Share

บทที่ 5

Author: ลังกิต ปรมา
“เธอนี่มัน?!”ชมพูนุทแผดเสียงอย่างแหลมคม ชี้หน้าเธอราวกับว่าเธอเพิ่งก่ออาชญากรรมใหญ่โต ทั้งที่ดนัยทำอย่างระมัดระวังมากแล้ว “ตัดเล็บให้ฉันยังทำไม่ดีอีก!”

ทั้งห้องเงียบกริบลงทันที เหลือเพียงเสียงหัวใจของดนัยที่เต้นกระแทกอกอยู่ข้างใน

อิทธิพลหันมามองแวบหนึ่ง แค่พอเห็นว่าดนัยนั่งกองอยู่กับพื้น และชมพูนุทกำลังจับนิ้วมือตัวเองอย่างเล่นใหญ่

สีหน้าของอิทธิพลยังคงเรียบเฉย ไม่มีอารมณ์ใด ๆ ให้คาดเดาได้

ขณะที่อินทิรายิ้มมุมปาก สายตาของเธอชัดเจนมาก เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นแม่สามีของเธอที่จงใจสร้างเรื่องขึ้นมา

ลลิตา เด็กหญิงวัยห้าขวบคนนั้น ลุกขึ้นจากพรมทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลเมื่อเห็นดนัยล้มลง เธอกำลังจะวิ่งเข้าไปหา แต่เสียงของแม่เธอก็ตัดขึ้นมาอย่างเฉียบขาด

“ลลิตา นั่งลง” เสียงของอินทิราเย็นชาและหนักแน่น ไม่เปิดช่องให้โต้แย้ง

เด็กน้อยชะงัก มองแม่ของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับไปนั่งและแกล้งเล่นต่อ แม้สายตาของเธอยังคงเหลือบมองดนัยด้วยความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด

“ขอโทษค่ะ คุณแม่...” ดนัยพูดเสียงเบาพร้อมรีบลุกขึ้นยืนและก้มหน้าลงลึก “ดนัย ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ค่ะ”

“ไม่ได้ตั้งใจเหรอ? เธอสะเพร่าเอง ดนัย! หรือว่าเธอตั้งใจจะทำให้ฉันเจ็บ?” น้ำเสียงของชมพูนุทสูงขึ้น

“ไม่ใช่ค่ะ คุณแม่! ดนัยไม่ได้คิดแบบนั้นเลยค่ะ!” ดนัยพยายามอธิบาย กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “บางทีวันนี้ดนัยอาจจะเหนื่อยไปหน่อย ก็เลย...”

ชมพูนุทตัดบทเธอทันที

“เธอหมายความว่ายังไง? เธอจะบอกว่าเธอเหนื่อยเพราะทำงานที่มันเป็นหน้าที่ของเธออยู่แล้วอย่างนั้นเหรอ?”

ดนัยยังไม่ทันได้ตอบ เสียงของอินทิราก็แทรกขึ้นมาเร็วกว่าและเจ็บแสบกว่า

“นี่ ดนัย!” เธอเรียกด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “เธอต้องรู้จักเจียมตัวบ้างนะ ถ้าไม่ได้เกิดมาในครอบครัวมหาเศรษฐี อย่างน้อยก็ต้องรู้จักมารยาทบ้าง”

เธอโน้มตัวลงเล็กน้อย น้ำเสียงแหลมคมและทำให้อับอาย “ทำงานให้มันดี ๆ อย่าเอาแต่หาข้ออ้าง เธออยู่ในบ้านคนรวยนะ ไม่ใช่อยู่ในเล้าไก่”

ดนัยกัดริมฝีปาก กลั้นความเจ็บแสบที่จุกอยู่ในลำคอ ดวงตาก้มต่ำ แต่ในอกกลับเดือดพล่าน

_____

ดนัยถอนหายใจยาว สายตาว่างเปล่ามองทะลุไปยังลานกว้างของคฤหาสน์ ที่กว้างใหญ่แต่กลับทำให้รู้สึกอึดอัด

เมื่อครู่ เธอแค่ตั้งใจจะพักสักครู่ เพียงเอนตัวลงนอนและปรับลมหายใจให้สงบ แต่จะนอนหลับได้ยังไง ในเมื่อหัวของเธอเต็มไปด้วยเรื่องราว ความคิดหมุนวนไม่หยุด

ตั้งแต่คำดูถูกของบรรดาพี่สะใภ้ ความเย็นชาของแม่สามี ไปจนถึงคำสั่งของสามีที่ยังทิ่มแทงอยู่ในอก ให้เธอท้องกับผู้ชายคนอื่น

ภาพนั้นทำให้ท้องของเธอบิดเกร็ง ลำคอแห้งผาก

มือของดนัยหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวที่พิงอยู่กับผนังขึ้นมา เธอเริ่มกวาดลานบ้าน ไม่ใช่เพราะเป็นหน้าที่ แต่เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ความคิดของเธอไม่ระเบิดออกมา

การเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ ทำให้เธอสงบลงได้เล็กน้อย อย่างน้อยก็แค่ไม่กี่นาที

“ดนัย” เสียงทุ้มนั้นเรียกเบา ๆ แต่หนักแน่น

ดนัยหันไปโดยอัตโนมัติ ก่อนจะพบว่าอิทธิพลยืนอยู่ไม่ไกลจากเธอ เขาสวมสูทครบชุด มือทั้งสองข้างสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกง ใบหน้ายังคงเรียบเฉยเหมือนเช่นเคย

“ค่ะ พี่?” ดนัยเดินเข้าไปใกล้โดยยังคงกำไม้กวาดทางมะพร้าวไว้ เธอยืนตัวตรงต่อหน้าอิทธิพลพยายามทำให้ตัวเองดูพร้อม แม้หัวเข่าจะสั่นเล็กน้อย

“เธอจะว่างงานไปถึงเมื่อไหร่ หืม?”

ว่างงาน?

ดนัยก้มหน้าลง ชั่วขณะหนึ่ง อกของเธอแน่นขึ้นมา ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอดูแลบ้านทั้งหลัง ซักผ้า ทำอาหาร ทำความสะอาด ดูแลแม่สามี แม้กระทั่งทำมากกว่าคนรับใช้เสียอีก

แต่เธอรู้ว่าอิทธิพลไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น สิ่งที่ชายหนุ่มหมายถึงคืองานจริง ๆ งานที่ทำนอกบ้าน งานที่มีเงินเดือนและตำแหน่งชัดเจน

“ไม่รู้ค่ะ พี่” ดนัยตอบเสียงเบา นิ้วมือกำไม้กวาดแน่นขึ้น ราวกับเตรียมใจรับคำตำหนิต่อไป

“วุฒิการศึกษาของเธอยังอยู่ไหม?” อิทธิพลถามอีกครั้ง น้ำเสียงยังคงเรียบเฉยไร้อารมณ์

ดนัยพยักหน้าเบา ๆ “ยังอยู่ค่ะ พี่”

“งั้นไปแทนเลขาฉัน เธอลาคลอด”

ดนัยเงยหน้าขึ้นทันที มองอิทธิพลด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

“พะ-พูดจริงเหรอคะ พี่?” ลมหายใจของเธอสะดุด ดวงตาเบิกกว้าง

อิทธิพลไม่ได้ตอบเป็นคำพูด ชายหนุ่มเพียงมองเธอเรียบ ๆ แต่ก็ชัดเจนพอว่าเขาพูดจริง

“แต่ ดนัย...” หญิงสาววางมือลงบนอกที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ “ดนัย จบแค่อนุปริญญาเองนะคะ จะทำได้เหรอคะ พี่?”

“ฉันเป็นเจ้าของบริษัท” อิทธิพลตอบเสียงเรียบ ประโยคสั้น ๆ นั้นยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องถกเถียงอีก

ดวงตาของดนัยเปล่งประกายขึ้นทันที หลังจากหนึ่งปีเต็มที่รู้สึกไร้ค่า ถูกดูถูก และถูกปฏิบัติราวกับไม่มีคุณค่าใด ๆ โอกาสนี้ให้ความรู้สึกเหมือนถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่

“ถ้าทำได้จริงๆดนัยอยากทำค่ะ พี่...ดนัยอยากทำมาก ๆ!” เธอพูด แทบซ่อนความตื่นเต้นที่ล้นออกมาไม่อยู่

อิทธิพลพยักหน้าเล็กน้อย “ถ้าตกลง พรุ่งนี้เธอเริ่มงานได้เลย”

_____

คืนนั้น ห้องอาหารของครอบครัวเกียรติแน่นกว่าปกติ

เสียงช้อนส้อมกระทบกัน ไม่มีใครพูดอะไรจริงจัง จนกระทั่งอิทธิพลวางแก้วลงพร้อมเสียงกริ๊กเบา ๆ ทำให้ทุกคนหันไปมองโดยอัตโนมัติ

อิทธิพลมองไปทางชมพูนุทแล้วเหลือบมองดนัยที่นั่งอยู่ข้างมนูเพียงสั้นๆ

อิทธิพลกระแอมเบา ๆ ล้างคอหลังจากวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ

“ผมมีเรื่องจะบอก” เขาพูด น้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น พอจะทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารตึงเครียดขึ้นทันที

สายตาของชมพูนุทพุ่งตรงไปที่เขาทันที เช่นเดียวกับอินทิรารวมถึงน้องชายทั้งสองคนและสะใภ้ทั้งสอง เงียบไปครู่หนึ่ง ทุกคนรอฟัง

“มีอะไรจะพูดเหรอ อิทธิพล?” ชมพูนุทถามพลางเหลือบมองลูกชายคนโต

อิทธิพลเช็ดมุมปากด้วยผ้าเช็ดปาก “ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ดนัยจะไปทำงานที่ออฟฟิศ แทนเลขาของผมที่ลาคลอด”

ช้อนของมนูที่กำลังจะเข้าปากค้างอยู่กลางอากาศอินทิราสำลักเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าตกใจ เช่นเดียวกับกนกที่หันไปมองพี่เขยทันที

ชมพูนุทชะงักมือและยืดหลังตรง เตรียมจะประเมิน มองอิทธิพลราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

บรรยากาศแข็งขึ้นในทันที แต่อิทธิพลยังคงสงบนิ่ง ใบหน้าเย็นชา น้ำเสียงของเขาไม่เปิดพื้นที่ให้ต่อรอง

ในที่สุดกนกก็เอ่ยขึ้น เสียงเบาแต่ฟังออกว่าไม่พอใจ “พี่อิทธิพลพูดจริงเหรอคะ?”

อินทิราเสริมด้วยเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ไร้มารยาท “เอ่อ หมายถึง...ดนัยจะทำงานในบริษัทเกียรติได้เหรอคะ? แถมยังเป็นตำแหน่งเลขาอีก?”

ชมพูนุทหรี่ตาลง “อิทธิพล อย่าตัดสินใจผลีผลาม มีผู้สมัครอีกตั้งมากที่มีประสบการณ์มากกว่า อีกอย่าง—”

“ตัดสินใจไปแล้วครับ” อิทธิพลตัดบทเสียงเรียบ ทำให้ชมพูนุทเงียบลง เป็นเรื่องหายากมากที่มีคนกล้าขัดคำพูดของเธอ แต่คนนี้คือ อิทธิพล

ดนัยที่ตั้งแต่เมื่อครู่ก้มหน้าและแทบไม่กล้าเงยขึ้นมา บีบชายกระโปรงยาวของตัวเองแน่น เธอรู้สึกได้ว่าสายตาทุกคู่กำลังทิ่มแทงมายังเธอ

แต่อิทธิพลชายคนนั้นไม่ได้หันมามองเธอเลยสักนิด เขายังคงรักษาสีหน้าเย็นชาเอาไว้

สุดท้ายชมพูนุทก็เปลี่ยนสายตามายังดนัย “เธอแน่ใจเหรอว่าทำงานได้? อย่าไปแล้วสร้างแต่ความวุ่นวายล่ะ”

มนูกลืนน้ำลาย เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจ หากวันหนึ่งดนัยก่อเรื่องจนทำให้เขาขายหน้าต่อหน้าพี่ชาย แต่เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปาก

ในที่สุดอิทธิพลก็เอนหลังพิงเก้าอี้ เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นอีกครั้ง “ผมไม่เลือกพนักงานแบบส่งเดช ถ้าผมบอกว่าทำได้ ก็แปลว่าเธอทำได้”

ทุกคนเงียบลง

มีเพียงดนัยที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งกลัว ประหม่า และแอบซาบซึ้งเล็กน้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีใครสักคนปกป้องเธอในบ้านหลังนี้

อิทธิพลไม่ได้มองเธอ แต่ประโยคนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเกราะคุ้มกันที่ดนัยไม่เคยได้รับมาตลอด

มื้อค่ำดำเนินต่อไป แต่บรรยากาศเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีใครกล้าโต้แย้งเมื่อพี่ชายคนโตเปิดปากพูด แม้แต่แม่ของเขาเอง

“พี่พูดจริงเหรอคะ? จะให้ดนัยเป็นเลขาส่วนตัวของพี่?” อินทิราถามทันทีที่ประตูห้องปิดลง มื้อค่ำจบแล้ว และพวกเขากลับมาที่ห้อง

“ชั่วคราว” อิทธิพลตอบสั้น ๆ ก้าวเดินอย่างมั่นคงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อวางนาฬิการาคาแพงของเขาไว้ตรงนั้น

อินทิราหัวเราะเบาๆ

“ถึงจะชั่วคราว... ก็เถอะค่ะ” คิ้วข้างหนึ่งของเธอเลิกขึ้นอย่างเย้ยหยัน “ดนัย จบแค่อนุปริญญาเองนะคะ พี่คาดหวังอะไรจากผลงานของคนจบอนุปริญญาเหรอคะ? หืม?”

เธอขยับเข้าไปใกล้เล็กน้อย น้ำเสียงยิ่งดูถูกมากขึ้น “เลขาของพี่ที่ลายังจบปริญญาโทเลย แต่ตอนนี้พี่กลับลดระดับลงมาเป็นดนัยเนี่ยนะ?”

อินทิราส่ายหน้า ยิ้มบาง ๆ เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย “ความสามารถของเธอก็มีแค่ทำกับข้าว ล้างจาน แล้วก็เก็บกวาดบ้านเท่านั้นแหละ งานออฟฟิศน่ะเหรอ? ไม่เหมาะสุด ๆ!”

อิทธิพลยังคงเงียบ ไม่ตอบโต้คำเยาะเย้ยเหล่านั้นแม้แต่คำเดียว เขาเพียงปรายตามองอินทิราอย่างเย็นชาผ่านเงาสะท้อนในกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง ขณะถอดนาฬิกาข้อมือออก

ในที่สุดเสียงของอิทธิพลก็ดังขึ้น ต่ำ เรียบ แต่ตบหน้าได้โดยไม่ต้องขึ้นเสียง “อย่าเอามาตรฐานแคบ ๆ ของเธอไปวัดความสามารถของคนอื่น”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เสพติดอ้อมกอดพี่เขย   บทที่ 30

    อิทธิพลเพิ่งมาถึงห้องทำงานของเขา พร้อมกับถือบันทึกสัดส่วนร่างกายของดนัยมาอย่างครบถ้วนฝีเท้าของเขาเชื่องช้า แต่ยังคงหนักแน่นขณะเดินไปยังโต๊ะทำงาน วางบันทึกนั้นลงบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดไอแพดของตัวเองเขาเปิดแอปดูกล้องวงจรปิดทุกมุมในคฤหาสน์ รวมถึงห้องที่ก่อนหน้านี้เขาใช้ร่วมกับดนัยด้วยจุดประสงค์ของเขาคือการลบภาพบันทึกในนั้น ลบสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคนแม้ความจริงแล้ว จะมีเพียงเขาคนเดียวที่เข้าดูกล้องวงจรปิดพวกนั้นได้ สมาชิกครอบครัวคนอื่นก็ไม่ได้สนใจภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดเท่าไรนัก รวมถึงตัวเขาเองด้วยภาพจากกล้องวงจรปิดอาจถูกเปิดดูในกรณีที่มีขโมย หรือมีเรื่องเร่งด่วนอื่น ๆ แต่ครั้งนั้นที่เขาเปิดดู ก็เพียงเพราะอยากจับตาดูดนัยเท่านั้นครืดดโทรศัพท์ของอิทธิพลสั่น มีสายเรียกเข้า ชายหนุ่มรีบหยิบของบาง ๆ นั้นออกจากกระเป๋ากางเกง และเห็นชื่อ ‘จูเลียน’ ปรากฏอยู่บนหน้าจอในฐานะคนโทรเข้าโดยไม่รอนาน เขาก็เลื่อนไอคอนสีเขียวบนหน้าจอ ก่อนจะแนบโทรศัพท์เข้ากับข้างหู“เมื่อกี้นายส่งอะไรมาให้ฉัน อิทธิพล?” จูเลียนถามจากปลายสาย“นายอ่านหนังสือไม่ออกหรือไง?” อิทธิพล

  • เสพติดอ้อมกอดพี่เขย   บทที่ 29

    “พี่มาทำอะไรที่นี่คะ?” เสียงของดนัยแผ่วเบาอิทธิพลไม่พูดอะไร ตรงกันข้าม ชายหนุ่มก้าวเข้าไปหาหญิงสาว แล้วยืนอยู่ตรงหน้าเธอพอดี“ถ้าต้องการให้ช่วยก็บอกมา” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปที่โต๊ะแล้วหยิบของบางอย่างจากตรงนั้น ของของเขาเอง เป็นแหวนแต่งงานที่ลืมไว้ตั้งใจลืมไว้เหรอ? ใช่ เพราะเขาคาดไว้แล้วว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นพอเขาหันกลับมาอีกครั้ง สายตาของเขาก็สบเข้ากับดวงตากลมโตของดนัย“พี่ทำได้เหรอคะ?” หญิงสาวถามอย่างไม่อยากเชื่ออิทธิพลยิ้มมุมปาก “เธอดูถูกฉันเหรอ?”นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิทธิพลตัดเย็บเสื้อผ้าเอง และก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นคนในครอบครัวถูกภรรยาของเขาวัดตัว รวมถึงตัวเขาเองด้วยเพราะงั้น อิทธิพลจึงพอรู้ไม่มากก็น้อยว่าต้องทำยังไงเขาก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่พูดอะไร ท่าทางของเขาสงบนิ่ง แต่วิธีที่เขามองกลับทำให้อากาศในห้องเหมือนบางลงมือของอิทธิพลยื่นออกไป คว้าสายวัดจากมือดนัย“พี่... จะทำอะไรคะ?” ดนัยถามเสียงเบา ฟังดูกังวล“วัดตัว” อิทธิพลตอบสบาย ๆ ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกเขาเอียงศีรษะเล็กน้อย มองดนัยลึก ๆ ก่อนจะพูดต่อ “เธอบอกว่าทำไม่ได้ใช่ไหม? งั้นให

  • เสพติดอ้อมกอดพี่เขย   บทที่ 28

    “ขอบคุณที่ต้อนรับผมอย่างดีนะครับ คุณอิทธิพล” ตรัยพูดอย่างจริงใจ พลางจับมืออิทธิพล ก่อนจะขอตัวกลับหลังจากคุยเรื่องโปรเจกต์งานของพวกเขาเสร็จ“ยินดีครับ ผมดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับคุณ” อิทธิพลตอบ จากนั้นเขาก็ดึงมือขวากลับมา แล้วสอดเข้าไปในกระเป๋ากางเกงทั้งสองคนหันกลับไปมองผู้หญิงสองคนที่ถูกย้ายไปนั่งโซฟาอีกตัว เพื่อให้คุยกันสองคนได้สบายขึ้น“เธอเป็นเลขาส่วนตัวของคุณเหรอครับ?” ตรัยถามอย่างสงสัยอิทธิพลพยักหน้าเร็ว ๆ “ใช่ เธอยังใหม่อยู่ ทำงานมาเกือบสามสัปดาห์เอง”“ว้าว ดีมากเลยนะครับ เธอเพิ่งเป็นเลขาได้สามสัปดาห์ แต่ดูเป็นมืออาชีพมาก เป็นไปได้ไหมว่าเธอจบจากมหาวิทยาลัยดัง หรือก่อนหน้านี้มีประสบการณ์ในสายงานนี้อยู่แล้ว?” ตรัยถามต่ออิทธิพลยิ้มบาง ๆ แล้วส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่ใช่ เธอเพิ่งทำงานครั้งแรก และได้ตำแหน่งเลขาเลย บังเอิญด้วยว่าเธอจบแค่ระดับ D3”ดวงตาของตรัยเบิกกว้างด้วยความตกใจ “ว้าว ผมนึกว่าพื้นฐานการศึกษาและประสบการณ์ของเธอสูงมากซะอีก สำหรับเลขาใหม่ เธอถือว่าทำได้ดีมากจริง ๆ”“จริงครับ” อิทธิพลตอบ ยิ้มบาง ๆ โดยไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม “ผมเองก็ยอมรับเรื่องนั้น”

  • เสพติดอ้อมกอดพี่เขย   บทที่ 27

    บ่ายวันนั้น ช่วงพักกลางวัน อิทธิพลอยู่ในห้องทำงานเพียงลำพัง ดนัยออกไปก่อนแล้ว เพื่อไปกินมื้อกลางวันที่โรงอาหารของออฟฟิศตั้งแต่เหตุการณ์บนถนนเมื่อเช้า ความคิดของเขาก็ไม่สงบเลย คำพูดของดนัยที่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเธอรักสามีของตัวเอง ยังคงก้องอยู่ในหัวของอิทธิพลไม่หยุดมีบางอย่างทิ่มแทงอีโก้ของเขา ทรมานเสียด้วยซ้ำเป็นไปได้ยังไง หลังจากคืนเร่าร้อนที่พวกเขาใช้ร่วมกัน ดนัยยังพูดได้อีกว่าเธอรักมนู?ผู้ชายที่ไม่เคยรักเธอเลย ผู้ชายที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับเธอและที่แย่ยิ่งกว่านั้น คำขอไร้เหตุผลของมนูที่ให้ดนัยตั้งท้องกับผู้ชายคนอื่น ควรจะมากพอที่จะทำให้ใครก็ตามตาสว่าง แต่ไม่ใช่กับดนัยความรักของเธอมันลึกซึ้งขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงทำให้เธอตาบอด? หรือผู้หญิงคนนั้นชินกับการเจ็บปวดมากเกินไป จนลืมวิธีเลือกตัวเองไปแล้ว?ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูจากด้านนอกทำให้ภวังค์ของอิทธิพลสะดุดลงชั่วขณะเมื่อประตูเปิดออก เขาก็เห็นรัตน์ปรากฏตัวพร้อมไอแพดในมือ เพื่อรายงานตารางงานล่าสุดของอิทธิพลในวันนี้ที่แน่นเอี๊ยด“วันนี้มีนัดประชุมกับผู้อำนวยการเลนฟอร์ดครับ ท่านจะมาถึงตอนบ่ายสาม และผมเตรียมห้องรับรองไว้

  • เสพติดอ้อมกอดพี่เขย   บทที่ 26

    “ทะ-ทำไมพี่อิทธิพลถึงถามแบบนั้นคะ?” ดนัยกำกระโปรงที่ตัวเองใส่อยู่แน่น“ฉันแค่ถามเฉย ๆ แต่ถ้าเธอไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร” อิทธิพลตอบอย่างใจเย็น แล้วกลับไปจดจ่อกับถนนตรงหน้าดนัยก้มหน้าลง ถ้าเธอไม่ตอบคำถามของพี่เขย บางทีต่อไปอาจเกิดความเข้าใจผิดก็ได้ เพราะงั้นตอบไปน่าจะดีกว่า“ตอนแรกอาจจะไม่ค่ะ เพราะนี่เป็นการแต่งงานที่เกิดจากการคลุมถุงชน แล้วก็เป็นพินัยกรรมของคุณปู่เกียรติด้วย” หญิงสาวพูดช้า ๆ อย่างควบคุมอารมณ์อิทธิพลฟังโดยไม่ขัดแม้แต่น้อย พอไฟแดงข้างหน้าสว่างขึ้น เขาจึงต้องหยุดรถ ระหว่างรอคำตอบของดนัยและรอไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว“แล้วตอนนี้ล่ะ?” อิทธิพลมองดนัยเต็มตา ขณะที่สายตาของเธอยังคงมองตรงไปข้างหน้า“ตั้งแต่ได้เป็นภรรยาของพี่มนูอย่างถูกต้อง ฉันก็พยายามมาตลอดที่จะรักสามีของตัวเอง จนกระทั่งความรู้สึกนั้นมันเติบโตขึ้นจริง ๆ” ดนัยพูดต่อ ก่อนจะยิ้มอย่างขมขื่น“ฉันเคยจินตนาการด้วยซ้ำค่ะ ถึงขั้นเคยอยากมีลูกกับพี่มนู ฉันเคยคิดไว้แล้วว่าลูกของฉันจะหล่อหรือสวยขนาดไหน”มือของอิทธิพลที่จับพวงมาลัยค่อย ๆ กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่สายตาของชายหนุ่มยังคงมองตรงไปที่ดนัย รอฟังคำตอบต่อไป“จู่ ๆ

  • เสพติดอ้อมกอดพี่เขย   บทที่ 25

    เช้าวันนั้น อาหารเช้าก็เหมือนเดิม เงียบ และค่อนข้างตึงเครียด มีเก้าอี้ว่างอยู่หนึ่งตัว เป็นที่กมลของลูกชายคนรองของครอบครัวนี้“เมื่อคืนกลับมากี่โมง?” ชมพูนุทมองอิทธิพลลูกชายคนโตของเธอ“สี่ทุ่มครับ” อิทธิพลตอบสั้น ๆ โดยไม่หันไปมองสายตาของชมพูนุทจึงเลื่อนไปที่ดนัย “เธอก็ด้วยเหรอ ดนัย?”หญิงสาวพยักหน้าพร้อมยิ้มบาง ๆ “ค่ะแม่”มนูกับกนกหันไปมองดนัยทันที แปลว่าเมื่อคืนตอนที่เขากำลังมีอะไรกับกนก ภรรยาของเขาก็กลับมาแล้วงั้นเหรอ?แต่ทั้งคู่ก็ยังทำตัวเป็นปกติ เพราะเมื่อคืนไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาทำแบบนั้น และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้“เดือนหน้ามีงานใหญ่ของครอบครัว เพราะงั้นแม่อยากให้พวกเธอทุกคนช่วยกันเตรียมงานนี้เหมือนเดิม ตัดชุดให้เข้ากับเดรสโค้ด” ชมพูนุทพูดกับลูก ๆ และลูกสะใภ้“ให้ทำที่บูติกของเธอนะ อินทิรา” ชมพูนุทพูดต่อ พลางมองลูกสะใภ้คนโตของเธออินทิราสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแม่สามีด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “ค่ะแม่ เดี๋ยวอินทิราจะจัดตารางวัดตัวให้ทีหลังนะคะ”กนกกระแอมเบา ๆ “ทำไมไม่ให้แต่งอิสระไปเลยล่ะคะแม่? นาน ๆ ที ขอแค่ยังใส่เป็นคู่กับแฟนตัวเองก็พอ”“แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status