Masuk“ที่จริงเรื่องนี้ผมเคยกล่าวอย่างชัดเจนไปแล้วกับพ่อเลี้ยงณรงค์นะครับ ว่าผมไม่เคยคิดที่จะขายที่ดินผืนนี้ของผม ที่เป็นมรดกสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งคุณปู่คุณย่า และชาวบ้านแถวนี้ก็ไม่อยากให้ผมต้องขายที่ดินผืนนี้หรอกครับ เพราะมันเป็นแหล่งทำมาหากินที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องของพวกเขา หลายชีวิตที่เข้ามาทำงานในไร่ของผม และยังมีอีกหลายครัวเรือนที่สร้างชิ้นงานมาฝากขายที่ร้านแห่งนี้ มันทำให้พวกเขามีรายได้เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง จุนเจือครอบครัวให้อยู่รอดกันต่อไปได้ครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงยืนยันกับพ่อเลี้ยงณรงค์ไปหลายครั้งแล้ว ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่ขายหรอกครับ” โชนตะวันตอบออกมาอย่างหนักแน่นและเยือกเย็น นัยน์ตานิ่งคมจับจ้องไปยังคู่สนทนาอย่างไม่ครั่นคร้าม
“นายอย่ามาทำเป็นพ่อพระของพวกชาวบ้านไปเลยนายโชน ฉันรู้ว่าที่นายยกเอาเรื่องของชาวบ้านมาอ้าง แต่แท้ที่จริง นายก็ต้องการที่โก่งราคาที่ดินให้มันสูงที่สุดก็เท่านั้น ฉันทันเล่ห์เหลี่ยมลูกไม้ตื้นๆ ของนายหรอกน่า” ลาภิศย้อนกลับมาเสียงแข็ง แม้แต่สรรพนามที่เคยเรียก คุณ ก็เปลี่ยนเป็น นาย นั่นย่อมแสดงว่า เขาไม่เห็นโชนตะวันอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
แต่โชนตะวันยังนั่งนิ่ง จับจ้องมองร่างของชายหนุ่มอย่างเย็นชา ที่มุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ คล้ายเหยียดหยามเสียด้วยซ้ำ กล่าวออกมาช้าๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำว่า
“นั่นก็สุดแท้แต่คุณลาภิศจะคิดเถอะครับ เจตนาและความตั้งใจของผมเป็นยังไง ผมก็พูดออกไปอย่างนั้น แต่ไหนๆ เราก็ได้พูดกันแล้ว ผมก็ขอฝากคุณลาภิศไปบอกพ่อเลี้ยงณรงค์ด้วยก็แล้วกันครับ ในเรื่องที่ผมคุยกับคุณในวันนี้ ว่าผมขอบอกว่าการเจรจาในครั้งนี้จะเป็นการเจรจาครั้งสุดท้ายสำหรับเรา”
ลาภิศจ้องมองใบหน้าของโชนตะวันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่ลาภินผู้เป็นพี่สาวที่เยือกเย็นและมีความสุขุมมากกว่า ถึงกลับลอบตระหนกอยู่ในใจ
คำพูดประโยคสุดท้ายของโชนตะวัน กับเป็นการย้อนศรเพื่อหวังทำร้ายลาภิศทางอ้อม พ่อเลี้ยงณรงค์หาทางเจรจาของซื้อที่ดินจากโชนตะวันมาแล้วหลายครั้ง เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล จึงเปลี่ยนแผนมาเป็นการขอร่วมหุ้นเพื่อหวังผลประโยชน์ต่อไปในอนาคต และในวันนี้ก็เช่นกัน คราแรก พ่อเลี้ยงณรงค์ที่นัดกับโชนตะวันเอาไว้แล้ว ว่าจะมาขอเจรจากันอีกครั้ง แต่ลาภินกับลาภิศ สองพี่น้องกลับเสนอตัวไปขอเจรจาแทนเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า พ่อเลี้ยงณรงค์เคยไปเจรจามาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ครั้งนี้ลองเปลี่ยนให้สองพี่น้องไปเจรจาแทนอาจจะได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด โดยเฉพาะลาภิน ที่รู้จักและสนิทสนมคุ้นเคยกับโชนตะวันมานาน อีกทั้งความสวยและจริตมารยาของเธอ เชื่อว่าน่าจะเกิดผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด
แต่เรื่องราวกับพลิกผันเพราะความมุทะลุของลาภิศผู้เป็นน้องชาย และการที่โชนตะวันกล่าวออกมาในประโยคสุดท้ายนั้น เท่ากับเป็นการโยนความล้มเหลวของการเจรจาในครั้งนี้ไปให้กับลาภิศ เพราะโชนตะวันย้ำอย่างหนักแน่นแล้วว่าครั้งนี้จะเป็นการเจรจาครั้งสุดท้าย ซึ่งหากพ่อเลี้ยงณรงค์ล่วงรู้ ย่อมต้องโกรธนายลาภิศเป็นฟืนเป็นไฟแน่นอน เพราะเป็นต้นเหตุให้การเจรจาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
หญิงสาวจ้องมองใบหน้าคมเข้ม นัยน์ตาเป็นประกายล้ำลึกอย่างชื่นชอบ อดนึกชมเชยอยู่ในใจว่า โชนตะวันเป็นคนที่ชาญฉลาดล้ำลึกจริงๆ เพียงคำพูดประโยคเดียว สามารถล้มเลิกการเจรจาทั้งหมดลงได้ และยังโยนความผิดพลาดทั้งหมดไปให้นายลาภิศอีกด้วย นับว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
เมื่อลาภินกับลาภิศกลับไปแล้ว ลพที่ยืนอยู่ไม่ห่างทางด้านหลัง จึงกล่าวออกมาอย่างเป็นกังวลว่า
“ดูท่านายลาภิศจะโกรธคุณโชนเอามากๆ นะครับ ผมเกรงว่าต่อไปคุณโชนจะต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้นะครับ”
โชนตะวันยิ้มอย่างไม่ใส่ใจเพราะเห็นเป็นเพียงเรื่องธรรมดาเท่านั้น ย้อนถามคนสนิทกลับไปเสียงเรียบว่า
“แล้วนายคิดว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ พวกเราอยู่กันอย่างราบรื่นนักเหรอลพ” ลพยิ้มแห้งก่อนที่จะกล่าวออกมาว่า
“จริงอยู่ว่าไร่โชนตะวันถูกรบกวนและรุกรานหลายครั้ง และหลายรูปแบบ ทั้งส่งคนมาทำร้ายผลผลิตของพวกเรา ลอบทำร้ายคนงานอยู่หลายครั้งหลายคราว แม้จะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร แต่ก็คาดเดาได้ไม่ยากหรอกครับคุณโชน” หยุดเล็กน้อย แต่เมื่อไม่เห็นเจ้านายกล่าวอะไร ตนจึงกล่าวต่อไปอีกว่า
“แต่การเจรจาในวันนี้ เท่ากับว่าคุณโชนยุติการเจรจาทั้งมวล ผมคิดว่าพ่อเลี้ยงณรงค์คงจะเริ่มใช้ไม้แข็งกับคุณโชนแล้วล่ะครับ”
โชนตะวันถอนหายใจยาวออกมา พลางผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยกมือตบไปที่ไหล่ของคนสนิทเบาๆ อย่างขอบใจ แล้วจึงกล่าวออกไปว่า
“กลับกันเถอะ บ่ายโมงแล้ว เดี๋ยวฉันมีแขกที่ต้องไปรอรับอีกคน”
ลพเงยหน้ามองเจ้านายแวบหนึ่ง คาดเดาว่าผู้มาเยือนคงจะเป็นหลานสาวที่โชนตะวันกล่าวเอาไว้เมื่อตอนเช้า แต่ล่วงรู้ดีว่าเจ้านายของตนไม่ชอบคนสอบถามซักไซ้มากความ จึงได้เงียบปากลงเสียเพราะคำตอบก็จะปรากฏอยู่แล้วในเวลาอีกไม่นาน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน โชนตะวันก้าวลงจากรถเดินตรงเข้าไปในห้องรับแขกทันที โดยมีร่างที่คล้ำสูงของลพเดินตามมาห่างๆ อยู่ทางด้านหลัง
ร่างหนาที่สูงถึง180 เซนติเมตรของชายหนุ่ม ก้าวเดินเข้ามาอย่างสง่าโดดเด่น ผิวสีทองแดงในเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเทาและกางเกงยีนส์ขายาวแบบสบายแต่เข้ารูป เสื้อสีเทาเคร่งขรึมกับผิวกายสีทองแดง ดูรวมแล้วทำให้บุคลิกของเขาเคร่งขรึมและทรงอำนาจอย่างประหลาด ด้วยใบหน้าที่คมเข้มหล่อเหล่าและนัยน์ตาเรียวดุสดใส ทำให้เขาดูดีมีเสน่ห์อย่างประหลาดและยากต่อการคาดเดาได้ถึงอายุ
โชนตะวันหยุดชะงักร่างไปเล็กน้อยเมื่อมองเข้าไปที่ห้องรับแขก โซฟาสีขาวหรูหรามีร่างของหญิงสาวนางหนึ่งนั่งอยู่อย่างเงียบงัน เส้นผมสีดำขลับยาวสยายถึงกลางหลัง คลี่ไสวลงมาคล้ายพัดปกปิดใบหน้าของเธอเอาไว้ แต่ผิวกายที่ขาวนวลเนียนจนแทบจะมองเห็นเส้นเลือดที่อยู่ภายใต้ผิวหนังบางน่าถะนุถนอมนั้น ก็ทำให้ใจของโชนตะวันสั่นเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“หนูรัน....” เขาหลุดปากออกไปเสียงแหบพร่า หญิงสาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองร่างของเขาช้าๆ นั่นยิ่งทำให้โชนตะวันที่จับจ้องมองร่างของเธออยู่ก่อนแล้ว ยิ่งใจสั่นระทึกหนักหน่วงยิ่งขึ้นอย่างประหลาด
เมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาประสานนัยน์ตากับเขา นัยน์ตากลมโตของเธอทอประกายโศกซึ้งจนน่าปกป้องถะนุถนอม แต่เมื่อกระพริบเปลือกตากลับแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวเชื่อมั่นอย่างประหลาด ใบหน้าเรียวมนได้รูปรับกับริมฝีปากงามรูปกระจับสีชมพูสดใส เมื่อร่างของเธอผุดลุกขึ้นยืนจึงเห็นได้ถึงเรือนร่างที่งดงามระหงอรชรอย่างได้สัดส่วนจนน่าหลงใหล กางเกงผ้าราคาแพงกับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่สวมใส่นั้น รับกับเรือนร่างอรชรจนหาที่ติติงออกมาไม่ได้
“อาโชน...” หญิงสาวขานรับออกมาอย่างประหม่าเล็กน้อย เสียงของเธอหวานใสคล้ายเสียงสกุณาขับขาน โชนตะวันจรดฝีเท้าเดินเข้าไปใกล้ร่างของเธอช้าๆ เมื่อเข้าไปใกล้จึงพบว่าร่างระหงของเธอนั้นสูงเกือบ 170 เซนติเมตรเลยทีเดียว ยังสูงและดูสง่าเปี่ยมเสน่ห์อย่างเป็นธรรมชาติเสียยิ่งกว่าลาภินเสียอีก
“เชิญนั่งก่อนสิหนูรัน ทำตัวตามสบายนะ ไม่ต้องเกรงใจอา คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของหนูรันนะครับ” เมื่อตั้งสติได้ โชนตะวันจึงเอ่ยปากเชื้อเชิญหญิงสาว และกล่าวให้หล่อนได้ผ่อนคลายความตึงเครียดลง
วรันธรทรุดนั่งลงบนโซฟาที่เดิม แต่สายตาของหล่อนลอบจับจ้องไปที่ร่างของโชนตะวันอย่างสังเกตในอากัปกิริยาของเขา เมื่อเขานั่งลงบนโซฟาอีกตัวที่อยู่ทางด้านข้าง หล่อนจึงก้มสายตาลงต่ำ ไม่กล้าลอบมองสายตาคมดุของเขาอีก
“มาถึงนานแล้วหรือครับหนูรัน เดินทางมาไกลเหนื่อยไหมครับ” โชนตะวันถามออกมาเสียงทุ้มนุ่มนวล เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ทุ้มนุ่มและอ่อนโยน เธอจึงกล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองใบหน้าคมเข้มของเขา แต่ก็ยังมีความประหม่าอยู่เล็กน้อย
“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะคุณอา รันเพิ่งมาถึงเมื่อครู่นี่เองค่ะ” หญิงสาวตอบออกมาเสียงใสอย่างเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ แต่โชนตะวันมองกราดสายตาไปรอบๆ จึงเอ่ยถามออกมา
“เอ๊ะ...ใครเป็นคนเชิญหนูรันเข้ามาที่ห้องรับแขกนี้หรือครับ แล้วทำไมไม่จัดน้ำออกมาต้อนรับ” วรันธรตอบกลับมาเสียงแผ่วเบาว่า
“ตอนที่รันมาถึง ก็เจอกับเด็กสาวคนหนึ่งค่ะ ยืนอยู่ทางหน้าบันไดนอกทางเข้าพอดีค่ะ เมื่อรันบอกว่ารันเป็นหลานของคุณอา เธอจึงบอกให้รันเข้ามานั่งรอที่ห้องรับแขกนี่แหละค่ะ”
“ลพ นายไปบอกให้คนจัดน้ำมาให้หนูรันทีนะ แล้วเรียกให้แพรวเข้ามาหาฉันด้วย ตอนนี้เลย” โชนตะวันหันไปออกคำสั่งกับลพคนสนิท ที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องรับแขก ลพก้มหน้ารับคำสั่งคำหนึ่ง จึงหันหลังเดินไป
“อาต้องขอโทษหนูรันจริงๆ ครับ ที่คนในบ้านของอา บกพร่องเรื่องการต้อนรับอย่างนี้” เขากล่าวกับวรันธรเสียงทุ้มต่ำ แต่หญิงสาวกลับส่ายหน้าอย่างไม่ติดใจ
“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะคุณอา อ้อ...แล้วอีกอย่าง คุณอาอย่าพูดครับกับรันเลยนะคะ รันมาอาศัยพึ่งพิงคุณอา รันไม่สบายใจค่ะ”
โชนตะวันยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ตอบกลับไปว่า “ได้สิ...ไม่ครับ ไม่สุภาพขนาดนั้นก็ได้ แต่เรื่องที่หนูรันจะต้องคิดว่าเกรงใจอา ในเรื่องที่หนูรันมาอยู่ที่นี่ อาก็ขอหนูรันให้เลิกคิดเหมือนกัน ตกลงนะ จะได้สบายใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย”
“ได้ค่ะคุณอา” วรันธรยิ้มออกมาอย่างสดใสร่าเริง และเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นหล่อนยิ้มอย่างปลอดโปร่ง จนเขาต้องเผลอจ้องมองอย่างเคลิบเคลิ้ม แต่ก็ต้องสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปอย่างรวดเร็ว
“แต่ว่า...ใครมาส่งหนูรันเหรอ แล้วหายไปไหนเสียล่ะ” เขาเปลี่ยนเรื่องถามออกมา เสียงใสของวรันธรจึงตอบออกมาอย่างเริ่มที่จะคุ้นเคยเป็นกันเองว่า
“ลุงทมคนขับรถของคุณพ่อขับมาส่งค่ะ คุณพ่อบอกว่าลุงทมรู้จักบ้านของคุณอา เพราะเมื่อหลายปีก่อนเคยขับรถพาคุณพ่อมาที่นี่ เมื่อมาส่งถึงที่หมายแล้ว คุณพ่อสั่งให้ลุงทมรีบกลับทันทีค่ะ” โชนตะวันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ นั่นคงเป็นเพราะว่า นายเรวัตคงจะเกรงว่ามีคนลอบติดตามรถของหนูรันมานั่นเอง จึงเพียงแค่แวะเข้ามาส่ง แล้วรีบผลุนผลันจากไป หากมีผู้ที่ลอบติดตามมาก็จะไม่สงสัยว่ารถได้มาส่งวรันธรถึงจุดหมายแล้ว ส่วนเรื่องการสลัดหลุดจากพวกที่ติดตาม ลุงทมคงจะมีวิธีของแกเอง เพราะแกก็เป็นนักเลงเก่าที่โชกโชนอยู่พอสมควร เรื่องแบบนี้คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงของแกแน่นอน
นายเรวัตยิ้มอย่างรู้ทันต่อความคิดของโชนตะวันที่เขาเห็นเป็นน้องชายและไว้วางใจเสมอมา แม้กระทั่งวรันธรยังเข้าใจต่อประโยคของเขา เธอรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด เมื่อรู้ว่าคุณอาที่หล่อนรักมีความกล้ามากพอที่จะบอกเรื่องของเขาและเธอให้บิดาเธอได้รู้เพื่อขออนุญาตอย่างถูกต้องตามครรลองธรรมเนียม จึงส่งสายตาให้กำลังใจต่อเขา ซึ่งเขาก็ยิ้มรับอย่างเข้าใจเช่นกัน“คุณพ่อคะ ตอนนี้รันได้เป็นผู้จัดการโรงผลิตไวน์ด้วยนะคะ อีกไม่นานไวน์ล็อตแรกก็จะออกสู่ตลาดเพื่อวางจำหน่ายแล้ว ตอนนี้รันยุ่งมากเรื่องการตลาด แต่ก็เชื่อว่าต้องทำได้แน่ เพราะคุณอาวางระบบเอาไว้แล้วเป็นอย่างดีค่ะ”หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มอวด นายเรวัตยิ้มน้อย ๆ พลางมองบุตรสาวที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายเดือนอย่างพิจารณา แล้วจึงกล่าวออกมาอย่างชื่นชมว่า“ผ่านเรื่องร้ายมาไม่น้อย ลูกดูแกร่งขึ้นและโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นจริง ๆ พ่อภูมิใจในตัวหนูมากนะ” ผู้เป็นบิดาดึงร่างบางของหญิงสาวเข้ามากอดอีกครั้งอย่างรักใคร่เอ็นดู ผ่า
พ่อเลี้ยงณรงค์เหลียวหน้ามามองลุงชุ่มด้วยสองตาที่แข็งดุ แต่เมื่อมองสำรวจโดยรอบ เห็นลพที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน และสภาพที่แตกหักยุ่งเหยิง อีกทั้งตอนนี้อยู่ต่อหน้ารองชยุตและปลัดเนตรที่เป็นเจ้าหน้าที่ของทางราชการ จึงไม่กล้าที่จะผลีผลาม จำต้องข่มกลั้นความแค้นเอาไว้อย่างเยือกเย็นรองชยุตใช้วิทยุแจ้งเหตุไปที่สถานีตำรวจ ให้นำกำลังมายังที่เกิดเหตุ เพื่อนำร่างของลาภิศและแพรวส่งพิสูจน์ ส่วนคนที่เหลือทั้งหมดถูกเชิญตัวไปสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกลายเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ พ่อเลี้ยงณรงค์เป็นผู้ทรงอิทธิพลในจังหวัดและกำลังจะลงเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสได้คะแนนเสียงถล่มทลายในเขตเลือกตั้ง แต่เมื่อมีข่าวฉาวเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ จึงไม่อาจปกปิดเรื่องให้เงียบเอาไว้ได้ตามที่โชนตะวันต้องการ ยิ่งถูกนักข่าวขุดคุ้ยถึงพฤติกรรมในอดีตของพ่อเลี้ยงณรงค์ที่มีเบื้องหลังดำเนินธุรกิจสีเทา ส่วนลาภิศลูกชายก็ก่อเรื่องอื้อฉ
“ตา...แพรวจะเข้าไปช่วยคุณรัน แพรวต้องการที่จะแก้แค้นไอ้ลาภิศด้วย ตารอแพรวอยู่ตรงนี้นะตา” หล่อนร้องบอกออกมาเพียงเท่านั้น ก็ผละจากไปสุดที่ลุงชุ่มจะยับยั้งทักท้วงได้ทัน“โธ่...วู่วามเหลือเกินนังเด็กคนนี้ แส่เข้ามาหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว” ลุงชุ่มบ่น แต่ก็รีบตามหลานสาวเข้าไปภายใน โดยหันมากำชับนายกาจกับนายสืบว่า “เอ็งสองคนเฝ้าพวกมันเอาไว้ให้ดีนะโว้ย อย่าเผลอเด็ดขาด เดี๋ยวข้ากลับมา”แต่เมื่อลุงชุ่มวิ่งเข้ามาภายในรีสอร์ทหลังใหญ่ ภาพที่เห็นทางเบื้องหน้าทำให้ร่างกายสั่นเทาสองเท้าชะงักงันไปทันควัน เมื่อเห็นแพรวใช้มีดในมือแทงไปทางด้านหลังของลาภิศสุดแรง“แพรว...อย่า” โชนตะวันกับลพที่เห็นเหตุการณ์เปลี่ยนเป็นเลวร้าย จึงร้องตวาดห้ามเด็กสาว แต่ก็ไม่อาจที่จะยับยั้งหล่อนเอาไว้ได้ แรงโทสะที่ถูกทรยศหักหลัง บันดาลให้เวลานี้เต็มไปด้วยแรงโกรธแค้น เด็กสาวกระชากมีดออกจากร่างของลาภิศ ก่อนจะกระหน่ำจ้วงแทงไปที่
“โอ้ย...” เสียงของลาภิศแหกปากร้องออกมาด้วยความเจ็บเสียด เมื่อลพปรี่เข้ามาทางด้านข้างพร้อมเท้าหนักที่ถีบใส่ข้างเอวอย่างรวดเร็ว จนร่างสูงของลาภิศกระเด็นกลิ้งไปชนกับโต๊ะเก็บของที่วางอยู่ทางข้างหัวเตียง“ไอ้ห่าลพ มึงก็อยากมีเรื่องกับกูอีกคนใช่ไหมวะ ดีล่ะ...มึงเข้ามาเลย แค้นเก่าแค้นใหม่จะได้สะสางกันให้มันจบกันเลยในวันนี้ มึงเข้ามาสิวะ” ลาภิศที่โกรธแค้นจนหน้ามืด เขาร้องท้าทายออกมาอย่างคลุ้งคลั่ง และไม่รอให้ลพขยับเข้ามาก่อน กลับเป็นฝ่ายกระโจนเข้าใส่อย่างดุร้าย เหวี่ยงหมัดขวาไปที่ใบหน้าของลพสุดแรงแต่มีหรือที่ชายหนุ่มเจ้าสำอางอย่างลาภิศจะสู้กับคนที่แข็งแกร่งทรหดอย่างลพได้ เขาเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย หมัดขวาก็กระทุ้งหนักไปที่ท้องของลาภิศเต็มแรงจนตัวงอเป็นกุ้ง และเมื่อลพกระแทกหมัดเข้าใส่ใบหน้าขาวอีกครั้ง ร่างของลาภิศถึงกับผงะถอยหลังล้มกระแทกตู้เก็บของที่อยู่ข้างหัวเตียงจนล้มคว่ำ ลิ้นชักไหลเปิดข้าวของภายในกระจัดกระจายออกมาเกลื่อน“คุณโชนพาคุณรันออ
ยังไม่ทันที่โชนตะวันกับลุงชุ่มไปพากันไปตามเป้าหมาย ประตูรีสอร์ทที่อยู่ทางด้านข้างห่างจากตำแหน่งที่โชนตะวันอยู่อยู่เพียงสองวาพลันเปิดออก พร้อมกับร่างหนาของลพที่โผล่ออกมาด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด“อ้าว...ไอ้ลพ อยู่ที่นี่หรือวะ เป็นยังไงได้เรื่องอะไรบ้างไหม?” ลุงชุ่มรีบถาม เพราะแกก็นึกเป็นห่วงแพรวหลานสาวของตนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ลพมองหน้าลุงชุ่มเล็กน้อย แล้วจึงเหลียวมองโชนตะวันพร้อมกล่าวรายงานออกมาว่า“เมื่อครู่ผมผ่านรีสอร์ทหลังนี้มาทางด้านหลังครับ พอดีได้ยินเสียงร้องของแพรว จึงแอบเข้ามาทางประตูหลัง ช่วยแพรวเอาไว้ได้ ตอนนี้ปลอดภัยแล้วครับ”ลุงชุ่มระบายลมหายใจแรงอย่างโล่งอก โชนตะวันเพียงพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน ลพจึงกล่าวต่อไปอีกว่า“แพรวบอกว่าคุณรันถูกลาภิศพาตัวไปไว้ในรีสอร์ทหลังถัดไปนี่แหละครับคุณโชน รีบไปกันเถอะครับ”“ดี...ไปกันเลย อ้อ...ลุงชุ่ม นายลพมาแล้ว เดี๋ยวให้นายลพไปกับผมสองคนก็พอ
ทางด้านของลุงชุ่มที่ซ่อนตัวอยู่หลังแนวพุ่มไม้ด้วยความกระสับกระส่าย จนกระทั่งเริ่มได้ยินเสียงฝีเท้าดังอย่างแผ่วเบามาทางด้านหลัง เมื่อเหลียวหน้ากลับไปจึงเห็นโชนตะวันที่ถือปืนพกสั้นอยู่ในมือ กำลังเดินเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบด้วยสีหน้าที่ตึงเครียดและกังวลชัดเจนทางด้านหลังของโชนตะวัน มีนายกาจกับนายสืบสองคนงานชายฉกรรจ์ในไร่ที่ติดตามมาด้วย นายกาจกระชับปืนลูกซองยาวเรมิงตัน 870 แบบปั๊มแอ็กชั่น ส่วนนายสืบถือปืนพกสั้นแบบ 11มม. เหมือนกับโชนตะวัน“สถานการณ์เป็นยังไงบ้างลุงชุ่ม พบเห็นหนูรันหรือยัง แล้วลพหายไปไหนล่ะ?” เจ้าของไร่โชนตะวันที่ขยับปรี่เข้ามาแอบอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้กับลุงชุ่มเอ่ยถามออกมาเสียงเครียดขรึม ส่วนนายกาจกับนายสืบแยกย้ายกันไปแอบอยู่ทางด้านข้างเพื่อรอคอยคำสั่งอย่างเงียบงัน“ยังไม่พบเลยครับคุณโชน แม้แต่นายลาภิศก็ยังไม่เห็น ตั้งแต่มาก็เห็นเพียงคนของมันห้าคนที่กระจายกันเฝ้าอยู่ที่หน้ารีสอร์ทนั่นแหละครับ ส่วนลพมันแอบเข้าไปทางด้านหลังรีสอร์ท
หล่อนทวนคำตาลุกวาวแต่โชนตะวันรีบกล่าวอธิบายออกมาฉับพลันเพราะเกรงว่าจะเป็นการเข้าใจผิด“อย่าเข้าใจผิดครับหนูรันอารักหนูรันจริงๆนะครับและอาก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามความต้องการของหนูรันทุกประการเพียงแต่ว่าอารักและต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับคนท
แพรวหน้าซีดเผือดไปทันทีหล่อนตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้วทุกครั้งก่อนที่จะพาร่างข้ามไปยังรีสอร์ทแต่คาดไม่ถึงว่ากำแพงมีหูประตูมีช่องความลับไม่มีอยู่ในโลกเรื่องที่กระทำสักวันจะต้องถูกเปิดเผยออกมาความลับหากไม่ต้องการให้ถูกเปิดเผยมีอยู่เพียงหนทางเดียวคืออย่
“เฮ้ย...ลาภิศแกทำอะไรของแกหยุดเดี๋ยวนี้นะไอ้ลูกเลว”เสียงแหบห้าวดังขึ้นทางด้านหลังจากนั้นร่างของลาภิศจึงถูกกระชากออกมาจนพ้นร่างของหญิงสาวอย่างแรงเสียงผลั๊วะดังขึ้นอย่างถนัดถนี่เมื่อกำปั้นหนักๆต่อยโครมไปที่ใบหน้าของลาภิศจนร่างของเข
ทางด้านหน้าห้องร่างของกาจที่ยืนคุมเชิงระมัดระวังอยู่แม้ว่าลูกน้องทั้งสองคนของลาภิศที่คอยเฝ้าอยู่ที่หน้าห้องจะถูกลพและกาจจัดการจนสลบไสลไปแล้วแต่เพื่อความไม่ประมาทโชนตะวันจึงสั่งให้กาจคอยเฝ้าเอาไว้โดยมีเขาและลพสองคนเท่านั้นที่บุกเข้าไปในห้องในขณะที่กำลังจะเดินผ





![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

