LOGINคลับหรูใจกลางเมือง ผู้คนหนาแน่นอยู่ด้านล่าง แต่ในโซนกระจกชั้นบนที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของเจ้าของคลับ
ภีมในชุดเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอก นั่งเอนหลังพิงเบาะยาวอย่างสบายอารมณ์ เขายกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบเบาๆ สายตาหลังกรอบแว่นดูผ่อนคลายอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ข้างกายเขามีเพื่อนสนิทอีกสามคนนั่งล้อมวงกันอยู่
ดีแลน ประธานบริหารหนุ่มเจ้าของคลับแห่งนี้และเครืออสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ นั่งเอนหลังอยู่บนโซฟา
ไทเลอร์ เจ้าของสนามแข่งรถและธุรกิจนำเข้าซูเปอร์คาร์ นั่งไขว่ห่างรินเหล้าลงแก้วตัวเอง เสื้อเชิ้ตสีเข้มถูกปลดกระดุมลงมาสามเม็ดเผยให้เห็นแผ่นอกแน่น
ส่วน ภาคิน เจ้าของเครือโรงแรมหรูและคาสิโน นั่งยิ้มแพรวพราวอยู่อีกฝั่ง รูปร่างสูงโปร่ง แต่งตัวสบายๆ นิ้วเรียวยาวคีบบุหรี่ขึ้นมาจุด
"ลมอะไรหอบมึงออกจากคลินิกวะหมอ" ไทเลอร์ทักขึ้นเป็นคนแรก
"ปกติเรียกเท่าไหร่ก็บอกติดเคส ไม่ก็ต้องรีบกลับไปนอน วันนี้เสือกมานั่งดื่มกับพวกกูได้"
"เคสเสร็จหมดแล้ว" ภีมตอบเรียบๆ ยิ้มมุมปากน้อยๆ "อีกอย่าง... เมียไม่อยู่"
"อ้ออออ เมียไม่อยู่ ถึงว่าหน้าตาดูอารมณ์ดีแปลกๆ" ไทเลอร์พยักหน้ารับ ก่อนจะชี้ไปที่ลำคอของภีม
"แล้วนั่นคอไปโดนแมวที่ไหนข่วนมา"
ภาคินถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ สายตาแพรวพราวจ้องมองรอยข่วนบนคอภีมอย่างจับผิด
"แมวพันธุ์ไหนจะข่วนลึกขนาดนั้น" ภาคินแซวขึ้นทันควัน น้ำเสียงล้อเลียน
"ดูทรงแล้วน่าจะเป็นแมวยั่วสวาทมากกว่า เล็บยาวขนาดนี้ แถมรอยแดงที่ปกเสื้ออีก... หมอมันโดนเมียจัดหนักมาแน่ๆ"
"อือ" ภีมไม่ได้ปฏิเสธ เขายกแก้วขึ้นจิบเหล้ารสเข้มเข้าคอเรียวๆ
"ฝีมือพั้นซ์"
"โห้ ยอมรับหน้าตาเฉยเลย" ภาคินหัวเราะร่า
"ระดับหมอภีม ศัลยแพทย์ตกแต่งอันดับหนึ่ง โดนผู้หญิงข่วนคอจนเป็นรอย ถ้าคนไข้เห็นเขาไม่ตกใจกันหมดหรอ"
"คนไข้ไม่ถามหรอก และก็ห้ามถามด้วย" ภีมสวนกลับเรียบๆ แต่สายตาหลังกรอบแว่นแฝงคำขู่ไว้กลายๆ
"อีกอย่าง... รอยข่วนแค่นี้ แลกกับความฟิน ก็ถือว่าคุ้ม"
"เบาหน่อย คลั่งรักจนน่าหมั่นไส้" ไทเลอร์สบถเบาๆ พลางยกแก้วเพียวๆ ดื่มรวดเดียวหมด
"กูเห็นมึงช่วงนี้แล้วเลี่ยนว่ะ มีเมียแล้วเปลี่ยนไปเยอะนะมึง"
"มึงก็หาบ้างสิไอ้ไท" ภาคินหันไปพูดเย้าเพื่อน
"สนามแข่งมึงออกจะกว้าง พริตตี้ก็นมเป็นนม ตูดเป็นตูด เลือกสักคนมาควงแก้ขัดดิ"
"น่ารำคาญ น่าเบื่อ มีแต่พวกอยากได้เงินกูทั้งนั้น คุยไม่กี่คำก็อยากได้รถ อยากได้คอนโด กูรำคาญ"
"โห้ ตอนเขาอยู่กูไม่เห็นมึงพูดงี้เลย" ภาคินเอ่ยแซว
"แล้วที่ยังไม่เอาใครจริงจังเนี่ย..." ดีแลนที่นั่งเงียบอยู่นานเอ่ยขึ้น สายตาจ้องมองไทเลอร์
"เพราะยังไม่อยากมีใคร หรือลืมแฟนเก่าไม่ได้"
ไทเลอร์ชะงักมือที่กำลังจับขวดเหล้า ก่อนจะเค่นหัวเราะกลบเกลื่อน
"แฟนเก่าเหี้ยไร กูลืมไปนานแล้วเหอะ"
"ลืมแต่เสือกไม่ยอมลบรูปในโทรศัพท์" ภาคินได้ทีขยี้ซ้ำ ยิ้มกวนประสาท
"ไอ้ภาคิน มึงอยากปากแตกไหม" ไทเลอร์ชูหมัดขู่ หน้าตึงขึ้นมาทันที
"เรื่องของกู มึงไม่ต้องเสือก"
"เอ้า กูแค่ห่วงเพื่อน" ภาคินหัวเราะ ไม่ได้เกรงกลัวหมัดของไทเลอร์เลยสักนิด
"เห็นมึงเอาแต่บ้างาน ดริฟต์รถไปวันๆ นึกว่าเหงา"
"กูไม่เหงา และกูก็ชอบชีวิตแบบนี้" ไทเลอร์พูดตัดบท ก่อนจะหันไปหาดีแลนเพื่อเปลี่ยนประเด็น
"แล้วมึงล่ะไอ้ดีแลน ได้ข่าวว่าช่วงนี้เด็กนักศึกษาสาวที่มึงไปรับไปส่งถึงคณะเป็นยังไงบ้างวะ"
"แล้วมึงล่ะไอ้ดีแลน" ภาคินหันมาหาประธานบริหารคลับหนุ่มลุคเย็นชา
"เรื่องแม่สาวนักศึกษาคนนั้นน่ะ"
พอนึกถึงเรื่องนี้ ภีมก็หันไปมองดีแลนเช่นกัน
"เด็กคนนั้น รู้ตัวหรือยังว่ามึงตามเฝ้าอยู่"
"ยัง" ดีแลนตอบสั้นๆ สายตาที่เคยเย็นชากลับฉายแววอ่อนลงเล็กน้อย
"ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นมึงสนใจผู้หญิงคนไหน พอเจอเด็กมหาวิทยาลัยคนเดียว ถึงกับนั่งเพ้อทุกวัน"
"จริง" ไทเลอร์เสริม พลางแค่นหัวเราะ
"มัวแต่รอ ระวังหมาวัดหิ้วไปแดกนะมึง" ภาคินเตือน
"เด็กสมัยนี้ยิ่งไวไฟ อยู่ด้วย ไม่รีบเดี๋ยวก็โดนเด็กคณะเดียวกันคาบไปกินหรอก"
"ถ้าใครกล้าแตะ" ดีแลนสบตาเพื่อน นัยน์ตาสีเข้มวาวขึ้นด้วยความรุนแรง
"แค่เดินเข้าไปคุยก็ร้องละ"
"มึงคุยหรือมึงขู่เด็ก" ไทเลอร์หัวเราะขบขัน
"คนหนึ่งก็มีเมีย อีกคนก็แอบชอบนักศึกษา มีแต่ไอ้ภาคินเนี่ยแหละที่รอดตัวเดี่ยว"
"กูบอกแล้วไง ชีวิตโสดมันสบาย" ภาคินยกแก้วขึ้นชนกับไทเลอร์
"ไม่มีเรื่องปวดหัว ไม่มีใครมานั่งคุม"
"แล้วมึงล่ะภีม" ดีแลนหันมาถามศัลยแพทย์หนุ่ม
"เรื่องหมออัญ ย้ายเข้ามาทำงานที่คลินิกมึงแบบนี้ น้องพั้นซ์เขาไม่วีนแตกเหรอ"
"วีนสิ" ภีมตอบ ยิ้มมุมปากเบาๆ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์หน้าห้องตรวจ
"เมื่อบ่ายก็เพิ่งมาสร้างเรื่อง"
"เชี่ย! จริงดิ!" ภาคินทำตาโต สนใจขึ้นมาทันที
"ตบกันเลยป่ะมึง"
"ไม่ได้ตบ" ภีมจิบเหล้า
"พั้นซ์แค่ใช้คำพูดนิดหน่อย แต่อัญก็หน้าเสียจนเดินหนีไปเอง"
"น่าสนใจว่ะ" ไทเลอร์หัวเราะ
"กูชอบเมียมึงตรงนี้แหละไอ้ภีม ไม่ยอมคนดี ร้ายมาร้ายกลับ"
"น้องพั้นซ์เหมาะกับมึงที่สุดแล้ว แต่ก็ระวังอัญไว้หน่อยแล้วกัน"
"กูจัดการเองได้" ภีมตอบเสียงนิ่ง
ภีมใช้เวลาเก็บเอกสารบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน สายตาคมปรายมองแฟนสาวที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟาเป็นระยะ ท่าทางของพั้นซ์ดูผ่อนคลายเกินกว่าจะมีความผิดปกติใดๆ ภีมถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งใจทุกอย่างยังคงอยู่ในการควบคุม"เสร็จแล้วครับ กลับกันเลยไหม" ภีมคว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาถือไว้ เดินตรงไปหยุดยืนตรงหน้าเธอพั้นซ์ช้อนสายตาขึ้นมองเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ เธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วยันตัวลุกขึ้นยืน ระยะห่างระหว่างเขากับเธอชิดกันเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นหอมประจำตัวเธอลอยขึ้นมาแตะจมูกเขา ภีมยื่นมือออกไปหวังจะกุมมือเล็กของแฟนสาวตามความเคยชิน แต่พั้นซ์กลับก้าวถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งเพื่อจัดสายสะพายกระเป๋า ทำให้มือของเขาสัมผัสได้เพียงอากาศ"ไปกันเถอะค่ะ พั้นซ์เริ่มหิวแล้ว""อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวพี่พาแวะ" ภีมชะงักมือที่ค้างกลางอากาศเล็กน้อย ก่อนจะเก็บอารมณ์ไว้ใต้ท่าทีสุขุมแล้วเอ่ยถามเสียงนุ่ม"กินข้าวที่ห้องดีกว่าค่ะ พั้นซ์ซื้อของสดเข้าไปแช่ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"ภีมพยักหน้ารับ เดินนำเธอออกจากห้องทำงานและก้าวลงไปยังลานจอดรถด้านข้างคลินิก แล้วเปิดประตูฝั่งคนนั่งให้เธอเหมือนทุกครั้งพั้นซ์ก้าวขึ้นไปน
จราจรบนถนนสายหลักเริ่มติดขัดอย่างหนัก พั้นซ์หมุนพวงมาลัยรถยนต์ส่วนตัวด้วยสีหน้าขรึม วันนี้เธอมีนัดสำคัญกับซัพพลายเออร์เพื่อพูดคุยเรื่องการจัดส่งตัวยาล็อตใหม่สำหรับร้านขายยาของเธอ ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย แต่จังหวะที่กำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนเลน เครื่องยนต์กลับส่งเสียงกระตุกติดๆ กันสองสามครั้ง"เป็นอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย..." พั้นซ์บ่นพึมพำกับตัวเอง คิ้วสวยขมวดเข้าหากันยังไม่ทันขาดคำ สัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดขึ้นเตือนขึ้นพร้อมกันหลายจุด รถยนต์ชะลอความเร็วลงอย่างกะทันหันและดับแน่นิ่งอยู่บริเวณเลนซ้ายสุดพั้นซ์ถอนหายใจยาว พยายามกดปุ่มสตาร์ตซ้ำอยู่สองสามหน แต่ไม่มีท่าทีว่าจะติดเลย เธอจำใจเปิดไฟฉุกเฉินแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินจากศูนย์ซ่อมรถยนต์ทันที"อีกประมาณสี่สิบนาทีช่างถึงจะเดินทางไปถึงครับ" ปลายสายแจ้งกลับมาพั้นซ์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาด้วยความหงุดหงิด อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลานัดหมาย ถ้าต้องรถที่จะซ่อมเสร็จเมื่อไรก็ไม่รู้ เธอไม่มีทางไปทันนัดแน่ๆ สายตาหวานเหลือบมองออกไปนอกกระจกรถเพื่อสำรวจพื้นที่รอบข้าง ก่อนจะพบว่าจุดที่รถเธอมาเสียอยู่ตอนนี้ ห่างจ
หลังมื้ออาหารเย็นเสร็จสิ้นลงในเวลาเกือบสามทุ่ม ภากรและเรวตีเดินออกมาส่งที่หน้าประตูบ้าน ภากรหยุดยืนมองภีม ก่อนจะเอ่ยปากสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและไร้ช่องว่างให้ปฏิเสธ"ภีม ไปส่งหนูปริมด้วย"ภีมทำเพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ อย่างไม่มีทางเลือก เขาก้าวเดินไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้ปริมตามมารยาท ปริมยิ้มบางๆ แล้วหันไปยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคน "หนูกลับก่อนคะคุณลุง คุณป้า ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นค่ะ""อืม ฝากสวัสดีคุณพ่อด้วย แล้วก็ฝากบอกอีกว่าเรื่องสัญญาร่วมทุนโครงการใหม่ ฉันให้คนเตรียมเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว สัปดาห์หน้าคงได้เข้าไปคุยรายละเอียดกัน" ภากรทิ้งท้ายด้วยเรื่องงานที่แฝงความหมายบางอย่าง"ได้ค่ะคุณลุง หนูจะบอกคุณพ่อให้นะคะ"ปริมหันมามองภีมที่ยืนรออยู่ ปริมเดินไปที่รถหันมาไปยิ้มให้ภีม แล้วก้าวขึ้นไปนั่งตลอดระยะทาง แทบไม่ได้มีบทสนทนาอะไรเป็นพิเศษระหว่างทั้งสองคน ตลอดเวลาสิบเจ็ดปีที่รู้จักกันมาปริมรู้ดีว่าภีมไม่ชอบให้ใครมาถามจี้หรือยุ่งเรื่องส่วนตัว เธอระมัดระวังการวางตัวมาตลอดหลายปี เพราะมั่นใจว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปมีใครข้างนอก ตำแหน่งภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องเป็นของเธออยู่ดี
วันศุกร์ภีมเดินทางมาถึงตามนัดหมายภีมบอกกับพั้นซ์ ว่าต้องกลับมาทำธุระส่วนตัวของครอบครัว ซึ่งพั้นซ์ก็ไม่ได้ถามซักไซ้ การไม่ก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวคือหนึ่งในข้อของพั้นซ์ดีที่ภีมชอบ มันทำให้ชีวิตของเขาราบรื่น ไม่น่ารำคาญ และจัดการอะไรได้ง่ายดายรถยนต์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง ชายในชุดสูทเรียบร้อยสองคนก็ก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อมภีมก้าวลงจากรถ ปรับปกเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยถามน้ำเสียงราบเรียบ"คุณภากรอยู่ไหน""คุณภากรรออยู่ที่ห้องรับลองใหญ่ครับคุณภีม" ชายคนนั้นโค้งหัวตอบด้วยความสุภาพภีมพยักหน้ารับเบาๆ แล้วก้าวขาเดินเข้าไปตามทางเดินกว้างจนถึงห้องรับลองใหญ่ที่เปิดประตูทิ้งไว้เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน ชายวัยกลางคนรูปร่างภูมิฐานอย่าง ภากร ผู้เป็นพ่อของเขา นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ข้างกายมี เรวตี ผู้เป็นแม่ ภีมเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้า สายตาหันไปเห็น ปริยา หรือ ปริม ที่นั่งฝั่งตรงข้ามภากรและเรวตี ภีมนั่งลงข้างๆ ปริมบนโซฟา"คุณภากรเรียกผมมา มีอะไรหรือเปล่าครับ" ภีมเอ่ยถามผู้เป็นพ่อด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานภากรจ้องมองลูกชายเพียงคนเ
หลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์น่าคลื่นไส้เรื่องคลิปวิดีโอนั้น พั้นซ์ก็พึ่งมาสังเกตว่าเพลิงไม่ได้มาปรากฏตัวให้เธอเห็นไม่มีการส่งข้อความมากวนประสาทเธออีกเลยแม้ในใจจะยังรู้สึกงงๆ อยู่บ้าง นึกจะมาก็มา นึกจะหายไปก็หายไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ แต่พั้นซ์ก็ไม่ได้เก็บมาใส่หัวให้เปลืองพื้นที่ในสมอง คิดเสียว่ามันเป็นเรื่องดีที่สุดแล้วที่คนแบบนั้นยอมถอยและหายไปจากชีวิตเธอสักทีวันนี้พั้นซ์นัดกลุ่มเพื่อนสาวมาเดินช็อปปิ้งผ่อนคลายความเครียดที่ห้างกลางเมือง"ยัยนารานี่นะ พอมีแฟนแล้วก็ลืมเพื่อนไปเลย" เชอร์รี่บ่นอุบอิบขณะเดินถือถุงเสื้อผ้าแบรนด์เนมหลายใบในมือ"เอาน่าเชอร์รี่ เดี๋ยวเบื่อแฟนเมื่อไหร่ก็นึกถึงพวกเราเองแหละ" ไอริสหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมามองพั้นซ์ที่กำลังเลือกดูลิปสติกเคาน์เตอร์แบรนด์ "แล้วแก ล่ะพั้นซ์ ช่วงนี้เป็นไงบ้าง คุณหมอภีมยังดูแลดีเหมือนเดิมไหม"พั้นซ์คลี่ยิ้มออกมาบางๆ เมื่อนึกถึงศัลยแพทย์หนุ่ม "ก็ดี พี่ภีมเขาก็ดูแลดีตลอดนั่นแหละ""แหม ทำเป็นยิ้มหวาน อิจฉาคนมีแฟนเป็นหมอจริงๆ ทั้งหล่อ ทั้งเพียบพร้อม แถมยังดูรักแกมากด้วย" เชอร์รี่แซวขึ้นมา"เขาไม่ได้แค่ดูรักนะ ยัยหมอนั่นหลงพั้นซ์จะตายไป เท่า
ภีมค่อยๆ ถอนแกนกายออกอย่างช้าๆ หยาดน้ำรักหลั่งไหลซึมออกมา เขาไม่ยอมปล่อยให้คนในอ้อมแขนได้พักผ่อนเขาถอดแว่นออกวางไว้บนอ่างล้างหน้า สอดแขนประคองเอวสอบ แล้วดันร่างเปลือยเปล่าของพั้นซ์ให้เข้าไปภายในตู้อาบน้ำกระจกใสแผ่นหลังเนียนแนบชิดติดกับผนังกระจก ภีมเอื้อมมือไปเปิดฝักบัว สายน้ำรดลงมาชำระล้างคราบรักตามเรือนร่างของคนทั้งคู่ "พี่ภีม... พอแล้วมั้งคะ" พั้นซ์พึมพำ น้ำเสียงหอบโรยริน สองมือยันแผงอกกว้าง "พั้นซ์ขาอ่อนไปหมดแล้ว""ขาอ่อนก็เกาะผมไว้แน่นๆ สิครับ"ภีมตอบเสียงนิ่ง ก่อนจะซุกหน้าลงไปบดจูบปากอิ่มอย่างหนักหน่วง ลิ้นหนาแทรกซึมเข้าไปควานหาความหวานในโพรงปากอย่างหิวโหย บีบกระชับบั้นท้ายผายแล้วยกตัวเธอขึ้นสูง พั้นซ์รู้หน้าที่ สองขาเรียวรีบยกขึ้นเกี่ยวรัดรอบเอวสอบของเขาไว้ทันที ตัวตนที่ตึงแน่นขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง กดเบียดถูไถตรงปากทางรักที่ยังคงชุ่มฉ่ำภีมดันสะโพกส่งความแข็งขืนสอดใส่เข้าไปในกายสาวรวดเดียวจนสุดโคน"อื้อออ! พี่ภีม!" พั้นซ์แหงนคอ ร้องครางออกมา สองมือจิกเกร็งลงบนไหล่หนา"อาส์... พั้นซ์"เขาขบฟันแน่น นัยน์ตาจับจ้องใบหน้าสวย ก่อนจะเริ่มขยับเอวสอบตอกกระแทกเข้าออกในท่าอุ้มแตงแผ่นหลังข







