LOGINในยามเย็นที่เป็นเวลาทานอาหารปกตินั้นทุกคนต่างนิ่งเฉย เงียบกริบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่าน ถึงจะสบตากันประเดี๋ยวเดียวก็หันกลับไปมองที่ถ้วยข้าวเช่นเดิม
“ท่านพ่อท่านแม่ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าค่ะ ข้าทานอิ่มแล้ว” ในขณะที่อวี้ชิงเดินออกไปพร้อมกับแม่นมเฉิงนั้น ทั้งสองหันหน้ามาสบตาอีกครั้ง “ท่านพี่ ท่านจะทำอย่างไรต่อไป ข้าเองไม่อยากให้ลูกต้องมาเผชิญอันตรายเช่นนี้เลย” “เอาเถอะน้องหญิง พวกเราทำดีที่สุดแล้ว” “แล้ววันนั้นที่ท่านพี่เชิญท่านอ๋องฉินมาเพราะเหตุใดกัน ท่านยังไม่ให้คำตอบข้าเลย” “ข้ายกนางให้ท่านอ๋องฉินแล้ว ในอนาคตนางจะชายาของอ๋องฉิน” คำกล่าวเช่นนี้ทำเอานางลมออกหู รีบคว้าหูผู้ที่สนทนาด้วยดึงจนหูแดง แล้วตบบ่าเขาเสียงดังเพี๊ยะ “เฉินซี ข้าเจ็บนะ” “ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ท่านมองลูกสาวเป็นสิ่งของหรือที่จะยกให้ก็ได้อย่างนั้นหรือไง แต่เล็กจนโตพวกเราไม่เคยบังคับขืนใจนางเลยแม้แต่เรื่องเดียวแต่ครานี้ทำไมจึงบีบบังคับนาง อายุนางก็แค่นี้เอง ท่านนี่ก็” “น้องหญิงเจ้าฟังข้าก่อน ข้าให้นางอภิเษกเมื่อผ่านวัยปักปิ่นไปแล้วเจ้าไม่ต้องกังวลหรอก” “ท่านนี้ก็น่ะ จริงๆ เลยเชียว ถ้านางไม่ชอบพอในตัวอ๋องฉินล่ะ ไม่เท่ากับผลักนางลงหน้าผาหรือไง” “ไม่ว่าอย่างไรอ๋องฉินชอบนาง ย่อมมีวิธีทำให้นางชอบได้แน่” “แล้วข้าจะคอยดู” บทสนทนาตัดจบลงด้วยความโกรธเคืองของเฉินซี เพราะตั้งแต่อวี้ชิงลืมตาดูโลกนางไม่เคยบังคับขืนใจลูกสาวตนแม้แต่น้อย อยากได้สิ่งใดนางก็หามาให้ ดูแลห่วงใยนางเป็นอย่างดี แต่บัดนี้สามีคนดีของนางดันยกลูกสาวยอดดวงใจให้คนอื่นไปแล้ว ส่วนตัวเขานั้นก็เสียใจไม่แพ้กันที่ต้องยกลูกสาวให้คนอื่นแต่อย่างน้อยนี่เป็นหลักประกันที่ดีที่สุดแล้ว “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้านอนไม่หลับ” ข้าในตอนนี้ที่นอนอยู่บนเตียงนอนที่ขนาบข้างซ้ายขวาโดยท่านพ่อท่านแม่พูดขึ้นมาเพราะเห็นว่าทั้งเขายังไม่หลับตา หรือว่าข้าชินเสียแล้วกับการนอนคนเดียว “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ารักพวกท่านที่สุดในโลกเลย ไม่ว่าจะมีเหตุร้ายหรือดี ข้าก็เคียงข้างพวกท่าน ไม่ทิ้งพวกท่าน อยู่กับพวกท่านตลอดไป” ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงกล่าวเช่นนี้ ใจข้ารู้สึกหล่นวูบไปถึงพื้นราวกับครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะอยู่ด้วยกัน “พ่อแม่ก็รักเจ้าเหมือนกัน ขอให้ชีวิตหลังจากนี้พวกเรามีแต่ความสุข ต่อให้เกิดเรื่องราวเลวร้ายก็กลับกลายเป็นดีได้ในเร็ววันนะ” “เจ้าหลับเถอะ ดึกป่านนี้แล้ว ถ้านั้นแม่เล่านิทานให้เจ้าฟังดีไหม” เมื่อข้าพยักตอบรับท่านก็เล่านิทานให้ฟังทำให้รู้สึกเหมือนหนังตาอยากจะปิดลงเสียที “นายท่าน นายหญิงเกิดแล้วเจ้าค่ะ เปิดประตูด้วยเจ้าค่ะ” เสียงแม่นมเฉิงและบ่าวอีกสองคนแทบพูดจาไม่เป็นภาษา ประตูสั่นไปมาคล้ายจะถล่ม เสียงเคาะดังสั่นด้วยความร้อนรน จนท่านพ่อข้าเดินไปเปิดประตูเพราะทนเสียงรบเร้าไม่ไหว “เกิดอันใดขึ้นหรือ” “มีกลุ่มกองกำลังบุกเข้ามาในจวนเจ้าค่ะ พวกท่านพาคุณหนูหลบก่อนเถอะเจ้าค่ะ” “เฉินซี เจ้ากับชุนฟางพาลูกไปหลบก่อน ส่วนพวกเจ้าสองคนรีบไปรายงานต่อฉินอ๋อง” ท่านพ่อรีบคว้าดาบออกไปทันใด ในขณะที่ท่านแม่พาข้าไปซ่อนในกำแพงลับภายในห้อง “เจ้าเฝ้าดูอวี้ชิงเอาไว้ ข้าจะไปหาท่านพี่” “ไม่ได้เจ้าค่ะ ข้างนอกอันตรายมากเจ้าค่ะ ออกไปไม่ได้จริงๆ” “แต่ข้าจะไป ไม่ว่ายังไงก็ต้องออกไป” “แต่ฮูหยิน ฮูหยิน ฮูหยิน” เสียงเรียกนั้นเงียบหายไปจากกำแพงอีกฝั่ง ภายในห้องที่มืดมิดนั้นกลับมีแสงสว่างจากจันทราส่องเข้ามา ข้างนอกเต็มไปด้วยเสียงเหล็กกระทบกันไปมา บ้างก็เป็นเสียงกรีดร้องเจ็บปวด ทำให้ข้าระส่ำระสายคิดไม่ตกว่าสถานการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่ไม่ว่าข้าก็ทนอยู่ในห้องนี้ได้ไม่นานหรอก “เจ้าจะให้ป้ายคำสั่งกับข้าดีๆ หรือเจ้าอยากให้ข้าฆ่าล้างสกุลเจ้าจนหมดสิ้น” “ข้าบอกเจ้าไปแล้วไง ตอนนี้ป้ายคำสั่งไม่ได้อยู่ที่ข้า ต่อให้ทลายฟ้า ถล่มดินยังไงเจ้าก็หาไม่เจอ” “เจ้านี่......” ชายตรงหน้าพุ่งดาบโจมตีท่านพ่อทันที ภายในจวนตอนนี้เสียงดาบและกระบี่ฟาดฟันกันดังระงม บ้างมีร่างไร้วิญญาณนอนอยู่บนพื้นที่เต็มไปด้วยเลือดแดงฉานไหลนอง บ้างก็ได้รับบาดแผลเหวอะหวะไม่น่ามอง ข้าได้แอบมองอยู่ในพุ่มไม่ใกล้ๆ “อ้าว คุณหนูหนานกงอวี้ชิง ทำไมมาหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตรงนี้กัน” ชายคนหนึ่งบีบคอข้าทันทีที่จับได้ว่าข้าแอบอยู่ เมื่อข้าสบตากับท่านพ่อ ดูเหมือนว่าจะตกใจอยู่ไม่น้อยและมีท่าทีที่อ่อนลง ทันทีที่มองข้า “เจ้าปล่อยลูกสาวข้าเดี๋ยวนี้” “ปล่อยไปก็โง่สิ” ชายผู้นั้นบีบคออย่างเต็มแรง จะสะบัดหนี จะดึงมือออก แม้แต่จิกแขนก็แล้วแต่อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย “เจ้าเลือกเอาแล้วกัน ลูกสาวเจ้าจะเป็นหรือตายมันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เจ้าเลือกแล้ว” “ได้ เจ้าปล่อยนางก่อน” ข้าได้แต่ส่ายหน้าไปมาเพราะไม่อยากให้ท่านพ่อทำแบบนี้ ทว่าได้มีหญิงคนหนึ่งพุ่งตรงมาจากด้านหลัง ใช้กระบี่ฟันเข้าไปที่แขนของชายที่กำลังทำให้ข้าสิ้นใจ ออกจากการควบคุมของเขา “เจ้าไม่ฟังแม่เลยหรือไง” “ข้าขอโทษ” น้ำตาไหลรินทันใดเมื่อรู้ซึ้งถึงการกระทำ แต่ในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเสียใจ “อวี้ชิง เจ้าอันนี้ไป ขอให้เจ้าจำพ่อคนนี้ ด้วยรอยยิ้มนี้ตลอดไปนี้ ไม่ต้องร้องไห้หรอกนะ” ท่านพ่อยื่นป้ายหยกสีขาวใส่มือ พร้อมคว้าไปกอดในอ้อมแขน อ้อมกอดนี้ข้าอยากกอดไว้ให้กอดให้นานที่สุด “เฮ้อ จะรักกันอีกนานไหม ไม่ช้าพวกเจ้าก็ต้องตายหมดอยู่แล้ว จะอะไรกันหนักกันหนา” คำพูดของชายคนนั้นทำให้ต้องผละออกจากอ้อมแขนนั้นทันที พยายามมองหน้าชายผู้นั้นเพื่อจดจำรายละเอียดให้ได้มากที่สุด ใส่ชุดเกราะอยู่ผู้เดียวท่ามกลางคนมากมาย คงเป็นหัวหน้าสินะ “เฉินจวิน ถ้าเจ้าคิดว่าเจ้าฆ่าลูกสาวข้าได้เจ้าก็ลองดูแล้วกัน” ในขณะท่านพ่อต้านเพลงดาบจากฝั่งตรงข้าม ท่านแม่ได้คว้าแขนข้าฝ่าวงล้อมฝ่ายตรงข้ามไป ทว่าภาพสุดท้ายที่เห็นนั่นคืออีกฝ่ายรุมสกรัมแทงดาบปักลงไปทั่วร่างแต่ท่านพ่อก็ยังหันมายิ้มให้ข้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น ทำให้ข้าตัวชายืนนิ่งอยู่กับที่ น้ำตาไหลนองอาบสองแก้ม ร้องเรียกท่านพ่อไม่ขาดสาย ทว่ายืนอยู่ได้ไม่นานนักก็โดนฉุดกระชากออกไปอย่างไร้จุดหมาย ไม่ว่าอย่างไรข้ากับท่านแม่ต้องอยู่รอดให้ได้“ไม่ได้!!! ไม่ได้เด็ดขาด!!!” ชายชราแผดเสียงดังลั่นจนรู้สึกปวดหู พร้อมกับยืนขึ้นกำลังลุกเดินหนีไป เป็นภรรยาของเขาที่ปรามเขาไว้แล้วให้อยู่ฟังต่อ“ข้ารู้ดี การกระทำเช่นนี้คือการหลอกลวงเบื้องสูง มีโทษประหาร ทว่าพวกท่านก็น่าจะรู้ดีว่ายามนี้ผู้ปกครองฝ่ายในคือฮองเฮาหลี่ นางโหดเหี้ยม ปกครองอย่างทารุณ ผู้ใดไม่เป็นไปตามที่นางต้องการย่อมโดนลงโทษจนบาดเจ็บเจียนตาย พวกท่านจะส่งนางไปยังสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรจากนรกเช่นนั้นหรือ” คำพูดเช่นนี้ทำให้พวกเขาหยุดชะงักนิ่ง เพราะมันคือความจริงที่เจียงหลีกำลังเผชิญอยู่“แล้วเจ้าต้องการอะไร ทำไมต้องการใช้ชื่อลูกสาวข้า” หลังจากพวกเขานั่งกระซิบกระซาบกันอยู่สักพัก ฝ่ายชายเลยประเด็นอีกครั้ง“ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกท่านก็ไม่ต้องรับโทษจากการเลือกนางกำนัล ชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ดีหรือ จ้าวซินเหยียน แต่เล็กจนโตไม่เคยออกนอกจวนแม้ครึ่งก้าว ย่อมไม่มีใครรู้ว่านางหน้าตาเช่นไร ข้าไม่พูด พวกท่านไม่พูด ผู้ใดจะล่วงรู้”“ถ้าแม่นางคิดเห็นเช่นนั้น พวกเราขอปรึกษาสักครู่” พวกเขาเดินออกไปปล่อยให้นั่งรอต่อไป มันมีโอกาสสูงมากที่พวกเขาไม่ยินยอม ชื่อเสียงวงศ์ตระก
เวลานี้ในราชสำนักมีขั้วอำนาจอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ ฮ่องเต้ หานกว่างเสี้ยว สกุลหานที่ปกครองเมืองเจียงหลีมาช้านาน กับ ฮองเฮา หลี่เจียฉิน บุตรสาวของหลี่หงปั๋วที่ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากนางสนมฐานะปานกลางสู่มงกุฎหงส์นี้ได้เพราะอำนาจจากบิดาของตน ทำให้ราชสำนักเองต้องแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นกัน“คนมุงดูอะไรกัน ไม่ใช่ว่าประกาศจับข้าหรอกนะ” ในเมืองที่ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยอย่างพลุกพล่าน ตลอดแถวถนนนี้มีแผงร้านค้าจับจองพื้นที่จนไม่มีที่ว่าง ทว่ากลับมุมหนึ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมากคือ ที่ปิดป้ายประกาศ มันคงเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเลยตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ“ขอโทษนะ ขอโทษนะ” ข้าฝ่าด่านผู้คนเข้ามาเพื่ออยู่ใกล้กันใบประกาศที่สุด ในนั้นระบุไว้ว่าตำหนักของฮองเฮารับคัดเลือกนางกำนัลประจำตำหนัก นี่แหละหนทางในการแก้แค้นของข้าภายในหกปีที่ข้าใช้ชื่อเยว่เหยานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่ฆ่าล้างสกุลหนานกงจนสองให้ปีให้หลังฮองเฮาเหอ เหอจวินหลิง ได้สวรรคตไป หลี่หงปั๋วก็กดดันฮ่องเต้ให้ลูกสาวตนเป็นฮองเฮาได้สำเร็จ ไม่นานนางคงจะกุมอำนาจราชสำนักไว้จนหมดแน่นอน ...ช่างเถอะใครสนกันว่าราชสำนักจะเป็นตายร้ายดี
“เจ้ามาแล้วหรือ มาๆ มาทานข้าวได้แล้ว” หญิงชราที่เลี้ยงดูนางมาตลอดหกปี กล่าวทักนางเมื่อเห็นว่ามาถึงแล้วพร้อมด้วยข้าวของในมือ “ได้จ้ะ เดี๋ยวข้าเก็บของที่ซื้อมาก่อน แล้วจะมาทานด้วยกัน” “อืม รีบไปรีบมา เดี๋ยวเย็นชืดหมด” นางเข้าไปหอมแก้มยายแล้วเดินเข้าไปที่ครัว ล้างมือเสร็จรีบมาทานข้าวอย่างไว “ยายก็กินด้วยกันสิ ทำไมปล่อยให้ข้ากินอยู่คนเดียว” “เจ้ากินเถอะ ข้าไม่หิว” “ยายกินเถอะ เดี๋ยวต้องดื่มยาอีก” หญิงชรามีโรคมารุมเร้าตามวัย บัดนี้ร่างกายของเขาไม่เป็นก่อนแล้ว ป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ทุกวัน ด้วยความที่อยู่กันสองคนจึงต่างต้องประคองกันไป “ข้ารู้ดีว่าร่างกายข้าเป็นยังไง ข้ามีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่นาน ยานั่นไม่จำเป็นหรอก” “ไม่พูดแบบนี้สิ ท่านยายต้องอยู่กับข้าก่อน ข้าเสียพ่อแม่ไปอย่าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” “ข้าก็อายุมากแล้ว สรรพสิ่งย่อมเวียนว่ายในวัฏสงสาร ข้อนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างน้อยข้าก็ดีใจนะ ที่มีลูกหลานอย่างคนอื่นเขาเหมือนกัน” “ข้าเสียพ่อแม่ไปแล้ว อย่าให้ข้าต้องเสียท่านยายไปอีกคนเลย” นางรีบเข้าไปคุกเข่านั่งลงข้างท่านยาย หัวนางวางลงบนตัก มือทั้งเกาะกุมมืออีกฝั่ง “พอได้แล้ว ไปกินขะ.
“ข้ามาอยู่ที่ตำหนักได้ยังไงกัน” ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาอยู่ที่เตียงนอนทรงวงกลมกลางตำหนักสีทองและฟ้าที่โอ่อ่ากว้างขวาง ประดับด้วยผ้าแพรสีเข้มล้อมรอบ ภายในตำหนักมีชั้นเก็บตำราหกชั้นเรียงรายอยู่มุมห้อง ภาพสุดท้ายของเขาคือกำลังเสพสุขอยู่ที่หอคณิกาแล้วมีชายสองคนบุกเข้ามา ถ้าคาดเดาไม่ผิดคงเป็นเหล่าพี่น้องอย่างองค์รัชทายาทและน้องสี่แน่นอน “ตื่นแล้วหรือ ลูกตัวดี” คนเป็นแม่รีบเดินมาพร้อมจับใบหูของลูกชายตัวแสบดึงลงสุดแรงจนใบหูแดงก่ำ อีกฝ่ายต้องเอามือประคบ “อะไรกันเสด็จแม่ ข้าแค่ร่ำสุรา ไม่ได้มีสิ่งอื่นเลย” “แต่รู้ไหมว่าเสด็จพ่อเจ้าทนข้อครหาจากเหล่าขุนนางไม่ได้ เป็นถึงราชวงศ์กลับประพฤติตนเช่นนั้น พวกขุนนางถึงขึ้นตั้งข้อหาปลดตำแหน่งเจ้า อับอายสิ้นดี” “เสด็จแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่ไปหอคณิกาอีกแล้ว” เขาทรุดตัวลงต่อหน้า กอดขา ส่งสายตาอ้อนวอนแม่ของตนหวังให้ใจเย็นลงและไม่ให้เสด็จพ่อทราบเหตุการณ์ในวันนี้ “ช่างเถอะ ไม่ว่าอย่างไรก็สายไปแล้ว เสด็จพ่อเจ้ากำลังคัดเลือกหญิงงามที่เหมาะสมเพื่อจัดงานอภิเษกให้เจ้า เพื่อทีเจ้าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา” “ไม่ได้เด็ดขาด ข้ามีสัญญาอภิเษกกับอวี้ชิงไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตำ
วันรุ่งขึ้นยายปลุกข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างให้ออกมาวิ่งรอบป่าไผ่ นั่งสมาธิใกล้ลำธาร แต่ข้าดันแอบหลับเสียจนได้ จึงโดนปลุกด้วยน้ำจากในลำธารสาดกระเซ็นมาโดนกายด้วยกระบี่ที่ตวัดในลำธารแล้วจึงตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะฝึกวิชากระบี่ ยิงธนู การใช้มีดสั้น วรยุทธ์ต่างๆ ไปเรื่อยทั้งวัน ตกเย็นยายก็สอนวิชาพิษไหนจะการค้าขายกับข้าอีก ส่วนงานบ้านงานเรือนนั้นแน่ว่า.....ข้าทำไม่ได้ อะไรก็ไม่รู้ยิบย่อยไปหมด ซื้อที่ร้านอาหารกินเอาจะง่ายกว่าไหม ทั้งยังอุดหนุนกิจการคนอื่นอีก...“อัครเสนาบดีหลี่ ท่านจะทำยังไงต่อไป ในเมื่อข้าแทบพลิกแผ่นดินหาป้ายคำสั่งนั่นแล้วก็ไม่เจอ” ชายคนนั้นผู้ที่ฆ่าล้างสกุลหนานกงเอ่ยขึ้น เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่นายต้องการคืออะไร แต่บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาแทบจะรื้อจวนหาแล้วก็ยังไม่พบ“ในเมื่อใช้ป้ายคำสั่งนั้นไม่ได้คงต้องใช้แผนสำรอง เจ้าตามข้ามา” เขาเอ่ยเป็นนัยเพื่อให้ผู้ที่บังคับรถม้าที่พวกเขานั่งสนทนากันอยู่นั้น พาไปที่ชายแดนเมืองเจียงหลี ที่แห่งนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอาศัยอยู่นับร้อยคนได้ ต่างปลูกเรือนใกล้ชิดติดกันขนาบสองข้างซ้ายขวา ตรงกลางเป็นทางเดินแล้วยังเป็นตลาดที่ให้คนมาจับจ่ายกั
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาเป็นหลานข้าก็แล้วกันนะ เยว่เหยา” “เช่นนั้น ท่านมีนามว่าอะไร” “ข้าชื่อ เจียอี ดีเหมือนกันข้าเองก็แก่เต็มทน ไม่มีลูกหลานไว้ดูแล คงต้องฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้วละ” “เจ้าค่ะ” “เยว่เหยา เจ้ากินข้าวได้แล้ว” เมื่อปรับความเข้าใจแล้ว ต่างฝ่ายต่างจับตะเกียบทานข้าวกัน พูดคุยถามไถ่กันจนรู้ว่าพ่อแม่ของนางถูกฆ่าตายจากคนที่ปองร้าย แต่ยายกลับไม่รู้ว่าพ่อแม่นางคือใคร “กินข้าวเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามานอนได้แล้ว นี่ดึกมากแล้ว” “เจ้าค่ะ” “ไม่ต้องพูดเจ้าค่ะกับข้าก็ได้ ที่นี่ไม่ใช่วังเสียหน่อย” “แต่ว่าข้าทำงานบ้านไม่เป็น คงต้องรบกวนท่านยายแล้ว” “ไม่เป็นไร เจ้ายังเด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก ตามมา” ยายเรียกให้นางตามมาสำรวจภายในเรือนหลังนี้ตามมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่ตนอยู่นั้นที่โปร่งโล่งเพราะมีหน้าต่างถึงสองบาน ฟูกนอนและผ้าห่มสีขาวบนที่นอนไม้ที่อยู่ซ้ายบนของห้อง ส่วนที่เหลือก็เป็นตู้เก็บของต่างที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ สูงระดับเอวของเจ้าของบ้าน ในกลางวันอากาศในวันที่มีแดดคงจะดีมาก เมื่อเดินออกมาตรงกลางเรือนนี้เป็นเหมือนส่วนกลางที่เอาไว้รับแขกมีโต๊ะสูงสี่เหลี่ยมพร







