Masukชั่วครู่ผ่านไป ร่างของเด็กสาววัย 19 ปีนางหนึ่ง สาวเท้าก้าวเข้ามายืนอย่างนอบน้อมที่เบื้องหน้าโต๊ะอาหารของโชนตะวันตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ร่างของเด็กสาวมีผิวเหลือง เรือนร่างสมส่วนอรชรได้สัดส่วน เอวคอดกิ่วแต่ทรวงอกกลับหนั่นหนาอวบอัด ใบหน้าหมดจนคมขำผุดผาดเต็มวัยสาว เมื่อหล่อนเงยหน้าขึ้นมามองเจ้านายหนุ่มใหญ่ จึงเห็นว่านัยน์ตาของหล่อนเป็นประกายซุกซนและเย้ายวนคล้ายเชิญชวนจนน่าหลงใหล เปี่ยมเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามอย่างยิ่งยวด
“แพรว ตอนบ่ายของวันนี้ จะมีแขกของฉันเข้ามาพักที่บ้านหลังนี้ เดี๋ยวเธอขึ้นไปจัดเตรียมห้องพักบนชั้นสองเอาไว้ให้เรียบร้อย ใช้ห้องที่อยู่ถัดไปติดกับห้องของฉันนั่นแหละ จำไว้นะ อย่าให้ขาดตกบกพร่องเด็ดขาด” โชนตะวันสั่งการออกมาเสียงเข้มหนัก แพรวหญิงสาวจ้องหน้าประสานสายตากับเจ้านายหนุ่มแวบหนึ่งอย่างเป็นประกายซุกซนสดใส ย้อนถามกลับมา
“ได้ค่ะคุณโชน แขกของคุณโชนรายนี้น่าจะเป็นแขกคนสำคัญนะคะ แต่ไม่ทราบว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายค่ะ”
โชนตะวันชำเลืองมองประสานสายตาของแพรวนิ่ง กล่าวออกมาเสียงเข้มหนักอย่างเป็นปกติว่า
“ผู้หญิง เป็นหลานของฉันเอง เดี๋ยวเธอไปจัดการตามที่ฉันสั่งเลยแล้วกัน ไปได้แล้ว” เขาตอบออกมาพร้อมโบกมือให้หญิงสาวเร่งไปปฏิบัติตามคำสั่งทันควัน
หญิงสาวอิดออดอยู่เล็กน้อย ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องอาหาร เพื่อตรงขึ้นไปที่บันได้ขึ้นสู่ชั้นสอง
เมื่อเห็นแพรวเดินออกไปแล้ว โชนตะวันจึงผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงออกไปจากห้องอาหารเช่นกัน พร้อมออกคำสั่งเสียงเข้มตามลักษณะนิสัยว่า
“ไปกันเถอะลพ เดี๋ยวนายไปส่งฉันที่ไร่ก่อน แล้วค่อยพาฉันไปดูงานก่อสร้างโรงผลิตไวน์ ก่อนเที่ยงจะได้รีบกลับมาให้ทันที่นัดกินอาหารกับพ่อเลี้ยงณรงค์” กล่าวจบก็สาวเท้าเดินนำออกไปก่อนอย่างฉับไว ลพจึงเดินตามออกไป แต่เมื่อถึงบันได้ทางขึ้นชั้นสอง ร่างของแพรวกลับกระโจนออกมาฉุดรั้งแขนของเขาเอาไว้อย่างร้อนรน พร้อมคำถามที่กล่าวออกมารัวเร็ว
“พี่ลพ คุณโชนมีหลานสาวด้วยเหรอ โตหรือยัง อายุเท่าไหร่แล้ว พี่พอจะรู้ไหม”
ลพหันหน้ามาจ้องเขม็งตาดุไปที่ร่างของหญิงสาว พร้อมเน้นเสียงหนักออกมา “เรื่องของเจ้านาย เอ็งอย่ายุ่ง รีบไปทำตามที่คุณโชนสั่งให้เรียบร้อยเถอะ ไป” กล่าวจบก็เดินผลุนผลันจากไป เพื่อให้ทันโชนตะวันที่เดินล่วงหน้าไปเกือบจะถึงรถยนต์ส่วนตัวแล้ว ปล่อยให้แพรวต้องยืนนิ่งคิ้วขมวดย่นอย่างขัดใจ ที่ไม่สามารถล่วงรู้เรื่องที่เป็นคำถามที่อยู่ในใจได้กระจ่าง
เวลาราว 11 นาฬิกา หลังจากที่โชนตะวันกลับจากการไปตรวจงานในไร่องุ่นและการดำเนินการสร้างโรงผลิตไวน์เรียบร้อยแล้ว จึงกลับมาเพื่อเตรียมตัวต้อนรับพ่อเลี้ยงณรงค์ซึ่งนับว่าเป็นผู้ที่มีวัยวุฒิที่สูงกว่า
อาณาเขตพื้นที่ทั้งหมดราว 100 ไร่ ร้านค้าเพื่อขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบ้านไร่โชนตะวัน ถูกสร้างอยู่ทางด้านหน้า มีเนื้อที่กว้างขวาง รวบรวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของทางไร่เอาไว้หลากหลายผลิตภัณฑ์และยังรวบรวมสินค้าพื้นบ้าน งานหัตถกรรม และสินค้าต่างๆ ของชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ที่เขาอนุญาตให้นำมาวางขายได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ร้านขายสินค้าของบ้านโชนตะวัน จึงคล้ายเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าของฝากต่างๆ เอาไว้ในหลากหลายรูปแบบ
ถัดไปจากร้านของฝากจึงเป็นส่วนของร้านอาหารและเครื่องดื่มที่โอ่โถงกว้างขวาง ถูกตกแต่งในแนวธรรมชาติที่เรียบง่ายและสดชื่นรื่นรมย์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสพรับกับธรรมชาติอย่างแท้จริง
ส่วนบ้านสองชั้นหลังใหญ่ในสไตล์ประยุกต์กึ่งทันสมัย ผสานกับความเป็นไทยโบราณที่โชนตะวันชื่นชอบ ถูกสร้างอยู่ทางทิศตะวันออกของเนื้อที่ ห่างจากร้านอาหารและของฝากบ้านโชนตะวันอยู่พอสมควร
ทางด้านหลังบ้านของโชนตะวันจึงเป็นไร่องุ่นที่มีเนื้อที่กว้างขวางเกือบร้อยไร่ ถัดจากไร่องุ่นไปทางท้ายอาณาเขตที่ติดกับเชิงเขา จึงเป็นโรงผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของไร่โชนตะวัน และทางด้านข้างโรงผลิตสินค้า จึงเป็นโรงผลิตไวน์ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ของบ้านไร่โชนตะวัน ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ส่วนทางด้านหลังสุดจึงเป็นห้องพักของคนงานทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในไร่โชนตะวัน ที่สร้างเอาไว้เป็นแถว ราวยี่สิบกว่าห้อง
เวลาเที่ยงตรง ลพขับรถพาโชนตะวันไปที่ร้านอาหารโชนตะวัน เมื่อลงจากรถเขาเดินตรงผ่านโซนสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เข้าไปยังโซนร้านอาหารและเครื่องดื่ม แล้วจึงตรงเข้าไปที่ห้องพิเศษที่ถูกจัดเอาไว้ต้อนรับแขกพิเศษโดยเฉพาะ
ป้าเนียมในวัย 50 ต้นๆ ซึ่งเป็นภรรยาของลุงชุ่มที่คอยดูแลการเพาะปลูกและเป็นหัวหน้าคนงานอยู่ในไร่ ออกมาต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม เมื่อเห็นเจ้านายหนุ่มเดินเข้ามาจึงรีบออกมาต้อนรับ เมื่อเขาเห็นป้าเนียมจึงเอ่ยทักออกไปทันทีอย่างเป็นกันเอง
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมครับป้าเนียม”
ป้าเนียมยิ้มแย้มอย่างรักใคร่และนับถือต่อเจ้านายหนุ่ม เพราะตนและลุงชุ่มผู้เป็นสามี อาศัยอยู่ที่ไร่นี้มาตั้งแต่รุ่นพ่อและแม่ของโชนตะวัน นับว่าเป็นคนเก่าคนแก่ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างสนิทใจ และโชนตะวันก็ไม่เห็นว่าหล่อนและลุงชุ่มเป็นคนงานแม้แต่น้อย กลับเห็นเป็นคนในครอบครัวที่ต้องดูแลกันเท่านั้น และป้าเนียมจึงได้รับหน้าที่ให้ดูแลร้านผลิตภัณฑ์และร้านอาหารบ้านโชนตะวันมานานหลายปี และกิจการทั้งหมดก็เติบโตไปได้เป็นอย่างดีเสียด้วย เนื่องเพราะบุคลิกของป้าเนียมเป็นคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสมากอัธยาศัยดี จึงเป็นกันเองกับแขกและลูกค้าทุกคนจนติดใจในอัธยาศัยกันอย่างตราตรึง
“เรียบร้อยค่ะคุณโชน ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ป้าเนียมให้เด็กจัดเข้าไปเสริฟให้แขกเรียบร้อยแล้วค่ะ อ้อ...แต่พ่อเลี้ยงณรงค์ไม่ได้มาด้วยนะคะ มาแต่ลูกสาวและลูกชาย เอ่อ..คุณลาภินกับคุณลาภิศน่ะค่ะ” ป้าเนียมตอบออกมาพร้อมแจ้งข่าวให้เจ้านายหนุ่มได้รับทราบ
โชนตะวันพยักหน้ารับเล็กน้อย แต่หัวคิ้วกระตุกย่นอย่างขบคิด การนัดครั้งนี้เป็นพ่อเลี้ยงณรงค์เอ่ยปากนัดเขาเพื่อเจรจาเรื่องสำคัญ แต่ไฉนเมื่อถึงเวลากลับส่งตัวลูกสาวและลูกชายมาแทน แต่ก็ช่างเถอะ เมื่อเข้าไปก็จะรู้เองแหละ
“สวัสดีค่ะคุณโชน” ลาภินหญิงสาววัย 24 ปี ลุกขึ้นจากเก้าอี้เมื่อเห็นหนุ่มใหญ่เจ้าของบ้านไร่โชนตะวันเดินตรงเข้ามา
เขามองใบหน้าที่สวยสง่าทรงเสน่ห์ของหล่อน รอยยิ้มของเธอนั้นสดใสแต่ประกายตาเมื่อยิ้มแย้มนั้นเปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนเชิญชวน จนบุรุษเพศต้องพากันหลงใหล
“สวัสดีครับคุณลาภิน” เขาตอบกลับไปเสียงราบเรียบแต่แฝงความสุภาพอย่างมีมารยาท เพราะตนนั้นเป็นผู้ใหญ่มากกว่าหล่อนนับสิบปีทีเดียว
ทางด้านข้างของหญิงสาวเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาคนหนึ่ง ซึ่งก็คือลาภิศ ลูกชายของพ่อเลี้ยงณรงค์ และเป็นน้องชายของลาภินนั่นเอง
ลาภิศ ชายหนุ่มในวัย 23 ปี มีเค้าความหยิ่งผยองและถือตัวอยู่ไม่น้อย เขาเพียงแค่หันมามองโชนตะวัน และกล่าวคำทักทายออกมาสั้นๆ เท่านั้น โดยที่ไม่ได้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ตามมารยาทของผู้ที่อ่อนวัยกว่า อย่างที่ลาภินผู้เป็นพี่สาวกระทำ
แต่โชนตะวันก็เพียงยิ้มรับเล็กน้อยโดยไม่ได้ถือสา เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มแผ่วเบา โดยประสานสายตาจ้องมองไปที่ใบหน้าของลาภิน
“เชิญนั่งเถอะครับ ตามสบายเลยครับ”
เมื่อทั้งโชนตะวันและลาภินทรุดนั่งลงบนเก้าอี้แล้ว หญิงสาวจึงเป็นฝ่ายที่เอ่ยนำออกมาก่อนด้วยน้ำเสียงหวานสดใสว่า
“ต้องขอโทษคุณโชนจริงๆ ค่ะ พอดีคุณพ่อติดธุระด่วนต้องเดินทางไปที่ต่างจังหวัดกะทันหัน แต่ท่านเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทเพราะได้นัดกับคุณโชนเอาไว้แล้ว ท่านจึงให้พวกเราสองคนเป็นฝ่ายมาเพื่อแสดงความขอโทษกับคุณโชนค่ะ” เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยอย่างไม่ถือสา แต่รอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์ของเขากลับทำให้ลาภินที่จับจ้องอยู่ถึงกลับสั่นไหวในใจต่อท่าทางและบุคลิกที่ทรงเสน่ห์ของเขา
“อันที่จริง ไม่จำเป็นต้องมากมารยาทก็ได้ครับ ยังไงพวกเราก็เป็นคนคุ้นเคยกันมานาน แค่ให้คนมาแจ้งต่อผมก็พอ”
“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกค่ะ คุณพ่อท่านบอกว่าแค่ให้เราสองพี่น้องมาแทนท่าน แค่นี้ก็นับว่าเป็นการเสียมารยาทมากแล้ว หากแค่ให้คนมาส่งข่าว คุณพ่อจะยิ่งลำบากใจค่ะ” ลาภินกล่าวปฏิเสธออกมา แต่นัยน์ตาหวานหยาดเยิ้มจ้องประสานกับโชนตะวันอย่างเย้ายวน แต่เขาเพียงยิ้มรับน้อยๆ ที่มุมปากเท่านั้น ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก
“แต่ไหนๆ พวกเราก็มาแล้ว ผมขอถือโอกาสนี้เจรจาเรื่องที่คุณกับคุณพ่อเคยได้พูดคุยกันค้างเอาไว้เสียเลยก็แล้วกัน จะได้ไม่เสียเที่ยว” เสียงห้าวห้วนของลาภิศ ชายหนุ่มวัย 23 ปี กล่าวออกมา พร้อมหันไปมองหน้าเจ้าของสถานที่ด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตรที่แสดงออกมาชัดเจน
“เรื่องอะไรหรือครับคุณลาภิศ ผมกับพ่อเลี้ยงณรงค์เคยกันอยู่หลายเรื่องครับ ผมไม่แน่ใจว่าคุณลาภิศต้องการที่จะคุยเรื่องอะไรครับ” โชนตะวันตอบกลับมาเสียงราบเรียบหนักแน่น จ้องประสานสายตาตอบกลับไปอย่างไม่ลดละ จนลาภิศต้องเบือนสายตาหลบ แสร้งเป็นยื่นมือไปคว้าแก้วไวน์ขึ้นมาถือเอาไว้หลวมๆ ในมือ
ลาภินส่งเสียงหัวเราะออกมาแผ่วเบาอย่างมีจริต เพื่อเป็นการกลบเกลื่อนสถานการณ์ ก่อนจะกล่าวออกมาเสียงหวานใสว่า
“จะมีเรื่องอะไรล่ะคะคุณโชน ก็เรื่องที่คุณพ่อเคยชักชวนคุณโชนให้ร่วมหุ้นกันในไร่องุ่นและโรงผลิตไวน์ที่คุณโชนกำลังสร้างนั่นแหละค่ะ”
“แต่ผมไม่ต้องการที่จะร่วมหุ้น ผมต้องการที่จะซื้อที่ดินทั้งหมดของคุณทั้งหมด คุณต้องการเท่าไหร่ก็บอกราคามาได้เลย คุณพ่อไม่ขัดข้องอยู่แล้ว” ลาภิศแทรกเสียงห้วนขัดจังหวะออกมา แต่ผู้เป็นพี่สาวส่งสายตาตำหนิห้ามปราม แต่เขากลับไม่สนใจ เหลียวหน้ากลับไปจ้องมองที่ร่างของโชนตะวันอีกครั้งอย่างลำพอง เพราะถือดีว่ามีพ่อที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในจังหวัดนี้ อีกทั้งยังกว้างขวาง เปี่ยมทรัพย์สินและบริวารมากมาย และที่สำคัญ พ่อเลี้ยงณรงค์กำลังถูกทาบทามให้ลงสมัคร สส. ในนามของพรรคใหญ่ ซึ่งหากไม่มีสิ่งใดผิดพลาดแทรกซ้อนเสียก่อน คาดว่าตำแหน่งรัฐมนตรีก็คงอยู่ไม่ไกล เพราะฉะนั้นในเวลานี้ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าที่จะขัดใจและเป็นศัตรูกับพ่อเลี้ยงณรงค์ ลาภิศผู้เป็นบุตรชายจึงยิ่งเหิมเกริมและไม่เห็นใครอยู่ในสายตา
นายเรวัตยิ้มอย่างรู้ทันต่อความคิดของโชนตะวันที่เขาเห็นเป็นน้องชายและไว้วางใจเสมอมา แม้กระทั่งวรันธรยังเข้าใจต่อประโยคของเขา เธอรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด เมื่อรู้ว่าคุณอาที่หล่อนรักมีความกล้ามากพอที่จะบอกเรื่องของเขาและเธอให้บิดาเธอได้รู้เพื่อขออนุญาตอย่างถูกต้องตามครรลองธรรมเนียม จึงส่งสายตาให้กำลังใจต่อเขา ซึ่งเขาก็ยิ้มรับอย่างเข้าใจเช่นกัน“คุณพ่อคะ ตอนนี้รันได้เป็นผู้จัดการโรงผลิตไวน์ด้วยนะคะ อีกไม่นานไวน์ล็อตแรกก็จะออกสู่ตลาดเพื่อวางจำหน่ายแล้ว ตอนนี้รันยุ่งมากเรื่องการตลาด แต่ก็เชื่อว่าต้องทำได้แน่ เพราะคุณอาวางระบบเอาไว้แล้วเป็นอย่างดีค่ะ”หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มอวด นายเรวัตยิ้มน้อย ๆ พลางมองบุตรสาวที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายเดือนอย่างพิจารณา แล้วจึงกล่าวออกมาอย่างชื่นชมว่า“ผ่านเรื่องร้ายมาไม่น้อย ลูกดูแกร่งขึ้นและโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจริง ๆ พ่อภูมิใจในตัวหนูมากนะ” ผู้เป็นบิดาดึงร่างบางของหญิงสาวเข้ามากอดอีกครั้งอย่างรักใคร่เอ็นดู ผ่า
พ่อเลี้ยงณรงค์เหลียวหน้ามามองลุงชุ่มด้วยสองตาที่แข็งดุ แต่เมื่อมองสำรวจโดยรอบ เห็นลพที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน และสภาพที่แตกหักยุ่งเหยิง อีกทั้งตอนนี้อยู่ต่อหน้ารองชยุตและปลัดเนตรที่เป็นเจ้าหน้าที่ของทางราชการ จึงไม่กล้าที่จะผลีผลาม จำต้องข่มกลั้นความแค้นเอาไว้อย่างเยือกเย็นรองชยุตใช้วิทยุแจ้งเหตุไปที่สถานีตำรวจ ให้นำกำลังมายังที่เกิดเหตุ เพื่อนำร่างของลาภิศและแพรวส่งพิสูจน์ ส่วนคนที่เหลือทั้งหมดถูกเชิญตัวไปสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ พ่อเลี้ยงณรงค์เป็นผู้ทรงอิทธิพลในจังหวัดและกำลังจะลงเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสได้คะแนนเสียงถล่มทลายในเขตเลือกตั้ง แต่เมื่อมีข่าวฉาวเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ จึงไม่อาจปกปิดเรื่องให้เงียบเอาไว้ได้ตามที่โชนตะวันต้องการ ยิ่งถูกนักข่าวขุดคุ้ยถึงพฤติกรรมในอดีตของพ่อเลี้ยงณรงค์ที่มีเบื้องหลังดำเนินธุรกิจสีเทา ส่วนลาภิศลูกชายก็ก่อเรื่องอื้อฉ
“ตา...แพรวจะเข้าไปช่วยคุณรัน แพรวต้องการที่จะแก้แค้นไอ้ลาภิศด้วย ตารอแพรวอยู่ตรงนี้นะตา” หล่อนร้องบอกออกมาเพียงเท่านั้น ก็ผละจากไปสุดที่ลุงชุ่มจะยับยั้งทักท้วงได้ทัน“โธ่...วู่วามเหลือเกินนังเด็กคนนี้ แส่เข้ามาหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว” ลุงชุ่มบ่น แต่ก็รีบตามหลานสาวเข้าไปภายใน โดยหันมากำชับนายกาจกับนายสืบว่า “เอ็งสองคนเฝ้าพวกมันเอาไว้ให้ดีนะโว้ย อย่าเผลอเด็ดขาด เดี๋ยวข้ากลับมา”แต่เมื่อลุงชุ่มวิ่งเข้ามาภายในรีสอร์ทหลังใหญ่ ภาพที่เห็นทางเบื้องหน้าทำให้ร่างกายสั่นเทาสองเท้าชะงักงันไปทันควัน เมื่อเห็นแพรวใช้มีดในมือแทงไปทางด้านหลังของลาภิศสุดแรง“แพรว...อย่า” โชนตะวันกับลพที่เห็นเหตุการณ์เปลี่ยนเป็นเลวร้าย จึงร้องตวาดห้ามเด็กสาว แต่ก็ไม่อาจที่จะยับยั้งหล่อนเอาไว้ได้ แรงโทสะที่ถูกทรยศหักหลัง บันดาลให้เวลานี้เต็มไปด้วยแรงโกรธแค้น เด็กสาวกระชากมีดออกจากร่างของลาภิศ ก่อนจะกระหน่ำจ้วงแทงไปที่
“โอ้ย...” เสียงของลาภิศแหกปากร้องออกมาด้วยความเจ็บเสียด เมื่อลพปรี่เข้ามาทางด้านข้างพร้อมเท้าหนักที่ถีบใส่ข้างเอวอย่างรวดเร็ว จนร่างสูงของลาภิศกระเด็นกลิ้งไปชนกับโต๊ะเก็บของที่วางอยู่ทางข้างหัวเตียง“ไอ้ห่าลพ มึงก็อยากมีเรื่องกับกูอีกคนใช่ไหมวะ ดีล่ะ...มึงเข้ามาเลย แค้นเก่าแค้นใหม่จะได้สะสางกันให้มันจบกันเลยในวันนี้ มึงเข้ามาสิวะ” ลาภิศที่โกรธแค้นจนหน้ามืด เขาร้องท้าทายออกมาอย่างคลุ้งคลั่ง และไม่รอให้ลพขยับเข้ามาก่อน กลับเป็นฝ่ายกระโจนเข้าใส่อย่างดุร้าย เหวี่ยงหมัดขวาไปที่ใบหน้าของลพสุดแรงแต่มีหรือที่ชายหนุ่มเจ้าสำอางอย่างลาภิศจะสู้กับคนที่แข็งแกร่งทรหดอย่างลพได้ เขาเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย หมัดขวาก็กระทุ้งหนักไปที่ท้องของลาภิศเต็มแรงจนตัวงอเป็นกุ้ง และเมื่อลพกระแทกหมัดเข้าใส่ใบหน้าขาวอีกครั้ง ร่างของลาภิศถึงกับผงะถอยหลังล้มกระแทกตู้เก็บของที่อยู่ข้างหัวเตียงจนล้มคว่ำ ลิ้นชักไหลเปิดข้าวของภายในกระจัดกระจายออกมาเกลื่อน“คุณโชนพาคุณรันออ
ยังไม่ทันที่โชนตะวันกับลุงชุ่มไปพากันไปตามเป้าหมาย ประตูรีสอร์ทที่อยู่ทางด้านข้างห่างจากตำแหน่งที่โชนตะวันอยู่อยู่เพียงสองวาพลันเปิดออก พร้อมกับร่างหนาของลพที่โผล่ออกมาด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด“อ้าว...ไอ้ลพ อยู่ที่นี่หรือวะ เป็นยังไงได้เรื่องอะไรบ้างไหม?” ลุงชุ่มรีบถาม เพราะแกก็นึกเป็นห่วงแพรวหลานสาวของตนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ลพมองหน้าลุงชุ่มเล็กน้อย แล้วจึงเหลียวมองโชนตะวันพร้อมกล่าวรายงานออกมาว่า“เมื่อครู่ผมผ่านรีสอร์ทหลังนี้มาทางด้านหลังครับ พอดีได้ยินเสียงร้องของแพรว จึงแอบเข้ามาทางประตูหลัง ช่วยแพรวเอาไว้ได้ ตอนนี้ปลอดภัยแล้วครับ”ลุงชุ่มระบายลมหายใจแรงอย่างโล่งอก โชนตะวันเพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ลพจึงกล่าวต่อไปอีกว่า“แพรวบอกว่าคุณรันถูกลาภิศพาตัวไปไว้ในรีสอร์ทหลังถัดไปนี่แหละครับคุณโชน รีบไปกันเถอะครับ”“ดี...ไปกันเลย อ้อ...ลุงชุ่ม นายลพมาแล้ว เดี๋ยวให้นายลพไปกับผมสองคนก็พอ
ทางด้านของลุงชุ่มที่ซ่อนตัวอยู่หลังแนวพุ่มไม้ด้วยความกระสับกระส่าย จนกระทั่งเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าดังอย่างแผ่วเบามาทางด้านหลัง เมื่อเหลียวหน้ากลับไปจึงเห็นโชนตะวันที่ถือปืนพกสั้นอยู่ในมือ กำลังเดินเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบด้วยสีหน้าที่ตึงเครียดและกังวลชัดเจนทางด้านหลังของโชนตะวัน มีนายกาจกับนายสืบสองคนงานชายฉกรรจ์ในไร่ที่ติดตามมาด้วย นายกาจกระชับปืนลูกซองยาวเรมิงตัน 870 แบบปั๊มแอ็กชั่น ส่วนนายสืบถือปืนพกสั้นแบบ 11มม. เหมือนกับโชนตะวัน“สถานการณ์เป็นยังไงบ้างลุงชุ่ม พบเห็นหนูรันหรือยัง แล้วลพหายไปไหนล่ะ?” เจ้าของไร่โชนตะวันที่ขยับปรี่เข้ามาแอบอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้กับลุงชุ่มเอ่ยถามออกมาเสียงเครียดขรึม ส่วนนายกาจกับนายสืบแยกย้ายกันไปแอบอยู่ทางด้านข้างเพื่อรอคอยคำสั่งอย่างเงียบงัน“ยังไม่พบเลยครับคุณโชน แม้แต่นายลาภิศก็ยังไม่เห็น ตั้งแต่มาก็เห็นเพียงคนของมันห้าคนที่กระจายกันเฝ้าอยู่ที่หน้ารีสอร์ทนั่นแหละครับ ส่วนลพมันแอบเข้าไปทางด้านหลังรีสอร์ท
หล่อนทวนคำตาลุกวาวแต่โชนตะวันรีบกล่าวอธิบายออกมาฉับพลันเพราะเกรงว่าจะเป็นการเข้าใจผิด“อย่าเข้าใจผิดครับหนูรันอารักหนูรันจริงๆนะครับและอาก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามความต้องการของหนูรันทุกประการเพียงแต่ว่าอารักและต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับคนท
แพรวหน้าซีดเผือดไปทันทีหล่อนตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้วทุกครั้งก่อนที่จะพาร่างข้ามไปยังรีสอร์ทแต่คาดไม่ถึงว่ากำแพงมีหูประตูมีช่องความลับไม่มีอยู่ในโลกเรื่องที่กระทำสักวันจะต้องถูกเปิดเผยออกมาความลับหากไม่ต้องการให้ถูกเปิดเผยมีอยู่เพียงหนทางเดียวคืออย่
“เฮ้ย...ลาภิศแกทำอะไรของแกหยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้ลูกเลว”เสียงแหบห้าวดังขึ้นทางด้านหลังจากนั้นร่างของลาภิศจึงถูกกระชากออกมาจนพ้นร่างของหญิงสาวอย่างแรงเสียงผลั๊วะดังขึ้นอย่างถนัดถนี่เมื่อกำปั้นหนักๆต่อยโครมไปที่ใบหน้าของลาภิศจนร่างของเข
ทางด้านหน้าห้องร่างของกาจที่ยืนคุมเชิงระมัดระวังอยู่แม้ว่าลูกน้องทั้งสองคนของลาภิศที่คอยเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องจะถูกลพและกาจจัดการจนสลบไสลไปแล้วแต่เพื่อความไม่ประมาทโชนตะวันจึงสั่งให้กาจคอยเฝ้าเอาไว้โดยมีเขาและลพสองคนเท่านั้นที่บุกเข้าไปในห้องในขณะที่กำลังจะเดินผ





![พี่รหัสจอมซึนอ้อนรักหวานใจยัยซูเปอร์โมเดล [ nc 20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

