Share

บทที่ 5 ความลับ

Penulis: BABYPIGGIE
last update Tanggal publikasi: 2026-08-03 23:06:36

แม้พวกเขาจะรับได้ที่ลูกสาวตายแล้วฟื้นกลับมาได้ แต่ถึงอย่างไรหากเรื่องราวของลูกสาวหลุดออกไปถึงหูชาวบ้านคงไม่ดีเท่าไหร่นัก เพราะชาวบ้านบางกลุ่มไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ อีกทั้งในอดีตเคยมีคนที่ตายแล้วมีมารร้ายเข้ามาสิงสู่พอฟื้นขึ้นมาก็ออกเข่นฆ่าผู้คน

ดังนั้นหลี่ซูฮวาจึงได้ทำการเรียกลูกชายและกับสามีเข้ามาในห้องแล้วตกลงกันว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับตลอดไป เพื่อความปลอดภัยของจางซูเม่ยผู้เป็นดวงใจของครอบครัว

“เรื่องราวของเม่ยเอ๋อร์ขอให้รู้แค่ภายในบ้านเรา ทุกคนจะต้องเก็บความลับนี้ไว้หรือทำเป็นลืมไปเลยได้ยิ่งดี หากคนอื่นรู้นางอาจจะไม่ปลอดภัยและโดนจับไปแน่ ฉะนั้นอย่าเผลอพูดเรื่องนี้ออกมาอีก เข้าใจหรือไม่?”

“พี่ไม่พูดแน่นอน เจ้าสบายใจได้” พ่อจางเอ่ยบอกภรรยาให้สบายใจว่าเขาจะไม่มีวันพูดเรื่องนี้แน่นอน

“ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใครแน่นอนขอรับ”

คราแรกจางซูเซียวนั้นรู้สึกว่าตื่นเต้นกับเรื่องราวที่ได้รับรู้มาก ในใจคิดว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก อยากจะรีบเอาไปเล่าให้เพื่อนสนิทฟังใจจะขาดแล้ว ทว่าหลังจากได้ฟังแม่หลี่กล่าวประโยคที่บอกว่าพี่สาวจะไม่ปลอดภัยและโดนจับตัวไป เขาก็หยุดความคิดนั้นทันทีและสัญญาว่าจะไม่บอกใคร

“แล้วทำไมพี่ใหญ่ถึงจะเป็นอันตรายได้ล่ะขอรับ?”

จางซูเซียวไม่มีความรู้สึกอยากเล่าให้ใครฟังแล้ว แต่กลายเป็นว่ามีความสงสัยเสียมากกว่า ดังนั้นสีหน้าของจึงเปลี่ยนมาเป็นครุ่นคิดจนคิ้วขมวดผูกกันเป็นโบ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังคงไม่ย่อท้อในการคิดหาคำตอบ

แม่หลี่เห็นสีหน้าลูกชายก็เข้าใจว่าเขาคงพยายามคิดหาเหตุผลที่ทำให้พี่สาวเป็นอันตราย นางจึงเอ่ยขยายความเพื่อไขข้อข้องใจให้เขาฟังอีกหน่อยด้วยความสงสาร หากปล่อยนานกว่านี้กลัวว่าคิ้วเขาคงผูกกันจริง ๆ

“แม่รู้มาว่าในอดีตนั้นก่อนที่ลูกจะเกิด ในเมืองนี้เคยมีคนตายไปแล้ว แต่ถูกมารร้ายเข้าสิ่งสู่เมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วก็ออกเข่นฆ่าผู้คน แม้จะมีคนจากทางการมาปราบมาร แต่ชาวบ้านต่างก็หวาดกลัวกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก หากพวกเขารู้เรื่องพี่สาวของลูกแม่กลัวมันจะซ้ำรอยเดิม”

คำอธิบายเสริมของแม่หลี่ในครั้งนี้ ทำให้จางซูเซียวที่มีแต่ความสงสัยก็กระจ่างแจ้งแก่ใจโดยพลัน

“หากวันใดคนอื่นหรือพวกที่ไม่หวังดีรู้เข้าอาจจะไม่ใช่แค่พี่สาวเจ้าที่จะเป็นอันตราย แต่พวกเราทั้งครอบครัวจะถูกเหมารวมไปด้วย หากเซียวเอ๋อร์อยากให้ครอบครัวเราอยู่ด้วยกันต่อไปต้องทำเช่นไรลูก?” จางลู่ซือเอ่ยขึ้นหลังจากขบคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตอยู่ครู่หนึ่ง

“ต้องทำตามที่ท่านแม่บอกขอรับ ห้ามบอกใครหรือลืมไปเลยยิ่งดี”

“ถูกต้องแล้ว เก่งมากเซียวเอ๋อร์ ลูกเป็นผู้ชายต้องดูแลพี่สาวนะ นางยังอ่อนต่อโลกภายนอกมากนัก” พ่อจางเอ่ยชมลูกชายและบอกให้เขาปกป้องดูแลพี่สาวด้วย

“เซียวเอ๋อร์โตขึ้นมากแล้วจริง ๆ ลูกเข้าใจทุกอย่างเลย ดียิ่ง!” หลี่ซูฮวาเอ่ยชมลูกชายและหัวเราะออกมาด้วยความสุขใจ

คำกล่าวของจางลู่ซือราวกับถูกฝังลงไปในจิตใต้สำนึกของจางซูเซียวอยางล้ำลึก ในอนาคตเขายังคงยึดมั่นในประโยค ‘เกิดเป็นผู้ชายต้องดูแลพี่สาว’ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น

เมื่อได้เอ่ยถึงเรื่องของลูกสาวขึ้นมาแล้ว หลี่ซูฮวาก็ไม่อยากจะปล่อยโอกาสที่จะให้พวกเขาทำความเข้าใจกับนิสัยใจคอของจางซูเม่ย จึงรีบเอ่ยอธิบายเพิ่มอีกเล็กน้อยทันที

“เอาล่ะ อีกเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่อยากให้ทั้งสองคนเกิดข้อสงสัยในภายหลัง นั่นก็คือ นิสัยที่เปลี่ยนไปของเม่ยเอ๋อร์ หากบางคราวนางทำตัวแปลกไปก็ขอให้เข้าใจด้วย เพราะนางไปอยู่มิติอื่นมานานเลยติดนิสัยเดิมมาใช้ที่นี่น่ะ” แม่หลี่กล่าวกำชับด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเข้มงวด

สองพ่อลูกที่กำลังรับฟังแม่หลี่ด้วยความตั้งใจรีบตอบรับด้วยความหนักแน่นในทันที

“เรื่องนี้พี่ไม่มีปัญหาหรอก พี่ชอบเม่ยเอ๋อร์ตอนนี้มากเลย นางดูมีความสุขกว่าแต่ก่อนมากนัก” จางลู่ซือ

“ข้าก็ชอบพี่ใหญ่ที่เป็นแบบนี้ขอรับ ตอนนี้นางแข็งแรงสามารถเล่นกับข้าได้แล้วด้วย” จางซูเซียวเอ่ยเสียงดังฟังชัด

หลี่ซูฮวายิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูลูกชาย เขาเสียงดังราวกับเอ่ยคำปฏิญาณก็ไม่ปาน

เมื่อพูดคุยทำความเข้าใจกันมาสักพักใหญ่แล้ว แม่หลี่จึงคิดว่าตนต้องรีบไปช่วยลูกสาวทำอาหารเย็นในครัว แม้ลูกสาวจะบอกว่านางมีความรู้ต่าง ๆ ติดตัวมาด้วย แต่แม่หลีก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ หากจะปล่อยนางทำอาหารคนเดียว

...

ทางฝั่งของจางซูเม่ยที่อยู่ในครัว นางจัดการทำอาหารเสร็จแล้ว เพราะเคยเรียนทำอาหารมาจนชำนาญจึงใช้เวลาเพียงไม่นาน วันนี้อาหารมื้อเย็นของพวกนางเป็นอาหารไทย ได้แก่ ผัดกะเพราหมูสับ ไข่เจียว และผัดผักบุ้ง เนื่องจากพึ่งเก็บวัตถุดิบมาได้ และนางก็อยากกินอาหารรสชาติเผ็ดจัดจ้าน จึงตั้งใจทำผัดกะเพราขึ้นมาเป็นอย่างแรก แต่ก็ไม่ได้ทำเผ็ดมากนัก เพื่อให้พ่อแม่และน้องชายสามารถกินได้ด้วย

ขณะที่จางซูเม่ยกำลังเก็บของในครัวอยู่นั้น แม่หลี่ก็เข้ามาในห้องครัวพอดี นางตั้งใจมาช่วยลูกสาวแต่ดูเหมือนจะไม่ต้องแล้ว

“อ้าว เม่ยเอ๋อร์ทำเสร็จหมดแล้ว แม่ว่าจะเข้ามาช่วยสักหน่อย”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่รอกินอย่างเดียวก็พอ อาหารพวกนี้ไม่ยากทำไม่นานก็เสร็จแล้ว ต่อไปหน้าที่ทำอาหารและงานบ้านอื่น ๆ ข้าจะเป็นคนจัดการเองนะเจ้าคะ”

“แต่งานบ้านมีหลายอย่างนะเม่ยเอ๋อร์ แม่กลัวว่ามันจะหนักเกินไปสำหรับลูกนะ”

“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ตัวข้าตอนนี้นั้นแข็งแรงมาก วิ่งรอบบ้านได้สบายเลย ก่อนหน้านี้ข้าทำความสะอาดบ้านคนเดียว และข้ายังทำอาหารทั้งสามได้ในเวลาไม่นานอีกด้วย ท่านแม่เห็นหรือไม่ ข้าทำทั้งหมดได้แน่ไม่มีปัญหาเลยเจ้าค่ะ”

จางซูเม่ยเอ่ยบอกผู้เป็นแม่ ขณะพูดก็ยกมือออกท่าทางไปด้วยว่าตนเองแข็งแรงมากแค่ไหน นางไม่อยากให้แม่มาช่วยทำงานในบ้าน เพราะท่านเหนื่อยจากการเข้าป่าหาสมุนไพรทุกวัน จึงอยากให้แม่หลี่พักผ่อนชดเชยเวลาที่ผ่านมา

โดยจางซูเม่ยตั้งใจว่าจะรับผิดชอบงานทั้งหมดในบ้านเองคนเดียว เพราะตอนนี้ร่างกายแข็งแรงแล้ว แถมยังคนเป็นว่างงานด้วย นางจึงเสนอตัวทำหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจ

“ถ้าลูกยืนยันจะทำก็ตามใจ แต่หากไม่ไหวบอกแม่นะเม่ยเอ๋อร์”

หลี่ซูฮวาเอ่ยกับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้ห้ามลูก เพราะถือคติว่าหากลูกทั้งสองต้องการอะไรแล้วไม่เหลือบ่ากว่าแรง และไม่ใช่สิ่งที่ผิด นางยอมได้ทั้งนั้น

“ได้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะบอกท่านแม่คนแรกเลย” จางซูเม่ยพูดจบก็ยิ้มตาหยีใส่ผู้เป็นแม่ ตอนนี้นางรู้สึกมีความสุขมาก เพราะหันไปทางไหนก็เจอทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ต่อไปนี้นางจะไม่โดดเดี่ยวเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

หลังจากสองแม่ลูกพูดคุยกันสักพัก แม่หลี่เห็นว่ายังไม่ถึงเวลากินข้าวของครอบครัว จึงชวนลูกสาวทำของหวานจากเผือกที่เหลืออยู่ในครัว ซึ่งจางซูเม่ยเสนอให้ผู้เป็นแม่ทำเผือกหิมะ เพราะขั้นตอนการทำง่าย กินง่าย และมีสูตรที่เคยทำกินเองบ่อย ๆ สมัยยังเป็นสาวโรงงาน

โดยวัตถุดิบมีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ได้แก่ เผือก น้ำตาล เกลือ น้ำเปล่า และต้นหอม ส่วนวิธีการทำนั้นก็ไม่ยาก แม่หลี่จึงอาสาทำเองโดยมีลูกสาวยืนบอกอยู่ข้าง ๆ

ขั้นตอนแรกเริ่มจากนำเผือกมาปอกเปลือกออกให้หมด และล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นเผือกให้เป็นชิ้นหนาพอดีกิน แล้วนำไปทอดเมื่อสุกให้ตักขึ้นพักไว้

ขั้นตอนที่สองคือการละลายน้ำตาล โดยตั้งกระทะแล้วใส่น้ำตาล เกลือ และน้ำเปล่าเล็กน้อย พอน้ำตาลละลายหมดใส่ต้นหอมลงแล้วคนให้เข้ากัน

ขั้นตอนสุดท้ายคือการคลุกเคล้าให้กลายเป็นเผือกหิมะ หลังจากน้ำตาลในกระทะเป็นฟองใหญ่ขึ้นมา ให้นำเผือกทอดลงไปคลุกเคล้าให้ทั่วทั้งชิ้นด้วยความเบามือ จนกระทั่งน้ำตาลแข็งตัวดีก็สามารถกินได้แล้ว

หลี่ซูฮวาทำตามที่ลูกสาวบอกอย่างตั้งใจ นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าเผือกที่เอามาต้มน้ำตาลกินเป็นประจำ สามารถนำไปทำของหวานแบบอื่น ๆ ได้สวยและน่ากินมากขนาดนี้ เผือกทอดถูกเคลือบด้วยน้ำตาลมีสีขาวราวกับหิมะแรกของเหมันต์ฤดู ในสายตานางมันสวยงามเกินกว่าจะเป็นของกิน

หากทำขายได้คงดีหรือจะลองขอสูตรเม่ยเอ๋อร์ดีนะ?

“ท่านแม่เจ้าคะ! ทำไมถึงเอาแต่มองแล้วยิ้มแบบนั้นล่ะ ลองชิมดูสิ นั่นฝีมือท่านคนเดียวเลย แต่จะว่าไปท่านแม่ต้องมีพรสวรรค์ในการทำอาหารมากแน่ เพียงฟังวิธีทำจากข้าก็สามารถทำออกมาได้สวยขนาดนี้”

จางซูเม่ยส่งเสียงเรียกผู้เป็นแม่ที่อยู่ในภวังค์ พลางเอ่ยชื่นชมในฝีมือการทำอาหารของแม่หลี่อย่างจริงใจ ตัวนางนั้นกว่าจะทำได้ต้องเรียนการทำอาหารคาวหวานและฝึกฝนมาไม่รู้กี่รอบ แต่ท่านแม่ของนางกลับทำออกมาได้ดีทั้งที่ทำเป็นครั้งแรก

“เพราะมีเม่ยเอ๋อร์คอยบอก แม่ถึงทำได้ขนาดนี้ อื้อหือ! หวานกำลังพอดีเข้ากันกับเผือกทอดมาก แม่ไม่เคยกินอะไรอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย!”

แม่หลี่ตาโตทันทีเมื่อได้ลิ้มรสของเผือกหิมะ ไม่น่าเชื่อว่านางเป็นคนทำมันด้วยตัวเอง รสชาติที่ไม่เคยพบเจอทำให้มีความรู้สึกอยากจะกินให้หมดเดี๋ยวนี้เลย แต่นางก็ต้องหักใจเพราะอยากให้ครอบครัวได้กินด้วยกันนั่นเอง

“อื้ม อร่อยจริง ๆ ด้วย ต้องเป็นเพราะท่านแม่มีฝีมือและได้สูตรจากข้าแน่เลยเจ้าค่ะ รสชาติถึงดีขนาดนี้” จางซูเม่ยหยิบเผือกหิมะขึ้นมาชิมก็ถึงกับเอ่ยชมมารดาทันที

“แม่ว่าเม่ยเอ๋อร์ไปเรียกพ่อกับน้องมากินของอร่อยด้วยกันดีกว่า นี่ก็ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว เดี๋ยวแม่ยกอาหารออกไปเองจ้ะ”

“ได้เลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อ! เซียวอ์อร์! มากินข้าวได้แล้วว”

จางซูเม่ยส่งเสียงเรียกพ่อและน้องชายเสียงดังระหว่างกำลังเดินไปหาพวกเขาในห้องทำงานของพ่อจาง

มื้อเย็นวันนี้นั้นครอบครัวจางต่างก็กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แม้อาหารจะแปลกใหม่และมีรสชาติเผ็ดที่พวกเขาไม่คุ้นเคย แต่ก็นับว่าถูกปากมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะผัดกะเพราที่ทุกคนชอบมากแถมยังบอกว่าอยากลองกินเผ็ดกว่านี้ และปิดท้ายด้วยของหวานแสนอร่อยฝีมือแม่หลี่ ยิ่งทำให้อาหารมื้อนี้สมบูรณ์แบบมากสำหรับพวกเขา

นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่พ่อจางล้มป่วยที่บ้านจางได้กินอิ่ม อร่อย และมีความสุขมากขนาดนี้ บนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้บ้านที่เคยอึมครึมหม่นหมอง เพราะมีแต่คนป่วยนั้นดูมีสีสันขึ้นมาทันตา

...

ณ แดนสวรรค์ ภายในสวนพฤกษาอันงดงามขององค์มหาเทพ ได้มีเทพฝึกหัดแอบมานั่งกินเมล็ดแตงโมพลางส่องดูลูกแก้วกาลเวลาไปด้วย เพื่อหาสิ่งของสำคัญส่งคืนให้กับผู้เป็นแม่สุดที่รักด้วยความตั้งใจ (?)

“เทพพฤกษา เจ้าดูอะไรอยู่น่ะ หาไข่มุกพฤกษาของแม่เจอหรือยัง แค่ให้ถือดูใครบอกให้เจ้าไม่ระวังทำหลุดมือลงประตูมิติแบบนั้น ซุ่มซ่ามแท้ และแม่ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าคนที่ได้มันไปครอบครองเป็นคนชั่วช้าแล้วละก็...เตรียมตัวโดนยึดของสะสมจากโลกมนุษย์ของเจ้าได้เลย ตัวบู้บู้บี้บี้ อะไรนั่นน่ะ แม่จะขนทิ้งให้หมดเลย ไปดีกว่าเห็นหน้าเจแล้วหงุดหงิด ฮึ”

องค์เทพีเดินผ่านมาเจอกับลูกชายคนเล็กในสวน ผู้ทำของที่สามีมอบให้หายไป กำลังนั่งดูอะไรไร้สาระบวกกับท่านั่งชันเข่าหนึ่งข้างแล้วแทะเม็ดแตงโมนั่นอีก ราวกับกำลังดูละครก็ไม่ปาน หรือเขาจะติดนิสัยมาจากโลกมนุษย์กัน ต้องเป็นเพราะสามีแน่ ๆ ตามใจจนลูกทำตัวไม่สมกับเป็นลูกชายของมหาเทพเอาเสียเลย พระนางเห็นแบบนั้นก็หงุดหงิดลูกชายเล็กน้อย จึงเดินเข้าไปบ่นเขาสักครู่จนพอใจแล้วก็เดินจากไปทันที

“อ้าว บ่นเสร็จแล้วก็ไปไม่รอฟังคำตอบก่อนเลย ข้ายังไม่ทันได้บอกเลยว่าเจอไข่มุกพฤกษาแล้ว เอ๊ะ! เมื่อกี้ท่านแม่บอกว่าจะเอาอะไรทิ้งนะ โอ้ะ! ไม่นะ ๆ ท่านแม่กลับมาก่อนขอรับ ข้าหาเจอแล้วขอรับบ!! อย่าพึ่งเอาลาบูบู้ของข้าทิ้งนะ!!”

ภาพที่เห็นหลังจากนั้น คือ เทพพฤกษาฝึกหัดลุกขึ้นอุ้มลูกแก้วกาลเวลาวิ่งตามองค์เทพีไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาของผู้ติดตามมากมายที่ยืนอยู่โดยรอบสวนพฤกษาสวรรค์แห่งนั้น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 47 ล่องเรือ

    ทะเลสาบไป๋ซาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเซิ่งหลิน ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูงทอดยาวสลับซับซ้อน และป่าท้อที่ผลิบานอ่อนหวานในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนในยามเช้าม่านหมอกสีขาวนวลจะลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำและคลุมยอดเขารอบด้านเอาไว้บางเบา ทำให้ทิวทัศน์ทั้งหมดคล้ายกับอยู่ในความฝัน ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ไป๋ซาน” แปลตรงตัวว่า “ภูเขาขาว” แต่ในความหมายลึกซึ้งของชาวเมืองเซิ่งหลินแล้ว มันหมายถึง “ทะเลสาบที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งหิมะขาว” แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีหิมะจริง ๆ ตกเลยก็ตามเมื่อแสงแดดแรกของวันส่องลอดผ่านม่านหมอก ทะเลสาบจะสะท้อนประกายแสงระยิบระยับราวอัญมณีที่ลอยอยู่กลางขุนเขา สะกดใจผู้มาเยือนไม่ให้ละสายตาบริเวณรอบทะเลสาบจึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวเมืองและนักเดินทางจากแดนไกล มีเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ล่องวนไปตามสายน้ำ มีจุดตกปลาริมท่าเรือ และร้านน้ำชาที่สามารถมองเห็นวิวในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเซิ่งหลินเลยทีเดียวยามบ่ายน้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าใสจนเห็นเงาเมฆลอยผ่าน สองฝั่งมีดอกไม้ป่าและดอก

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 46 จดหมายปริศนา

    เช้าวันนี้อู๋ห่าวเทียนถูกเชิญมายังจวนเจ้าเมือง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มเงาทมิฬอย่างละเอียด ซึ่งรายงานทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อส่งให้ทางการโดยตรงแม้จะเป็นเพียงการรายงานเหตุการณ์ แต่บรรยากาศในจวนกลับเคร่งขรึมยิ่งกว่าการไต่สวนเสียอีก ผู้คนภายในห้องโถงต่างพร้อมใจกันเงียบกว่าปกติ“ขอบคุณคุณชายอู๋ที่สละเวลามาในวันนี้ขอรับ” เจ้าเมืองเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ในหุบเขามรณะให้กระจ่าง เพื่อจะได้จัดทำรายงานส่งตรงไปยังเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด”อู๋ห่าวเทียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเริ่มเล่าเรื่องอย่างใจเย็น ทุกถ้อยคำของเขาชัดเจน ตรงประเด็น ไม่มีการกล่าวเกินหรือปกปิด แต่ในใจของเขากลับรู้ดี…บางความจริง หากเปิดเผยออกไปอาจนำภัยมาสู่ผู้คนรอบตัวภายในห้องประชุมใหญ่ของจวน บรรยากาศเงียบงันและตึงเครียดไม่น้อย อู๋ห่าวเทียนนั่งอยู่ตรงกลางอย่างสงบนิ่ง สีหน้าของเขาแน่วแน่และไม่หวาดกลัว แม้รอบตัวเขาจะรายล้อมไปด้วย ขุนนางท้องถิ่น หัวหน้าทหาร และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งเรียงรายในชุดเต็มยศ สายตาทุกคู่จับจ้องเขาอย่างไม่ละไปแม้แต่วินาทีเดียวเจ้าเมืองเซิ่งหลินนั่ง

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 45 เมืองเซิ่งหลิน

    หลังผ่านค่ำคืนแห่งความเป็นความตาย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนได้รับคำเชิญจากเจ้าเมืองเซิ่งหลินให้เข้าเมืองโดยด่วน ในฐานะผู้เสียหายจากการถูกโจมตีและในฐานะผู้ปราบโจร เจ้าเมืองขอความร่วมมือให้พวกเขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดหลังจากตามหมอได้มาดูอาการของจางซูเม่ยแล้ว ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหุบเขาอย่างเชื่องช้า ภายใต้การคุ้มกันของทหารที่เจ้าเมืองส่งมาช่วยดูแลความปลอดภัย อู๋ห่าวเทียนควบม้านำหน้าขบวนด้วยใบหน้านิ่ง ทว่าดวงตากลับสอดส่องไปทั่วอย่างระวัง ด้านหลังคือรถม้าโดยสารของสองสาว จางซูเม่ยซึ่งยังคงนอนพักอยู่ภายในหลังจากกินข้าวกินยาไปเมื่อขบวนของอู๋ห่าวเทียนเดินทางมาถึงประตูเมือง ทหารเวรยามประจำประตูในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มต่างรีบตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ก่อนจะตะโกนเสียงดังข้ามกำแพงหินสูง“ขบวนจากหุบเขามาแล้ว! เปิดประตู!”เสียงฟืดฟาดของโซ่เหล็กดังตามมา ก่อนที่ประตูไม้ขนาดใหญ่จะค่อย ๆ แง้มออก ภายใต้เงาไม้ของยามสาย ทหารยืนเรียงรายสองฟากทาง หน้าตาเคร่งขรึม ไม่มีใครยิ้มแย้มแม้แต่คนเดียว ราวกับรู้ว่าขบวนที่มาไม่ใช่แค่กลุ่มผู้เดินทางธรรมดา“รายงานตัวและวัตถุประ

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 44 ถูกโจมตี

    กลางดึกคืนนั้น แสงจันทร์เลือนรางถูกหมอกบางกลืนหาย ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วผืนป่า เสียงหวีดหวิวของสายลมราวกับลมหายใจของสัตว์ร้ายที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดกรอบแกรบ!!ขณะนั้นเอง เวรยามสองคนที่ออกมาทำธุระส่วนตัวก็ได้ยินเสียงไม้แห้งหักดังแผ่วมาจากแนวต้นสน พวกเขาชะงักเล็กน้อยแล้วหันขวับไปตามเสียงอย่างระแวง พวกเขายังไม่ทันเอ่ยอะไร อยู่ ๆ ก็มีลูกธนูพุ่งออกมาจากความมืดแบบไม่ทันตั้งตัว เฉียดผ่านแขนของหนึ่งในนั้นจนเลือดสาดเป็นทาง“ศัตรู! มีศัตรู!” เวรยาทั้งสองตะโกนเสียงดังลั่นป่าเสียงนั้นเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดเพลิงแห่งความวุ่นวายขึ้นในพริบตาเดียวจากนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำดังก้องตามด้วยฝีเท้าหนัก ๆ กระแทกพื้นดินจนสั่นสะเทือน เสียงโห่ร้องแหลมสูงปะปนกับเสียงโลหะกระทบกัน ชายฉกรรจ์ในชุดดำทะยานออกมาเป็นสาย อาวุธในมือแต่ละคนสะท้อนแสงจันทร์แวววับ แม้จะคลุมหน้าด้วยผ้าดำมิดชิด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมท่วงท่าของพวกมันแสดงออกถึงความชำนาญในการฆ่า มิใช่แค่โจรป่าไร้ฝีมือ แต่เหมือนเป็นนักรบผู้ถูกฝึกมาเพื่อปลิดชีพศัตรูโดยเฉพาะเสียมากกว่าผู้นำกลุ่มโจรหยุดยืนเบื้องหน้าขบวนรถม้าแล้วตะโกนว

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 43 หุบเขามรณะ

    การเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนใช้เวลาครึ่งเดือนในการเคลื่อนผ่านเส้นทางยาวไกลที่เต็มไปด้วยป่าเขา ทะลุผ่านหมู่บ้านเล็กใหญ่และเมืองทางผ่านเป็นระยะ แม้จะพยายามหาที่พักแรมในเมืองหรือหมู่บ้าน แต่หลายครั้งก็จำเป็นต้องนอนกลางป่า ช่วงหลังกลายเป็นกิจวัตรที่ทุกคนเริ่มชินชาและปรับตัวเข้ากับมันได้แล้วแม้การเดินทางจะยาวนานและเหน็ดเหนื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โดยเฉพาะจางซูเม่ย หญิงสาวที่เคยเรียบร้อย เมื่ออยู่กับคนแปลกหน้าก็จะพูดน้อย บัดนี้กลับปลดปล่อยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่ นางพูดคุยกับทุกคนอย่างสนุกสนาน และทุกครั้งที่ต้องนอนพักแรมกลางป่า นางจะเป็นคนแรกที่ก้าวลงจากรถม้าพร้อมความกระตือรือร้น“คืนนี้เราจะทำแกงป่าหรือย่างเนื้อดีล่ะ?” นางถามเสียงสดใสจนคนในขบวนหัวเราะตามกัน“แล้วแต่แม่ครัวเลยขอรับ!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนตอบกลับมาเสียงดัง ก่อนจะรีบเดินเข้าป่าไปพร้อมพรรคพวกเพื่อหาเห็ดป่า ไก่ หรือกระต่ายป่ากลับมาให้นางทำอาหารอู๋เซียนอวี้เองก็รู้สึกสนุกไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้นางเคยชินกับชีวิตสะดวกสบายในจวน แต่เมื่อได้ลองใช้ชีวิตกลางป่ากลับพบว่าการได้ล่าสัตว์ และหุงหาอา

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 42 มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง

    เช้าตรู่วันต่อมา ในขณะที่แสงแรกของวันยังไม่ทันสาดลงจากขอบฟ้า สายลมยามรุ่งสางพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าอ่อนลอยไปกับอากาศ และมีเสียงไก่ขันดังแว่วอยู่ไกล ๆ แต่ภายในจวนตระกูลอู๋กลับคึกคักมากกว่าทุกวันบริเวณลานหินของเรือนหลักที่เชื่อมต่อกับประตูใหญ่นั้น ตอนนี้มีขบวนรถม้าจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ รถม้าขนาดใหญ่ประดับด้วยผ้าม่านผืนบางสีฟ้าอ่อนปลิวไหวตามแรงลม ส่วนด้านหลังมีรถม้าคันยาวอีกสองคันบรรทุกหีบห่อผ้าไหมอย่างแน่นหนา โดยมีชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มยืนคุ้มกันอยู่ทั้งสองฝั่ง พวกเขามีดาบสั้นเหน็บข้างเอว บางคนยังสะพายคันธนูไว้ข้างหลังอย่างเตรียมพร้อมการเดินทางสู่เมืองหลวงในครั้งนี้ ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างเป็นระบบและรัดกุม เนื่องจากเป้าหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาการค้าขายเท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจอื่นแฝงอยู่ด้วย และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นอกจากอู๋ห่าวเทียนขบวนเดินทางแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ รถม้าสำหรับโดยสารและขนสัมภาระของผู้ว่าจ้าง ได้แก่ อู๋ห่าวเทียน จางซูเม่ย และอู๋เซียนอวี้ ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างเรียบหรู มีเบาะนั่งนุ่มคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ และมีม่านบางกั้นสายตาจากภายนอก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวต

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status