เข้าสู่ระบบร่างอรชรนั่งไม่ติด ประเดี๋ยวหยุดประเดี๋ยวเดิน ชุดรุ่มร่ามที่ไม่คุ้นชินกลายเป็นสาเหตุให้คนใส่รู้สึกหงุดหงิดมากกว่าเดิม ปลายเล็บถูกกัดอย่างใช้ความคิดกับเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ หญิงสาวแทบไม่อยากจะเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง
เพี๊ยะ! นิ้วเรียวยาวทั้งห้ากระทบลงใบหน้าขาวเนียนอีกครั้ง
“โอ๊ย! ฮื้อ~” ความเจ็บเด่นชัดถึงเพียงนี้ อย่างไรก็คงมิใช่ความฝัน บ้าไปแล้ว! ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ซีซีได้แต่ร้องโอดครวญ เบะปากทำท่าจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
“คุณหนูเจ้าขา อย่าได้ทรมานตนเองเลยเจ้าค่ะ อย่างไรเสียคุณชายโจวก็ต้องแต่งกับคุณหนูเป็นแน่ คำสัญญาของสองตระกูล ผู้ใดไม่รักษาถือว่ามิเคารพบรรพบุรุษ”
“ฉันไม่ได้เครียดเรื่องนั้น เธอไม่เข้าใจหรอก ฮื้อ!”
“เอ่อ คะ คุณหนูพูดอันใดเจ้าคะ” จูหลิง สาวใช้ตัวน้อยถึงขึ้นเกาหัวเมื่อนายสาวเอ่ยพูดคำไม่คุ้นหู
“เฮ้อ!” เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกับร่างบางที่ล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างหมดอาลัยตายอยาก บอกไปใครจะเชื่อว่าซีซีหลุดเข้ามาในนิยายเรื่องวาสนานำพาที่เพื่อนสนิทเป็นคนแต่ง และจากที่สอบถามเด็กสาวที่นั่งทำตาปริบๆ อยู่ตรงหน้า ก็ได้ความว่าร่างที่นางอยู่ตอนนี้ คือร่างของหลิวฟ่านซี!
นางร้ายของเรื่องที่สุดแสนจะโง่เง่า ถูกนางเอกที่ทะลุมิติเข้ามาในนิยายแย่งคู่หมั้นไป ไม่มีผู้ใดเห็นใจ จากสตรีที่ดีพร้อมกลายเป็นคนจิตใจริษยา ทำทุกอย่างเพื่อแย่งชิงพระเอกกลับมา แต่สุดท้ายก็ถูกหลอกใช้จนต้องโทษประหาร แค่นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็น่าปวดหัวแล้ว ฮื่อ~
“คุณหนู อย่าเศร้าไปเลยเจ้าค่ะ ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา ออกไปสูดอากาศด้านนอกดีกว่านะเจ้าคะ ประเดี๋ยวบ่าวจะไปเตรียมน้ำให้”
“เข้าใจแล้วๆ เจ้าจะไปทำอะไรก็ไปเถอะ” คำพูดถูกปรับเปลี่ยนเล็กน้อยตามบริบท
ทันทีที่ได้ยินเสียงปิดประตู ซีซีก็ลุกขึ้นนั่ง สูดหายใจเข้าเต็มปอดและปล่อยลมออกจนสุด ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาโอดครวญ ต้องมีสติให้มากจะได้คิดออกว่าควรทำอย่างไรต่อไป
หากให้เดาจากความเป็นไปได้คือนางตายและหลุดเข้ามาในนิยายเรื่องวาสนานำพา หรือไม่นางอาจจะยังไม่ตาย เพียงแต่ต้องหาวิธีกลับไปยังโลกเดิม
แต่ทั้งสองแบบนี้ ไม่ว่าอย่างใดก็ต้องใช้เวลา ก่อนอื่นซีซีคงต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่นี่ให้ได้ แต่จะให้นางเล่นตามบทบาทของหลิวฟ่านซี
บอกเลยว่า...ไม่ทำ! ใครจะโง่เดินตามบทแล้วมีจุดจบคือความตายกันเล่า
ยังดีที่สวรรค์เมตตาอยู่บ้าง เพราะในตอนนี้หลิวฟ่านซีมีอายุเพียงสิบแปดหนาว ยังมิได้หมั้นหมายกับโจวเทียนฉีพระเอกของเรื่อง มีเพียงคำมั่นสัญญาว่าสองตระกูลจะเกี่ยวดองกันเท่านั้น หากเป็นไปตามนิยาย ช่วงเวลานี้ฟ่านซีรู้แล้วว่าเทียนฉีไปสานสัมพันธ์กับนางเอกของเรื่อง จึงพยายามทวงคำสัญญาหมั้นหมาย และเหตุการณ์หลังจากนี้คือสกุลหลิวยกคำสัญญาของนายท่านผู้เฒ่าสกุลโจวผู้ล่วงลับขึ้นมาพูด สกุลโจวจึงมิอาจเลี่ยง จัดพิธีหมั้นหมายให้ฟ่านซีและเทียนฉี
โชคดีจริงๆ ที่ซีซีเข้ามาก่อนที่จะหมั้นหมายกับโจวเทียนฉี
“โทษทีนะหลิวฟ่านซี ฉันจะเป็นของฉันแบบนี้ ถ้าเธอไม่พอใจ...นั่นมันก็เรื่องของเธอ” ไหล่บางยกขึ้นอย่างไม่ยี่หระ ใครจะยังไงนางไม่สน ขอใช้ชีวิตไปวันๆ รอวันที่จะได้กลับโลกเดิมแค่นั้นก็พอ
อ่อ! แล้วอย่างคิดว่านางจะเครียด ร้องห่มร้องไห้ ดิ้นรนหาวิธีกลับโลก นางอ่านนิยาย ดูซีรี่ย์มานักต่อนักแล้ว โดดน้ำบ้าง โดดกำแพงบ้าง หัวโขลกเสาก็แล้ว ถ้าไม่ถึงเวลายังไงก็กลับไปไม่ได้ รังแต่จะเจ็บตัวเสียเปล่าๆ แล้วหากถึงเวลา ต่อให้ไม่อยากกลับก็จะถูกดึงกลับจนได้
เพราะฉะนั้น...แค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอ
“ซีซี มาแล้วหรือลูก มานั่งข้างแม่เถิด” เสียงนุ่มของสตรีวัยกลางคนเรียกให้หลิวฟ่านซีหันมอง พอได้ยินอีกฝ่ายเรียกนางเช่นนี้แล้วความรู้สึกดีก็ตีตื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็เหมือนว่านางมีตัวตนในที่แห่งนี้อยู่บ้าง
“อะฮึ่ม! เจ้าค่ะท่านแม่” สภาพแวดล้อมและบรรยากาศไม่คุ้นเคย ทำให้ซีซีต้องกระแอมไอเพื่อเรียกสติตัวเอง
ในโลกเดิมแม่ของซีซีเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเล็ก เติบโตมากับพ่อที่เป็นโค้ชนักกีฬายิงธนู แต่พอโตขึ้นพ่อก็ดันประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปอีกคน บรรยากาศการอยู่พร้อมหน้าครอบครัวเช่นนี้จึงไม่เคยมีให้เห็น
ครอบครัวของซีซีล้วนเป็นพวกพี่ๆ เพื่อนๆ ในทีมที่คอยให้ความช่วยเหลือและดูแล
“มากันพร้อมแล้ว ทานมื้อเช้าเลยดีหรือไม่ เมื่อครู่ได้ยินเสียงท้องเด็กตะกละร้องดังโครกคราก” อดีตราชครูหลิวหวังหลี่ เอ่ยอย่างขบขัน หยอกล้อหลานสาวหลานชายให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น
คำพูดปากต่อปากว่าคุณหนูเล็กสกุลโจวกับองค์ชายสามประทับฝีปากกันกลางถนน สกุลโจวพึ่งจะกลับเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง หลังจากที่ไปอยู่แถบชนบทมาสิบกว่าปี ก็ตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน เรื่องบัดสีเช่นนี้ไม่มีผู้ใดว่าดี ย่อมเห็นไปในทางเดียวกันว่าสกุลโจวคิดอาจเอื้อม ส่งบุตรสาวไปล่อลวงองค์ชายอันที่จริงเรื่องพวกนี้เชื้อพระวงศ์จะทำเมินเฉยย่อมได้ แต่กับฮองเฮาหลิวฟ่านซีแล้ว อย่างไรก็ต้องรับผิดชอบ นางอยู่ที่นี่มานาน เข้าใจวิถีชีวิตของคนในยุคสมัยนี้ รับรู้ว่าชีวิตของสตรีในยุคนี้ยากแค้นเพียงใด การที่ถูกบุรุษล่วงเกินต่อหน้าผู้คนมากมาย แม้จะเป็นอุบัติเหตุ สตรีย่อมเสียหายไปแล้ว คงมิมีชายใดที่จะกล้าเข้ามาเกี้ยวพา“พวกข้าจะมาพบใต้เท้าโจวและฮูหยิน” องค์ฮ่องเต้ตรัสกับบ่าวที่เฝ้าอยู่นอกจวนสิ้นเสียงบ่าวไพร่ที่หมอบอยู่บนพื้นก็รีบเปิดประตูให้ผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายทันที และนั่นเป็นจังหวะที่คนสกุลโจวต่างก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาโค้งคำนับ“ถวายพระพรฝ่าบาท ถวายพระพรฮองเฮา องค์ชาย องค์หญิง”“ใต้เท้าโจว ไม่พบกันเสียนาน”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”โจวเทียนฉีย้ายออกจากเมืองหลวงหลังจากที่แต่งกับเถียนลี่มี่ เห็นว่าไปอยู่เมืองทางใต้ย่านค้าขาย ปร
โอรสสวรรค์ในอาภรณ์เต็มยศพึ่งกลับมาจากว่าราชการในท้องพระโรง จุดหมายแรกที่ก้าวเดินไปคงไม่พ้นตำหนักของฮองเฮารัก บุรุษวัยกลางคนที่อายุอานามย่างเข้าเลขสี่ยิ่งดูสง่าผ่าเผยขึ้นทุกวัน ทำเอาเหล่านางกำนัลวัยแรกแย้มใจเหลวกันถ้วนทั่วกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้าปีนป่ายเลื่อนจากนางกำนัลไปเป็นสนม เพราะรู้อยู่แล้วว่าองค์ฮ่องเต้รักมั่นเพียงฮองเฮา เหล่าสนมที่เคยได้รับแต่งตั้ง ถูกปลดทันทีที่ฮองเฮาตั้งครรภ์มังกร ซ้ำพระองค์ยังปฏิเสธการรับสนม ด้วยเหตุผลว่าฮองเฮาผู้เดียวก็มีทายาทให้ฝ่าบาทได้นับสิบ“อ่าว เหตุใดมานั่งคุกเข่าอยู่เช่นนี้เล่าเจ้าสาม เจ้าสี่” แม้จะไม่ถึงสิบอย่างที่องค์กษัตริย์ตรัส ทว่าบัดนี้ฮองเฮาก็ให้กำเนิดองค์ชายถึงสี่พระองค์ องค์หญิงอีกสอง“แหะๆ ลูกถูกเสด็จแม่โกรธพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อช่วยลูกด้วย” จางกงซานเล่อองค์ชายสามของแคว้นกะพริบตาปริบๆ ทำหน้ากระเง้ากระงอด ต่างกับน้องชายที่คุกเข่ากอดอกนิ่ง ยอมรับโทษแต่โดยดี“มิต้องขอให้เสด็จพ่อของเจ้าช่วย เรื่องนี้อย่างไรแม่ก็ไม่ใจอ่อน มีอย่างที่ไหนแอบพาน้องไปเที่ยวหอนางโลม แม่เคยบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าหากยังไม่ครบสิบแปดหนาว อย่าได้หวัง!”“โอ๊ย~ หูลูกจะขาดแล้วพ่ะย่ะค
แปะ! แปะ! แปะ!“สมกับเป็นพี่ชายข้าจริงๆ” ฟ่านซีถึงกับหันมาปรบมือให้พี่รอง ก่อนหน้านี้เขาก็ถามฝ่าบาทเช่นเดียวกับที่พี่ใหญ่ถาม เพราะนางยังคงยึดติดกับเนื้อเรื่องเดิมในนิยาย เลยอคติกับจางกงเต๋อหัวอยู่บ้างอันที่จริงวันที่ฝ่าบาทสงสัยเหลียนป๋อ นางยังเถียงแทนเขาอยู่เลยว่าไม่น่าใช่ แต่ใครจะคิดว่าเรื่องราวจะกลับตาลปัตรเช่นนี้“หึๆ ข้าก็ยังยืนยันคำเดิมว่าแคว้นต้าเฉวียนมีขุนนางที่ฉลาดหลักแหลม”“พี่ชายหม่อมฉันย่อมเหมือนหม่อมฉันเพคะ”“เป็นเพราะบิดา มารดา และท่านอาจารย์คอยสั่งสอนพ่ะย่ะค่ะ” พี่น้องคู่นี้อย่างไรก็ไม่มีทางยอมกัน ขนาดน้องสาวเป็นถึงฮองเฮา จ้งเหลียนก็ยังกล้า“ชิ ฝ่าบาทดูสิเพคะ”“สายเลือดเดียวกัน อย่างไรเสียใต้เท้าหลิวย่อมต้องได้ความฉลาดมาจากเจ้าบ้าง” คำพูดเอาใจของสวามีทำให้หน้างอๆ นั้นยกยิ้มอย่างเหนือกว่า ต่างกับคนอื่นที่ได้แต่เกาหัว พี่ชายได้รับความฉลาดมาจากน้องสาว เอ่อ~ ที่จูหลิงว่าฝ่าบาทตามใจฮองเฮาจนเสียคน เป็นเช่นนี้นี่เองชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้“จริงสิพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมอยากทูลขอความดีความชอบให้กับใต้เท้าโจว หลักฐานครานี้เขามีส่วนช่วยอยู่มากพ่ะย่ะค่ะ ที่ผ่านมาก็มิเคยทำหน้าที่ขาดตก
“ซีซี หลิวฟ่านซี ตื่นได้แล้ว” เสียงเรียกไม่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูไม่หยุด ทำให้เปลือกตาที่หนักอึ้งต้องขยับลืมตาตื่นขึ้นมา รอบข้างมีหมอกหนามองไปทางใดก็เห็นแต่สีขาว กระนั้นซีซีก็พยายามหาต้นตอของเสียง ทว่าภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้นางตกใจจนร้องเสียงดังกรี๊ด!!!สตรีตรงหน้าไม่มีส่วนใดผิดแผกไปจากนางเลยสักนิด ซีซีกลืนน้ำลายลงคืออึกใหญ่ นึกขึ้นมาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงเป็นหลิวฟ่านซีตัวจริง ความคิดในหัวจึงฟุ้งซ่านคาดการณ์ไปก่อนต่างๆ นานาอีกฝ่ายต้องการร่างคืนหรืออย่างไร แล้วเหตุใดถึงมาเอาตอนนี้ ถึงเวลาที่นางต้องกลับไปยังโลกเดิมแล้วหรือคำถามเหล่านี้วนเวียนสับสนอยู่ในหัว ทว่ากลับไม่ได้รับคำตอบ เพราะอีกฝ่ายเพียงส่งยิ้มให้และโบกมือลา ก่อนที่อีกฝ่ายจะห่างออกไปเรื่อยๆ“ดะ เดี๋ยวก่อน!” สองเท้ารีบวิ่งก้าวตามอย่างไม่รู้ทิศทาง แต่อยู่ๆ ก็ราวกับนางก้าวพลาด ร่างกายเหมือนร่วงหล่นลงปากเหวลึก สองมือพยายามเกาะคว้าบางสิ่งแต่กลับไม่เป็นผล ร่างเล็กปลิวพลิกไปมาไม่ต่างกับใบไม้ที่ร่วงหล่น“เฮือก!” ซีซีลืมตาโพลง หอบหายใจเอาอากาศเข้าไปอย่างหนักหน่วง ทว่าครานี้ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นเพดานไม้หรูหราที่คุ้นตา และเสียงที่แว่วมานั้น
ไม่ว่าจะเป็นจางกงเหลียนป๋อหรือจางกงเต๋อหัว เขาไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น ทั้งสองต่างก็อยากขึ้นนั่งแทนที่ของเขา ทว่าคนหนึ่งแสดงออกมาอย่างเปิดเผย อีกคนกลับทำราวเจียมตนว่าไม่คู่ควร นับตั้งแต่ที่ฟ่านซีบอกเขาเกี่ยวกับการซ่องสุมกำลัง เขาก็ให้คนไปสืบโดยละเอียด ทว่าสิ่งที่เขาพบมิได้มีเพียงเรื่องกบฏกลับเป็นหลานสาวและหลานชายตัวน้อย ที่หลัวเค่อมิเคยคิดว่ามีตัวตนมาก่อน สายเลือดของจางกงเต๋อหัว น้องชายของเขาคนนี้ซ่อนดวงใจไว้มิดชิด มิให้ผู้ใดได้ล่วงรู้“ข้าทำตามที่เสด็จพี่ต้องการแล้ว อย่าลืมสัญญาที่ให้ไว้”“เจ้ารอรับราชโองการ และสร้างเรือนไว้รอลูกเมียเถิด” จางกงหลัวเค่อมิได้ขึ้นมาอยู่จุดนี้เพียงเพราะเป็นโอรสสายตรง แต่ความเจ้าเล่ห์มากแผนการ เก่งรอบด้านทั้งบู้และบุ๋น ทำให้เขาโดดเด่นกว่าพี่น้องคนอื่นๆทันทีที่รับรู้การมีอยู่ของน้องสะใภ้และหลาน เขาก็มิคิดจะรั้งรอ ยื่นข้อเสนอให้เต๋อหัวทันที เพราะรู้นิสัยของน้องชายดี หากสามแม่ลูกนั้นไม่สำคัญ ย่อมมิซ่อนไว้ลึกเพียงนั้น และเขาก็เดาไม่ผิด กระทั่งตำแหน่งเจ้าแผ่นดินเต๋อหัวยังไม่สนใจด้วยซ้ำต้องโทษที่เหลียนป๋อคิดจะยืมมือซ่งเหม่ยหง และซ่งเหม่ยหงดันไปขอความช่วยเหลือจา
“กระหม่อมมียาถอนพิษพ่ะย่ะค่ะ” เป็นประโยคที่ไร้ซึ่งความกลัว มีเพียงความเย่อหยิ่งที่ถือหมากตัวสำคัญไว้ในมือ“จางกงเหลียนป๋อ...เป็นเจ้าจริงๆ สินะ ข้าไม่คิดเลย”“ขอประทานอภัยที่ทำให้เสด็จพี่ต้องผิดหวัง” เหลียนป๋อกระตุกยิ้มเล็กน้อย ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด เรื่องนี้เขาคิดมาดีถี่ถ้วนแล้ว ที่ที่เขายืนในตอนนี้มันต่ำต้อยเกินไป เพียงแค่มีมารดาเป็นสนมขั้นต่ำ ซ้ำยังเป็นเพียงหญิงชาวบ้าน เพียงเท่านี้ก็แย่เกินไปสำหรับเขาแล้ว เหล่าขุนนางแทบไม่มีผู้ใดหวาดกลัวเขา ยิ่งพวกขุนนางแก่ๆ ยิ่งไม่เห็นหัวทางเดียวที่จะทำให้ทุกคนก้มหัวให้เขาได้ คงต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุด“แสดงว่าพิษในตัวฮองเฮา เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่!”“อย่าทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมียาแก้พิษ อ๊ะๆ อย่าได้คิดจะมายื้อแย่งเชียว กระหม่อมมิได้โง่ถึงขั้นนำมันพกติดตัวมาหรอก” นิ้วชี้ส่ายไปมาราวกับห้ามปราม“เจ้าต้องการสิ่งใด หากเป็นบัลลังก์ จัดการข้าเสียก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องดึงฟ่านซีเข้ามาเกี่ยว”“คิดว่าข้าไม่อยากทำหรือ! แต่พอเจ้าตาย ขุนนางโง่พวกนั้นจะเลือกข้าขึ้นเป็นผู้สืบบัลลังก์หรือไร!” เขาเป็นองค์ชายปลายแถวมาโดยตลอด เพราะงั้นสิ่งเดียวที่ทำได้ คือ







