แชร์

บทที่ 4 ความจริง

ผู้เขียน: BABYPIGGIE
last update วันที่เผยแพร่: 2026-08-03 23:05:41

หลังจากได้ยินแม่หลี่พูดแบบนั้นจางซูเม่ยก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะนางมีการเตรียมตัวไว้แล้วว่าจะบอกความจริงกับครอบครัว เรื่องที่ว่าแท้จริงแล้วตัวนางนั้นมาจากมิติอื่น และวันนี้นางก็ทำตัวแปลกประหลาดในสายตาท่านแม่ คือ การเก็บหญ้ามาทำอาหารกิน

จางซูเม่ยเมื่อไม่อยากเสียวัตถุดิบที่อุตส่าห์เก็บเต็มตะกร้าไปก็ตัดสินใจบอกความจริงแม่หลี่วันนี้เลย ต่อไปหากนางทำตัวไม่เหมือนชาวบ้านท่านจะได้เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด อิอิ

คิดได้แบบนั้นนางก็เดินไปนั่งลงข้าง ๆ แม่หลี่ที่กำลังเย็บผ้าอยู่บนเตียงในห้องนอน พลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ท่านแม่..ข้ามีอะไรจะบอกเจ้าค่ะ”

“ว่าไงจ้ะเม่ยเอ๋อร์ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าลูก แล้วดูทำหน้าเข้าสิ ท่าทางจริงจังเชียว” หลี่ซูฮวายิ้มให้กับท่าทีจริงจังของลูกสาว พวกนางอยู่ในห้องนอนกันเพียงสอง แต่นางทำท่าทางกลัวคนอื่นจะได้ยินเสียอย่างงั้น

“ไม่รู้ว่าท่านแม่จะเชื่อหรือไม่ อันที่จริงวันนั้นข้าตายไปแล้วเจ้าค่ะ ทว่าเหมือนสวรรค์ท่านเมตตาสงสารจึงได้ส่งวิญญาณของงข้ากลับมา แต่กว่าจะได้กลับมาที่นี่นั้นจำเป็นต้องทำตามกฎสวรรค์เสียก่อน โดยต้องไปเกิดในมิติอื่นตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ มาช่วยเหลือครอบครัว และข้าใช้ชีวิตในมิตินั้นนานถึงยี่สิบหกปีเลยเจ้าค่ะ

ดังนั้นพืชผักที่พวกท่านบอกว่ากินไม่ได้ เพราะไม่มีใครรู้จักชื่อและไม่เคยกินมาก่อน แต่ข้ารู้จักเจ้าค่ะ เหมือนพืชผักพวกนี้ไงเจ้าคะ พวกมันกินได้แถมยังมีสรรพคุณทางยาด้วยนะเจ้าคะ”

จางซูเม่ยพูดความจริงผสมกับเรื่องที่แต่งขึ้นมาให้แม่หลี่ฟังแบบรวดเดียวจบ จากนั้นก็เงียบไปเพื่อรอดูว่าแม่หลี่จะแสดงท่าทีอย่างไร

“มะ เม่ยเอ๋อร์พูดจริงเหรอลูก” หลี่ซูฮวาที่กำลังเย็บผ้าอยู่นั้นเมื่อได้ยินความจริงที่ไม่เคยรู้มาก่อน นางถึงกับวางผ้าในมือทิ้งอย่างไม่ใยดีแล้วหันไปถามลูกสาวทันที

“ข้าพูดความจริงเจ้าค่ะ วันนี้ตัดสินใจบอกท่านเพื่อไม่ให้แปลกใจหากวันหนึ่งข้าทำตัวไม่เหมือนคนอื่น และข้าก็ไม่รู้จะบอกท่านพ่อกับเซียวเอ๋อร์อย่างไร คิดว่าท่านแม่น่าจะช่วยข้าได้เจ้าค่ะ ท่านเชื่อข้าหรือไม่เจ้าคะ”

“เชื่อสิ! แม่เชื่อเจ้า ขอบคุณสวรรค์ที่คืนเม่ยเอ๋อร์ให้ข้า ส่วนพ่อกับน้องของเจ้าไม่ต้องคิดมากเดี๋ยวแม่จัดการเอง” ...ในที่สุดคำทำนายของนักพรตคนนั้นก็เป็นความจริงเหรอนี่

หลี่ซูฮวาไม่คิดว่าสิ่งที่จางซูเม่ยพูดเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะวันนั้นนางเห็นด้วยสองตาของตนเองว่า ลูกสาวไร้ลมหายใจไปแล้วแต่ไม่นานและหลังจากนั้นนางก็ฟื้นขึ้นมา ชีพจรนางกลับมาเต้นเหมือนเดิม

ส่วนคำทำนายที่นางพูดถึงก็มาจากนักพรตพเนจรคนหนึ่ง ท่านเดินทางผ่านหมู่บ้านเหว่ยซาน และทำนายดวงชะตาของจางซูเม่ยว่าจะเป็นคนนำพาความร่ำรวยมาสู่บ้านจาง แต่ก่อนจะถึงวันนั้นนางจะต้องเดินทางไปในสถานที่แสนไกลตอนอายุสิบหกปี หากผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ชีวิตของนางจะมีแต่ความรุ่งโรจน์

เรื่องคำทำนายไม่ได้เป็นความลับอะไรทุกคนในครอบครัวล้วนรับรู้ ยกเว้นแค่จางซูเม่ยลูกสาวคนโตที่พวกเขาไม่ได้บอก เพราะกลัวว่านางคิดมากแล้วยึดติดกับคำทายจนเกินไป และก็ไม่แน่ใจด้วยว่าคำทำนายจากนักพรตที่ไม่รู้จักคนนั้นจะเป็นความจริงหรือไม่

“ท่านแม่ไม่กลัวข้าใช่ไหมเจ้าคะ”

เมื่อก่อนนางตัวคนเดียวไม่มีครอบครัว ตั้งแต่จำความได้ก็อาศัยอยู่กับป้าญาติฝั่งแม่มาตลอด นางไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ และรู้เพียงว่าที่สามารถอยู่บ้านหลังนั้นได้จนเรียนจบเพราะเงินจากพวกเขา

จางซูเม่ยตอนนี้นั้นคิดว่าตนเองเป็นคนในครอบครัวจางไปแล้ว เมื่อบอกความจริงไปก็เกิดความกังวลเล็กน้อย จึงเอ่ยถามแม่หลี่ออกไป

“ไม่มีใครกลัวลูกหรอกนะเม่ยเอ๋อร์ ทุกคนมีแต่ความดีใจมากกว่าที่สวรรค์ส่งลูกกลับมาหาพวกเรา แถมยังได้ความรู้มากมายกลับมาช่วยเหลือบ้านจางอีก มีแต่เรื่องดี ๆ เหตุใดต้องกลัวกัน เม่ยเอ๋อร์ไม่ต้องคิดมากนะจ้ะ” แม่หลี่กอดลูกสาวเพื่อเป็นการปลอบใจและให้นางได้รู้ว่าแม่รักมากแค่ไหน

“ขอบคุณนะเจ้าคะ ข้ารักท่านแม่ที่สุดเลย” พูดจบนางก็หอดแก้มแม่หลี่ซ้ายขวาหลายครั้งจนพอใจแล้วถึงหยุด

“ฮ่าฮ่า รักแม่อะไรขนาดนั้นลูก”

“ข้ารักท่านแม่มากนี่นา วันนี้ข้าอารมณ์ดีมากเลยเจ้าค่ะ งั้นเย็นนี้ข้าจะเป็นคนทำอาหารให้ทุกคนกินเอง ท่านแม่จะได้ลิ้มรสอาหารต่างมิติครั้งแรกรับรองว่าลืมไม่ลงแน่นอนเจ้าค่ะ ฮิฮิ”

จางซูเม่ยหมายมั่นปั้นมือไว้แล้วว่าจะต้องใช้วัตถุดิบที่เก็บมาทำอาหารให้ได้ นางจึงอาสาทำอาหารเย็นแทนแม่หลี่ ตอนเป็นสาวโรงงานนางทำอาหารกินเองมาตลอด และยังเคยลงเรียนทำอาหารชาติต่าง ๆ ด้วย เพื่อนร่วมงานที่ได้ชิมฝีมือนางล้วนแนะนำให้ลาออกไปเปิดร้านอาหาร ดังนั้นนางจึงมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของตนเองพอสมควรเลยกล้าอวด

“ไม่มีปัญหาจ้ะ แม่ก็อยากรู้ว่าอาหารต่างมิติเป็นอย่างไร เม่ยเอ๋อร์จะใช้หญ้า เอ๊ย ผักที่เก็บมาหรอลูก”

หลี่ซูฮวาเผลอปากเรียกสิ่งที่อยู่ในตะกร้าของจางซูเม่ยว่าหญ้า ไม่นานก็แก้คำได้ทัน เพราะกลัวลูกเสียใจที่ไม่เชื่อ แม้จะไม่เคยกินมาก่อนแต่นางนั้นเชื่อใจลูกสาวมากที่สุด คนรักลูกแบบนางต่อให้ลูกเอาหญ้ามาทำอาหารก็คงกินหมดไม่เหลือแน่นอน

“ถูกต้องเจ้าค่ะ ผักพวกนี้มันเป็นวัตถุดิบสำคัญเลย สงสัยข้าต้องรีบเข้าครัวแล้วอาหารจะได้ทำเสร็จทันเวลาตั้งโต๊ะ ข้าไปก่อนนะท่านแม่”

“โอ้โห ทำไมรีบจังเม่ยเอ๋อร์ เดี๋ยวแม่ตามไปนะลูก!”

หลี่ซูฮวาตะโกนตามหลังลูกสาวที่รีบหอบตะกร้าไปทางห้องครัวด้วยท่าทางร่าเริงสดใส นางชอบที่ลูกสาวเป็นแบบนี้มาก สีหน้าท่าทางแสดงออกว่ามีความสุขไม่ทำหน้าตาอมทุกข์เหมือนแต่ก่อน นางไม่สนใจหรอกนะว่าลูกสาวจะตายแล้วฟื้นหรือเป็นวิญญาณมาจากไหน เพราะไม่ว่าเป็นใครก็ยังเป็นลูกสาวสุดที่รักอยู่ดี

แล้วก็เชื่อด้วยว่าผู้เป็นพ่อและน้องชายก็ต้องคิดเหมือนกันกับนาง จางซูเม่ยนั้นเป็นดวงใจของคนทั้งบ้านโดยแท้ ขอแค่ไม่เสียนางไปพวกเขายอดทุกอย่างนั่นแหละ ดูอย่างตอนนี้สิพวกเขาแอบฟังมาตั้งนานแล้วก้ไม่เห็นจะมีท่าทางแปลกไปตรงไหนเลย

นางเห็นสองคนพ่อลูกแอบเปิดหน้าต่างเล็กที่เชื่อมระหว่างห้องนอนใหญ่กับห้องทำงานของสามี ซึ่งนางให้สามีทำขึ้นมาเผื่อเวลาต้องพูดคุยกันเมื่ออยู่คนละห้อง แต่วันนี้พวกเขาพ่อลูกกลับใช้แอบฟังเสียอย่างงั้น

“ได้ยินหมดแล้วใช่ไหมสองคนพ่อลูก กลัวนางหรือเปล่า”

“กลัวอะไรกันน้องหญิง นั่นลูกสาวข้านะ ใครกล้ากลัวนางก็ลองดูสิ!”

“อุ๊ย!” จางซูเซียวสะดุ้งตกใจ

“เป็นอะไรเซียวเอ๋อร์ หรือเจ้ากล้ากลัวพี่สาวของตัวเองงั้นเหรอ!!”

“ข้าเปล่าขอรับบบ โอ้ย ท่านพ่ออย่าตีตูดข้า!”

นอกจากพวกเขาจะไม่ต้องใจกับเรื่องราวที่แอบฟังเมื่อครู่แล้ว พวกเขายังหันไปรบกันเองอีกด้วย หลี่ซูฮวาได้ยินเสียงจากอีกห้องได้แต่ส่ายหัว คู่ปรับของสามีนางก็คือลูกชายคนเล็กนี่แหละ

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 47 ล่องเรือ

    ทะเลสาบไป๋ซาน เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเซิ่งหลิน ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขาสูงทอดยาวสลับซับซ้อน และป่าท้อที่ผลิบานอ่อนหวานในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนในยามเช้าม่านหมอกสีขาวนวลจะลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำและคลุมยอดเขารอบด้านเอาไว้บางเบา ทำให้ทิวทัศน์ทั้งหมดคล้ายกับอยู่ในความฝัน ทะเลสาบแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ไป๋ซาน” แปลตรงตัวว่า “ภูเขาขาว” แต่ในความหมายลึกซึ้งของชาวเมืองเซิ่งหลินแล้ว มันหมายถึง “ทะเลสาบที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งหิมะขาว” แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีหิมะจริง ๆ ตกเลยก็ตามเมื่อแสงแดดแรกของวันส่องลอดผ่านม่านหมอก ทะเลสาบจะสะท้อนประกายแสงระยิบระยับราวอัญมณีที่ลอยอยู่กลางขุนเขา สะกดใจผู้มาเยือนไม่ให้ละสายตาบริเวณรอบทะเลสาบจึงกลายเป็นแหล่งพักผ่อนยอดนิยมของชาวเมืองและนักเดินทางจากแดนไกล มีเรือท่องเที่ยวลำใหญ่ล่องวนไปตามสายน้ำ มีจุดตกปลาริมท่าเรือ และร้านน้ำชาที่สามารถมองเห็นวิวในทะเลสาบได้อย่างชัดเจน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองเซิ่งหลินเลยทีเดียวยามบ่ายน้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าใสจนเห็นเงาเมฆลอยผ่าน สองฝั่งมีดอกไม้ป่าและดอก

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 46 จดหมายปริศนา

    เช้าวันนี้อู๋ห่าวเทียนถูกเชิญมายังจวนเจ้าเมือง เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มเงาทมิฬอย่างละเอียด ซึ่งรายงานทั้งหมดจะถูกรวบรวมเพื่อส่งให้ทางการโดยตรงแม้จะเป็นเพียงการรายงานเหตุการณ์ แต่บรรยากาศในจวนกลับเคร่งขรึมยิ่งกว่าการไต่สวนเสียอีก ผู้คนภายในห้องโถงต่างพร้อมใจกันเงียบกว่าปกติ“ขอบคุณคุณชายอู๋ที่สละเวลามาในวันนี้ขอรับ” เจ้าเมืองเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าหวังว่าท่านจะช่วยเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ในหุบเขามรณะให้กระจ่าง เพื่อจะได้จัดทำรายงานส่งตรงไปยังเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด”อู๋ห่าวเทียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนเริ่มเล่าเรื่องอย่างใจเย็น ทุกถ้อยคำของเขาชัดเจน ตรงประเด็น ไม่มีการกล่าวเกินหรือปกปิด แต่ในใจของเขากลับรู้ดี…บางความจริง หากเปิดเผยออกไปอาจนำภัยมาสู่ผู้คนรอบตัวภายในห้องประชุมใหญ่ของจวน บรรยากาศเงียบงันและตึงเครียดไม่น้อย อู๋ห่าวเทียนนั่งอยู่ตรงกลางอย่างสงบนิ่ง สีหน้าของเขาแน่วแน่และไม่หวาดกลัว แม้รอบตัวเขาจะรายล้อมไปด้วย ขุนนางท้องถิ่น หัวหน้าทหาร และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ที่นั่งเรียงรายในชุดเต็มยศ สายตาทุกคู่จับจ้องเขาอย่างไม่ละไปแม้แต่วินาทีเดียวเจ้าเมืองเซิ่งหลินนั่ง

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 45 เมืองเซิ่งหลิน

    หลังผ่านค่ำคืนแห่งความเป็นความตาย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนได้รับคำเชิญจากเจ้าเมืองเซิ่งหลินให้เข้าเมืองโดยด่วน ในฐานะผู้เสียหายจากการถูกโจมตีและในฐานะผู้ปราบโจร เจ้าเมืองขอความร่วมมือให้พวกเขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดหลังจากตามหมอได้มาดูอาการของจางซูเม่ยแล้ว ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวออกจากหุบเขาอย่างเชื่องช้า ภายใต้การคุ้มกันของทหารที่เจ้าเมืองส่งมาช่วยดูแลความปลอดภัย อู๋ห่าวเทียนควบม้านำหน้าขบวนด้วยใบหน้านิ่ง ทว่าดวงตากลับสอดส่องไปทั่วอย่างระวัง ด้านหลังคือรถม้าโดยสารของสองสาว จางซูเม่ยซึ่งยังคงนอนพักอยู่ภายในหลังจากกินข้าวกินยาไปเมื่อขบวนของอู๋ห่าวเทียนเดินทางมาถึงประตูเมือง ทหารเวรยามประจำประตูในชุดเกราะหนังสีน้ำตาลเข้มต่างรีบตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ หนึ่งในนั้นยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ก่อนจะตะโกนเสียงดังข้ามกำแพงหินสูง“ขบวนจากหุบเขามาแล้ว! เปิดประตู!”เสียงฟืดฟาดของโซ่เหล็กดังตามมา ก่อนที่ประตูไม้ขนาดใหญ่จะค่อย ๆ แง้มออก ภายใต้เงาไม้ของยามสาย ทหารยืนเรียงรายสองฟากทาง หน้าตาเคร่งขรึม ไม่มีใครยิ้มแย้มแม้แต่คนเดียว ราวกับรู้ว่าขบวนที่มาไม่ใช่แค่กลุ่มผู้เดินทางธรรมดา“รายงานตัวและวัตถุประ

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 44 ถูกโจมตี

    กลางดึกคืนนั้น แสงจันทร์เลือนรางถูกหมอกบางกลืนหาย ความเงียบงันแผ่ปกคลุมไปทั่วผืนป่า เสียงหวีดหวิวของสายลมราวกับลมหายใจของสัตว์ร้ายที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืดกรอบแกรบ!!ขณะนั้นเอง เวรยามสองคนที่ออกมาทำธุระส่วนตัวก็ได้ยินเสียงไม้แห้งหักดังแผ่วมาจากแนวต้นสน พวกเขาชะงักเล็กน้อยแล้วหันขวับไปตามเสียงอย่างระแวง พวกเขายังไม่ทันเอ่ยอะไร อยู่ ๆ ก็มีลูกธนูพุ่งออกมาจากความมืดแบบไม่ทันตั้งตัว เฉียดผ่านแขนของหนึ่งในนั้นจนเลือดสาดเป็นทาง“ศัตรู! มีศัตรู!” เวรยาทั้งสองตะโกนเสียงดังลั่นป่าเสียงนั้นเปรียบเสมือนประกายไฟที่จุดเพลิงแห่งความวุ่นวายขึ้นในพริบตาเดียวจากนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามต่ำดังก้องตามด้วยฝีเท้าหนัก ๆ กระแทกพื้นดินจนสั่นสะเทือน เสียงโห่ร้องแหลมสูงปะปนกับเสียงโลหะกระทบกัน ชายฉกรรจ์ในชุดดำทะยานออกมาเป็นสาย อาวุธในมือแต่ละคนสะท้อนแสงจันทร์แวววับ แม้จะคลุมหน้าด้วยผ้าดำมิดชิด แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมท่วงท่าของพวกมันแสดงออกถึงความชำนาญในการฆ่า มิใช่แค่โจรป่าไร้ฝีมือ แต่เหมือนเป็นนักรบผู้ถูกฝึกมาเพื่อปลิดชีพศัตรูโดยเฉพาะเสียมากกว่าผู้นำกลุ่มโจรหยุดยืนเบื้องหน้าขบวนรถม้าแล้วตะโกนว

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 43 หุบเขามรณะ

    การเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย ขบวนของอู๋ห่าวเทียนใช้เวลาครึ่งเดือนในการเคลื่อนผ่านเส้นทางยาวไกลที่เต็มไปด้วยป่าเขา ทะลุผ่านหมู่บ้านเล็กใหญ่และเมืองทางผ่านเป็นระยะ แม้จะพยายามหาที่พักแรมในเมืองหรือหมู่บ้าน แต่หลายครั้งก็จำเป็นต้องนอนกลางป่า ช่วงหลังกลายเป็นกิจวัตรที่ทุกคนเริ่มชินชาและปรับตัวเข้ากับมันได้แล้วแม้การเดินทางจะยาวนานและเหน็ดเหนื่อย แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ โดยเฉพาะจางซูเม่ย หญิงสาวที่เคยเรียบร้อย เมื่ออยู่กับคนแปลกหน้าก็จะพูดน้อย บัดนี้กลับปลดปล่อยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่ นางพูดคุยกับทุกคนอย่างสนุกสนาน และทุกครั้งที่ต้องนอนพักแรมกลางป่า นางจะเป็นคนแรกที่ก้าวลงจากรถม้าพร้อมความกระตือรือร้น“คืนนี้เราจะทำแกงป่าหรือย่างเนื้อดีล่ะ?” นางถามเสียงสดใสจนคนในขบวนหัวเราะตามกัน“แล้วแต่แม่ครัวเลยขอรับ!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนตอบกลับมาเสียงดัง ก่อนจะรีบเดินเข้าป่าไปพร้อมพรรคพวกเพื่อหาเห็ดป่า ไก่ หรือกระต่ายป่ากลับมาให้นางทำอาหารอู๋เซียนอวี้เองก็รู้สึกสนุกไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้นางเคยชินกับชีวิตสะดวกสบายในจวน แต่เมื่อได้ลองใช้ชีวิตกลางป่ากลับพบว่าการได้ล่าสัตว์ และหุงหาอา

  • เส้นทางร่ำรวยในยุคโบราณของจางซูเม่ย   บทที่ 42 มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง

    เช้าตรู่วันต่อมา ในขณะที่แสงแรกของวันยังไม่ทันสาดลงจากขอบฟ้า สายลมยามรุ่งสางพัดเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าอ่อนลอยไปกับอากาศ และมีเสียงไก่ขันดังแว่วอยู่ไกล ๆ แต่ภายในจวนตระกูลอู๋กลับคึกคักมากกว่าทุกวันบริเวณลานหินของเรือนหลักที่เชื่อมต่อกับประตูใหญ่นั้น ตอนนี้มีขบวนรถม้าจอดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ รถม้าขนาดใหญ่ประดับด้วยผ้าม่านผืนบางสีฟ้าอ่อนปลิวไหวตามแรงลม ส่วนด้านหลังมีรถม้าคันยาวอีกสองคันบรรทุกหีบห่อผ้าไหมอย่างแน่นหนา โดยมีชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มยืนคุ้มกันอยู่ทั้งสองฝั่ง พวกเขามีดาบสั้นเหน็บข้างเอว บางคนยังสะพายคันธนูไว้ข้างหลังอย่างเตรียมพร้อมการเดินทางสู่เมืองหลวงในครั้งนี้ ถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างเป็นระบบและรัดกุม เนื่องจากเป้าหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาการค้าขายเท่านั้น แต่ยังมีความตั้งใจอื่นแฝงอยู่ด้วย และไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นอกจากอู๋ห่าวเทียนขบวนเดินทางแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ รถม้าสำหรับโดยสารและขนสัมภาระของผู้ว่าจ้าง ได้แก่ อู๋ห่าวเทียน จางซูเม่ย และอู๋เซียนอวี้ ซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างเรียบหรู มีเบาะนั่งนุ่มคลุมด้วยผ้ากำมะหยี่ และมีม่านบางกั้นสายตาจากภายนอก ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวต

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status