تسجيل الدخولกู้จื่อเหยียนยังคงสืบคดีฆาตกรรมอย่างเคร่งเครียด เขาลอบให้คนติดตามเหยื่อรายต่อไปเงียบๆ โดยเลือกคนสนิทของตนลาดตระเวนตามจุดต่างๆ ทั้งยังไม่เจาะจงเหยื่อรายใดเป็นพิเศษ เพียงบอกว่าเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากหากจะบอกว่าคนเหล่านั้นคือเหยื่อรายต่อไป ใครเล่าจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดซ้ำร้ายหากเหยื่อเหล่านั้นเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ไม่กลายเป็นว่าเขาเป็นคนร้ายเสียเองหรอกหรือการสืบสวนคดียังคงเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เขาให้คนคอยสะกดรอยตามเหยื่อรายที่สอง หากแต่ก็ยังไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เขายังมีเวลาอีกห้าวันเพื่อหาหาทางจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้น หากแต่การต่อสู้กับปีศาจนั้น อยู่เหนือความสามารถของเขาโดยสิ้นเชิงมองดูดาบปักวสันต์ของตนที่วางอยู่บนโต๊ะ กู้จื่อเหยียนได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาไปปรึกษากับหลวงจีนที่วัดอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อหาความพิเศษของดาบ เนื่องจากเขาเชื่อว่าต้องมีบางสิ่งในดาบเล่มนี้ ทำให้เขาสามารถทำร้ายปิศาจตนนั้นได้ กระนั้นคำตอบยังคงเหมือนเดิม ชะตาชีวิตของเขาที่ผู้พันกับอดีต ทำให้เขาต้องพานพบกับเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง“เรื่องใดเล่าที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยง”ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาก่อนทิ้งตัวลง
มองดูมือเล็กเรียวคว้าสาบเสื้อของเขา จากนั้นแหวกออกเผยให้เห็นรอยแผลที่เริ่มแห้งแล้วอย่างรวดเร็ว เขาเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม“นี่คืออะไร”เขามองออกว่านางกรีดกลางอกของเขาเป็นรอยดอกเหมย และแน่นอนมันย่อมกลายเป็นแผลเป็นอย่างไม่ต้องสงสัยฝ่ามือเย็นเยียบวางลงไปเหนือแผล กู้จื่อเหยียนสะดุ้งเล็กน้อย มองการกระทำของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อสบตากับหญิงสาว เขาก็ทำได้เพียงปล่อยให้นางแตะต้องตามใจชอบความร้อนขุมหนึ่งแล่นมาตามฝ่ามือ แผลของเขาแสบร้อนขึ้นเล็กน้อย เมื่อนางยกมือออกแผลนั้นก็กลายเป็นเพียงปานแดงรูปดอกเหมย ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรแล้ว“เมื่อคืนเจ้าบอกว่าจะให้ข้าช่วยตามหาคน” กู้จื่อเหยียนนึกขึ้นได้ “เขาคือใคร”เหมยอวี่ซินใบหน้าเรียบเฉย “ข้าจะบอกเจ้าทีหลัง” เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเกิดใหม่แล้ว หรือไปอยู่ที่ใด หนึ่งพันปีผันผ่าน นางมีเพียงต้องลงไปยมโลก หาไม่ก็ไม่มีทางหาเขาพบเขา...หน้าตาเปลี่ยนไปหรือยังคงเหมือนเดิม‘ฟู่เฉิง’ นามที่นางไม่อยากนึกถึง หากแต่ก็ยังคงเจ็บปวดทุกครั้งที่ตระหนักว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้นกับตัวนางเอง“คือ...ข้ามีเรื่องอ
เขาพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป นางคล้ายไม่ใช่ตัวนางในยามปกติกู้จื่อเหยียนพยายามอ้าปากส่งเสียง หากแต่ทุกอย่างยังคงเดิม ไร้ผล...“เจ้าคนทรยศ” เหมยอวี่ซินพึมพำ “เจ้าคนสมควรตาย”กู้จื่อเหยียนพยายามสูดลมหายใจเข้า “ข้า...ไม่ใช่...”“สมควรตาย...”“ข้าไม่ใช่...เขา ข้าคือกู้จื่อเหยียน”ดูเหมือนจะได้ผล แรงที่บีบรัดรอบคอหายวับไปพร้อมกับดวงตาของหญิงสาวที่กลับมาสุกใสเช่นเคย ใบหน้างดงามก้มลงมองกู้จื่อเหยียน ดวงตาของนางฉายแววงุนงงเล็กน้อย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยอย่างรวดเร็วกู้จื่อเหยียนสูดลมหายใจเข้าเร็วๆ เขาไอออกมาถี่ๆ รู้สึกแสบร้าวไปทั้งลำคอ เช่นกันกับร่องรอยที่เขาคิดว่าต้องหลงเหลือเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อเหลือบสายตามองคนที่นั่งคร่อมร่างของเขา นางกลับมีท่าทีราวกำลังครุ่นคิด เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นดังนั้นจึงได้แต่นอนนิ่งเช่นนั้นเหมยอวี่ซินจ้องกู้จื่อเหยียนนิ่ง คิ้วเรียวของนางขมวดมุ่น ในยามที่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง เมื่อครู่นางอยู่ที่หั่วซาน รำลึกความหลังที่เกิดขึ้นทั้งหมดความโกรธแค้นทำให้นางราวคลุ้มคลั่ง กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งไม่รู้เพราะอะไรนางจึงกลับมายังข้างกายเขาแล้ว
ในขณะที่กู้จื่อเหยียนถามคำถามว่าเหมยอวี่ซินคือใคร หญิงสาวเองก็กำลังถามคำถามเดียวกันนั้นกับตัวเอง นางหลับใหลมานาน...นานมากหนึ่งพันปีที่นางหลงลืม กระทั่งเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ความแค้นในใจที่รอวันสะสาง กระนั้นความแค้นที่อัดแน่นนั้นกลับเต็มไปด้วยความอึดอัด นางหลงลืมหลายเรื่องคล้ายกับมีบางอย่างบดบังตัวนางเป็นใคร เกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดนางจึงหลับใหล ก่อนหน้านี้นางแค้นใคร ตัวนางในยามนี้มิใช่ปิศาจแน่หรือเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งต้นเหมยแดงตั้งตระหง่าน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ความรู้สึกมากมายถาโถม เหมยอวี่ซินพลันหลับตาสูดลมหายใจ มือข้างหนึ่งยื่นออกมาพร้อมกับแบออกพลังในกายแผ่ซ่านออกมากระทั่งร่างทั้งร่างเปล่งประกายสีทอง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเมฆหมอกที่ปกคลุมยังเหนือยอดหั่วซานกลับเปิดออก แสงแดดส่องลอดมายังเหมยแดงซึ่งเบ่งบานตลอดสามฤดู“เหมยแดงพันปี อายุเท่ากับช่วงเวลาที่ข้าหลับใหล” นางพูดกับตัวเองเสียงเบา รับรู้ว่าชีวิตของนางผูกติดกับต้นเหมยตรงหน้าครุ่นคิดถึงเรื่องในวันที่นางตื่นขึ้น นับจากเลือดของกู้จื่อเหยียนหยดลงไปยังพื้นดิน รากของต้นเหมยที่ดูดซับเลือดเพียงหยดเดียว กลับสามารถปลุกน
เหมยอวี่ซินหัวเราะเบาๆ กับน้ำเสียงสุภาพของชายหนุ่ม ‘เจ้าเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา โดนสหายทรยศจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้ยังมัวมานั่งคิดหาเหตุผล ไม่เรียกโง่งมยังจะเรียกอะไรได้อีก’กู้จื่อเหยียนคิ้วกระตุกกับประโยคแรกของนาง ‘ข้าจะครบยี่สิบสี่ปีเต็มแล้ว ทั้งยังเป็นถึงหัวหน้ามือปราบ’‘ข้าหลับใหลมาพันปี สำหรับข้าอย่างไรเจ้าก็คือเด็กน้อย’เขาเถียงสู้นางไม่ได้จึงได้แต่ถอนใจอย่างจำนน ‘ข้าคบหาเขาเป็นสหายได้เพียงปีเดียวก็จริง แต่อาไห่เป็นคนไม่เลว’‘เป็นคนไม่เลวที่มีใจอยากสังหารเจ้า’ นางต่อประโยคของเขาทันที‘ข้ามั่นใจว่าต้องมีบางเรื่องอยู่เบื้องหลัง ว่าแต่เรื่องที่หั่วซาน ท่านพอจะรู้ต้นสายปลายเหตุหรือไม่’ กู้จื่อเหยียนไม่อยากต่อคำกับนาง ดังนั้นจึงได้แต่เดินไปยังจวนว่าการเงียบๆ ที่นั่นใต้เท้าอันกำลังรออยู่ชายหนุ่มคาดไม่ผิดเพราะนี่คือศพแรกจากคดีประหลาดจริงๆ เขาอาสาทำคดีนี้เอง โดยบอกใต้เท้าอันให้เหวินซวี่ไห่รับผิดชอบคดีอื่นเขาคิดและหวังจริงๆ ว่า หากเขาสามารถไขคดีนี้ได้ พร้อมกันนั้นก็มองหาสาเหตุที่ทำให้เหวินซวี่ไห่ทำร้ายเขา บางทีเขาอาจเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างให้เป็นไปในทางที่ดีกู้จื่อเหยียนเดินออกมาขึ้นม
เงาร่างของเหวินซวี่ไห่หายลับไปกับกลุ่มเมฆหมอก กู้จื่อเหยียนหลับตาลง กระทั่งรับรู้ถึงแรงกระแทกมหาศาลบวกกับความเจ็บปวดจนร่างแทบแหลกสลายหากแต่...เพราะเหตุใดจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้ มิใช่ว่าหั่วซานแห่งนี้สูงชันมากเลยหรือดวงตาคมเข้มค่อยๆ กระพือเปิด ความเจ็บปวดและกลิ่นคาวของเลือดทำให้เขาหายใจติดขัด กระทั่งลมหายใจของเขาสะดุด เมื่อทันทีที่ลืมตาขึ้นสิ่งที่เขาเห็นกลับมิใช่ความตายที่รออยู่ตรงหน้า“เจ้าเป็นใคร”น้ำเสียงเรียบเรื่อยของสตรีตรงหน้าดังขึ้น ดวงตาของนางเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งผู้คน ใบหน้างดงามเปล่งปลั่งทำให้ผู้คนชวนใจสั่น ริมฝีปากเย้ายวนแดงเรื่อขยับไหวในยามเอื้อนเอื่อย“กล้าดีอย่างไรมารบกวนข้า”ความรู้สึกยินดีท่วมท้นในหัวใจ หากแต่กู้จื่อเหยียนกลับไม่เข้าใจตัวเอง เขามั่นใจว่าไม่เคยพบสตรีตรงหน้ามาก่อน หากแต่หัวใจเขากลับพองโต ราวกับเพิ่งพานพบสิ่งที่เขาทำหล่นหายเขาอ้าปากจะพูดแต่กลับไม่อาจเปล่งเสียง เรี่ยวแรงของเขาเหือดหายไปพร้อมกับเลือดที่หลั่งรินออกจากกาย สายตาเหลือบมองเบื้องล่าง ความมืดอันไร้ที่สิ้นสุดทำให้เขารู้สึกเบาโหวง กลางลำตัวมีบางอย่างคล้ายรากไม้พันโดยรอบตัวเขากำลังห้อยอยู่ที่ไหนสักแห







