Se connecter– บทที่ 3 –
หานฟางเซียนที่ได้ยินแบบนั้นก็ปรายตามองบุตรสาว
ใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานและมีเมตตาอยู่เหมือนเดิม เจ้าลูกคนนี้ สร้างเรื่องให้นางอีกแล้ว“เยว่เอ๋อร์ยังเป็นเด็ก คุณหนูรองอย่าได้ถือสาเลย เดี๋ยวแม่รองจะสั่งสอนนางเอง”
ผู้ที่เป็นหัวข้อสนทนาเอาแต่นั่งก้มหน้าลงอย่างรู้ความผิด ครั้งนี้เป็นนางที่ผิดจริง ๆ ถูกต่อว่าเช่นนี้ต่อหน้าบิดา วันหน้านางคงต้องลำบากอย่างแน่นอน
“เด็กหรือ? อีกไม่นานนางก็สามารถแต่งออกไปได้แล้ว
นี่ยังนับเป็นเด็กหรือไม่ น้องชายของนางอายุเท่านี้ยังรู้มารยาทมากกว่านาง” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “หากแม่รองสั่งสอนนางมิได้ ให้ข้าสั่งสอนนางให้ดีหรือไม่!!”หานฟางเซียนราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ หันหน้าไปมองผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าที่เศร้าสร้อยเพื่อเรียกร้องความสงสารจาก
ผู้เป็นสามี ทว่านางก็ได้รับเพียงแววตาที่เรียบเฉยกลับมาเท่านั้น“ไม่ต้องให้ถึงมือเจ้า เดี๋ยวกลับไปข้าจะสั่งสอนนางเอง” นางฝืนยิ้มออกมาให้ที่สุด
ลี่ฮวาได้แต่ยกยิ้มในใจ คิดจะหาทางทำให้นางอาละวาดเหมือนแต่ก่อนหรือ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก
“สั่งสอนนางไปก็เท่านั้น มิสู้ให้นางคัดตำรามารยาทเสียหลายบทหน่อย อาจจะซึมซับเข้าหัวนางบ้าง” ที่นางกล้าทำเช่นนี้ก็เพราะรู้ว่าอย่างไรบิดาก็ไม่มีทางต่อว่านางแน่นอน ออกจะชอบใจเสียด้วยซ้ำที่บุตรสาวเช่นนางรู้ความมากขึ้น แต่ความลำบากจะไปตกที่สองแม่ลูกนั่น คนแม่ก็ไม่รู้จักสั่งสอน คนลูกก็ไม่รู้ความ
“ดี หากเจ้าสั่งสอนนางไม่ได้ ก็ทำตามที่ฮวาเอ๋อร์เสนอมาเถิด ให้นางคัดตำรามารยาทมาสิบจบ” ผู้เป็นพ่อเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “กินข้าวกันเถิด”
ทุกคนลงมือรับประทานอาหารกันอย่างเงียบ ๆ ไม่มีบทสนทนาใดขึ้นมาอีกจนมื้ออาหารจบลง สตรีคนเดิมก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณหนูรอง เมื่อหลายวันก่อนที่ไปงานชมบุปผาตระกูลจู เห็นเยว่เอ๋อร์มาเล่าให้ฟังว่าเจ้าเข้าไปทักทายคุณหนูจู ซ้ำยังพูดคุยกันอย่างสนิทสนม แล้วยังนัดหมายกันว่าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกด้วยกัน”
“เป็นเช่นนั้น”
นางเงยหน้าขึ้นไปมองสตรีที่เอ่ยปากด้วยสายเรียบนิ่ง แล้วเอ่ยออกมาเพียงสั้น ๆ คนผู้นี้ต้องการอันใด นางรู้ดีที่สุด
“มิสู้พาเยว่เอ๋อร์ไปด้วยดีหรือไม่” นางยกยิ้มกลวง ๆ ส่งไปให้เด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม และหันไปถามความเห็นสามีที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ “นายท่านคิดว่าดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ดี ทำความรู้จักกันไว้หน่อยก็ดี เจ้าก็พาน้องไปด้วยแล้วกัน” ยิ่งบุตรสาวของเขารู้จักกับคนใหญ่โตมากเพียงใด โอกาสต่าง ๆ ของเขาก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย สกุลจูมีบุตรชายหลายคน บุตรสาวของเขาได้แต่งงานด้วยถือว่าเป็นเรื่องดี
“เจ้าค่ะ” นางตอบรับอย่างว่าง่าย เพราะรู้อยู่แล้วว่าท้ายที่สุดก็ต้องเป็นเช่นนี้
เมื่อพูดคุยกันเสร็จจบ ต่างก็พากันแยกย้ายไปที่เรือนของตนเอง แต่หงลี่ฮวาและหงจินเยว่ต้องเดินกลับทางเดียวกัน ระหว่างทางลี่ฮวาจึงได้เอ่ยบอกเรื่องนัดหมายในวันพรุ่งนี้
“พรุ่งนี้ต้นยามซื่อ (09:00-10:59) มาพบกันที่หน้าประตูใหญ่ และตำราที่ท่านพ่อสั่งให้เจ้าคัดต้องเสร็จก่อนออกเดินทาง” เมื่อพูดธุระของตนจบ ก็เดินออกไปโดยไม่สนใจคนที่ยืนกำมือแน่นเพราะความโกรธเลยแม้แต่น้อย
เมื่อถึงเวลานัดหมาย จินเยว่ก็ออกมารอพี่สาวตั้งแต่เช้าก่อนเวลานัดหมาย พร้อมกับตำรามารยาทสิบเล่มที่บิดาให้คัด เมื่อเห็นว่าพี่สาวเดินมา นางจึงต้องย่อกายคำนับอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“คารวะพี่รอง”
ลี่ฮวาเดินมาถึงประตูใหญ่ก็พบว่าน้องสาวมารออยู่ก่อนแล้ว นางปรายตามองตำราที่อยู่ในมือของสาวใช้ของจินเยว่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างไม่สนใจ “ไปกันเถิด”
นางเดินนำไปขึ้นรถม้า ก่อนที่จินเยว่จะรีบตามขึ้นไป เพราะกลัวจะถูกทิ้งเหมือนวันนั้นอีก รถม้าตกอยู่ในความเงียบตลอดการเดินทาง ไม่มีผู้ใดคิดที่จะเอ่ยปาก
จนกระทั่งรถม้าเคลื่อนตัวมาถึงร้านน้ำชาหมอหมื่นลี้
รถม้าก็ได้หยุดลง “ที่นี่แหละ ไปกันเถิด”นางเดินนำคนทั้งหมดเข้าไปในร้าน และเอ่ยแจ้งกับเสี่ยวเอ้อ
ที่ออกมาต้อนรับ “ข้ามาพบคุณหนูจู”“เช่นนั้นคุณหนูตามข้าน้อยมาเลยขอรับ” เขารีบพาคุณหนูทั้งสองเดินขึ้นไปห้องส่วนตัวที่ชั้นสองทันที
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ประตูห้องจะถูกเปิดออกโดยคนด้านใน ปรากฏร่างหญิงสาวที่นั่งอยู่ ใบหน้าประดับไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และร้องเรียกคนที่มาใหม่อย่างเป็นกันเอง
“น้องหญิง! มาแล้วหรือ”
“คุณหนูจู” สองพี่น้องเอ่ยทักทายหญิงสาวตรงหน้า ทำให้ซินหยานเพิ่งรู้ตัวว่ามีคนตามลี่ฮวามาด้วย
“เจ้าคือผู้ใด” นางตวัดสายตาไปมองสตรีผู้นั้นอย่างไม่พอใจ นางเป็นผู้ใดกันถึงขั้นตามมาด้วยเช่นนี้
“ข้าเป็นน้องสาวของพี่รอง นามว่าหงจินเยว่เจ้าค่ะ” นางเอ่ยด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม พยายามทำตัวให้เรียบร้อยและว่าง่ายเพื่อให้ถูกใจคนตรงหน้า
“ผู้ใดเชิญเจ้ามา” นางบอกไปอย่างไม่ไว้หน้า
“เอ่อ...” ใบหน้าของนางแข็งค้างทันที ด้วยไม่คิดว่านางจะร้ายกาจถึงขั้นไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ นางมองไปทางลี่ฮวาเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าก็ได้รับการเมินเฉย
“คิดว่าเป็นน้องสาวของน้องหญิงแล้วข้าจะยอมคบหากับเจ้าหรือ” เมื่อเห็นท่าทีนิ่งเฉยของลี่ฮวา นางก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำอย่างแน่นอน และนางจะขับไล่สตรีน่ารำคาญผู้นี้แทนน้องหญิงของนางเอง
“ข้าเพียงแค่อยากรู้จักกับคุณหนูจูเท่านั้น จึงได้ตามมาด้วย” นางเอ่ยออกมาอย่างจริงใจเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่านางนั้นมีความตั้งใจที่จะทำความรู้จักมากเพียงใด
“ข้ามิได้อยากรู้จักเจ้า” นางตอบอย่างไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย สตรีตรงหน้ามีท่าทีเสแสร้งเช่นนี้ จะให้นางทำใจคบหาได้อย่างไร
“แต่...” ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยอะไรออกมา ซินหยานก็เอ่ยตัดบททันที
“ออกไป อย่ามารบกวนเวลาของข้ากับน้องหญิง” นางเอ่ยโดยไม่ได้หันไปมองหน้าคนที่พูดด้วย แต่ทำการเดินไปจับมือของลี่ฮวาให้มานั่งลงที่โต๊ะด้วยกัน
“เจ้า!!” จินเยว่ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ก็ยกมือขึ้นชี้หน้าสตรีทั้งสองด้วยความโมโห ก่อนจะเดินออกไปจากห้องนี้อย่างเสียหน้า กล้าทำนางขายหน้าถึงขั้นนี้เลยหรือ ได้!! นางจะทำให้หงลี่ฮวาและจูซินหยานขายหน้ายิ่งกว่านี้
“ข้าไม่ทำให้เจ้าเดือดร้อนใช่หรือไม่” นางหันไปเอ่ยถามสหายอย่างเป็นห่วง นางรู้ว่ามารดาของลี่ฮวาเสียไปตั้งแต่นางยังเด็ก และมีฮูหยินรองมารดาของสตรีเมื่อครู่เลี้ยงดู หากนางทำอะไรรุนแรงไป อาจจะทำให้สหายคนใหม่ของนางเดือดร้อนได้
“ไม่หรอก คนในจวนไม่มีผู้ใดกล้าทำอันใดข้า” นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ คนเหล่านั้นทำได้เพียงลอบกัดนางลับหลังเท่านั้น อย่างเช่นต้องการฆ่านางให้ตายโดยการผลักน้ำตกน้ำอย่างไรเล่า
“ดียิ่ง ๆ” นางเอ่ยออกมาอย่างชอบใจ นี่สิถึงจะเป็นสหายของนางได้
ลี่ฮวาเพียงยกยิ้มส่งไปให้เท่านั้น ก่อนจะจัดการรินชาให้ตนเอง แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินคำถามของสหายคนใหม่
“ข้าขอถามอันใดได้หรือไม่” นางเงียบรอคำตอบอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าคนตรงข้ามพยักหน้าอนุญาต จึงเอ่ยถามต่อ “เรื่องที่เจ้าตกน้ำน่ะ”
นางได้ยินเรื่องนี้บ่อย ๆ ตอนสองเดือนก่อนหน้าเวลาออกไปเดินเล่นข้างนอก ข่าวที่ถูกปล่อยออกมาคือลี่ฮวาออกไปนัดพบกับบ่าวในจวน จึงทำให้พลัดตกลงไปในน้ำ นางไม่รู้ว่าเรื่องนี้สามารถเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน แต่ก็มีอีกข่าวว่านางเพียงออกไปเดินเล่นเท่านั้น ทว่ามีคนในจวนคิดร้ายกับนาง จึงมาลอบทำร้ายโดยการผลักนางตกลงไปในน้ำ
“มีคนผลักน่ะ” นางตอบอย่างไม่ปิดบัง ก่อนจะถามซินหยาน
กลับบ้าง “เจ้าสนใจเรื่องบ้านอื่นเช่นนี้ด้วยหรือ ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่สนใจเรื่องราวของผู้อื่นเสียอีก”“ฮ่า ๆ ในอนาคตเรื่องราวเหล่านี้อาจจะมีประโยชน์ก็ได้” นางแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ นางก็เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่ชื่นชอบเรื่องสนุกของชาวบ้าน เพียงแต่นางไม่ชอบวุ่นวายกับคนอื่นเท่านั้น
“รู้หรือไม่ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด” นางยังไม่ลืมที่จะถามเรื่องที่คุยค้างกันเอาไว้ก่อนหน้า
“ไม่” ตอนนี้นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ แต่นางจะต้องหาคนลงมือให้ได้ นางไม่มีทางปล่อยให้คนผู้นั้นลงมือได้เป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไป” นางถามอย่างสนใจ ในจวนของนางไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ขึ้นในจวนเลย อาจเป็นเพราะนางเป็นสตรีคนเดียวในจวน และท่านพ่อมีมารดาของนางเป็นภรรยาเพียงคนเดียว
“คงต้องระวังตัว และสืบหาคนทำอย่างลับ ๆ” นางคงต้องไปเข้าเฝ้าฮองเฮาสักครั้ง เรื่องนี้นางจะลงมือเพียงคนเดียวไม่ได้ มันอันตรายเกินไป จำเป็นต้องมีคนคอยช่วยเหลืออย่าง
ลับ ๆ และคนในวังผู้นั้นก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมาก“หากมีอันใดให้ข้าช่วยก็บอกได้ ข้าพร้อมช่วยเจ้าเสมอ” นางส่งยิ้มไปให้ พลางยืนมือไปคีบขนมกุ้ยฮวาไปวางไว้บนจานของสหาย
“ขอบคุณ” นางยิ้มขอบคุณออกมาจากใจจริง แต่นางก็ไม่ได้คิดจะให้จูซินหยานช่วยเรื่องนี้หรอก เพราะมันอันตรายเกินไป คงต้องพึ่งพาคนที่มีความสามารถมากกว่านี้
“เอาล่ะ อย่าพูดเรื่องเคร่งเครียดเลย เรามาดื่มชากันเถิด ค่อยออกไปเดินซื้อของด้านนอก” นางชวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพราะกลัวว่าเรื่องนี้จะเครียดไปสำหรับการพบกันครั้งแรก
“ได้” นางตอบตกลงในทันที เพราะนางก็ยังได้เคยออกมาเดินดูของข้างนอกเหมือนกัน ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาเอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือน
ทั้งสองดื่มชาต่อและพูดคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนจะชวนกันออกไปเดินเล่นข้างนอก
“เจ้าว่ากำไลหยกนี้สวยหรือไม่” ซินหยานยื่นกำไลที่ถูกใจไปให้สหายดู
“เหมาะกับเจ้ามาก ฝีมือประณีตยิ่งนัก” นางหันไปมองสิ่งที่สหายยื่นมาให้ดู หยกนี้เข้ากับซินหยานมาก ขับผิวที่ขาวของนางให้ขาวขึ้นไปอีก
“ข้าเอาอันนี้” นางหันไปยื่นกำไลให้กับเถ้าแก่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“รอสักครู่ขอรับ”
เขารีบนำสินค้าไปหอที่ด้านหลัง เหมาะเจาะกับที่หนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีเดินเข้ามาในร้านพอดี
ลี่ฮวาหันไปมองสองคนที่เดินเข้ามาใหม่ก็ทำให้นางต้องกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย แต่นางก็ต้องทักทายเขาตามมารยาท
“คารวะคุณชายเซี่ยเจ้าค่ะ” ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้หญิงสาวที่ยื่นอยู่ข้าง ๆ เขา หญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เซี่ยหลงจื่อเห็นเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบกลับและยกยิ้มขึ้นบาง ๆ
“มาซื้อของหรือ” เขาถามทั้งที่ก็รู้อยู่แล้วว่าเข้ามาในร้านเครื่องประดับเช่นนี้ก็ต้องมาซื้อของอย่างแน่นอน ทว่าเขาไม่มีเรื่องที่จะพูดคุยกับนางจึงได้ถามออกไปเช่นนั้น
“เจ้าค่ะ” นางตอบเพียงเท่านั้นแหละ ไม่ได้สนใจเขาอีก จนนางและซินหยานจะออกจากร้าน จึงได้ไปล่ำลาเขาและออกจากร้านไป
“ข้าจำได้ว่าคุณชายเซี่ยสัญญาหมั้นหมายกับตระกูลของเจ้านี่ แล้วออกมาเดินกับเว่ยลู่เหลียน สตรีอันดับหนึ่งของเมืองหลวงได้อย่างไร” นางถามขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะคนที่ถูกคาดเดาเอาไว้ว่าจะได้หมั้นหมายกับเขาก็คือสตรีตรงหน้าของนางในตอนนี้
“ใช่ แต่ทุกอย่างก็ยังไม่ถูกกำหนดมิใช่หรือ” บุรุษผู้นี้ไม่เคยสนใจสัญญาหมั้นหมายเลย มีเพียงสตรีในจวนของนางเท่านั้นที่อยากได้เขามาครอบครอง แต่หนึ่งในนั้นมิใช่นาง
– บทพิเศษ –ในขณะที่หงลี่ฮวากำลังนั่งเล่นอยู่ภายในห้อง ก็มีเสียงขลุกขลักดังขึ้นมาจากด้านนอกหน้าต่าง นางจึงตัดสินใจเดินไปดูด้วยความสงสัย นางไม่กลัวว่าจะเป็นคนร้าย เพราะรอบ ๆ เรือนของนางตอนนี้มีคนคอยคุ้มกันอยู่ตลอดนางค่อย ๆ เปิดหน้าต่างออกดูก็พบใบหน้าที่คุ้นเคยยืนยิ้มหวานอยู่ด้านนอก“ท่านมาได้อย่างไร” แม้จะถามออกมาด้วยความสงสัย แต่นัยน์ตาของนางมีความยินดีอยู่ไม่น้อยที่เขามาหานางในวันนี้ เพราะนางไม่ได้ไปหาเขาหลายวันแล้ว เนื่องจากเตรียมตัวเรื่องงานปักปิ่นที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้“ข้าคิดถึงเจ้า” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ปิดปัง ตอนนี้ในใจของเขาร่ำร้องอยากแต่จะพบหน้าของนาง ไม่พบกันหนึ่งวันเหมือนสามปี ดูท่าเขาจะเข้าใจคำนี้อย่างถ่องแท้แล้ว“ข้าก็คิดถึงท่าน” นางคลี่ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ “เข้ามาด้านในก่อนสิ”นางเปิดหน้าต่างให้กว้างขึ้นเพื่อให้เขาสามารถเข้ามาในห้องได้ เพราะนี่ก็มืดแล้ว หากผู้อื่นมาเห็นเข้าจะไม่ดี“ท่านมีอันใดหรือไม่ จึงได้
– บทส่งท้าย –หลังจบพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน แม่สื่อก็พาเจ้าสาวไปรอที่เรือนหอส่วนเจ้าบ่าวแม้ใจอยากจะตามไปด้วย แต่ก็ถูกเหล่าสหายรั้งให้อยู่ต่อ กว่าจะกลับไปกันหมดก็เป็นเวลายามซวี (19:00 น. - 20:59 น.) ไป๋ซีฮันในชุดเจ้าบ่าวมีอาการมึนเมาเล็กน้อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมาใส่ใจ เพราะในห้องหอยังมีเจ้าสาวกำลังรอเขาอยู่ชายหนุ่มมาหยุดยืนอยู่หน้าประตู พลางสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด วันนี้แล้วสินะที่นางและเขาจะได้เป็นของกันและกัน เพียงแค่คิดหัวใจก็เริ่มสั่นไหว เขาค่อย ๆ ผลักประตูและปิดลงอย่างช้า“รอข้านานหรือไม่” เขาเอ่ยถาม“ไม่เป็นไรหรอก ข้ารู้ว่าท่านต้องอยู่ต้อนรับแขก”ชายหนุ่มอมยิ้มก่อนจะค่อย ๆ บรรจงถอดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก เผยให้เห็นใบหน้างดงาม ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มเล็กน้อย“จะยืนมองอีกนานหรือไม่ ข้าง่วงแล้วนะเจ้าคะ”“เช่นนั้นข้าจะเคี่ยวกรำเจ้าทั้งคืน เตรียมใจไว้ให
– บทที่ 32 –หงลี่ฮวาย้ำถึงฐานะของหงฝูเหยา นางได้เข้าสังคมบ่อย คงลืมไปแล้วกระมังว่าตนนั้นมีฐานะอันใด สตรีเช่นนางแต่งออกไปก็เป็นได้เพียงอนุเท่านั้น คิดที่จะยกฐานะของตนเองมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้านั้นแข็งค้างในทันที นางก้มหน้าลงเพื่อซ่อนแววตาเกลียดชังเอาไว้“ข้ารู้” นางพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ“สรุปแล้วที่มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ” นางเอ่ยถามราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เอ่ยวาจาใดที่หักหาญน้ำใจอีกฝ่าย “หรือมาเพื่อแสดงความยินดีกับข้าเฉย ๆ”“ใช่ ข้ามาเพื่อแสดงความยินดี” นางฝืนยกยิ้มออกมา พยายามซ่อนสายตาที่เคียดแค้นเอาไว้“อ้อ ขอบคุณ” นางเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ มือยังคงปักผ้าที่อยู่ในมือ“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที ไม่คิดที่จะเอ่ยอันใดต่ออีก“เรื่องที่ข้าตกน้ำ เป็นฝีมือของท่านใช่หรือไม่” นางเอ่ยไล่หลังผู้เป็นพี่สาวฝูเหยาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป แต่ก็มิได้หันกลับมา แล้วรีบเดินออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่ส
– บทที่ 31 –เซียวหนิงเฉิงที่เงียบอยู่นาน เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยปากขึ้นทันที “ท่านราชครู อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย เพียงแค่โบยสั่งสอนก็พอแล้วกระมัง”น้ำเสียงของเขาไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็มีท่าทีนิ่งเฉยอยู่ในที ทั้งที่ในใจอยากจะด่าสองพ่อลูกจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้“แต่ว่าบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย” เขาเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอม “ชื่อเสียงของบุตรสาวของกระหม่อมเสียหาย แล้วเช่นนี้จะมีบุรุษดี ๆ มาขอแต่งงานหรือพ่ะย่ะค่ะ”บุตรสาวของเขาได้ชื่อว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่ง แต่ต้องมาเสื่อมเสียเพราะคนบ้าตัณหาเช่นนี้ เขาจะยอมได้อย่างไร“ท่านราชครูห่วงเรื่องนี้เองหรือ” น้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาของฮองเฮาดังขึ้น มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ให้บุตรสาวของท่านแต่งงานกับใต้เท้าฮวน เพื่อเป็นการรักษาหน้าของท่านด้วย”ที่นางเ
– บทที่ 30 –วันนี้เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อเลี้ยงฉลองให้ขุนนางในราชสำนัก ที่ต่างก็ทำงานทุ่มเทให้กับแผ่นดิน โดยงานเลี้ยงนี้จะสามารถนำครอบครัวเข้างานเลี้ยงได้บิดาของนางเลือกที่จะพาฮูหยินสามไปออกงานด้วย ซึ่งนางก็สามารถทำได้ดีไม่มีที่ติเลยแม้แต่น้อย ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับสกุลหงนั้นก็ยังเป็นที่ขบขันอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ตลอดทั้งงานบิดาของนางมีใบหน้าเรียบนิ่งส่วนนางนั้นก็ได้นั่งใกล้ ๆ ฮองเฮาเช่นเดิม เพราะฮองเฮาเป็นคนเชิญนางมาด้วยตนเองงานเลี้ยงดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เหล่าบุตรสาว ขุนนางต่างพากันออกมาแสดงความสามารถมากมาย เพราะงานนี้รวบรวมคนที่พร้อมออกเรือนไว้หมดแล้ว จึงเป็นเรื่องดีที่จะแสดงความสามารถ“ฮวาเอ๋อร์ เจ้าไม่คิดที่จะออกไปแสดงความสามารถบ้างหรือ” หนิงเฉิงหันถามคนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ นางถูกเสด็จแม่เขาสอนมาตั้งแต่เด็ก ฝีมือย่อมไม่ธรรมดา เหตุใดจึงได้ปกปิดไว้เช่นนี้“ท่านพี่หนิงเฉิงลืมไปแล้วหรือ ข้ายังมิได้ปักปิ่น” นางตอบ ทว่
– บทที่ 29 –“แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าตนเองเป็นบุตรของท่านพ่อ” หงลี่ฮวาเอ่ยออกมาในที่สุด “มารดาของเจ้าไม่แน่ว่าอาจสวมหมวกเขียวให้ท่านพ่อตั้งแต่ก่อนที่เจ้าจะเกิดมาเสียอีก”เรื่องที่นางเอ่ยออกมานี่ไม่แน่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มิเช่นนั้นผิงอานคงไม่ได้ติดตามมาอยู่ข้างกายหานฟางเซียนที่จวนนี้ได้“ไม่จริง!!” นางตะโกนออกมา “ข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ ท่านแม่ บอกพวกมันไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรของท่านพ่อ”นางร่ำไห้ออกมาอย่างหนัก เรื่องนี้ต้องไม่เป็นความจริง นางจะเป็นบุตรของบ่าวชั้นต่ำได้อย่างไร“ท่านแม่ บอกไปสิเจ้าคะว่าข้าเป็นบุตรสาวท่านพ่อ” นางหันไปบอกมารดาอีกครั้ง ทว่ากลับมิได้มีปฏิกิริยาอันใดตอบกลับมา มีเพียงเสียงร้องไห้จากผู้เป็นมารดาเท่านั้น“ไม่ ๆ ท่านพ่อ ข้าเป็นบุตรสาวของท่าน ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ” เมื่อเห็นว่ามารดาไม่เอ่ยอันใด จึงได้หันไปเอ่ยกับบิดา ทว







