Share

บทที่ 5 ความลับ

Penulis: BABYPIGGIE
last update Tanggal publikasi: 2026-08-03 23:06:36

แม้พวกเขาจะรับได้ที่ลูกสาวตายแล้วฟื้นกลับมาได้ แต่ถึงอย่างไรหากเรื่องราวของลูกสาวหลุดออกไปถึงหูชาวบ้านคงไม่ดีเท่าไหร่นัก เพราะชาวบ้านบางกลุ่มไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ อีกทั้งในอดีตเคยมีคนที่ตายแล้วมีมารร้ายเข้ามาสิงสู่พอฟื้นขึ้นมาก็ออกเข่นฆ่าผู้คน

ดังนั้นหลี่ซูฮวาจึงได้ทำการเรียกลูกชายและกับสามีเข้ามาในห้องแล้วตกลงกันว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับตลอดไป เพื่อความปลอดภัยของจางซูเม่ยผู้เป็นดวงใจของครอบครัว

“เรื่องราวของเม่ยเอ๋อร์ขอให้รู้แค่ภายในบ้านเรา ทุกคนจะต้องเก็บความลับนี้ไว้หรือทำเป็นลืมไปเลยได้ยิ่งดี หากคนอื่นรู้นางอาจจะไม่ปลอดภัยและโดนจับไปแน่ ฉะนั้นอย่าเผลอพูดเรื่องนี้ออกมาอีก เข้าใจหรือไม่?”

“พี่ไม่พูดแน่นอน เจ้าสบายใจได้” พ่อจางเอ่ยบอกภรรยาให้สบายใจว่าเขาจะไม่มีวันพูดเรื่องนี้แน่นอน

“ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใครแน่นอนขอรับ”

คราแรกจางซูเซียวนั้นรู้สึกว่าตื่นเต้นกับเรื่องราวที่ได้รับรู้มาก ในใจคิดว่ามันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก อยากจะรีบเอาไปเล่าให้เพื่อนสนิทฟังใจจะขาดแล้ว ทว่าหลังจากได้ฟังแม่หลี่กล่าวประโยคที่บอกว่าพี่สาวจะไม่ปลอดภัยและโดนจับตัวไป เขาก็หยุดความคิดนั้นทันทีและสัญญาว่าจะไม่บอกใคร

“แล้วทำไมพี่ใหญ่ถึงจะเป็นอันตรายได้ล่ะขอรับ?”

จางซูเซียวไม่มีความรู้สึกอยากเล่าให้ใครฟังแล้ว แต่กลายเป็นว่ามีความสงสัยเสียมากกว่า ดังนั้นสีหน้าของจึงเปลี่ยนมาเป็นครุ่นคิดจนคิ้วขมวดผูกกันเป็นโบ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังคงไม่ย่อท้อในการคิดหาคำตอบ

แม่หลี่เห็นสีหน้าลูกชายก็เข้าใจว่าเขาคงพยายามคิดหาเหตุผลที่ทำให้พี่สาวเป็นอันตราย นางจึงเอ่ยขยายความเพื่อไขข้อข้องใจให้เขาฟังอีกหน่อยด้วยความสงสาร หากปล่อยนานกว่านี้กลัวว่าคิ้วเขาคงผูกกันจริง ๆ

“แม่รู้มาว่าในอดีตนั้นก่อนที่ลูกจะเกิด ในเมืองนี้เคยมีคนตายไปแล้ว แต่ถูกมารร้ายเข้าสิ่งสู่เมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วก็ออกเข่นฆ่าผู้คน แม้จะมีคนจากทางการมาปราบมาร แต่ชาวบ้านต่างก็หวาดกลัวกับเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก หากพวกเขารู้เรื่องพี่สาวของลูกแม่กลัวมันจะซ้ำรอยเดิม”

คำอธิบายเสริมของแม่หลี่ในครั้งนี้ ทำให้จางซูเซียวที่มีแต่ความสงสัยก็กระจ่างแจ้งแก่ใจโดยพลัน

“หากวันใดคนอื่นหรือพวกที่ไม่หวังดีรู้เข้าอาจจะไม่ใช่แค่พี่สาวเจ้าที่จะเป็นอันตราย แต่พวกเราทั้งครอบครัวจะถูกเหมารวมไปด้วย หากเซียวเอ๋อร์อยากให้ครอบครัวเราอยู่ด้วยกันต่อไปต้องทำเช่นไรลูก?” จางลู่ซือเอ่ยขึ้นหลังจากขบคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตอยู่ครู่หนึ่ง

“ต้องทำตามที่ท่านแม่บอกขอรับ ห้ามบอกใครหรือลืมไปเลยยิ่งดี”

“ถูกต้องแล้ว เก่งมากเซียวเอ๋อร์ ลูกเป็นผู้ชายต้องดูแลพี่สาวนะ นางยังอ่อนต่อโลกภายนอกมากนัก” พ่อจางเอ่ยชมลูกชายและบอกให้เขาปกป้องดูแลพี่สาวด้วย

“เซียวเอ๋อร์โตขึ้นมากแล้วจริง ๆ ลูกเข้าใจทุกอย่างเลย ดียิ่ง!” หลี่ซูฮวาเอ่ยชมลูกชายและหัวเราะออกมาด้วยความสุขใจ

คำกล่าวของจางลู่ซือราวกับถูกฝังลงไปในจิตใต้สำนึกของจางซูเซียวอยางล้ำลึก ในอนาคตเขายังคงยึดมั่นในประโยค ‘เกิดเป็นผู้ชายต้องดูแลพี่สาว’ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น

เมื่อได้เอ่ยถึงเรื่องของลูกสาวขึ้นมาแล้ว หลี่ซูฮวาก็ไม่อยากจะปล่อยโอกาสที่จะให้พวกเขาทำความเข้าใจกับนิสัยใจคอของจางซูเม่ย จึงรีบเอ่ยอธิบายเพิ่มอีกเล็กน้อยทันที

“เอาล่ะ อีกเรื่องหนึ่งที่ข้าไม่อยากให้ทั้งสองคนเกิดข้อสงสัยในภายหลัง นั่นก็คือ นิสัยที่เปลี่ยนไปของเม่ยเอ๋อร์ หากบางคราวนางทำตัวแปลกไปก็ขอให้เข้าใจด้วย เพราะนางไปอยู่มิติอื่นมานานเลยติดนิสัยเดิมมาใช้ที่นี่น่ะ” แม่หลี่กล่าวกำชับด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเข้มงวด

สองพ่อลูกที่กำลังรับฟังแม่หลี่ด้วยความตั้งใจรีบตอบรับด้วยความหนักแน่นในทันที

“เรื่องนี้พี่ไม่มีปัญหาหรอก พี่ชอบเม่ยเอ๋อร์ตอนนี้มากเลย นางดูมีความสุขกว่าแต่ก่อนมากนัก” จางลู่ซือ

“ข้าก็ชอบพี่ใหญ่ที่เป็นแบบนี้ขอรับ ตอนนี้นางแข็งแรงสามารถเล่นกับข้าได้แล้วด้วย” จางซูเซียวเอ่ยเสียงดังฟังชัด

หลี่ซูฮวายิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูลูกชาย เขาเสียงดังราวกับเอ่ยคำปฏิญาณก็ไม่ปาน

เมื่อพูดคุยทำความเข้าใจกันมาสักพักใหญ่แล้ว แม่หลี่จึงคิดว่าตนต้องรีบไปช่วยลูกสาวทำอาหารเย็นในครัว แม้ลูกสาวจะบอกว่านางมีความรู้ต่าง ๆ ติดตัวมาด้วย แต่แม่หลีก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ หากจะปล่อยนางทำอาหารคนเดียว

...

ทางฝั่งของจางซูเม่ยที่อยู่ในครัว นางจัดการทำอาหารเสร็จแล้ว เพราะเคยเรียนทำอาหารมาจนชำนาญจึงใช้เวลาเพียงไม่นาน วันนี้อาหารมื้อเย็นของพวกนางเป็นอาหารไทย ได้แก่ ผัดกะเพราหมูสับ ไข่เจียว และผัดผักบุ้ง เนื่องจากพึ่งเก็บวัตถุดิบมาได้ และนางก็อยากกินอาหารรสชาติเผ็ดจัดจ้าน จึงตั้งใจทำผัดกะเพราขึ้นมาเป็นอย่างแรก แต่ก็ไม่ได้ทำเผ็ดมากนัก เพื่อให้พ่อแม่และน้องชายสามารถกินได้ด้วย

ขณะที่จางซูเม่ยกำลังเก็บของในครัวอยู่นั้น แม่หลี่ก็เข้ามาในห้องครัวพอดี นางตั้งใจมาช่วยลูกสาวแต่ดูเหมือนจะไม่ต้องแล้ว

“อ้าว เม่ยเอ๋อร์ทำเสร็จหมดแล้ว แม่ว่าจะเข้ามาช่วยสักหน่อย”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่รอกินอย่างเดียวก็พอ อาหารพวกนี้ไม่ยากทำไม่นานก็เสร็จแล้ว ต่อไปหน้าที่ทำอาหารและงานบ้านอื่น ๆ ข้าจะเป็นคนจัดการเองนะเจ้าคะ”

“แต่งานบ้านมีหลายอย่างนะเม่ยเอ๋อร์ แม่กลัวว่ามันจะหนักเกินไปสำหรับลูกนะ”

“ท่านแม่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ตัวข้าตอนนี้นั้นแข็งแรงมาก วิ่งรอบบ้านได้สบายเลย ก่อนหน้านี้ข้าทำความสะอาดบ้านคนเดียว และข้ายังทำอาหารทั้งสามได้ในเวลาไม่นานอีกด้วย ท่านแม่เห็นหรือไม่ ข้าทำทั้งหมดได้แน่ไม่มีปัญหาเลยเจ้าค่ะ”

จางซูเม่ยเอ่ยบอกผู้เป็นแม่ ขณะพูดก็ยกมือออกท่าทางไปด้วยว่าตนเองแข็งแรงมากแค่ไหน นางไม่อยากให้แม่มาช่วยทำงานในบ้าน เพราะท่านเหนื่อยจากการเข้าป่าหาสมุนไพรทุกวัน จึงอยากให้แม่หลี่พักผ่อนชดเชยเวลาที่ผ่านมา

โดยจางซูเม่ยตั้งใจว่าจะรับผิดชอบงานทั้งหมดในบ้านเองคนเดียว เพราะตอนนี้ร่างกายแข็งแรงแล้ว แถมยังคนเป็นว่างงานด้วย นางจึงเสนอตัวทำหน้าที่นี้ด้วยความเต็มใจ

“ถ้าลูกยืนยันจะทำก็ตามใจ แต่หากไม่ไหวบอกแม่นะเม่ยเอ๋อร์”

หลี่ซูฮวาเอ่ยกับลูกสาวด้วยความเป็นห่วง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ได้ห้ามลูก เพราะถือคติว่าหากลูกทั้งสองต้องการอะไรแล้วไม่เหลือบ่ากว่าแรง และไม่ใช่สิ่งที่ผิด นางยอมได้ทั้งนั้น

“ได้เลยเจ้าค่ะ ข้าจะบอกท่านแม่คนแรกเลย” จางซูเม่ยพูดจบก็ยิ้มตาหยีใส่ผู้เป็นแม่ ตอนนี้นางรู้สึกมีความสุขมาก เพราะหันไปทางไหนก็เจอทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ต่อไปนี้นางจะไม่โดดเดี่ยวเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

หลังจากสองแม่ลูกพูดคุยกันสักพัก แม่หลี่เห็นว่ายังไม่ถึงเวลากินข้าวของครอบครัว จึงชวนลูกสาวทำของหวานจากเผือกที่เหลืออยู่ในครัว ซึ่งจางซูเม่ยเสนอให้ผู้เป็นแม่ทำเผือกหิมะ เพราะขั้นตอนการทำง่าย กินง่าย และมีสูตรที่เคยทำกินเองบ่อย ๆ สมัยยังเป็นสาวโรงงาน

โดยวัตถุดิบมีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น ได้แก่ เผือก น้ำตาล เกลือ น้ำเปล่า และต้นหอม ส่วนวิธีการทำนั้นก็ไม่ยาก แม่หลี่จึงอาสาทำเองโดยมีลูกสาวยืนบอกอยู่ข้าง ๆ

ขั้นตอนแรกเริ่มจากนำเผือกมาปอกเปลือกออกให้หมด และล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นเผือกให้เป็นชิ้นหนาพอดีกิน แล้วนำไปทอดเมื่อสุกให้ตักขึ้นพักไว้

ขั้นตอนที่สองคือการละลายน้ำตาล โดยตั้งกระทะแล้วใส่น้ำตาล เกลือ และน้ำเปล่าเล็กน้อย พอน้ำตาลละลายหมดใส่ต้นหอมลงแล้วคนให้เข้ากัน

ขั้นตอนสุดท้ายคือการคลุกเคล้าให้กลายเป็นเผือกหิมะ หลังจากน้ำตาลในกระทะเป็นฟองใหญ่ขึ้นมา ให้นำเผือกทอดลงไปคลุกเคล้าให้ทั่วทั้งชิ้นด้วยความเบามือ จนกระทั่งน้ำตาลแข็งตัวดีก็สามารถกินได้แล้ว

หลี่ซูฮวาทำตามที่ลูกสาวบอกอย่างตั้งใจ นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าเผือกที่เอามาต้มน้ำตาลกินเป็นประจำ สามารถนำไปทำของหวานแบบอื่น ๆ ได้สวยและน่ากินมากขนาดนี้ เผือกทอดถูกเคลือบด้วยน้ำตาลมีสีขาวราวกับหิมะแรกของเหมันต์ฤดู ในสายตานางมันสวยงามเกินกว่าจะเป็นของกิน

หากทำขายได้คงดีหรือจะลองขอสูตรเม่ยเอ๋อร์ดีนะ?

“ท่านแม่เจ้าคะ! ทำไมถึงเอาแต่มองแล้วยิ้มแบบนั้นล่ะ ลองชิมดูสิ นั่นฝีมือท่านคนเดียวเลย แต่จะว่าไปท่านแม่ต้องมีพรสวรรค์ในการทำอาหารมากแน่ เพียงฟังวิธีทำจากข้าก็สามารถทำออกมาได้สวยขนาดนี้”

จางซูเม่ยส่งเสียงเรียกผู้เป็นแม่ที่อยู่ในภวังค์ พลางเอ่ยชื่นชมในฝีมือการทำอาหารของแม่หลี่อย่างจริงใจ ตัวนางนั้นกว่าจะทำได้ต้องเรียนการทำอาหารคาวหวานและฝึกฝนมาไม่รู้กี่รอบ แต่ท่านแม่ของนางกลับทำออกมาได้ดีทั้งที่ทำเป็นครั้งแรก

“เพราะมีเม่ยเอ๋อร์คอยบอก แม่ถึงทำได้ขนาดนี้ อื้อหือ! หวานกำลังพอดีเข้ากันกับเผือกทอดมาก แม่ไม่เคยกินอะไรอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย!”

แม่หลี่ตาโตทันทีเมื่อได้ลิ้มรสของเผือกหิมะ ไม่น่าเชื่อว่านางเป็นคนทำมันด้วยตัวเอง รสชาติที่ไม่เคยพบเจอทำให้มีความรู้สึกอยากจะกินให้หมดเดี๋ยวนี้เลย แต่นางก็ต้องหักใจเพราะอยากให้ครอบครัวได้กินด้วยกันนั่นเอง

“อื้ม อร่อยจริง ๆ ด้วย ต้องเป็นเพราะท่านแม่มีฝีมือและได้สูตรจากข้าแน่เลยเจ้าค่ะ รสชาติถึงดีขนาดนี้” จางซูเม่ยหยิบเผือกหิมะขึ้นมาชิมก็ถึงกับเอ่ยชมมารดาทันที

“แม่ว่าเม่ยเอ๋อร์ไปเรียกพ่อกับน้องมากินของอร่อยด้วยกันดีกว่า นี่ก็ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว เดี๋ยวแม่ยกอาหารออกไปเองจ้ะ”

“ได้เลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อ! เซียวอ์อร์! มากินข้าวได้แล้วว”

จางซูเม่ยส่งเสียงเรียกพ่อและน้องชายเสียงดังระหว่างกำลังเดินไปหาพวกเขาในห้องทำงานของพ่อจาง

มื้อเย็นวันนี้นั้นครอบครัวจางต่างก็กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แม้อาหารจะแปลกใหม่และมีรสชาติเผ็ดที่พวกเขาไม่คุ้นเคย แต่ก็นับว่าถูกปากมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะผัดกะเพราที่ทุกคนชอบมากแถมยังบอกว่าอยากลองกินเผ็ดกว่านี้ และปิดท้ายด้วยของหวานแสนอร่อยฝีมือแม่หลี่ ยิ่งทำให้อาหารมื้อนี้สมบูรณ์แบบมากสำหรับพวกเขา

นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่พ่อจางล้มป่วยที่บ้านจางได้กินอิ่ม อร่อย และมีความสุขมากขนาดนี้ บนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้บ้านที่เคยอึมครึมหม่นหมอง เพราะมีแต่คนป่วยนั้นดูมีสีสันขึ้นมาทันตา

...

ณ แดนสวรรค์ ภายในสวนพฤกษาอันงดงามขององค์มหาเทพ ได้มีเทพฝึกหัดแอบมานั่งกินเมล็ดแตงโมพลางส่องดูลูกแก้วกาลเวลาไปด้วย เพื่อหาสิ่งของสำคัญส่งคืนให้กับผู้เป็นแม่สุดที่รักด้วยความตั้งใจ (?)

“เทพพฤกษา เจ้าดูอะไรอยู่น่ะ หาไข่มุกพฤกษาของแม่เจอหรือยัง แค่ให้ถือดูใครบอกให้เจ้าไม่ระวังทำหลุดมือลงประตูมิติแบบนั้น ซุ่มซ่ามแท้ และแม่ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าคนที่ได้มันไปครอบครองเป็นคนชั่วช้าแล้วละก็...เตรียมตัวโดนยึดของสะสมจากโลกมนุษย์ของเจ้าได้เลย ตัวบู้บู้บี้บี้ อะไรนั่นน่ะ แม่จะขนทิ้งให้หมดเลย ไปดีกว่าเห็นหน้าเจแล้วหงุดหงิด ฮึ”

องค์เทพีเดินผ่านมาเจอกับลูกชายคนเล็กในสวน ผู้ทำของที่สามีมอบให้หายไป กำลังนั่งดูอะไรไร้สาระบวกกับท่านั่งชันเข่าหนึ่งข้างแล้วแทะเม็ดแตงโมนั่นอีก ราวกับกำลังดูละครก็ไม่ปาน หรือเขาจะติดนิสัยมาจากโลกมนุษย์กัน ต้องเป็นเพราะสามีแน่ ๆ ตามใจจนลูกทำตัวไม่สมกับเป็นลูกชายของมหาเทพเอาเสียเลย พระนางเห็นแบบนั้นก็หงุดหงิดลูกชายเล็กน้อย จึงเดินเข้าไปบ่นเขาสักครู่จนพอใจแล้วก็เดินจากไปทันที

“อ้าว บ่นเสร็จแล้วก็ไปไม่รอฟังคำตอบก่อนเลย ข้ายังไม่ทันได้บอกเลยว่าเจอไข่มุกพฤกษาแล้ว เอ๊ะ! เมื่อกี้ท่านแม่บอกว่าจะเอาอะไรทิ้งนะ โอ้ะ! ไม่นะ ๆ ท่านแม่กลับมาก่อนขอรับ ข้าหาเจอแล้วขอรับบ!! อย่าพึ่งเอาลาบูบู้ของข้าทิ้งนะ!!”

ภาพที่เห็นหลังจากนั้น คือ เทพพฤกษาฝึกหัดลุกขึ้นอุ้มลูกแก้วกาลเวลาวิ่งตามองค์เทพีไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาของผู้ติดตามมากมายที่ยืนอยู่โดยรอบสวนพฤกษาสวรรค์แห่งนั้น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 45 เมืองเซิ่งหลิน

    หลังผ่านค่ำคืนแห่งความเป็นความตาย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนได้รับคำเชิญจากเจ้าเมืองเซิ่งหลินให้เข้าเมืองโดยด่วน ในฐานะผู้เสียหายจากการถูกโจมตีและในฐานะผู้ปราบโจร เจ้าเมืองขอความร่วมมือให้พวกเขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดหลังจากตามหมอได้มาดูอาการของจางซูเม่ยแล้ว ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหุบเขาอย่างเชื่องช้า ภายใต้การคุ้มกันของทหารที่เจ้าเมืองส่งมาช่วยดูแลความปลอดภัย อู๋ห่าวเทียนควบม้านำหน้าขบวนด้วยใบหน้านิ่ง ทว่าดวงตากลับสอดส่องไปทั่วอย่างระวัง ด้านหลังคือรถม้าโดยสารของสองสาว จางซูเม่ยซึ่งยังคงนอนพักอยู่ภายในหลังจากกินข้าวกินยาไปเมื่อขบวนของอู๋ห่าวเทียนเดินทางมาถึงประตูเมือง ทหารเวรยามประจำประตูในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มต่างรีบตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ก่อนจะตะโกนเสียงดังข้ามกำแพงหินสูง“ขบวนจากหุบเขามาแล้ว! เปิดประตู!”เสียงฟืดฟาดของโซ่เหล็กดังตามมา ก่อนที่ประตูไม้ขนาดใหญ่จะค่อย ๆ แง้มออก ภายใต้เงาไม้ของยามสาย ทหารยืนเรียงรายสองฟากทาง หน้าตาเคร่งขรึม ไม่มีใครยิ้มแย้มแม้แต่คนเดียว ราวกับรู้ว่าขบวนที่มาไม่ใช่แค่กลุ่มผู้เดินทางธรรมดา“รายงานตัวและวัตถุประ

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 44 ถูกโจมตี

    กลางดึกคืนนั้น แสงจันทร์เลือนรางถูกหมอกบางกลืนหาย ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วผืนป่า เสียงหวีดหวิวของสายลมราวกับลมหายใจของสัตว์ร้ายที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดกรอบแกรบ!!ขณะนั้นเอง เวรยามสองคนที่ออกมาทำธุระส่วนตัวก็ได้ยินเสียงไม้แห้งหักดังแผ่วมาจากแนวต้นสน พวกเขาชะงักเล็กน้อยแล้วหันขวับไปตามเสียงอย่างระแวง พวกเขายังไม่ทันเอ่ยอะไร อยู่ ๆ ก็มีลูกธนูพุ่งออกมาจากความมืดแบบไม่ทันตั้งตัว เฉียดผ่านแขนของหนึ่งในนั้นจนเลือดสาดเป็นทาง“ศัตรู! มีศัตรู!” เวรยาทั้งสองตะโกนเสียงดังลั่นป่าเสียงนั้นเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดเพลิงแห่งความวุ่นวายขึ้นในพริบตาเดียวจากนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำดังก้องตามด้วยฝีเท้าหนัก ๆ กระแทกพื้นดินจนสั่นสะเทือน เสียงโห่ร้องแหลมสูงปะปนกับเสียงโลหะกระทบกัน ชายฉกรรจ์ในชุดดำทะยานออกมาเป็นสาย อาวุธในมือแต่ละคนสะท้อนแสงจันทร์แวววับ แม้จะคลุมหน้าด้วยผ้าดำมิดชิด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมท่วงท่าของพวกมันแสดงออกถึงความชำนาญในการฆ่า มิใช่แค่โจรป่าไร้ฝีมือ แต่เหมือนเป็นนักรบผู้ถูกฝึกมาเพื่อปลิดชีพศัตรูโดยเฉพาะเสียมากกว่าผู้นำกลุ่มโจรหยุดยืนเบื้องหน้าขบวนรถม้าแล้วตะโกนว

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 43 หุบเขามรณะ

    การเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนใช้เวลาครึ่งเดือนในการเคลื่อนผ่านเส้นทางยาวไกลที่เต็มไปด้วยป่าเขา ทะลุผ่านหมู่บ้านเล็กใหญ่และเมืองทางผ่านเป็นระยะ แม้จะพยายามหาที่พักแรมในเมืองหรือหมู่บ้าน แต่หลายครั้งก็จำเป็นต้องนอนกลางป่า ช่วงหลังกลายเป็นกิจวัตรที่ทุกคนเริ่มชินชาและปรับตัวเข้ากับมันได้แล้วแม้การเดินทางจะยาวนานและเหน็ดเหนื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โดยเฉพาะจางซูเม่ย หญิงสาวที่เคยเรียบร้อย เมื่ออยู่กับคนแปลกหน้าก็จะพูดน้อย บัดนี้กลับปลดปล่อยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่ นางพูดคุยกับทุกคนอย่างสนุกสนาน และทุกครั้งที่ต้องนอนพักแรมกลางป่า นางจะเป็นคนแรกที่ก้าวลงจากรถม้าพร้อมความกระตือรือร้น“คืนนี้เราจะทำแกงป่าหรือย่างเนื้อดีล่ะ?” นางถามเสียงสดใสจนคนในขบวนหัวเราะตามกัน“แล้วแต่แม่ครัวเลยขอรับ!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนตอบกลับมาเสียงดัง ก่อนจะรีบเดินเข้าป่าไปพร้อมพรรคพวกเพื่อหาเห็ดป่า ไก่ หรือกระต่ายป่ากลับมาให้นางทำอาหารอู๋เซียนอวี้เองก็รู้สึกสนุกไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้นางเคยชินกับชีวิตสะดวกสบายในจวน แต่เมื่อได้ลองใช้ชีวิตกลางป่ากลับพบว่าการได้ล่าสัตว์ และหุงหาอา

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 42 มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง

    เช้าตรู่วันต่อมา ในขณะที่แสงแรกของวันยังไม่ทันสาดลงจากขอบฟ้า สายลมยามรุ่งสางพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าอ่อนลอยไปกับอากาศ และมีเสียงไก่ขันดังแว่วอยู่ไกล ๆ แต่ภายในจวนตระกูลอู๋กลับคึกคักมากกว่าทุกวันบริเวณลานหินของเรือนหลักที่เชื่อมต่อกับประตูใหญ่นั้น ตอนนี้มีขบวนรถม้าจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ รถม้าขนาดใหญ่ประดับด้วยผ้าม่านผืนบางสีฟ้าอ่อนปลิวไหวตามแรงลม ส่วนด้านหลังมีรถม้าคันยาวอีกสองคันบรรทุกหีบห่อผ้าไหมอย่างแน่นหนา โดยมีชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มยืนคุ้มกันอยู่ทั้งสองฝั่ง พวกเขามีดาบสั้นเหน็บข้างเอว บางคนยังสะพายคันธนูไว้ข้างหลังอย่างเตรียมพร้อมการเดินทางสู่เมืองหลวงในครั้งนี้ ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างเป็นระบบและรัดกุม เนื่องจากเป้าหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาการค้าขายเท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจอื่นแฝงอยู่ด้วย และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นอกจากอู๋ห่าวเทียนขบวนเดินทางแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ รถม้าสำหรับโดยสารและขนสัมภาระของผู้ว่าจ้าง ได้แก่ อู๋ห่าวเทียน จางซูเม่ย และอู๋เซียนอวี้ ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างเรียบหรู มีเบาะนั่งนุ่มคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ และมีม่านบางกั้นสายตาจากภายนอก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวต

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 41 ใต้แสงจันทร์

    หลังมื้ออาหารค่ำจบลงและบ่าวในเรือนช่วยกันเก็บถ้วยชามเรียบร้อยแล้วอู๋อวี้เฟิงนั่งสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันสายตาไปยังบุตรชายคนรองที่นั่งอยู่ไม่ไกล สีหน้าของท่านยังคงสุขุม แววตานิ่งสงบ แต่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นชัดเจนและเต็มไปด้วยความห่วงใย“ห่าวเทียน” เขาเอ่ยเรียกด้วยเสียงทุ้มต่ำ “การเดินทางไปเมืองหลวงครั้งนี้ แม้เจ้าจะคุ้นเคยการเดินทางอยู่แล้ว แต่พ่อก็อยากจะเตือนสติไว้สักหน่อย”อู๋ห่าวเทียนเอ่ยรับคำของผู้เป็นพ่อ “ขอรับท่านพ่อ”อู๋อวี้เฟิงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อว่า “เจ้าต้องดูแลเซียนอวี้กับคุณหนูจางให้ดี ระหว่างทางอย่าได้ประมาท ไม่ว่าเส้นทางหลักหรือเส้นทางรอง แม้จะเคยผ่านไปได้อย่างปลอดภัยก็อย่าคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป”เขาหยุดพุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหนักแน่นขึ้น “พ่อได้ข่าวมาว่าช่วงนี้เส้นทางเข้าเมืองหลวงมีโจรเร่ร่อนแฝงตัวอยู่ตามหุบเขา บางกลุ่มปลอมเป็นพ่อค้าหรือแม้แต่ขอทานเพื่อเข้าใกล้ผู้โดยสาร อย่าไว้ใจคนแปลกหน้าเด็ดขาด”“ขอรับ ข้าจะระมัดระวังให้ดี” อู๋ห่าวเทียนขานรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคงอู๋อวี้เฟิงพยักหน้าช้า ๆ สายตาคมมองลูกชายอย่างพินิจ “พ่อเชื่

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 40 กินข้าวพร้อมหน้า

    ภายในห้องอาหารของจวนตระกูลอู๋ แม้จะไม่มีเครื่องประดับฟุ่มเฟือยหรูหรา หากแต่ของทุกสิ่งกลับสื่อถึงรสนิยมและความพิถีพิถันของเจ้าบ้านได้อย่างชัดเจน พื้นไม้เนื้อดีขัดเงาจนสะท้อนแสงได้นั้นให้ความรู้สึกสะอาดสะอ้าน แซมด้วยกลิ่นหอมของไม้หอมซึ่งถูกจุดไว้ตามมุมห้อง ทำให้ผู้มาเยือนผ่อนคลายตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาเลยทีเดียวเมื่อเข้ามาใกล้โต๊ะจะได้กลิ่นอาหารสดใหม่ที่เพิ่งปรุงเสร็จลอยตลบอบอวลไปทั่วห้อง ผสมกับไอร้อนจาง ๆ จากถ้วยชามที่เพิ่งยกขึ้นโต๊ะ ยิ่งชวนให้น้ำลายสอและรู้สึกอยากอาหาร ด้านบนเพดานมีโคมกระดาษทรงกลมแขวนเรียงรายกันอย่างมีระเบียบ แสงสีนวลอ่อนจากเปลวเทียนภายในส่องลงกระทบใบหน้าของผู้คนรอบโต๊ะอย่างอ่อนโยน ทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเองกลางห้องตั้งโต๊ะอาหารทรงกลมขนาดใหญ่ ทำจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มแกะสลักลวดลายเมฆมงคลประณีต รอบโต๊ะมีเก้าอี้ไม้พนักพิงสูงวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ทุกที่นั่งล้วนสะอาดบ่งบอกถึงความเอาใจใส่ของผู้ดูแลเรือนบนโต๊ะอาหารถูกจัดวางด้วยภาชนะเคลือบลายครามสีน้ำเงินขาวที่ดูงดงามและทรงคุณค่า ตะเกียบไม้ไผ่วางอยู่ข้างถ้วยชามเล็กใหญ่ซึ่งมีฝาครอบอาหารวางทับ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status