LOGIN
“คุณหมอช่วยมันด้วยครับ มันโดนรถชน” ตฤณรีบอุ้มสุนัขบาดเจ็บที่โดนรถชนเข้าไปในโรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่งอย่างรีบร้อน
“ใจเย็นๆ นะคะ เดี๋ยวหมอจะช่วยมันเองค่ะ” เสียงหวานใสก้องกังวลของปิ่นแก้วทำให้ตฤณเงยหน้าจากร่างโชกเลือดของเจ้าสุนัขจรจัดเพื่อมองสัตวแพทย์สาว
ตฤณยืนมองร่างอรชรที่สั่งให้เจ้าหน้าที่รีบพาสุนัขบาดเจ็บเข้าห้องไปด้วยหัวใจเต้นถี่กระชั้น เขาจำเธอได้ เด็กผู้หญิงคนนั้นที่ชอบเอาอาหารไปให้สุนัขจรจัดหิวโหยน่าสงสารที่โดนทิ้งอยู่ข้างถนน
ตฤณนั่งลงที่เก้าอี้หน้าห้องรักษาสัตว์ เขามองบรรยากาศโดยรอบของโรงพยาบาลสัตว์อย่างคุ้นเคย เนื่องจากเขาพาสุนัขและแมวจรจัดมารักษาที่นี่บ่อยๆ
“มันปลอดภัยแล้วนะคะ” เสียงหวานใส เจ้าของใบหน้ารูปไข่หวานละมุนทำให้ตฤณหลุดจากภวังค์ความคิด เขานั่งอยู่ตรงเก้าอี้สลับกับเดินไปมาด้วยความร้อนใจ ด้วยรู้สึกว่ามันนานเหลือเกินกับการเอาใจช่วยให้ชีวิตหนึ่งรอดพ้นความตามไปได้
“ขอบคุณมากครับ” ตฤณยืนขึ้นเต็มความสูงหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร เขายิ้มกว้างให้สัตวแพทย์สาวในทันทีที่ได้ยินเรื่องน่ายินดีนี้
“แต่มันต้องนอนพักรักษาตัวสักระยะก่อนนะคะ” ปิ่นแก้วบอกชายหนุ่มตรงหน้า
“ผมตฤณครับ เรียกสั้นๆ ว่าสองก็ได้” เขาแนะนำตัวเองยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน
“ค่ะคุณสอง ฉันชื่อปิ่นแก้วค่ะ เรียกสั้นๆ ว่าปิ่นก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มตอบเขากลับไป ทำไมเธอจะจำเขาไม่ได้กันล่ะ ผู้ชายใจดีคนนั้น เธอเคยเห็นเขาเอาอาหารไปให้สุนัขจรจัดบ่อยๆ แต่น่าแปลกที่เธอกับเขาไม่เคยได้คุยกันเลยสักครั้ง เธอเห็นเขาแค่ไกลๆ ตอนที่เขากำลังจะจากไป
“ผมขอไปเยี่ยมมันหน่อยได้ไหมครับ” ตฤณบอกหญิงสาวตรงหน้า
“ได้สิคะ มันหลับอยู่น่ะค่ะ”
“มันโดนรถชนครับ ถ้าไม่พามารักษาคงพิการเดินลากขาเหมือนสุนัขบางตัว”
“น่าสงสารจังเลยนะคะ แสดงว่ามันเป็นสุนัขจรจัดใช่ไหมคะ”
“ครับ” ทั้งสองเดินมาหยุดหน้าเตียงสุนัขสีดำผ่ายผอม
“คุณตั้งชื่อมันหรือยังคะ” เธอเอ่ยถาม เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“ยังครับ เราเพิ่งเจอกันก่อนหน้านี้ไม่นานครับ หมายถึงผมเจอมัน ตอนโดนรถชนแล้ว”
“งั้นเรามาตั้งชื่อมันกันดีไหมคะ” ปิ่นแก้วพูดยิ้มๆ
“ชื่ออะไรดีครับ” เขาเหลือบมองสัตวแพทย์สาว เธอมีส่วนสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรโดยประมาณ ผิวของเธอขาวอมชมพู ปากอวบอิ่ม คิ้วเรียวสวย แก้มเนียนใสไร้ไฝฝ้าจุดด่างดำ ผมของเธอดำขลับมัดเป็นหางม้าอยู่ด้านหลัง ดวงตาเรียวสวยรับกับคิ้ว จมูกโด่งเล็ก หน้าผากนูนเกลี้ยง เขามองเธอพูดอย่างเพลินตา มองปากสวยที่ขยับขึ้นลงไปมาแล้วเผลอแตะลิ้นเลีย ริมฝีปากเบาๆ ปากน่าจูบจัง...
“คุณสองคะ คุณสอง”
“ครับ” ตฤณหลุดจากภวังค์ความคิดอันแสนสับสนวุ่นวายของตัวเอง หัวใจของเขาสั่นไหวรุนแรง
“ปิ่นถามว่าให้ชื่อเจ้าดำดีไหมคะ มันตัวดำ” เธอพูดติดตลก
“ดีครับ”
“ต้องพักรักษาตัวอีกหลายวันนะคะ คุณสองโอเคไหมคะ”
“โอเคครับ ค่ารักษาพยาบาลผมจะรับผิดชอบทั้งหมดนะครับ”
“ทางโรงพยาบาลจะลดให้พิเศษนะคะ กรณีที่สุนัขตัวนั้นเป็นสุนัขจรจัดและถูกคนใจบุญช่วยเอาไว้”
“ดีจังครับ”
“โรงพยาบาลที่นี่ปิ่นกับพี่ชายช่วยกันสร้างขึ้นมาน่ะค่ะ เราชอบเลี้ยงสัตว์และรักสัตว์ เลยอยากเป็นหมอรักษาสัตว์กันตั้งแต่เด็ก”
“แสดงว่าครอบครัวของคุณเป็นหมอรักษาสัตว์กันหมดเลยเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ปิ่นมีพี่ชายอีกสามคน ปิ่นเป็นลูกคนเล็กน่ะค่ะ”
“ดีจังครับ”
“ฝนตกหนักเลยนะคะ คุณสองมีร่มไหมคะ” เธอเอ่ยถาม ตฤณส่ายหน้าไปมา
“ไม่มีร่มครับ”
“งั้นเอาร่มของปิ่นไปก่อนนะคะ”
“ขอบคุณครับ เอ่อ... ผมขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณปิ่นเอาไว้ได้ไหมครับ คือเอาไว้สอบถามอาการของเจ้าดำน่ะครับ” คนเอ่ยขอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ยิ้มเขินเพราะใจเขาแอบอยากได้เบอร์โทรศัพท์ของเธอจากสาเหตุอื่น
“ได้สิคะ เดี๋ยวเอาไลน์ของปิ่นไปด้วยนะคะ แล้วก็ของโรงพยาบาลด้วย”
“ผมมีไลน์และเบอร์โทรศัพท์ของโรงพยาบาลแล้วครับ เพราะว่าผมเป็นลูกค้าประจำของที่นี่”
“จริงเหรอคะ ปิ่นเพิ่งเรียนจบมาทำงานน่ะค่ะ แสดงว่าพี่ๆ ของปิ่นก็ต้องรู้จักคุณสองสิคะ”
“ก็คิดว่าแบบนั้นครับ แต่มีลูกค้าเยอะ ผมอาจจะไม่เป็นที่จดจำก็ได้ นะครับ”
“คุณสองเป็นที่จดจำค่ะ”
“ทำไมเหรอครับ”
“ก็คุณสองใจบุญ” เธอยิ้มหวานให้เขา ตฤณถึงกับยกมือขึ้นลูบท้ายทอยเพราะเขิน
“รถคุณสองจอดอยู่ที่ไหนคะ”
“ตรงโน้นครับ” เขาชี้ไปยังรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ของตัวเอง ก่อนจะพูดต่อ “ผมมาส่งขนมและดอกไม้น่ะครับ”
“คุณเปิดร้านขนมกับร้านดอกไม้ด้วยเหรอคะ” ปิ่นแก้วถามอย่างสนใจไม่น้อย
“ผมเป็นลูกน้องพี่สาวน่ะครับ ช่วยพี่สาวทำงาน เรามีกันอยู่สองคนพี่น้อง” เขาบอกเธอขณะเดินออกมานอกห้องพักฟื้นของเจ้าดำและมาหยุดอยู่ตรงหน้าโรงพยาบาลที่ตอนนี้ฝนกำลังตกหนัก
“ร้านอยู่แถวไหนคะ”
“อยู่แถว...” ตฤณตอบเธอกลับไปเสียงนุ่ม
“เดี๋ยวต้องแวะไปอุดหนุนคุณสองบ้างแล้วค่ะ”
“พี่สาวของผมทำขนมอร่อยนะครับ จัดดอกไม้ก็เก่ง” ตฤณพูดแล้วยิ้ม น้ำเสียงของเขาทำให้ปิ่นแก้วรับรู้ว่าเขารักพี่สาวเป็นอันมาก
“พี่หนึ่ง ฮือๆๆ” ตุ๊กตาร้องไห้ออกมาร่างสั่นสะท้านอยู่ในอ้อมแขนของติยากร เธอรู้สึกว่าอ้อมแขนนี้อบอุ่นที่สุดเหมือนทุกครั้งที่เธอต้องการมัน แต่ถ้าเธอรู้จักรักตัวเองและกอดตัวเองได้ ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองเธอก็น่าจะมีความรู้สึกอบอุ่นมากกว่านี้เป็นร้อยเท่าพันเท่าไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำที่ตุ๊กตายอมล่าถอยไปเอง แต่เธอกลับได้พี่สาวเพิ่มมาอีกคน ปิ่นแก้วเป็นพี่สาวอีกคนที่น่ารัก อีกฝ่ายไม่ได้มาแย่งตฤณหรือติยากรไปจากเธอ แต่กลับมาเติมเต็มในสิ่งที่เธอขาดหาย นั่นก็คือมิตรภาพดีๆ ที่หายากยิ่งในสังคมปัจจุบันปิ่นแก้วสอนให้เธอได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิต สอนให้เธอได้รู้จักตัวเองว่าชอบอะไร สอนการบ้านให้อย่างไม่เกี่ยงงอน เธอกลับไปเรียนอีกครั้ง คิดว่าจะพยายามตั้งใจเรียนให้สำเร็จในครั้งนี้ แม้บิดามารดาจะยังคงบ้างาน แต่เธอก็คิดไปว่าพวกท่านมีความสุขกับการทำงาน เธอนึกย้อนไปถึงอดีต ถึงแม้เธอปรารถนาเวลาและอ้อมแขนของพวกท่านเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่พวกท่านทำคือไม่เคยให้เธอลำบากเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน บ้านช่องห้องหอที่อยู่อาศัยที่ไม่ให้น้อยหน้าใคร และเงินฝากในบัญชีที่พวกท่านฝากเอาไว้ให้ทุกเดือนเพราะไม่อยากให้เธอขัดส
ในเมื่อต้องเป็นแฟนกับตฤณ ตุ๊กตาคิดว่าต้องเอาใจตฤณให้เขาพึงพอใจมากที่สุด แต่เธอเองก็มีข้อแม้เช่นเดียวกัน“ในระหว่างนี้เธอห้ามยุ่งกับพี่สองเด็ดขาด ทำได้ไหม” ตุ๊กตาพูดขึ้น“ได้ พี่จะไม่ยุ่งกับพี่สองและเธอเด็ดขาด” ความใจเด็ดของอีกฝ่ายทำให้ตุ๊กตาอึ้งไป ถ้าเป็นเธอจะไม่ยอมยกสามีให้ใครหรอก วูบหนึ่งตุ๊กตาอยากถามว่าปิ่นแก้วกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่พูดไม่ถามออกไปหลังจากที่ตกลงกันเช่นนั้น ปิ่นแก้วแฟร์ๆ ว่าตัวเองมาทีหลัง ก็อยากให้ตุ๊กตาได้ลองคบกับตฤณดูเพื่อพิสูจน์ให้รู้ว่าถึงจะมาก่อนหรือมาหลัง สำคัญที่สุดคือจิตใจของคน และเพื่อเป็นการทดสอบความรักของตฤณที่มีให้เธอว่าเขาจะหวั่นไหวไปกับผู้หญิงคนอื่นไหม และอยากจบปัญหาทุกอย่างเธอจึงตัดสินใจเด็ดขาดปิ่นแก้วไม่ได้หวั่นไหวและมั่นใจว่าสามีไม่ใช่คนเจ้าชู้ เธอคิดว่าเขาเป็นคนดี แต่ถ้าครั้งนี้เธอคิดผิด ก็จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ ตุ๊กตาก็จะเข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของเธอไม่จบไม่สิ้นปิ่นแก้วย้ายกลับไปอยู่กับพี่ชายทั้งสามที่บ้าน ตุ๊กตาย้ายเข้ามานอนที่บ้านของตฤณอย่างเป็นทางการ เธอพยายามเอาอกเอาใจและเข้าหาเขาแต่โดนปฏิเสธ ตุ๊
“ค่ะ พี่หนึ่งได้ช่วยเลี้ยงแน่ๆ เลยค่ะ เพราะว่าปิ่นไม่มีพ่อแม่ มีแต่พี่ชาย ให้พวกพี่ชายเลี้ยง ถ้าลูกเป็นหญิงสงสัยได้กลายเป็นทอมแน่ๆ เลยค่ะ”ติยากรหัวเราะเบาๆ กับประโยคของน้องสะใภ้“เป็นเพศอะไรก็ช่าง แต่ให้ดูแลตัวเองได้ รับผิดชอบตัวเอง ไม่เป็นภาระสังคมพี่ก็ว่าดีแล้วนะ ถ้าเลี้ยงลูกแล้วนิสัยเหมือนตุ๊กตาก็ไม่ไหว พ่อแม่เขาตามใจลูกแต่ไม่มีเวลาให้ ให้แต่เงินทอง ตุ๊กตาเลยเป็นเด็กมีปัญหาเพราะถูกตามใจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ทำร้ายคนอื่นยังไม่ผิด พ่อแม่คอยปกป้องออกรับแทนเสียทุกอย่าง”“เราก็ต้องทำให้เขารู้สิคะว่าการจะให้คนอื่นยอมเขาทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้ เหมือนที่เขาเองก็ไม่มีทางยอมทำตามความต้องการของคนอื่นไปเสียทั้งหมดหรอกค่ะ”“เราสองคนน่ะ กลับมาเหนื่อยๆ ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ เราเองก็กำลังท้องกำลังไส้ ไม่ต้องคิดมากหรอก พี่จะคอยรับมือตุ๊กตาให้เอง”“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ตฤณดึงมือภรรยาขึ้นจากโซฟาที่นั่งคุยกันอยู่“จ้ะ ตามสบายเถอะ”“ฤทัยฝากของกินมาให้พี่เยอะแยะเลยนะครับ ฝากความคิดถึงมาให้ พี่หนึ่งด้วย”“ขอบใจมากจ้ะ เดี๋ยวพี่จะฝากขนมไปให้ฤทัยด้วย เขามีน้ำใจกับพี่เสมอ วันนี้พี่อยากนั่งดูซีรีส์น่ะจ้
“ปิ่นก็เข้าใจค่ะ มันผ่านไปแล้ว ตอนนั้นพี่สองอาจจะมีเหตุผลและอยากช่วย เลยต้องฝืนใจตบปากรับคำออกไปแบบนั้น แต่ตอนนี้ปิ่นเป็นภรรยาของพี่ ปิ่นจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือพี่ค่ะ จะยืนอยู่เคียงข้างพี่สอง ไม่ซ้ำเติมไม่ตำหนิ แต่จะช่วยแก้ปัญหา”“นายโชคดีมากนะที่ได้น้องปิ่นเป็นภรรยา น่ารักและเฉลียวฉลาดแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับคนที่จะเป็นแม่ของลูกนาย นายเลือกไม่ผิดจริงๆ” ณฤทัยตบไหล่เพื่อนขณะเอ่ยชม“แต่เขาร้ายมากนะน้องปิ่น ระวังตัวให้ดีแล้วกัน เขาเคยเอาหมามุ่ยไปใส่ในเสื้อผ้าของเพื่อนอีกคน ทำเอาเพื่อนคนนั้นอับอายไปทั่วเพราะนั่งรถเมล์ กลับบ้านแล้วนั่งคันไปหมด ดีนะพวกพี่ขับรถไปช่วยได้ทัน พาไปส่งโรงพยาบาล ไม่งั้นไม่รู้จะเป็นยังไง”“ร้ายจังเลยนะคะ” ปิ่นแก้วถึงกับคราง“ตุ๊กตาชอบแกล้งคนอื่น สมัยก่อนไม่มีเพื่อนเลย มีแต่สองนี่แหละที่ไม่เคยรังเกียจ พี่หนึ่งอีกคนมั้ง เพราะสองคนนี้เป็นคนดี ถ้าเป็นพี่ล่ะนะเละไปแล้ว” ณฤทัยไม่ใช่คนยอมคน“ปิ่นไม่กลัวหรอกนะ จริงๆ แล้วตุ๊กตาเขาก็น่าสงสารอยู่นะคะ เป็นเด็กขาดความอบอุ่น”“ตรงนั้นก็เข้าใจ แต่เขาร้ายมากนะ คนที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตเขาและเผลอๆ ต้องพาไปบำบัดอาการเอาแต่ใจคือพ่อแ
“เดี๋ยวพี่จัดของอร่อยๆ ให้นะ ที่นี่มีสลัดเยอะแยะเลย น้ำสลัดพี่ทำเอง กินแล้วไม่อ้วนไม่เลี่ยน รับรองว่าไม่ทำให้คนท้องคลื่นไส้แน่ๆ”“ตุ๊กตาอยากกินสเต๊กปลา” ตุ๊กตาพูดจาทะลุกลางปล้องขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ“รู้แล้ว เดี๋ยวจะให้คนทำให้” ณฤทัยหุบยิ้มรับคำอืออา ใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันมายิ้มให้เพื่อนรัก“สองอยากกินอะไรสั่งเต็มที่เลยนะ เดี๋ยวจะฝากสลัดไข่กุ้งไปให้พี่หนึ่งด้วย พี่หนึ่งชอบกิน เราจำได้”“ดีจังนะคะ ทำตัวเป็นโรงทานเที่ยวแจกอาหารไปทั่ว ขายแบบนี้ได้กำไรบ้างไหมคะ สงสัยจะขาดทุนย่อยยับ”“เขาเรียกน้ำใจ ไม่ใช่เรียกทำทาน”“งั้นตุ๊กตาขอไปให้คนรับใช้ที่บ้านบ้างสิคะ” ตุ๊กตาประชดกลับ“คงไม่ได้หรอกจ้ะ ของกินอร่อยๆ ฉันให้สำหรับเพื่อนฉันเท่านั้น คนอื่นฉันไม่ให้จ้ะ ถ้าอยากได้ก็ซื้อสิจ๊ะ บ้านรวยมีเงินไม่ใช่เหรอ” ณฤทัยพูดตอกกลับก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป“นี่ กลับมาก่อนนะ!” ตุ๊กตากระชากเสียงทำท่าจะเดินตามไป ปิ่นแก้วได้แต่มองตาปริบๆ ก่อนหน้านี้ก็ว่าตุ๊กตาดูแปลกๆ ตอนนี้รู้แล้วว่านิสัยทั้งแปลกทั้งไม่มีมารยาทและหยาบคายที่สุด“คนมองกันใหญ่แล้วตุ๊กตา นั่งลงเถอะ” ตฤณรีบปรามเอาไว้“พี่สองดูเพื่อนพี่สิคะ มา
“อ้าว.. พี่ไม่เห็นรู้เลย” ตฤณใบหน้าเหลอหลา ตุ๊กตาเคยแกล้งเพื่อนผู้หญิงของเขาให้อับอายและมีเรื่องราวกันมาแล้ว เธอค่อนข้างแสบ เขาจึงคิดว่าการอยู่ห่างๆ จากเธอเป็นการดีที่สุด คนเราคุยกันได้ รู้จักกันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องสนิทกันมาก บางครั้งการอยู่ห่างๆ กันก็ยังจะรักษามิตรภาพกันได้มากกว่าการอยู่ใกล้ชิดกัน“เดี๋ยวพี่หนึ่งก็คงจะบอกค่ะ แล้วพี่สองมาทำอะไรคะนี่”“พี่พาภรรยามาตรวจครับ”“ภรรยาเหรอคะ” หญิงสาวกัดปากตัวเองเบาๆ เธอแอบชอบตฤณมานาน ไม่คิดเลยว่าเขาจะชิงตัดหน้าแต่งงานไปเสียก่อน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีท่าทีสนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อน แม้แต่ยายมะปราง เพื่อนของตฤณที่โดนเธอแกล้งอย่างเจ็บแสบเมื่อหลายปีก่อน ยายนั่นแอบชอบตฤณ แต่ตฤณไม่ได้คิดเกินเลย เธอจึงช่วยสั่งสอนก็เท่านั้นเอง“พี่สอง” คนที่ออกมาจากห้องตรวจยิ้มหน้าบาน ก่อนจะมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ใกล้สามีด้วยความสงสัย“นี่เหรอคะภรรยาพี่สอง”“ใครเหรอคะพี่สอง” ปิ่นแก้วเอ่ยถาม“ตุ๊กตาครับ เป็นเพื่อนบ้านของพี่กับพี่หนึ่ง น้องเขาไปเรียนหลายปีเพิ่งกลับมา”“อ้อค่ะ” ปิ่นแก้วรับคำหันไปยิ้ม อีกฝ่ายก็ยิ้มตอบกลับมา แต่สีหน้า แววตาท่าทีดูแปลกๆ ของอีกฝ่ายทำให้ปิ่นแก้วต้องข







