Se connecterบทที่ 7
"นี่ พูดดี ๆ นะ คิดเหรอว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไรผู้หญิงอย่างเธอ" เฮียธงชี้หน้าเธอพร้อมกับสายตาที่แข็งกร้าว ความโกรธจัดที่ทำให้เลือดแทบจะขึ้นหน้านั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังกล้ายิ้มเย้ยหยันราวกับเป็นการท้าทาย ทั้งสองผู้ร่วมชะตาอย่างคำแพงและต้องจิกเกร็งเท้าจนตะคริวแทบจะกิน นี่มันไฟกับน้ำมันมาเจอกันชัด ๆ "แล้วจะทำอะไรล่ะ?" เธอเลิกคิ้ว "จะจับฉันโยนลงไปในบ่อโคลนเหรอ" เธอปรายสายตาไปยังบ่อโคลนที่ตอนนี้มีควายตัวเล็กกำลังนอนเกลือกกลิ้งไปมาอย่างสบายใจ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังพูดท้าทายกับใครอยู่ คนอย่างเฮียธงยอมได้ทุกอย่างยกเว้นเวลาที่โดนพูดจาท้าทายเพราะมันดูเหมือนเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีและความกล้าของเขา แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอทำไมเขาถึงจะไม่กล้าทำ มันง่ายนิดเดียวที่จะทำให้เธอลงไปอยู่กับควายในบ่อโคลนนั้น การที่เธอแต่งตัวแบบนี้มาก็อาจจะแปลว่าเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้อยู่แล้วสินะ... เฮียธงขัดใจใครไม่เป็นเสียด้วยสิ เขาสะบัดผ้าขาวม้าที่อยู่บนบ่าออกก่อนจะสาวเท้ามุ่งตรงมาหาหญิงสาวที่ยังคงยืนเชิดหน้าชูตาอยู่ราวกับที่นี่เป็นวิมานเก่าของเธอเสียอย่างนั้น แต่เขาไม่ได้สนใจว่าเธอเป็นใครมาจากไหน แต่การทำตัวอวดเก่งกับเขาที่นี่เธอจะไม่ได้รับความปรานีทั้งยังจะถูกสนองในสิ่งที่เธอเป็นฝ่ายท้าทายมาเสียด้วยซ้ำ จะได้สั่งสอนให้รู้กันซะบ้างว่าอย่าถ้าหากยังรักชีวิตอย่ามีปากเสียงกับคนอย่างเฮียธง เขาช้อนตัวเธอขึ้นเอาไว้บนบ่าเดียวมือเดียว เธอราวกับเป็นก้อนปุยนุ่นที่เบาหวิวแม้จะพยายามทุบตีไปที่หลังของอีกฝ่ายเขาก็ไม่สะเทือนเลยแม้แต่น้อย "ไอ้บ้า! ปล่อยฉันนะจะทำอะไร หยุดนะ!!" เธอหวีดร้องจนผู้คนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานเงยหน้าขึ้นมามองเธอสายตาเดียวกัน "เธออยากลงไปอยู่กับมันไม่ใช่เหรอ ฉันก็กำลังสนองให้อยู่นี้ไง" เฮียธงแค่นหัวเราะ "ปล่อยฉัน ช่วยด้วยค่ะช่วยด้วย!!" เธอตะโกนสุดเสียง แต่ก็ยังไม่มีใครเข้ามาช่วยเธอเลยสักคน ไม่รู้กันเหรอว่านางเอกเบอร์หนึ่งกำลังถูกตาลุงขี้เมารังแก! "วะ ว๊ายย!!" ตู้มม..! เสื้อผ้าราคาแพงถูกแปดเปื้อนไปด้วยโคลนที่ควายหลายตัวกำลังนอนเกลือกกลิ้งกันอยู่ และเธอก็เป็นหนึ่งในผู้มาเยือนใหม่ที่ไม่ได้อยากเข้าร่วมขบวนการนี้เลยสักนิด ถ้าหากว่าไม่ไปท้าทายอำนาจมืดของตาลุงขี้เมานั่น "กรี๊ดดดด!!!" เธอหวีดร้องออกมาสุดเสียงไม่อยากจะก้มลงไปมองเนื้อตัวที่เปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรก ควายตัวเล็กหลายตัวที่นอนแช่อยู่อย่างสบายใจต่างพร้อมใจกันมองจ้องมาที่เธอราวกับเธอนั้นเป็นตัวประหลาดที่มาแย่งที่ของมัน "โอ๊ย! เจ้าสิไปเฮ็ดมันเฮ็ดหยังอ้าย มันเว้าหยอกซื่อ ๆ " คำแพงหันไปต่อว่าเฮียธงที่ยืนทำท่าทางสะใจอยู่เพียงคนเดียว (โอ๊ย! พี่จะไปทำมันทำไม มันแค่พูดเล่นเฉย ๆ ) "ข่อยกะเฮ็ดหยอกซื่อ ๆ นี่ล่ะ เห็นบ่หมู่เจ้ากะมักเด้นั่น" เขาว่าพลางชี้ไปยังหญิงสาวที่พยายามพาตัวเองขึ้นมาจากบ่อโคลน ก่อนที่ต้องจะอาสาเข้าไปช่วยอีกแรง (ฉันก็หยอกเล่นเฉย ๆ เหมือนกัน เห็นไหมเพื่อนเธอก็ดูชอบนะ) "อ้าย! ดาราเลยเด้ ขั่นเพิ่นฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายสิเป็นจั่งได๋" ต้องประคองร่างบอบบางของเธอขึ้นมา แม้ว่าตอนนี้จะเละเทะมากแค่ไหนก็ตาม (พี่! ดาราเลยนะเนี่ย ถ้าเขาฟ้องข้อหาทำร้ายร่างกายจะทำยังไง) "กะบ่เห็นว่าสิเจ็บหม่องได๋เด้ล่ะ" เฮียธงไหวไหล่ราวกับไม่รู้สึกผิดเลยสักนิด (ก็ไม่เห็นว่าจะเจ็บตรงไหนเลยนะ) และหากว่าเธอฟ้องขึ้นมาจริง ๆ เขามีกำลังมากพอที่จะสู้กับแค่คดีเล็ก ๆ นี้อยู่แล้ว คนอย่างเธอไม่มีอะไรน่ากลัวเลยด้วยซ้ำ "หึ! ไม่เจ็บตรงไหนงั้นเหรอ งั้นคุณก็มาแหกตาดูนี่" เธอว่าพลางยื่นขาให้ดูรอยแผลที่บริเวณข้อเท้าที่มันหนักหน่วงจนแทบจะเดินเองไม่ได้ ไหนจะแผลถลอกที่บริเวณแขนข้างซ้ายเป็นรอยยาว และความเจ็บช้ำตามร่างกายที่ตอนนี้เธอแทบจะระบมไปหมดแล้ว เฮียธงนิ่งไปชั่วขณะ เขาหลุบสายตาลงมองรอยแผลของหญิงสาว ตอนนี้เริ่มมีเลือดไหลออกมาผสมกับโคลนที่สกปรกมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งสีหน้าของเธอยังเริ่มซีดเซียวราวกับจะหมดแรงเอาเสียให้ได้ แม้ว่าต้องจะยังประคองอยู่ตลอดก็ตาม "ฮ่วย บ่แม่นแนวแล้วเด้นิ เอื้อยเพิ่นสิเป็นลม" ต้องประคองร่างบางมานั่งลงที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ (เห้ย ไม่ใช่แล้วนะเนี่ย พี่เขาจะเป็นลม) "ไปอนามัย พาข้าวโพดไปอนามัยแนอ้าย" คำแพงทำตัวไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่เกิด เธอเขย่าแขนเฮียธงอย่างแรงเพื่อเป็นการขอร้องเพราะไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเป็นอะไรไปในที่แบบนี้ เฮียธงที่เริ่มได้สติคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องเล่น ๆ เขาก็รีบไปสตาร์ทรถในทันที "บักต้อง พาขึ้นหลังรถ" เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม "อ้าย! แดดมันฮ้อนเจ้าบ่มืนตาติ!" ต้องตวาดกลับ หากให้นั่งตากแดดไปอนามัยมีหวังได้เป็นลมจริง ๆ ก็ตอนนี้ (พี่! แดดมันร้อนพี่ไม่แหกตาดูเหรอ!) "โคตรแม่งนิ รถกู! คำแพงพาหมู่เจ้าขึ้นมา" เป็นการตัดสินใจครั้งสุดท้ายที่ดูจะลำบากใจไปหน่อยสำหรับคนที่รักและหวงรถมากอย่างเฮียธง (แม่งเอ้ยรถกู! คำแพงพาเพื่อนเธอขึ้นมา) แต่มันก็เหมือนเขากำลังรับกรรมกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งจะลงมือทำไปเมื่อครู่มากกว่า หากข้าวโพดมีสติพอเธอคงหัวเราะใส่หน้าเขาไปนานแล้ว! คำแพงและต้องช่วยกันประคองร่างที่เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ของข้าวโพดขึ้นรถแม้ว่าเนื้อตัวของเธอจะยังเปื้อนโคลนอยู่ก็ตาม ทว่าสถานการณ์ตอนนี้มันเลือกอะไรไม่ได้ ความปลอดภัยของเธอต้องมาก่อนความสะอาดที่เฮียธงอุตส่าห์ถนอมมานาน วันนี้มันจบเห่เพราะการใช้อำนาจในที่ที่ผิดของเขาล้วน ๆ รถกระบะยกสูงเหยียบมิดมุ่งตรงไปยังอนามัยของหมู่บ้าน คำแพงให้การดูแลเพื่อนของเธอเป็นอย่างดีแต่ตอนนี้สติของข้าวโพดก็เหลือน้อยเต็มทนเพราะบาดแผลที่เธอได้รับมีมากเกินไป อีกทั้งความสกปรกจากโคลนที่ยังไม่ได้ถูกชำระล้างให้ดีเสียก่อน รถจอดนิ่งสนิทที่หน้าสถานีอนามัยประจำหมู่บ้านจันทร์สว่าง คราวนี้เฮียธงอาสาเป็นคนอุ้มร่างไร้สติของเธอเข้าไปภายในห้องฉุกเฉินด้วยตัวเองโดยที่ไม่สนว่าทุกสายตากำลังจ้องมองมาที่เขาก็ตาม "เฮียท่าทางนอกเด้อจ้า" พยาบาลสาวบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม (เฮียรอข้างนอกนะคะ) ชายหนุ่มพรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ทว่ามันกลับสร้างความลุ้นระทึกให้กับเขาเสียจนความรู้สึกภายในใจมันเจ็บมีความหวาดกลัว เขากลัว... ว่าเธอจะเป็นอะไรไปมากกว่านี้ ความจริงก็แค่อยากแกล้งเธอก็เท่านั้น แต่สิ่งที่เขาทำมันรุนแรงจนถึงกับเลือดตกยางออกเสียขนาดนี้ให้สารภาพตามตรงเขาก็รู้สึกผิดกับเธอมาก ๆบทที่ 11"ยายอ้อย เอ็มร้อยห้าขวด!" เสียงโหวกเหวกของเฮียธงดังขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่แดดร้อนจัดจนหลายคนต้องหาที่หลบเพื่อพักจากงานกลางแจ้ง เฮียธงเองก็เช่นกันถึงจะรวยมีเงินมากมายแต่สำหรับเขางานก็คือส่วนสำคัญในชีวิตที่เขาขาดไม่ได้ส่วนที่หลบแดดที่ใกล้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือร้านขายของยายอ้อย ถึงแม้จะถัดไปอีกสามหลังก็จะถึงบ้านเขาแล้วก็ตาม"ซื้อน่อยแท้ คนไปไสเบิ่ด" ยายอ้อยยื่นถุงใส่ขวดเครื่องดื่มชูกำลังให้พร้อมเอ่ยถาม(ซื้อน้อยจัง คนไปไหนหมด) "ในเมืองมีงานกะเลยให้สุมรถสไลด์ไปซอย เหลือซ่ำนี้ล่ะ" เขาว่าพร้อมชะเง้อหาใครบางคน(ในเมืองมีงานก็เลยให้พวกรถสไลด์ไปช่วย เหลือแค่นี้แหละ)ยายอ้อยเห็นถึงความผิดปกติก็รับรู้ได้ทันทีว่าเขามาหาลูกสาวของเธอ ทว่าในตอนที่อากาศร้อนแบบนี้ข้าวโพดไม่มีทางโผล่ออกมาให้เขาได้เห็นตัวง่าย ๆ อีกอย่างแผลของเธอก็ยังไม่ดีขึ้น จะเดินจะเหินอะไรก็เป็นไปได้ยากยายอ้อยระบายยิ้มก่อนจะเอ่ยบอก "บ่ต้องไปแนมหามันดอก มันนอนเว่น คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาส่งตอนเซ่ากะบ่เห็นลงมาเลยเด้" (ไม่ต้องไปมองหาหรอก มันนอนกลางวัน คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาให้ตอนเช้ายังไม่เห็นลงมาเลย)เฮียธงที่โดนจับได้ก็ถึงกลั
บทที่ 10เป็นครั้งแรกที่ข้าวโพดรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เธออาจจะหลับใหลไปเพราะฤทธิ์ยาก็จริงทว่าเมื่อคืนไม่มีเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของเธอเลยสักนิด ยิ่งทำให้เธอพักผ่อนได้สบายใจมากกว่าเดิมวันนี้เธอไม่ต้องลงไปช่วยแม่ขายของที่หน้าร้านเพราะแม่อยากให้เธอรักษาตัวให้ดีขึ้น ยิ่งขาของเธอเป็นส่วนที่เจ็บมากที่สุดก็ไม่อยากให้เดินไปไหนมาไหนจนมันช้ำระบมกว่าเดิม ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะเธอจะได้ไม่ต้องเจอหน้าใครบางคนที่ตอนนี้เธอเกลียดชังเขาเข้าไส้แม้แต่เสียงที่ทำให้รำคาญหูก็ไม่ต้องการได้ยิน เหอะ! ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห ถ้าหากเธอหายดีเมื่อไหร่รับรองว่าเฮียธงได้รับการเอาคืนอย่างสาสมแน่!ระหว่างที่เธอกำลังนึกแผนจัดการกับเฮียธงอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้าวโพดปรายสายตามองเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าเป็นชื่อเพื่อนสนิทในวงการตั้งแต่เกิดเรื่องเธอก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากใครเลยสักคน นี่คงจะเป็นสายแรกจากคนเมืองกรุงที่ให้ความเป็นห่วงกับเธอมากที่สุด"ว่าไงยัยนีน่า"'เป็นยังไงบ้าง ยัยเมเปิ้ลเล่นงานแกหนักขนาดนี้เลยเหรอ' น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูวิตกอย่างเห็นได้ชัดทุกคนในค่ายก็รู้ดีว่าเมเปิ้
บทที่ 9รถกระบะยกสูงของเฮียธงจอดนิ่งสนิทที่หน้าร้านขายของประจำหมู่บ้าน ยายอ้อยรีบวิ่งออกมาทันทีเมื่อรู้ว่านั่นคือเฮียธงกับลูกสาวของเธอ คำแพงเอาเรื่องที่ข้าวโพดเกิดอุบัติเหตุมาบอกให้แม่ของเธอรู้ก่อนแล้ว และไม่ลืมที่จะแอบฟ้องด้วยว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะเฮียธง ถ้าหากเขาใจเย็นกับเธออีกสักหน่อย ข้าวโพดก็ไม่ต้องกลายเป็นมัมมี่แบบนี้"เป็นจั่งได๋แนหล่า เจ็บหลายบ่" แม่ว่าพลางลูบศีรษะลูกสาวอย่างเป็นห่วง(เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บมากไหม)เฮียธงที่เดินตามมาที่หลังเขาก็แสดงสีหน้ารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่เป็นต้นเหตุในครั้งนี้ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าต่อว่าเขาได้เท่ากับเธอเลยสักคน"ขอโทษเด้อแม่ใหญ่อ้อย ข่อยบ่คึดว่ามันสิปานนี้" เขายกมือไหว้ขอโทษอย่างจริงใจ(ขอโทษนะยายอ้อย ผมไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้)หญิงสาวปรายสายตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก ความไม่ได้ตั้งใจของเขามันพรากโอกาสการทำงานหลาย ๆ อย่างของเธอไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะหายดีพร้อมทำงานอีกเมื่อไหร่"หนูเข้าห้องก่อนนะแม่" เธอว่าเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านหลังร้านเฮียธงมองตามเธอไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันกลับมายื่นเงินก้อนเดิมให้กับแม่ของ
บทที่ 8เสียงพูดคุยกันเจื้อยแจ้วของผู้คนดังเข้ามาในโสตประสาทของหญิงสาวที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้น ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรและสลบเหมือดไปเมื่อไหร่ทว่าสิ่งที่เธอจำได้เป็นอย่างดีนั้นก็คือคนที่ทำให้เธอต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้!ผ้าพันแผลสีขาวแปะติดอยู่กับบริเวณที่เธอเจ็บแสบตามร่างกาย ถึงแม้จะมีพอมีแรงขยับร่างกายแต่มันก็สร้างความปวดร้าวจากความระบมช้ำอยู่ดีสภาพนางเอกเบอร์หนึ่งในตอนนี้แทบจะดูไม่ได้ เธอไม่ต่างอะไรจากมันมี่เลยสักนิด และแน่นอนว่าเธอจะไม่มีทางให้อภัยคนอย่างตาลุงนั่นเด็ดขาด มิหนำซ้ำยังต้องโดนมากกว่านี้ข้อหาทำให้เธอต้องเสียโฉมคอยดูเลยว่าคนอย่างข้าวโพดทำอะไรกับแค่ตาลุงขี้เมาได้บ้าง"อะ โอ๊ย..." แต่เพียงแค่หยัดกายลุกขึ้นจากเตียงคนไข้ เธอก็แทบจะทรุดลงนอนที่เดิมแล้ว"จะไปไหน" เสียงทุ้มที่คุ้นเคยเอ่ยถาม ข้าวโพดรีบหันขวับไปยังข้างเตียงที่ตอนนี้มีเฮียธงนั่งเฝ้าดูอาการของเธอตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบได้แต่เธอไม่ต้องการเห็นหน้าเขา และไม่ต้องการให้มารับผิดชอบหรือแสดงความเป็นห่วงในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปอย่างสิ้นคิด เหอะ!"นี่คุณ จะมาแกล้งอะไรฉันอีกล่ะ แค่นี้สภาพฉันยังน่าเกลียดไม่
บทที่ 7"นี่ พูดดี ๆ นะ คิดเหรอว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไรผู้หญิงอย่างเธอ" เฮียธงชี้หน้าเธอพร้อมกับสายตาที่แข็งกร้าว ความโกรธจัดที่ทำให้เลือดแทบจะขึ้นหน้านั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังกล้ายิ้มเย้ยหยันราวกับเป็นการท้าทายทั้งสองผู้ร่วมชะตาอย่างคำแพงและต้องจิกเกร็งเท้าจนตะคริวแทบจะกิน นี่มันไฟกับน้ำมันมาเจอกันชัด ๆ "แล้วจะทำอะไรล่ะ?" เธอเลิกคิ้ว "จะจับฉันโยนลงไปในบ่อโคลนเหรอ" เธอปรายสายตาไปยังบ่อโคลนที่ตอนนี้มีควายตัวเล็กกำลังนอนเกลือกกลิ้งไปมาอย่างสบายใจ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังพูดท้าทายกับใครอยู่ คนอย่างเฮียธงยอมได้ทุกอย่างยกเว้นเวลาที่โดนพูดจาท้าทายเพราะมันดูเหมือนเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีและความกล้าของเขา แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอทำไมเขาถึงจะไม่กล้าทำ มันง่ายนิดเดียวที่จะทำให้เธอลงไปอยู่กับควายในบ่อโคลนนั้น การที่เธอแต่งตัวแบบนี้มาก็อาจจะแปลว่าเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้อยู่แล้วสินะ...เฮียธงขัดใจใครไม่เป็นเสียด้วยสิเขาสะบัดผ้าขาวม้าที่อยู่บนบ่าออกก่อนจะสาวเท้ามุ่งตรงมาหาหญิงสาวที่ยังคงยืนเชิดหน้าชูตาอยู่ราวกับที่นี่เป็นวิมานเก่าของเธอเสียอย่างนั้น แต่
บทที่ 6เช้านี้ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่นักสำหรับข้าวโพดที่ได้นอนเวลาตีสามตรงเป๊ะ นั่นก็เพราะกว่าวงเหล้าของเฮียธงจะเลิกก็ปาเข้าไปตีสามครึ่ง เธอทนฟังจนสลบไสลไปเองกระทั่งแม่เข้ามาปลุกในตอนหกโมงตรงให้ไปช่วยเปิดร้าน เพราะว่าเช้านี้แม่จะไปทำบุญกับเหล่าป้า ๆ ยาย ๆ ที่วัดซึ่งไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก และในเช้าที่วุ่นวายแบบนี้หน้าร้านของเธอก็ต้องทำงานแข่งกับเวลาจนไม่มีเวลาให้พักข้าวโพดที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราคาของในร้านมากนักก็ขายผิดถูกไปบ้าง คนที่เข้าใจก็ปล่อยผ่าน ทว่าก็มีบางคนที่ไม่พอใจพร้อมสบถด่า ยอมรับตามตรงว่าเธอก็เสียความรู้สึกไม่น้อย แน่นอนสิ มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียดเป็นธรรมดา และเธอก็มองเห็นสายตาเกลียดชังนั้นอย่างชัดเจน“อันนี้เท่าได๋เกาะจ้า” เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เธอสวมเสื้อยืดธรรมดากับผ้าถุงเพียงเท่านั้น ทว่าความสวยสง่ากลับทะลุเสื้อผ้าที่เธอใส่อย่างน่าแปลก(อันนี้เท่าไหร่เหรอจ๊ะ)“สามสิบบาทจ้ะ ใส่ถุงไหม” เธอยิ้ม“บ่เป็นหยังจ้า” หญิงสาวรับของกลับมา ทว่าสีหน้ากลับดูเหมือนมีคำถาม “เอ่อ… อันนี้ข้าวโพดแม่นบ่?”(เอ่อ… นี่ข้าวโพดใช่ไหม?)ข้าวโพดเหลือบตามองคนตรงหน้าอีกครั้ง เธอไม่ได้สงสั







