลปินชั้นครู”เจ้าของใบหน้าคมคายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก่อนหน้านี้คงไม่ได้คิดว่ามีใคร

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 115

    เธอพอเดาออก ว่าเขาจับมือเธอมาวางตรงนี้ ก็เพราะอยากแสดงออกว่าจริงใจในตำรา ‘ภาษากาย’ ที่เขียนขึ้นโดยคณะปราชญ์เวเนเซีย บอกไว้ว่า ในยามปกติ หัวใจคนเราจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ และจะเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อเหน็ดเหนื่อย เครียดจัด เป็นไข้ตัวร้อน หรือตื่นเต้น ตกใจเมื่อใครสักคนโกหก คนคนนั้นย่อมเกิดความเครียด ใจจะคอยลุ้นระทึก และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเผยพิรุธ ทำให้เกิดความกดดันในใจจนเลือดลมวิ่งพล่าน เมื่อจิตใจและร่างกายปั่นป่วน หัวใจก็จะพานเต้นเร็วขึ้นดังนั้น ถ้าไซรัสไม่ได้โกหก ก้อนเนื้อในช่องอกเขาก็ควรเต้นอย่างสม่ำเสมอ...แล้วตอนนี้หัวใจไซรัสก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคงสม่ำเสมอจริงๆหรือไซรัสจะไม่ได้โกหก...หรือความลับทั้งหมดที่เขาปิดบังไว้มีแค่นี้...มีเท่าที่เขาเฉลยให้ฟัง ความใคร่รู้ทำให้อัยน์นาเผลอจ้องลึกลงในตาเขาฉับพลัน หัวใจดวงที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงก็ค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้นนอกจากมันจะทำให้คนพยายามวิเคราะห์งุนงงแล้ว ยังดึงให้หัวใจเธอเต้นแรงและเร็วตามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเป็นตอนนี้เธอรู้สึกถึงหัวใจในช่องอกแกร่งชัดเจนเหมือนไซรัสถอดหัวใจมาวางไว้ในมือเธอหัวใจ...ครืน!!! เสี

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 114

    เมื่อพิจารณาข้อที่ไซรัสเคยพาคนสนิทใช้เส้นทางนี้ลักลอบขุดขนอัญมณีมาแล้ว เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างหลังถ้าที่นี่มีอันตรายยิ่งใหญ่อยู่เหนือการควบคุมจริง ราจีฟที่เก็บสีหน้าไม่เป็นก็ต้องดูกังวลดูหวาดกลัวกว่านี้แต่นี่ไม่เลย...นอกจากไซรัสแล้ว กลุ่มผู้ติดตามคนสนิทที่น่าจะเคยมาที่นี่อย่าง ทอม จอห์น ราจีฟ ทุกคนดูเป็นปกติดี ถึงจะดูขยาดงูตามเถาไม้กันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ดูสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งเห็บดูดเลือดตัวกว่าครึ่งข้อนิ้วก้อยร่วงลงมาเกาะลำคอก็ยังไม่ได้มีความตื่นเต้นตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิดจู่ๆ คนที่เธอจับจ้องก็มองกลับ แววตาเขาตอนสบตาเธอฉายแววกังวล...แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นไซรัสคลี่ยิ้มให้เธอแบบเดียวกับที่ยิ้มให้มาหลายต่อหลายหน แล้วพยักหน้าคล้ายเชื้อเชิญให้เดินออกไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเธอจับทางเขาได้แล้ว...ยิ้มน้อยๆ ดูสุขุม สงบ อบอุ่นจริงใจแบบนี้ เป็นรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนชัดๆอัยน์นารอให้ ‘สามี’ สั่งการเสร็จสิ้น ถึงค่อยขยับเข้าเลียบเคียงถาม“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบคล้ายพึมพำ “อากาศเย็นเกินไป”อากาศเย็น...แล้วยังไงล่ะ?“ไม่มีอ

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 113

    เห็นนายท่านออกคำสั่ง นายหญิงพยักหน้าสำทับ ผู้ติดตามหญิงทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้าทั้งคู่รีบเก็บข้าวของ ออกเดินทาง โดยมีพวกผู้ติดตามชายช่วยกันขนท่อนไม้หนักๆ สามสี่ท่อนขึ้นวางในรถม้า นัยว่าจะให้รถหนักจนเกิดร่องรอยคล้ายรถที่บรรทุกคนจำนวนมากเมื่อรถม้าเคลื่อนห่างออกไป อัยน์นาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังช่วยกันแยกชิ้นส่วนรถม้าอีกคัน แล้วนำแต่ละชิ้นกระจายวางตามจุดต่างๆ เอาดินกลบบ้าง เอาฟาง เอาเศษใบไม้ เอาเถาวัลย์กลบบ้างรอจนทุกคนกลบร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ทอมก็แจกจ่ายถุงขนสัตว์หนานุ่มคนละสองถุง คนที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนาหน่อยอย่างราจีฟจะได้แจกมากถึงสี่ถุง อัยน์นากำลังจะถามคนข้างตัวว่าเอาสิ่งนี้มาทำไม ก็เห็นคนงานพากันสวมถุงที่ว่าทับรองเท้าแล้วเอาเชือกหนังรัดไว้แน่นหนาเมื่อลองสวมตามแล้วก้าวขาดู อัยน์นาถึงได้รู้ว่ายังมีวิธีการกลบร่องรอยที่ได้ผลชะงัดอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การป้องกันไม่ให้เกิดร่องรอยเสียตั้งแต่แรกเธอเหลียวมองตา ‘สามี’ อีกหน คราวนี้เขามองกลับด้วยดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง ดูก็รู้ ว่าสาเหตุหลักที่ผู้ชายคนนี้ส่งมาธากับโรสแยกไปอีกทางแทนการใช้งานคนของตัวเองไม่ใช่เหตุผลเรื่องการพรางร

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 112

    ‘...สงสัยอะไรค่อยคุยกันวันหลังเถอะ...’ แค่ได้ยิน คนฟังก็แน่ใจ ว่าอย่างน้อยๆ ไซรัสน่าจะได้ยินสองประโยคหลังเข้าเต็มๆทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น เขากลับวางสีหน้าเรียบเฉย สั่งการผู้ติดตามเฉียบขาด คล่องแคล่ว ทำราวกับเรื่องพูดคุยลับหลังระหว่างเธอกับราจีฟไม่ได้สลักสำคัญอะไรแม้แต่น้อย ทำเอาราจีฟที่ตอนเห็นหน้าไซรัสยังเผลอสะดุ้งพลอยดูคล้ายจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทาง...เผลอๆ ผู้ติดตามรายนี้จะลืมประโยคที่เธอจงใจพูดเพื่อให้หลงมาช่วยเธอค้นหาความจริงอีกแรงไปแล้วด้วยซ้ำหลังพูดคุยแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ทุกคนก็รีบกินมื้อเย็นแล้วเก็บกวาด กลบกลิ่น จากนั้นก็ใช้ฝุ่นดินลบรอยเท้าไล่มาตั้งแต่รอบบริเวณบ้านเข้ามาจนถึงด้านใน ทั้งยังเอาข้าวของบางส่วนในโถงชั้นล่างที่โรสกับมาธาช่วยกันเก็บกวาดมาแล้วหนหนึ่งออกไปจัดวางให้ดูระเกะระกะ แล้วเป่าฝุ่นดินเข้าใส่ ลบร่องรอยการหยิบจับออกไปอย่างน่าพิศวงเห็นสภาพคล้ายรกร้างที่คนเหล่านี้จงใจทำแล้ว อัยน์นาก็ได้แต่บีบมือปลอบโรสกับมาธาที่สู้อุตส่าห์ช่วยเธอทำความสะอาดพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ โถงรับประทานอาหาร ห้องครัว ทางเดิน บันได และห้องนอนบนชั้นสองและสาม“เท่า

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 111

    “ฉันเจอไซรัสครั้งแรกที่ย่านร้านค้า...วันนั้น ฉันโดนใช้ให้ออกไปซื้อทับทิมจากร้านผักผลไม้ที่อยู่คนละฟากกับตึกสี่ชั้น เราสบตากันครั้งแรกก็ตอนนั้น...” อัยน์นาทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โก่งลำสูงขึ้นราวเข่า ปากก็เล่าเรื่องราว ‘การพบกันแสนน่าประทับใจ’ ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ตอนนั้นเขาโดดเด่นกว่าใคร เขาดูสงบนิ่งภูมิฐานเหมือนขุนนางใหญ่แต่กลับเที่ยวเดินลอยชายในเมืองในสภาพปล่อยผมสีดำยาวเป็นอิสระ มองจากผมยาวเงางามกับผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอี่...เขาเหมือนกวีราชสำนัก แต่กลับแต่งตัวคล้ายพวกนักเผชิญโชค ดูสมบุกสมบันขัดลักษณะท่าที ไซรัส...สามีฉัน มีส่วนผสมที่แปลกประหลาด แต่ในความประหลาด ในความแตกต่าง เขากลับดูดีกว่าใคร มองยังไงก็โดดเด่นจนละสายตาไม่ได้” คนตั้งใจมาสืบความวกเข้าเรื่องที่ต้องการถาม น้ำเสียงคล้ายชวนคุย “ตอนพบกันครั้งแรกไซรัสดูเป็นยังไงบ้างคะ เขาดูต่างจากที่ฉันเจอมาบ้างหรือเปล่า? ”“เขาน่ะรึ? ” ราจีฟทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายมากขึ้น “ไซรัสตอนนั้นน่ะ น่ากลัวสิ้นดี” พูดแล้วนักสู้ผิวเข้มก็สะบัดหัวสะบัดตัวเหมือนขนลุกเมื่อนึกถึง“ยังไงคะ”“นิ่ง เงียบ ทรงอำนาจ ในมือไม่มีมีดไม่มีด

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 89

    หลังจากที่อัยน์นาก้าวขาเข้าห้องนั่งเล่นได้ไม่นาน ไซรัสก็เริ่มเปรยเรื่องขอตัวพาเธอกลับทันที โดยอ้างว่ามีงานมากมายรอให้สะสาง ทั้งยังอยากแนะนำ ‘นายหญิง’ คนใหม่ ให้ทุกคนรู้จักโดยเร็วท่านผู้หญิงไม่ได้พูดอะไรกับเธอเลยสักคำ ที่ทำมีเพียงจ้องมองเธอด้วยแววตาแบบเดียวกับที่เธอเห็นมาตั้งแต่เด็ก แต่อัยน์นาไม่ใส

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 88

    แม้จะไม่อยากต้องรู้สึกเหมือนกำลังเดินตามเส้นทางที่พ่อค้าน่าโมโหขีดให้เดิน แต่เพราะคำนวณแล้วว่า กว่าที่พวกสาวใช้จะยอมปล่อยเธอจากหน้ากระจกใครต่อใครก็คงผละจากโต๊ะอาหารกันหมดแล้ว คนเพิ่งผ่านพิธีแต่งงานจึงยอมปล่อยให้ตัวเองเอนหลังละเลียดอาการเช้าบนเตียงอย่างที่สตรีชั้นสูงที่แต่งงานแล้วบางส่วนนิยมทำ ในใจก

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 86

    “ไม่มีใครเข้ามาหรอก” พ่อค้าหน้าไม่อายตัดบท ก่อนเอ่ยประโยคที่ชวนให้คนร่างเล็กกว่าตัวแข็งค้าง “ตอนใกล้รุ่งมาธามาส่งเสียงเรียกกล้าๆ กลัวๆ ฉันเลยออกไปบอกให้แล้ว ว่าเธอยังหลับอยู่...แล้วก็น่าจะอยากพักผ่อนอีกนาน ไม่อยากให้ใครมารบกวน บอกจบก็ปิดประตูลงกลอนเผื่อไว้ กันไม่ให้ใครทะเล่อทะล่าเข้ามาทำเธอตื่น” มอ

  • เล่ห์รักเจ้าชายอสูร   บทที่ 85

    คนร่างเล็กรีบประคองร่างคนช่างลวนลามให้นอนพิงขอบอ่างอาบน้ำแล้วเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจว่าเป็นไปตามที่คิด คนร่างเล็กก็ถึงขั้นหลุดหัวเราะออกมา ทั้งขำที่พ่อค้าเจ้าเล่ห์รอบจัดมาตายน้ำตื้นแบบนี้ ทั้งขำตัวเองที่เผลอกลัวเผลอกังวลเสียมากมายอัยน์นาไม่เสียเวลานั่งตักคนบ้าราคะอีกต่อไป ไม่อยากให้เนื้อตัว

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status