تسجيل الدخول“อะไรที่ว่าน่าสงสัย”
“ป่าสมบูรณ์ขนาดนี้ แต่ไม่มีแม้แต่นกสักตัว”
เหวินซวี่ไห่ได้ยินดังนั้นก็ชะงัก เขาหันมามองกู้จื่อเหยียน ดวงตาไหววูบแตกตื่น “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ที่นี่มีบางอย่างที่ทำให้สัตว์เหล่านั้นตื่นกลัว”
ยิ่งฟังเหวินซวี่ไห่ก็ยิ่งไม่อาจรักษาความเยือกเย็น เขาเดินเข้ามาใกล้กู้จื่อเหยียน “เจ้าอย่าล้อข้าเล่น”
“เจ้าคิดไปถึงไหน ข้าไม่ได้หมายความไปถึงเรื่องลี้ลับ แต่ข้าหมายถึงที่นี่อาจมีบางอย่าง”
“แล้วความหมายมันต่างกันอย่างไรเล่า”
กู้จื่อเหยียนถอนหายใจออกมา “เจ้ากลัวถึงเพียงนี้ยังตามมาโดยไม่พูดอะไร”
มองดูกู้จื่อเหยียนยังคงมีท่าทีปกติ เหวินซวี่ไห่รู้สึกละอายใจเล็กน้อย “เรากลับออกไปกันเถิด หากเจ้าจะขึ้นเขา อย่างน้อยเราควรมีคนมาด้วยสักหลายๆ คน พวกเราไม่คุ้นเคยเส้นทางขึ้นเขาหากหลงทางจะยุ่งไปกันใหญ่”
กู้จื่อเหยียนพยักหน้าเห็นด้วย เส้นทางรกทึบอีกทั้งหมอกหนาที่ปกคลุม หากยังฝืนเดินขึ้นเขาเกิดหลงทางขึ้นมาคงไม่ง่ายที่จะกลับออกมา ดังนั้นเขาจึงได้แต่หมุนตัวกลับ
ระหว่างก้าวเดินลงเขานั้น เงาวูบไหวบางอย่างด้านข้างทำให้ชายหนุ่มชะงัก จากคลองสายตาเขามองเห็นชัดว่าเป็นชายเสื้อคลุมสีขาวที่วูบผ่านไปยังต้นหยางสูงใหญ่
“หยุดนะ! นั่นใคร!”
กู้จื่อเหยียนตวาดออกมาเสียงหนึ่ง ก่อนที่ร่างสูงจะพุ่งเข้าไปยังด้านหลังของต้นหยาง เหวินซวี่ไห่สะดุ้งเฮือก เมื่อมองเห็นแผ่นหลังของสหายก็ได้แต่ตามไปอย่างไร้ทางเลือก
กระนั้นเมื่อคนทั้งสองไปโผล่ยังอีกด้าน กลับไร้ซึ่งเงาของผู้อื่น
“ข้ามั่นใจว่าเป็นเงาคน” กู้จื่อเหยียนหมุนตัวมองไปรอบด้าน ดาบปักวสันต์ในมือถูกกุมแน่น ความรู้สึกที่บอกว่ารอบกายยังคงมีผู้อื่นอีก ทำให้เขาไม่อาจลดความระแวงลง
ชายหนุ่มทั้งสองหันหลังพิงกัน จากนั้นได้แต่ยินนิ่งเพื่อสังเกตการณ์ สายลมที่นิ่งสนิทอยู่ๆ ก็เริ่มพัดวูบไหว เมฆหมอกเคลื่อนคล้อยลงต่ำ เสียงหัวเราะแหลมเล็กของอิสตรีดังขึ้น
“ช่างน่าชื่นชม”
เสียงนั้นดังขึ้นไม่ไกลแต่กลับไร้ตัวตนของเจ้าของเสียง กู้จื่อเหยียนและเหวินซวี่ไห่ชักดาบออกมาจากฝัก กว่าจะรู้ตัวร่างของชายหนุ่มทั้งสองก็ถูกแรงมหาศาลพุ่งเข้าจู่โจม
เงาสีขาวพัดวูบมาในคลองสายตา กู้จื่อเหยียนตวัดดาบออกไป แต่เรี่ยวแรงของเขากลับยังคงไม่อาจสู้ เขากระเด็นออกไปอีกด้านเช่นกันกับเหวินซวี่ไห่ คนทั้งสองลอยลิ่วกระแทกเข้ากับกิ่งไม้ใหญ่น้อย จากนั้นร่างสูงก็ร่วงลงบนพื้น
“มีคนหนุ่มแน่นมาสังเวยถึงที่ เช่นนั้นข้าจะไม่ปฏิเสธละนะ”
เสียงนั้นทำเอาเหวินซวี่ไห่ขนลุกซู่ เขาพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็มองเห็นแผ่นหลังของสตรีนางหนึ่งในชุดตัวยาวสีขาวสะอาดตา เส้นผมยาวสีดำขลับลากระไปกับพื้น ร่างอรชรอ้อนแอ้นดูบอบบาง หากแต่ให้กลิ่นอายแห่งความตายอันน่าหวาดหวั่น
“จื่อเหยียน...”
สตรีนางนั้นก้าวเข้าไปหากู้จื่อเหยียน เหวินซวี่ไห่คว้าดาบปักวสันต์ขึ้นจากนั้นก็เขวี้ยงออกไปสุดแรง มันกลับทะลุผ่านร่างอรชรไปอย่างน่าตื่นตะลึง ราวกับร่างนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา
เสียงหัวเราะน่าขนลุกดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกันนั้นนางก็หันหน้ามามองเหวินซวี่ไห่ช้าๆ เสียงหนึ่งดังก้องในหัว ทำให้เขาได้แต่เบิกตาค้าง
‘คิดช่วยเขาหรือ เจ้า...มิใช่ต้องการให้เขาหายตัวไปหรอกหรือ เหวินซวี่ไห่ เจ้ามันคนหลอกลวง แต่แรกมิใช่โทษว่าเป็นเขาที่มาแย่งทุกอย่างไปจากเจ้าหรอกหรือ เจ้ารู้ทั้งรู้ว่าเขาต้องแต่งงานกับนางอย่างแน่นอน เหตุใดยังคงแอบย่องเข้าหาเจ้าสาวของสหาย’
สตรีนางนั้นหมุนกายเดินกลับมาหาเหวินซวี่ไห่ นั่นเป็นครั้งแรกที่เหวินซวี่ไห่รู้สึกเสียใจสุดแสน ไม่นึกว่าการช่วยสหายกลับกลายเป็นนำภัยมาสู่ตัวเอง
มนุษย์...ไม่ว่าผู้ใดย่อมรักตัวกลัวตาย เขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
หากเมื่อครู่เขาไม่ขว้างดาบออกไป กระทั่งหันเหความสนใจของปิศาจสาว เขาคงไม่ตกเป็นเป้าหมายอย่างไร้ทางเลือกเช่นนี้
ชายหนุ่มมองไปยังกู้จื่อเหยียน จากนั้นก็ได้แต่เบิกตากว้างขึ้น เขามองดาบปักวสันต์ด้ามหนึ่งเสียบทะลุเงาร่างสีขาว จากนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องพร้อมกับเสียงลมพัดกระหน่ำ
กู้จื่อเหยียนเองก็คล้ายไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเห็นชัดว่าดาบของเหวินซวี่ไห่ไม่อาจทำอะไรปิศาจสาวได้ แต่ดาบของสหายกลับแตกต่าง
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขา เช่นกันกับสายลมที่พัดกระหน่ำราวกับพายุ เหวินซวี่ไห่ยกมือขึ้นปิดหน้า ด้วยเศษใบไม้และฝุ่นกำลังลอยวน
จากคลองสายตาเขามองเห็นภาพของปิศาจสาวตนนั้นยื่นมือออกไปคว้าลำคอของสหาย กระนั้นเมื่อคว้าได้กลับไม่อาจทำร้ายกู้จื่อเหยียน เพราะทันทีที่มือคว้าจับเงาร่างสีขาวกลับค่อยๆ บิดเบี้ยว กลุ่มควันสีดำกำลังหลั่งไหลออกจากเงาร่างสีขาว
ที่เป็นเช่นนั้นเหวินซวี่ไห่เองก็ไม่มั่นใจ แท้จริงแล้วเป็นเพราะดาบปักวสันต์ที่ยังคงเสียบติดอยู่กลางอก หรือเป็นเพราะปิศาจสาวตนนั้นไม่อาจทำร้ายกู้จื่อเหยียน
เสียงกรีดร้องยังคงดังขึ้น พร้อมกับปลายนิ้วที่ชี้ไปยังกู้จื่อเหยียน “เจ้า!!...”
ร่างสีขาวเลือนหายไปเช่นกันกับพายุที่สงบลงราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น กู้จื่อเหยียนทิ้งตัวลงนั่ง เขามองดาบของตนที่ร่วงลงบนพื้น คิ้วเข้มขมวดมุ่นเพราะยังคงไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
มือใหญ่ยกขึ้นกุมลำคอของตน ซึ่งยังคงหลงเหลือความรู้สึกเย็นเยียบที่มาพร้อมกับกลิ่นอายของความตาย
ชั่วขณะหนึ่งที่จ้วงแทงดาบออกไป เขาเหมือนมองเห็นภาพความทรงจำอันเลือนราง ภาพที่เขาเองก็ไม่อาจปะติดปะต่อกันออกมา
ภาพที่เขาไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่...
กู้จื่อเหยียนยังคงสืบคดีฆาตกรรมอย่างเคร่งเครียด เขาลอบให้คนติดตามเหยื่อรายต่อไปเงียบๆ โดยเลือกคนสนิทของตนลาดตระเวนตามจุดต่างๆ ทั้งยังไม่เจาะจงเหยื่อรายใดเป็นพิเศษ เพียงบอกว่าเป็นผู้ต้องสงสัย เนื่องจากหากจะบอกว่าคนเหล่านั้นคือเหยื่อรายต่อไป ใครเล่าจะเชื่อในสิ่งที่เขาพูดซ้ำร้ายหากเหยื่อเหล่านั้นเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ไม่กลายเป็นว่าเขาเป็นคนร้ายเสียเองหรอกหรือการสืบสวนคดียังคงเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เขาให้คนคอยสะกดรอยตามเหยื่อรายที่สอง หากแต่ก็ยังไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เขายังมีเวลาอีกห้าวันเพื่อหาหาทางจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้น หากแต่การต่อสู้กับปีศาจนั้น อยู่เหนือความสามารถของเขาโดยสิ้นเชิงมองดูดาบปักวสันต์ของตนที่วางอยู่บนโต๊ะ กู้จื่อเหยียนได้แต่ถอนหายใจออกมา เขาไปปรึกษากับหลวงจีนที่วัดอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อหาความพิเศษของดาบ เนื่องจากเขาเชื่อว่าต้องมีบางสิ่งในดาบเล่มนี้ ทำให้เขาสามารถทำร้ายปิศาจตนนั้นได้ กระนั้นคำตอบยังคงเหมือนเดิม ชะตาชีวิตของเขาที่ผู้พันกับอดีต ทำให้เขาต้องพานพบกับเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง“เรื่องใดเล่าที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยง”ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาก่อนทิ้งตัวลง
มองดูมือเล็กเรียวคว้าสาบเสื้อของเขา จากนั้นแหวกออกเผยให้เห็นรอยแผลที่เริ่มแห้งแล้วอย่างรวดเร็ว เขาเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถาม“นี่คืออะไร”เขามองออกว่านางกรีดกลางอกของเขาเป็นรอยดอกเหมย และแน่นอนมันย่อมกลายเป็นแผลเป็นอย่างไม่ต้องสงสัยฝ่ามือเย็นเยียบวางลงไปเหนือแผล กู้จื่อเหยียนสะดุ้งเล็กน้อย มองการกระทำของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อสบตากับหญิงสาว เขาก็ทำได้เพียงปล่อยให้นางแตะต้องตามใจชอบความร้อนขุมหนึ่งแล่นมาตามฝ่ามือ แผลของเขาแสบร้อนขึ้นเล็กน้อย เมื่อนางยกมือออกแผลนั้นก็กลายเป็นเพียงปานแดงรูปดอกเหมย ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรแล้ว“เมื่อคืนเจ้าบอกว่าจะให้ข้าช่วยตามหาคน” กู้จื่อเหยียนนึกขึ้นได้ “เขาคือใคร”เหมยอวี่ซินใบหน้าเรียบเฉย “ข้าจะบอกเจ้าทีหลัง” เพราะนางเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเกิดใหม่แล้ว หรือไปอยู่ที่ใด หนึ่งพันปีผันผ่าน นางมีเพียงต้องลงไปยมโลก หาไม่ก็ไม่มีทางหาเขาพบเขา...หน้าตาเปลี่ยนไปหรือยังคงเหมือนเดิม‘ฟู่เฉิง’ นามที่นางไม่อยากนึกถึง หากแต่ก็ยังคงเจ็บปวดทุกครั้งที่ตระหนักว่าในอดีตเกิดอะไรขึ้นกับตัวนางเอง“คือ...ข้ามีเรื่องอ
เขาพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป นางคล้ายไม่ใช่ตัวนางในยามปกติกู้จื่อเหยียนพยายามอ้าปากส่งเสียง หากแต่ทุกอย่างยังคงเดิม ไร้ผล...“เจ้าคนทรยศ” เหมยอวี่ซินพึมพำ “เจ้าคนสมควรตาย”กู้จื่อเหยียนพยายามสูดลมหายใจเข้า “ข้า...ไม่ใช่...”“สมควรตาย...”“ข้าไม่ใช่...เขา ข้าคือกู้จื่อเหยียน”ดูเหมือนจะได้ผล แรงที่บีบรัดรอบคอหายวับไปพร้อมกับดวงตาของหญิงสาวที่กลับมาสุกใสเช่นเคย ใบหน้างดงามก้มลงมองกู้จื่อเหยียน ดวงตาของนางฉายแววงุนงงเล็กน้อย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยอย่างรวดเร็วกู้จื่อเหยียนสูดลมหายใจเข้าเร็วๆ เขาไอออกมาถี่ๆ รู้สึกแสบร้าวไปทั้งลำคอ เช่นกันกับร่องรอยที่เขาคิดว่าต้องหลงเหลือเอาไว้อย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อเหลือบสายตามองคนที่นั่งคร่อมร่างของเขา นางกลับมีท่าทีราวกำลังครุ่นคิด เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นดังนั้นจึงได้แต่นอนนิ่งเช่นนั้นเหมยอวี่ซินจ้องกู้จื่อเหยียนนิ่ง คิ้วเรียวของนางขมวดมุ่น ในยามที่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง เมื่อครู่นางอยู่ที่หั่วซาน รำลึกความหลังที่เกิดขึ้นทั้งหมดความโกรธแค้นทำให้นางราวคลุ้มคลั่ง กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งไม่รู้เพราะอะไรนางจึงกลับมายังข้างกายเขาแล้ว
ในขณะที่กู้จื่อเหยียนถามคำถามว่าเหมยอวี่ซินคือใคร หญิงสาวเองก็กำลังถามคำถามเดียวกันนั้นกับตัวเอง นางหลับใหลมานาน...นานมากหนึ่งพันปีที่นางหลงลืม กระทั่งเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ความแค้นในใจที่รอวันสะสาง กระนั้นความแค้นที่อัดแน่นนั้นกลับเต็มไปด้วยความอึดอัด นางหลงลืมหลายเรื่องคล้ายกับมีบางอย่างบดบังตัวนางเป็นใคร เกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดนางจึงหลับใหล ก่อนหน้านี้นางแค้นใคร ตัวนางในยามนี้มิใช่ปิศาจแน่หรือเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งต้นเหมยแดงตั้งตระหง่าน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ความรู้สึกมากมายถาโถม เหมยอวี่ซินพลันหลับตาสูดลมหายใจ มือข้างหนึ่งยื่นออกมาพร้อมกับแบออกพลังในกายแผ่ซ่านออกมากระทั่งร่างทั้งร่างเปล่งประกายสีทอง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งเมฆหมอกที่ปกคลุมยังเหนือยอดหั่วซานกลับเปิดออก แสงแดดส่องลอดมายังเหมยแดงซึ่งเบ่งบานตลอดสามฤดู“เหมยแดงพันปี อายุเท่ากับช่วงเวลาที่ข้าหลับใหล” นางพูดกับตัวเองเสียงเบา รับรู้ว่าชีวิตของนางผูกติดกับต้นเหมยตรงหน้าครุ่นคิดถึงเรื่องในวันที่นางตื่นขึ้น นับจากเลือดของกู้จื่อเหยียนหยดลงไปยังพื้นดิน รากของต้นเหมยที่ดูดซับเลือดเพียงหยดเดียว กลับสามารถปลุกน
เหมยอวี่ซินหัวเราะเบาๆ กับน้ำเสียงสุภาพของชายหนุ่ม ‘เจ้าเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา โดนสหายทรยศจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ตอนนี้ยังมัวมานั่งคิดหาเหตุผล ไม่เรียกโง่งมยังจะเรียกอะไรได้อีก’กู้จื่อเหยียนคิ้วกระตุกกับประโยคแรกของนาง ‘ข้าจะครบยี่สิบสี่ปีเต็มแล้ว ทั้งยังเป็นถึงหัวหน้ามือปราบ’‘ข้าหลับใหลมาพันปี สำหรับข้าอย่างไรเจ้าก็คือเด็กน้อย’เขาเถียงสู้นางไม่ได้จึงได้แต่ถอนใจอย่างจำนน ‘ข้าคบหาเขาเป็นสหายได้เพียงปีเดียวก็จริง แต่อาไห่เป็นคนไม่เลว’‘เป็นคนไม่เลวที่มีใจอยากสังหารเจ้า’ นางต่อประโยคของเขาทันที‘ข้ามั่นใจว่าต้องมีบางเรื่องอยู่เบื้องหลัง ว่าแต่เรื่องที่หั่วซาน ท่านพอจะรู้ต้นสายปลายเหตุหรือไม่’ กู้จื่อเหยียนไม่อยากต่อคำกับนาง ดังนั้นจึงได้แต่เดินไปยังจวนว่าการเงียบๆ ที่นั่นใต้เท้าอันกำลังรออยู่ชายหนุ่มคาดไม่ผิดเพราะนี่คือศพแรกจากคดีประหลาดจริงๆ เขาอาสาทำคดีนี้เอง โดยบอกใต้เท้าอันให้เหวินซวี่ไห่รับผิดชอบคดีอื่นเขาคิดและหวังจริงๆ ว่า หากเขาสามารถไขคดีนี้ได้ พร้อมกันนั้นก็มองหาสาเหตุที่ทำให้เหวินซวี่ไห่ทำร้ายเขา บางทีเขาอาจเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่างให้เป็นไปในทางที่ดีกู้จื่อเหยียนเดินออกมาขึ้นม
เงาร่างของเหวินซวี่ไห่หายลับไปกับกลุ่มเมฆหมอก กู้จื่อเหยียนหลับตาลง กระทั่งรับรู้ถึงแรงกระแทกมหาศาลบวกกับความเจ็บปวดจนร่างแทบแหลกสลายหากแต่...เพราะเหตุใดจึงรวดเร็วถึงเพียงนี้ มิใช่ว่าหั่วซานแห่งนี้สูงชันมากเลยหรือดวงตาคมเข้มค่อยๆ กระพือเปิด ความเจ็บปวดและกลิ่นคาวของเลือดทำให้เขาหายใจติดขัด กระทั่งลมหายใจของเขาสะดุด เมื่อทันทีที่ลืมตาขึ้นสิ่งที่เขาเห็นกลับมิใช่ความตายที่รออยู่ตรงหน้า“เจ้าเป็นใคร”น้ำเสียงเรียบเรื่อยของสตรีตรงหน้าดังขึ้น ดวงตาของนางเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งผู้คน ใบหน้างดงามเปล่งปลั่งทำให้ผู้คนชวนใจสั่น ริมฝีปากเย้ายวนแดงเรื่อขยับไหวในยามเอื้อนเอื่อย“กล้าดีอย่างไรมารบกวนข้า”ความรู้สึกยินดีท่วมท้นในหัวใจ หากแต่กู้จื่อเหยียนกลับไม่เข้าใจตัวเอง เขามั่นใจว่าไม่เคยพบสตรีตรงหน้ามาก่อน หากแต่หัวใจเขากลับพองโต ราวกับเพิ่งพานพบสิ่งที่เขาทำหล่นหายเขาอ้าปากจะพูดแต่กลับไม่อาจเปล่งเสียง เรี่ยวแรงของเขาเหือดหายไปพร้อมกับเลือดที่หลั่งรินออกจากกาย สายตาเหลือบมองเบื้องล่าง ความมืดอันไร้ที่สิ้นสุดทำให้เขารู้สึกเบาโหวง กลางลำตัวมีบางอย่างคล้ายรากไม้พันโดยรอบตัวเขากำลังห้อยอยู่ที่ไหนสักแห







