Share

บทที่ 6 ผีเสื้อพฤกษา

Penulis: BABYPIGGIE
last update Tanggal publikasi: 2026-08-04 23:43:12

หลังจากการกินอาหารเย็นของบ้านจางจบลง จางซูเม่ยก็รับหน้าที่ล้างจานและทำความสะอาดเครื่องครัวที่ใช้ทำอาหารเอง เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ให้แม่หลี่ทำงานบ้าน เพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้กลับมาแข็งแรงไว ๆ

หลี่ซูฮวาและจางลู่ซือนั้นเข้าห้องนอนไปพร้อมกันแล้ว ส่วนจางซูเซียวเลือกที่จะนั่งเล่นกับพี่สาวก่อน

พี่สาวกับน้องชายสนทนาเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ในแต่ละวันของครอบครัวจางรวมถึงเรื่องราวภายนอกที่จางซูเม่ยไม่รู้อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งน้องชายเริ่มหาวแสดงถึงอาการง่วงออกมา ผู้เป็นพี่สาวจึงไล่ให้ไปนอน จากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันเข้าไปนอนคนละห้อง

ในเรือนหลังเล็กของครอบครัวจางที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านนี้ มีห้องนอนสองห้องด้วยกัน ห้องแรกมีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงใช้เป็นห้องนอนสำหรับของพ่อแม่และน้องชาย ส่วนห้องที่เล็กกว่ามอบให้จางซูเม่ย ผู้เป็นลูกสาวคนเดียวเพื่อความเป็นส่วนตัว แล้วก็มีห้องเก็บของหนึ่งห้องที่ถูกเปลี่ยนเป็นห้องทำงานไม้ของพ่อจาง ส่วนพื้นที่ที่เหลือถูกแบ่งเป็นห้องครัวและห้องโถงสำหรับตั้งโต๊ะกินข้าวนั่นเอง

วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่จางซูเม่ยรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลยกับการนอนเร็วของคนที่นี่ หลังจากตื่นขึ้นมาในร่างใหม่นี้นางยังติดนิสัยการนอนดึกตื่นเช้าเหมือนตอนเป็นสาวโรงงานอยู่เลย

ดังนั้นในแต่ละคืนที่ผ่านมาตัวนางนั้นมักใช้เวลาช่วงกลางคืนไปกับความคิดที่ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรดี พอคิดมาก ๆ เข้าบางครั้งก็เกิดความรู้สึกสับสนขึ้นมาเช่นกัน จางซูเม่ยเอนตัวลงนอนบนเตียงไม้ที่ปูรองด้วยฟูกเก่าขาด มองดูหลังคาบ้านไปเรื่อย ๆ เพราะไม่อาจข่มตาให้หลับได้

หญิงสาวนอนคิดทบทวนถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมา ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นสาวโรงงานหาเลี้ยงตัวเองจนถึงตอนนี้ที่มีครอบครัวให้ดูแล เมื่อคิดถึงหน้าครอบครัวจางแล้วนางจึงละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง และเริ่มวางแผนพัฒนาชีวิตพ่อแม่น้องชายให้ดีขึ้นในอนาคตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

โดยปกตินิสัยของคนส่วนใหญ่เวลาใช้ความคิดหรือมีความกังวลนั้น มักจะนอนเอามือก่ายหน้าผาก จางซูเมยก็เป็นแบบนั้นเช่นกัน นางชอบยกมือซ้ายขึ้นมาก่ายหน้าผากเวลาใช้ความคิด

แต่ทว่าไม่รู้ว่าคิดมากไปเองหรืออย่างไร อยู่ ๆ บริเวณหน้าผากของจางซูเม่ยจึงรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างกะทันหัน และข้อมือซ้ายที่มีสร้อยไข่มุกสีเขียวหม่นก็รู้สึกร้อนวูบ ราวกับมีคนโดนเหล็กเผาไฟร้อนมานาบ

หญิงสาวรีบลุกขึ้นนั่งและยกข้อมือมาดูด้วยความร้อนใจ ทันใดนั้นนางก็เห็นว่าสร้อยข้อมือสีแดงที่เคยใช้ร้อยไข่มุกไว้ก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว เหลือเพียงรอยสักรูปเถาวัลย์สีเขียวหม่นพันรอบข้อมือ คล้ายกับเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่ไข่มุกเม็ดนั้นทิ้งไว้ แต่นางก็ไม่รู้อยู่ดีว่าคืออะไร

จางซูเม่ยไม่ทันคิดไตร่ตรองให้ดี ยกมืออีกข้างลูบไปที่รอยสักนั้นอย่างสนใจเพราะมีแสงสีเขียวกระจ่างขึ้นมา ราวกับเชิญชวนนางให้สัมผัสมันดูสักครั้ง ในขณะนั้นเองแสงดังกล่าวก็กะพริบถี่และนำพาตัวคนหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว

วูบบบ

จางซูเม่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง

ไข่มุกนั่นพาข้ามาที่ไหนอีกเนี่ย!

ก่อนหน้านี้นางยังนั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนส่วนตัวแท้ ๆ ชั่วพริบตาก็มาโผล่ที่ไหนอีกก็ไม่รู้ นางไม่อยากจากครอบครัวไปไหนเสียหน่อย

หญิงสาวนั้นคิดว่าไข่มุกคือตัวการที่นำพานางมาอยู่ในร่างนี้ และอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้นางมาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน เมื่อสำรวจร่างกายตนเองแล้วพบว่ายังอยู่ในร่างของจางซูเม่ยเช่นเดิม

นางถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก กลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นวิญญาณแล้วไปอยู่ในร่างใครอีก พึ่งมาอยู่บ้านจางไม่ถึงเดือนยังไม่อยากจากไปไหนเลย

หลังนั่งสงบจิตใจให้สติมาอยู่กลับเนื้อกลับตัวครู่หนึ่ง จากนั้นจึงลุกขึ้นจัดชุดนอนตัวเก่าบนร่าง ก่อนจะคิดหาวิธีกลับไปบ้านจางเป็นอันดับแรก ร่างบางที่รู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้เกิดจากอะไรก็ก้มมองรอยสักเถาวัลย์ทันที เจ้าของดวงตากลมโตจ้องข้อมือซ้ายเขม็ง ส่วนมืออีกข้างก็ลูบไปมาหวังให้มันส่งตัวเองกลับไปเหมือนตอนมา

ทว่าผ่านไปสักพักก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แสงสีเขียวก่อนหน้าก็ไม่มี ราวกับมันไม่ตอบสนองแล้ว ดังนั้นจางซูเม่ยจึงเลิกล้มความตั้งใจจะกลับบ้านจางไปก่อนชั่วคราว เพราะนางไม่รู้จะใช้วิธีไหนอีก แล้วเปลี่ยนไปเดินสำรวจสถานที่แห่งนี้แทน

แต่จะว่าไปสถานที่แห่งนี้ก็แปลกประหลาดยิ่งนัก ท้องฟ้าสดใสแต่ไร้เงาของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์หรือดวงดาวอื่น ๆ ที่ให้แสงสว่าง อีกทั้งพื้นดินยังไม่มีต้นไม้ชนิดอื่นเลย นอกจากหญ้าที่มีประกายสีเขียวซึ่งความสูงประมาณข้อเท้าของนาง ไกลออกไปมีภูเขาเขียวชอุ่ม

ทุ่งหญ้ากว้างแห่งนี้ไม่มีแม้สายลมพัดผ่าน แต่บรรยากาศโดยรอบกลับเย็นสบาย และมีกลิ่นดอกกุหลาบหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ

แต่จุดที่ดึงดูดความสนใจของจางซูเม่ย คือ บ้านไม้หนึ่งหลังที่ตั้งอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้าอย่างโดดเดี่ยว

ระหว่างทางเดินไปยังบ้านนั้นเงียบมาก ด้วยความเงียบเกินไปนี้ทำให้ที่นี่น่ากลัวแม้ไม่มีความมืดด้วยซ้ำ หญิงสาวรู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ จึงเร่งฝีเท้าเพื่อให้ไปถึงเร็ว ๆ ในใจได้แต่หวังว่าภายในบ้านจะมีคนอาศัยอยู่ เพราะนางไม่อยากอยู่ที่นี่คนเดียว

เมื่อมาถึงหน้าบ้านปรากฏว่า สภาพโดยรวมดูเก่ากว่าที่เห็นตอนแรกมากและน่าจะไม่มีคนอยู่ด้วย เพราะประตูถูกไม้ขัดไว้จากด้านนอก ดังนั้นจางซูเม่ยจึงตัดสินใจยังไม่เข้าไปในบ้าน แต่ไปเดินสำรวจรอบตัวบ้านก่อนแล้วก็พบว่านอกจากบ้านไม้แล้ว ด้านหลังบ้านยังมีบ่อน้ำอีกถึงสามบ่อ

โดยน้ำจะมีความใสสะอาดจนสามารถมองเห็นก้นบ่อได้เหมือนกันทั้งหมด ทว่ามีความแตกต่างตรงที่ใต้น้ำนั้นจะมีหินโปร่งแสงสีต่างกันไป ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน และสีเขียว ตามลำดับ

ห่างไปไม่ไกลจากบ่อน้ำก็ยังมีพุ่มดอกกุหลาบหลากหลายสายพันธุ์ เมื่อเห็นแบบนั้นหญิงสาวก็ไม่แปลกใจแล้ว ว่าทำไมถึงได้กลิ่นหอมของกุหลาบ เพราะพวกมันเกิดอยู่รวมกันมากมายขนาดนี้

หลังจากจางซูเม่ยเดินสำรวจรอบบ้านอยู่นานถึงสองเค่อ นางพบว่านอกจากบ่อน้ำและสวนกุหลาบขนาดใหญ่ ก็ไม่มีสิ่งใดให้สำรวจอีกแล้ว

สถานที่ต่อไปที่จะสำรวจก็คือ บ้านไม้หลังเก่าตรงหน้า นางดึงไม้สลักประตูออกแล้วออกแรงผลักเล็กน้อย ประตูที่ภายนอกดูเก่ากลับสามารถเปิดออกได้อย่างง่ายดาย

สิ่งที่ปรากฏสู่สายตานั้นผิดจากความคิดของจางซูเม่ยไปมาก นางคิดว่าภายในอาจจะเก่ารกร้างเช่นเดียวกับด้านนอก และมันต้องเป็นบ้านที่ใช้อยู่อาศัยแน่นอน

แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย เพราะภายในบ้านนั้นสะอาดมากเป็นห้องเดียวโล่ง ๆ ไม่มีข้าวของเครื่องใช้อย่างอื่นสำหรับการอยู่อาศัย นอกจากโต๊ะที่มีเครื่องเขียนอยู่มุมห้องติดหน้าต่าง แล้วก็ตู้เก็บหนังสืออีกนับสิบเรียงยาวจำนวนสองแถว ราวกับบ้านหลังนี้ถูกสร้างเป็นห้องสมุดโดยเฉพาะ

มองไปทั่วบ้านสิ่งที่เตะตามากที่สุดนั้น กลับเป็นภาพผีเสื้อตัวใหญ่สีเขียวบินอยู่กลางทุ่งหญ้าและมีบ้านหลังนี้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นภาพเดียวในบ้านหลังนี้ มันถูกแขวนบนผนัง ทว่าเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างดึงดูดให้จางซูเม่ยเข้าไปยืนอยู่หน้าภาพนั้น

ในขณะกำลังใช้มือสัมผัสผีเสื้อในภาพ อยู่ ๆ นิ้วก็เหมือนโดนเข็มทิ่มอย่างแรง ทำให้เลือดหยดลงตรงปีกของผีเสื้อพอดิบพอดี นางตกใจมากรีบชักมือกลับมาทันที

จางซูเม่ยยกนิ้วก้อยขวามาดู แล้วเอาเข้าปากทันทีเพื่อดูดเลือด เพราะเชื่อว่าเลือดจะหยุดไหลเร็วกว่าเดิม แม้จะเจ็บตัวแต่เมื่อสักครู่พึ่งทำภาพของผู้อื่นสกปรก จึงเตรียมใช้ชายเสื้อตนเองเช็ดเลือดก่อนจะซึมลงไป

แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาดวงตาคู่งามก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจ สมองเหมือนหยุดทำงานไปชั่วขณะ ร่างกายนางไม่ขยับไปไหน ได้แต่มองและโพล่งออกมาเสียงดัง

“อะไรอีกเนี่ย! ออกมาได้ไง!!”

สาเหตุทำให้จางซูเม่ยตกใจขนาดนี้ เพราะหลังจากนางโดนเข็มที่ถูกวางกลไกไว้ในภาพทิ่มนิ้ว เลือดของนางเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้ผีเสื้อพฤกษาที่ถูกผนึกเอาไว้ตื่นขึ้นและบินออกมาจากภาพ

ผีเสื้อสีเขียวสยายปีกที่มีลวดลายเถาวัลย์สวยงาม ทำการบินไปมารอบห้องและวนมาหาหญิงสาวในตอนท้าย มันบินรวดเร็วราวกับอัดอั้นมานาน พร้อมส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข

“ข้าก็คือผีเสื้อน่ะสิ ขอบคุณนายหญิงที่ปลดปล่อยข้า ฮ่าฮ่า” เสียงหญิงสาวตอบกลับมาอย่างอารมณ์ดี นางจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนเองถูกผนึกไว้ตอนไหน รู้เพียงว่ามันนานมากจนขี้เกียจจะนับเลยล่ะ

“ผีเสื้ออะไรตัวเท่าคน เจ้าเป็นสัตว์ประหลาดใช่ไหม แล้วทำไมเรียกข้าว่านายหญิง?” จางซูเม่ยเรียกสติตัวเองกลับมาได้ก็เอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย อยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นนายหญิงเสียอย่างงั้น

“ไม่ใช่สัตว์ประหลาดนะ ข้าแค่ยังไม่โตเอง ในบรรดาผีเสื้อพฤกษาข้าตัวเล็กที่สุดแล้ว ท่านเป็นนายหญิงเพราะมีแค่เลือดเจ้าของมิติเท่านั้นที่ปลุกข้าได้เจ้าค่ะ”

“อ๋อ...”

เมื่อถูกผีเสื้อที่บอกว่าตนเองยังเด็กเรียกตนเองว่านายหญิง และได้ยินคำว่าเจ้าของมิติ จางซูเม่ยก็หยุดพูดไปครู่หนึ่ง

นี่คือฉากเฉลยว่านางหลุดเข้ามาในมิติแบบไม่รู้ตัวสินะ

ถ้าอ้างอิงจากทฤษฎีย้อนเวลาของตัวเอกในนิยายแล้ว การที่นางได้ไข่มุกติดตัวมาด้วยนั้น สามารถอนุมานได้แล้วว่ามีของวิเศษไว้ในครอบครองแล้ว ตอนนี้ไข่มุกหายไปเหลือเพียงรอยสักเถาวัลย์สีเขียว จากนั้นก็โดนดูดมาโผล่ที่นี่

การที่ผีเสื้อพฤกษาเรียกนางว่านายหญิงก็คงไม่ผิด แม้ตกใจกับขนาดใหญ่โตของอีกฝ่ายแต่ก็ดีใจที่ได้ครอบครองมิติ ร่างบางจึงทำใจยอมรับได้ในเวลาอันรวดเร็ว

หญิงสาวหันมาพินิจพิเคราะห์เจ้าผีเสื้อเด็กด้วยความสงสัย มองอย่างไรก็เหมือนผีเสื้อธรรมดาตัวใหญ่ยักษ์ แต่บอกว่าตนเองเป็นผีเสื้อพฤกษา ฟังเสียงแล้วดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงด้วย

“เจ้าคือผีเสื้อข้าเข้าใจ แต่ผีเสื้อพฤกษาคือสิ่งใดกันแน่ หรือเคยเป็นเจ้าของมิติมาก่อน?”

นอกจากจางซูเม่ยแล้วสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวในมิติแห่งนี้ก็คงเป็นเจ้าเด็กน้อยตรงหน้า ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นเจ้าของมิติดั้งเดิมก่อนที่นางจะหลุดเข้ามา และอาจจะสามารถส่งนางกลับไปบ้านจางได้อีกด้วย

แต่เหมือนจะไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ เพราะหลังจากได้ยินคำถามจากหญิงสาว เจ้าผีเสื้อเด็กก็กระพือปีกเร็วขึ้นอย่างตระหนกตกใจ พลางเอ่ยคำอธิบายออกมา

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ ผีเสื้อพฤกษานั้นมีความสามารถในการเพาะปลูก และข้าเป็นเพียงผู้ช่วยของท่านเท่านั้นเอง อีกอย่างนายหญิงต้องเป็นผู้ครอบครองมิติพฤกษาแห่งนี้แน่นอน เลือดของท่านใช้ปลดปล่อยข้าออกมาได้ นั่นแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของได้ชัดเจนยิ่งนักเจ้าค่ะ”

ผีเสื้อพฤกษาอธิบายให้นายหญิงของตนฟังอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 56 ประชุมลับ 2

    ห้องประชุมเงียบลงอีกครั้ง แม้แต่เปลวตะเกียงยังคล้ายจะนิ่งงันตามคำกล่าวนั้น องค์รัชทายาทนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนสายตาจะเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แล้วพระองค์ก็พูดอย่างแน่วแน่“ไม่ใช่เพียงองค์ชายรอง ข้ามีเหตุผลให้เชื่อว่าองค์ชายสิบเอ็ดก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีในช่วงหลัง ๆ รวมถึงเหตุการณ์ลอบสังหารผู้ติดตามของข้าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาด้วย”อู๋ห่าวเทียนขมวดคิ้วทันที สายตาคมวาวจ้องตรงไปยังองค์รัชทายาท “แม้แต่การลอบโจมตีระหว่างที่ข้าเดินทางมาเมืองหลวงในครั้งนี้… ก็ด้วยหรือ?”องค์รัชทายาทพยักหน้าช้า ๆ“ใช่ รายงานจากหอข่าวเงาระบุว่าหนึ่งในมือสังหารรอดกลับมา และได้เข้ารักษาตัวอยู่ในเรือนลับขององค์ชายสิบเอ็ด”แม่ทัพซึ่งแต่งกายอย่างพ่อค้าเร่พึมพำขึ้นเสียงต่ำ ราวกับกำลังไตร่ตรองข้อมูลที่พึ่งได้รับรู้“แสดงว่าเขากำลังพยายามกำจัดคนที่เกี่ยวข้องกับแผนที่”เขาเหลือบตามองอู๋ห่าวเทียน “หรือไม่ก็…ผู้ที่องค์รัชทายาททรงไว้วางใจ”อู๋ห่าวเทียนหลุบตาลงชั่วครู่ มือขวาเผลอแตะข้างเอวอย่างไม่รู้ตัว ราวกับยังรู้สึกได้ถึงรอยแผลเก่าที่ฝังลึกในร่างกาย บาดแผลจากหุบเขามรณะเมื่อปีก่อน แม้กาลเวลาจะพัดผ่าน แต่ความรู้สึกนั้นย

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 55 ประชุมลับ 1

    ณ ร้านผ้าไหมหรูเฟิง เขตตะวันตกของเมืองหลวงแสงแดดยามสายส่องกระทบกระจกป้ายหน้าร้านที่ประดับลวดลายดอกเหมยอ่อนช้อย เกิดเป็นแสงระยิบระยับราวกับกลีบดอกไม้มีชีวิต ร้านหรูเฟิงตั้งตระหง่านอยู่ริมถนนสายหลักของเขตตะวันตก ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองหลวง อาคารโดยรอบล้วนเป็นร้านค้าทรงโบราณ หลังคามุงกระเบื้องสีเข้มเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ บางร้านมีโคมสีแดงห้อยระย้า บางร้านก็มีกลิ่นเครื่องหอมลอยมาตามลมหน้าร้านผ้าไหมหรูเฟิงมีผู้คนสัญจรไปมาตลอดเวลา พ่อค้าหาบเร่ตั้งร้านเรียงรายตลอดแนวถนน เสียงเรียกลูกค้าปะปนกับเสียงหัวเราะและเสียงฝีเท้าดังสลับกันเป็นจังหวะ ด้านข้างร้านมีต้นหลิวต้นหนึ่งโอนเอนไปตามแรงลมเบา ๆ บรรยากาศภายในร้านหรูเฟิงอบอวลไปด้วยกลิ่นของผ้าไหมใหม่ที่เพิ่งถูกนำออกวางจำหน่าย ส่วนหนึ่งถูกจัดเรียงไว้ในตู้กระจกอย่างเป็นระเบียบ บางส่วนก็ถูกนำไปพาดไว้บนราวไม้ เพื่อให้ลูกค้ามองเห็นลายผ้าได้ชัดเจนลูกค้าหญิงชายต่างพากันหยุดชมสินค้าใหม่ พนักงานของร้านซึ่งสวมใส่ชุดผ้าไหมสีน้ำตาล พยายามส่งเสียงเชื้อเชิญอย่างอ่อนโยนและกระตือรือร้นวันนี้อู๋ห่าวเทียนอยู่ในอาภรณ์เรียบหรู เขา

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 54 หอประมูลหยูเหอ

    หอประมูลหยูเหอตั้งตระหง่านอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งการแลกเปลี่ยนวัตถุล้ำค่า อาคารขนาดใหญ่สองชั้นก่อด้วยอิฐสีเทาตัดกับกรอบหน้าต่างไม้แดงเข้ม ซึ่งแกะสลักลวดลายมังกรทะยานฟ้าอย่างประณีต ซุ้มประตูโค้งใหญ่หน้าทางเข้าให้ความรู้สึกราวกับประตูสู่โลกอีกใบ โลกที่เต็มไปด้วยการช่วงชิงรอบอาคารมีชายชุดดำยืนเรียงรายด้วยท่าทีเย็นชาและเคร่งขรึม ดวงตาคมใต้หมวกปีกกว้างจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวอย่างไม่ประมาท ภายในและภายนอกหอคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่แต่งกายหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นขุนนางผู้มีอำนาจ พ่อค้าใหญ่จากต่างเมือง และเศรษฐีจากต่างแคว้น แววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความมั่นใจ บางคนหนักแน่นและสง่าผ่าเผย ขณะที่บางคนก็เต็มไปด้วยความโลภที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน ดุจเปลวไฟที่ลุกโชนโดยมิอาจปิดบังได้เมื่อจางซูเม่ยและอู๋เซียนอี้เดินทางมาถึงพร้อมสาวใช้ข้างกายทั้งสองคน ความงามของทั้งคู่กลายเป็นจุดสนใจและสะดุดตาผู้คนรอบข้างไม่น้อยเลย บางคนหันมองด้วยความหลงใหล ก่อนจะรีบหลบสายตาไปอย่างเกรงใจพนักงานหญิงในชุดเครื่องแบบสีน้ำตาลทองที่ตัดเย็บอย่างประณีต นางก้าวออกมาต้อนรับด้วยท่าทีสุภาพและคล่องแคล่ว ดวงตาประกาย

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 53 วันแรกในเมืองหลวง

    แสงแดดยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอน จางซูเม่ยลืมตาขึ้นมาด้วยความแจ่มใส ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ วันนี้อากาศดีเหมาะกับการออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก แถมนางยังไม่มีเรื่องเร่งด่วนให้ต้องกังวลด้วย‘ไหน ๆ ก็มาถึงเมืองหลวงทั้งที ข้าขอไปเที่ยวก่อนแล้วกัน ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้เริ่มพรุ่งนี้เถอะ อิอิ’ นางคิดในใจพลางลุกขึ้นจากเตียงอย่างกระฉับกระเฉงหลังจากชำระกายเรียบร้อยก็สวมใส่ชุดผ้าไหมสีเขียวอ่อน ซึ่งนางคิดว่าสีนี้มันช่างเข้ากับบรรยากาศยามเช้า จากนั้นก็เดินทอดน่องไปยังที่โต๊ะเขียนหนังสือ เพราะนางพึ่งนึกขึ้นได้ตอนอาบน้ำ ว่าควรเขียนจดหมายแจ้งข่าวกลับไปยังตระกูลจางเสียก่อนหญิงสาวจึงเอ่ยเรียกสาวใช้ประจำเรือนเสียงเบา แต่ชัดถ้อยชัดคำ “เจ้าช่วยไปเตรียมกระดาษ หมึก และพู่กันให้ข้าหน่อย ข้าจะเขียนจดหมายกลับบ้าน”สาวใช้ที่ยืนรออยู่นอกฉากกั้นรีบก้าวเข้ามาหาจางซูเม่ย และย่อตัวรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว “เจ้าค่ะคุณหนูจาง ข้าน้อยจะไปจัดหาเดี๋ยวนี้”จางซูเม่ยมานั่งรอที่ตั่งไม้อย่างสงบ พลางมองแสงอาทิตย์ที่สะท้อนบนขอบกระถางต้นไม้ใกล้หน้าต่างไปด้วย นางรู้ดีว่าแม้จะเริ่มต้นวันอย่างสบาย ๆ และออกไปเที่ย

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 52 ทายาทคนสุดท้าย

    แม้ร่างกายของจางซูเม่ยจะหมดสติไปแล้ว แต่นางกลับรู้สึกเหมือนถูกแสงสว่างบางอย่างส่องเข้าตา จนนางต้องยกมือขึ้นมาบังเอาไว้ เพียงชั่วครู่แสงนั้นก็หายไป ก่อนจะแทนที่ด้วยภาพอันแสนเลือนลางจากม่านหมอกหนาทึบ แล้วมันก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นราวกับรู้ว่านางเอ่ยตำหนิอยู่ในใจหญิงสาวพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางป่าอันกว้างใหญ่ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเขียวชอุ่มแผ่คลุมไปทั่วผืนดินราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด นางได้ยินเสียงน้ำไหลดังอยู่ไกล ๆ และได้กลิ่นไม้ใบและดินชื้นอบอวลอยู่ในอากาศอย่างชัดเจนทั้งยังมีละลองสีทองอ่อนจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วบริเวณ และพวกมันเคลื่อนไหวอยู่รอบกายของนางอย่างนุ่มนวล ราวกับว่ากำลังต้อนรับหญิงสาวผู้มาเยือนสถานที่พิเศษแห่งนี้ ยิ่งส่งเสริมให้บรรยากาศดูนุ่มนวลและเหนือความเป็นจริงขึ้นไปอีกเพราะมีทั้งความงดงามและความลึกลับ ราวกับโลกอีกใบที่ไม่ควรมีอยู่จริงตอนนี้ตรงหน้าของจางซูเม่ย ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง ใบหน้างามดุจเทพธิดาแห่งป่าใหญ่ ผมสีมรกตยาวสยายถึงเอว ราวกับเส้นไหมระยิบระยับแสงสีทองนวล นางสวมเสื้อผ้าจากเส้นใยไม้ถักทออย่างปราณีต ดวงตาสีเดียวกับจางซูเม่ยจับจ้องมาอย่างลึกซึ้ง สะท้อนถึงควา

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 51 ภูตทั้งห้า

    “เจ้า…คืออะไรกันแน่?”เด็กหญิงตัวน้อยเพียงยิ้มตอบไม่เอ่ยวาจาใด ก่อนจะโน้มตัวไปกอดไหล่ของจางซูเม่ยเอาไว้แน่น จากนั้นร่างน้อยก็พลันจางหายกลับเข้าไปในดอกไม้ดังเดิมราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน เหลือไว้เพียงกลีบดอกไม้สีม่วงที่ไหวระริกตามแรงลม และละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศอย่างเงียบงันจางซูเม่ยนิ่งยืนอยู่เช่นนั้น นางไม่อาจแยกแยะได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริงหรือเพียงภาพในความฝัน ทว่ากลิ่นหอมจากดอกไม้และไออุ่นที่ยังหลงเหลือในอก…คือสิ่งที่ยืนยันว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจริง บางที…มิติพฤกษาแห่งนี้ อาจไม่ใช่แค่สถานที่ลี้ภัยหรือปลูกต้นไม้ดอกไม้ของนางเพียงอย่างเดียว…แต่มันน่าจะสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้ด้วยหลังจากเหตุการณ์ประหลาดผ่านพ้นไป หญิงสาวยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ลุกไปไหน เนื่องจากรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในอากาศรอบ ๆ ตัว ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเฝ้ามองนางอยู่จากทั่วทุกมุมของมิติแห่งนี้นางหลุบตาลงมองดอกไม้สีม่วงเบื้องหน้าอย่างครุ่นคิด หรือจะเป็นภูตดอกไม้นะ ถ้าเมล็ดพันธุ์ทุกต้นที่นางปลูกมีภูตหลับใหลอยู่จริง ๆ แล้วตื่นขึ้นมาทั้งหมดล่ะ?เมื่อคิดแบบนั้นก็หันไปยังแปลงดอกไม้ป่าเล็ก

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status