Masukบทที่ 10
เป็นครั้งแรกที่ข้าวโพดรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เธออาจจะหลับใหลไปเพราะฤทธิ์ยาก็จริงทว่าเมื่อคืนไม่มีเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของเธอเลยสักนิด ยิ่งทำให้เธอพักผ่อนได้สบายใจมากกว่าเดิม วันนี้เธอไม่ต้องลงไปช่วยแม่ขายของที่หน้าร้านเพราะแม่อยากให้เธอรักษาตัวให้ดีขึ้น ยิ่งขาของเธอเป็นส่วนที่เจ็บมากที่สุดก็ไม่อยากให้เดินไปไหนมาไหนจนมันช้ำระบมกว่าเดิม ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะเธอจะได้ไม่ต้องเจอหน้าใครบางคนที่ตอนนี้เธอเกลียดชังเขาเข้าไส้ แม้แต่เสียงที่ทำให้รำคาญหูก็ไม่ต้องการได้ยิน เหอะ! ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห ถ้าหากเธอหายดีเมื่อไหร่รับรองว่าเฮียธงได้รับการเอาคืนอย่างสาสมแน่! ระหว่างที่เธอกำลังนึกแผนจัดการกับเฮียธงอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้าวโพดปรายสายตามองเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าเป็นชื่อเพื่อนสนิทในวงการ ตั้งแต่เกิดเรื่องเธอก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากใครเลยสักคน นี่คงจะเป็นสายแรกจากคนเมืองกรุงที่ให้ความเป็นห่วงกับเธอมากที่สุด "ว่าไงยัยนีน่า" 'เป็นยังไงบ้าง ยัยเมเปิ้ลเล่นงานแกหนักขนาดนี้เลยเหรอ' น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูวิตกอย่างเห็นได้ชัด ทุกคนในค่ายก็รู้ดีว่าเมเปิ้ลเป็นคนอย่างไร แต่ตอนนี้กลับได้ขึ้นเป็นนางเอกเบอร์หนึ่งแทนที่ของเธอเพราะข่าวลือปลอม ๆ ที่เมเปิ้ลใส่สีตีไข่ให้เรื่องใหญ่โต "เห้อ ก็อย่างที่แกเห็น คุณลีก็ไม่ฟังที่ฉันอธิบายเลยสักนิด เข้าข้างมันจนฉันต้องโดนพักงาน" 'นี่ฉันก็ถูกส่งมาอยู่ที่สิงคโปร์ เอาแต่อ้างว่าอ้างว่ากำลังป้อนงานให้ แต่ก็ยังไม่เห็นจะมีเลยสักงานตอนนี้ก็จะสองเดือนแล้วนะ' "ฉันว่าหมู่นี้ค่ายของเราดูแปลกไปหมด จู่ ๆ นังเมเปิ้ลก็ขึ้นมามีบทบาททั้งที่เมื่อก่อนเป็นแค่ตัวประกอบ" 'ฉันคิดว่ามันต้องมีเบื้องหลังอะไรบางอย่างแน่ ๆ แกไม่ลองหลอกถามพี่แดนดูล่ะ' "รายนั้นน่ะเหรอ แปรพักตร์ไปอยู่กับนังเมเปิ้ลแล้วจ้า" ข้าวโพดเหลือกตามองบน ไม่อยากจะพูดถึงให้กระดากปากเสียเท่าไหร่นัก 'อะไรนะ! ได้ไง' นีน่าเสียงดังขึ้นจนข้าวโพดต้องเอาโทรศัพท์ออกห่าง "ก็อย่างว่านั่นแหละ ฉันโดนนังเมเปิ้ลตบอยู่ในห้องแต่งตัวยังไม่คิดจะช่วยเลยสักนิด จนคุณลีเข้ามาเห็นก็เลือกที่จะไม่อธิบาย ฉันก็เลยต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ยังไงล่ะ" นึกถึงเรื่องวันนั้นข้าวโพดก็เจ็บใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าจะต้องถูกหักหลังจากคนที่ไว้ใจมากที่สุดแม้ที่ผ่านมาเธอจะให้เกียรติผู้จัดการส่วนตัวมากแค่ไหน แต่ตอนนี้ก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เธอได้ทำมันเทียบกับแค่เศษเงินที่เมเปิ้ลยอมทุ่มให้พี่แดนไม่ได้เลย แต่หากใครสักคนจะเลือกอยู่ข้างที่ผิด เธอก็จะไม่ฉุดรั้งให้กลับมาเป็นมีดแหลมทิ่มแทงเธอได้อีก 'แล้วแกจะเอาไงต่ออะ ทั้งเรื่องข่าวปลอม เรื่องนังเมเปิ้ล แล้วก็พี่แดน' นีน่ายิงคำถาม "ไม่รู้สิ... ตอนนี้ฉันมาอยู่บ้านก็มีความสุขดี ไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้นเลยด้วยซ้ำ" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ตอนนี้ความสบายใจของเธอมันมีมากกว่าการคิดจะเอาเรื่องจากคนพวกนั้น และคำอธิบายของเธอก็ไม่ได้มีไว้ให้กับเหล่าสื่อต่าง ๆ เธอทิ้งเรื่องนั้นไว้ที่กรุงเทพพร้อมกับความหนักใจทั้งหมด ดังนั้นตอนนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็ปฏิเสธที่จะรับรู้ทุกอย่างเช่นเดียวกัน... "ว่าแต่แกเถอะ ไปอยู่ที่นั่นไม่มีงานมาสองเดือนแล้วไม่คิดจะอยากยกเลิกสัญญาเหรอ" นีน่าเงียบไป... 'แกก็รู้ว่าการยกเลิกสัญญาของฉันมันยาก ไม่เหมือนคนอื่นด้วยซ้ำ' "นั่นสินะ..." การเป็นดาราที่ต้องเซนต์สัญญาเพื่อมีสังกัดเป็นของตัวเองนั้นมันไม่ง่ายเหมือนการเป็นนักแสดงอิสระ และมันไม่ต่างอะไรจากการที่จะต้องถูกผูกมัดอยู่กับที่เดิม ๆ ตลอดระยะเวลาหลายปี ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรเองได้เลยแม้แต่ความสบายใจ... ถึงแม้ว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดังและทำเพื่อบริษัทของตัวเองมากแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่สร้างรายได้ได้เท่านั้นเอง พวกเธอต้องเสียอะไรบ้างเพื่อแลกกับชื่อเสียงทั้งหมด... 'เห้อ ยังไงก็ช่างเถอะ ฉันเลิกคิดเรื่องนี้ไปนานแล้ว' นีน่าแค่นหัวเราะเบา ๆ แม้ความรู้สึกที่แท้จริงของเธอจะเจ็บช้ำมากแค่ไหนก็ตาม "แต่ฉันสัญญานะว่าถ้าเมื่อไหร่ที่ฉันหลุดพ้นจากที่นี่ได้ ฉันจะช่วยแก" น้ำเสียงของข้าวโพดหนักแน่น ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็จะไม่มีทางให้เพื่อนรักต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและโดนทิ้งขว้างแบบนี้อย่างแน่นอน ผ่านเรื่องยากลำบากมาด้วยกันกว่าจะถึงวันนี้ หากวันไหนที่จะมีความสุขเป็นของตัวเองเธอจะกล้าลืมเพื่อนได้อย่างไร 'ขอบคุณนะ' น้ำเสียงของนีน่าสั่นเครือ 'ฉันต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองดี ๆ ด้วยล่ะ' "แกก็เหมือนกันนะ" นีน่าเป็นฝ่ายตัดสายไปก่อนราวกับกำลังรีบร้อนอะไรบางอย่าง ข้าวโพดได้แต่พรูลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายทั้งหนักใจในเรื่องที่เพื่อนของเธอต้องพบเจอ แม้มันจะไม่หนักหน่วงเท่าเรื่องของเธอ แต่เธอไม่รู้เลยว่าระหว่างทางเพื่อนต้องพบเจออะไรบ้าง ข้าวโพดหยัดกายขึ้นจากเตียงนุ่มพร้อมสลัดความคิดทั้งหมดออกไปจากหัว เจ็บตัวก็มากพอแล้วเธอไม่อยากให้เรื่องเจ็บใจต้องมาทำร้ายเธอมากกว่าเดิม ถึงแม้ว่าตัวของเธอตอนนี้จะเลือกอะไรไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นอิสระของเธอนั่นก็คือความคิด เธอเลือกได้ว่าจะเก็บหรือลืมมันทิ้งเสียให้หมด ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์ ก่อนที่ประตูจะเปิดออกพร้อมกับร่างของคำแพงที่เดินเข้ามาพร้อมกับของกินที่เต็มไม้เต็มมือ "กินข้าวไป่?" (กินข้าวหรือยัง) "ยังเลย ว่าจะลงไปหาอะไรกินพอดี" "บ่ต้อง ๆ บ่เจ็บขาติสิย่างไปเทิงล่าง" (ไม่ต้อง ๆ ไม่เจ็บขาเหรอจะเดินลงไปข้างล่าง) "เจ็บสิ" เธอทำเสียงอ่อนพลางหลุบสายตามองแผลที่ข้อเท้า ที่จริงเธอก็ไม่ได้อยากมองให้มันเจ็บใจเสียเปล่า ๆ แต่เมื่อมันอยู่บนร่างกายของเธอแล้วมันก็เลือกอะไรไม่ได้ ถ้ากลับกันเป็นตาลุงขี้เมาโดนบ้างก็คงจะดี เหอะ! "กินข้าวสาเด้อสิได่กินยา" คำแพงว่าพร้อมกับจัดเตรียมอาหารใส่จานให้กับข้าวโพด (กินข้าวนะจะได้กินยา) "ขอบคุณนะ" ตอนนี้เธอกินได้เพียงแค่อาหารอ่อน ๆ เท่านั้น คำแพงจึงทำข้าวต้มฝีมือตัวเองมาเสิร์ฟให้ถึงที่ แม้เพิ่งจะกลับมาสนิทกันแต่ความทรงจำที่ผ่านมาของคำแพงยังคงจดจำเพื่อนที่ดีของเธอได้อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นนอกจากความเป็นห่วงเธอก็ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้ ทั้งข้าวโพดเองก็ยังรู้สึกดีขึ้นที่มีคนคอยอยู่ข้าง ๆ ในยามที่เธอไม่มีใครให้พูดคุยเรื่องราวปัญหาชีวิตที่ผ่านมา "ขั่นหมอนัดกะบอกเด้อ สิพาไป" (ถ้าหมอนัดก็บอกนะ จะพาไป) "แล้วคำแพงไม่ทำงานเหรอ?" เธอเลิกคิ้ว คำแพงส่ายหน้าเบา ๆ "เฮาไปเฮ็ดงานไกลเฮือนบ่ได้ดอก อีแม่บ่ค่อยสำบายอีกอย่างเลากะเป็นห่วงเฮาหลาย" (เราไปทำงานไกลบ้านไม่ได้หรอก แม่ไม่ค่อยสบายอีกอย่างเขาก็เป็นห่วงเรามากด้วย) แม้น้ำเสียงของอีกฝ่ายจะอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่คำแพงก็ยังคงแสดงอาการปกติเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอของตัวเองข้างใน เพียงเท่านั้นข้าวโพดก็รู้แล้วว่าเพื่อนของเธอกำลังซ่อนความฝันบางอย่างเอาไว้ แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปถึงเหมือนกับที่เธอประสบความสำเร็จอยู่ตอนนี้ โอกาสของคนเรามันไม่เท่ากัน เรื่องนั้นเธอรู้ดี... "งั้นเหรอ..." เธอทนเห็นสายตาแห่งความเจ็บปวดนั่นไม่ได้เหมือนกัน "แล้วถ้าได้ออกไปทำงาน คำแพงอยากทำงานอะไรล่ะ" คำแพงเงียบ พลางอมยิ้มเล็ก ๆ "บอกเราได้นะ เผื่อว่าเราจะช่วยอะไรคำแพงได้บ้าง" "อีหลีติ" คำแพงตะกุกตะกักอย่างเขินอาย (จริงเหรอ) ข้าวโพดพยักหน้ารัว เรื่องแบบนี้เธอพร้อมยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้สบายอยู่แล้ว ไม่ว่าความต้องการนั้นจะมากแค่ไหนก็ตาม "เฮาอยากเดินแบบ" เธอหลุมสายตาเพราะไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่นัก (เราอยากเดินแบบ) ข้าวโพดก็พอจะมองออกว่าเพื่อนเธอเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจตัวเองมากนัก แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิดถ้าเธอจะเป็นคนสอนเรื่องการกล้าแสดงออกให้กับคำแพง อีกฝ่ายคงจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่ดาราเบอร์หนึ่งลงมาเทรนงานเองกับมือ "เรื่องนั้นไม่มีปัญหา เราจะช่วยให้คำแพงได้ทำตามความฝันเอง" ข้าวโพดเอ่ยขึ้นอย่างจริงจังพร้อมกับรอยยิ้มที่ราวกับเป็นแสงสว่างให้อีกฝ่ายได้สบายใจ แต่กระนั้น... มันก็ยังมีเรื่องที่คำแพงต้องคิดมากอีกเยอะ เธอไม่อาจจะทิ้งบ้านเกิดเพื่อไปทำตามความฝันได้จริง ๆ "ขอบใจหลายเด้อ แต่ว่าเฮายังบ่อยากคึดเรื่องนี้ท่อได๋ เฮายังบ่พร้อม..." เธอหลุบสายตาลง (ขอบคุณมากนะ แต่ว่าเรายังไม่อยากคิดเรื่องนี้เท่าไหร่ เรายังไม่พร้อม) ข้าวโพดพรูลมหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของเพื่อนไว้แน่น "เรารู้ว่ามันยากที่จะทำใจจากบ้านเพื่อไปตามหาความฝัน แต่อย่างน้อยแค่ได้ลงมือทำก็ถือว่าได้เติมเต็มความสุขให้กับตัวเองแล้วใช่ไหม" คำเสียงอ่อนนุ่มกำลังปลอบประโลมความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวด้านในจิตใจของคำแพง คำแพงพยักหน้ารับช้ำ ๆ แม้จะยังไม่กล้าสบตาอีกฝ่ายก็ตาม "ข้าวโพดสิซอยเฮาติ?" (ข้าวโพดจะช่วยเราเหรอ) "ใช่สิ แต่ว่าเราขอให้ข่าวของเราซาลงก่อนได้ไหม" "เฮาบ่ได่ฟ้าว แต่เฮากะเต็มใจเฮ็ดเด้" คราวนี้คำแพงหลุดรอยยิ้มออกมาอย่างเขินอาย (เราไม่ได้รีบ แต่เราก็เต็มใจทำนะ) "รับรองได้เลยว่าคำแพงต้องดังระเบิดแน่ ๆ " ถึงแม้ว่าพื้นเพของคำแพงจะเป็นคนร้อยเอ็ดร้อยเปอร์เซ็นต์ ทว่าใบหน้าของเธอกลับสวยหวานไม่ต่างจากสาวกรุงเทพเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งรูปร่างอันเพรียวบางและส่วนสูงที่ดูสมส่วนกันไปหมด ไม่ยากเลยจะได้ทำตามความฝันอย่างสมใจ ข้าวโพดจะช่วยซัพพอร์ตเพื่อนของเธออย่างสุดความสามารถ และจะใช้ความโด่งดังของเธอเป็นแสงนำทางให้กับคำแพงเพื่อขึ้นไปถึงดวงดาวเดียวกันกับเธอ ถึงตอนนั้นหมู่บ้านจันทร์สว่างก็คงมีดวงดาวที่ส่องสว่างเพื่อขึ้นมาอีกหนึ่งดวง เป็นความภาคภูมิใจของชาวอีสานกลางได้ล่ะ...บทที่ 11"ยายอ้อย เอ็มร้อยห้าขวด!" เสียงโหวกเหวกของเฮียธงดังขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่แดดร้อนจัดจนหลายคนต้องหาที่หลบเพื่อพักจากงานกลางแจ้ง เฮียธงเองก็เช่นกันถึงจะรวยมีเงินมากมายแต่สำหรับเขางานก็คือส่วนสำคัญในชีวิตที่เขาขาดไม่ได้ส่วนที่หลบแดดที่ใกล้มากที่สุดในตอนนี้ก็คือร้านขายของยายอ้อย ถึงแม้จะถัดไปอีกสามหลังก็จะถึงบ้านเขาแล้วก็ตาม"ซื้อน่อยแท้ คนไปไสเบิ่ด" ยายอ้อยยื่นถุงใส่ขวดเครื่องดื่มชูกำลังให้พร้อมเอ่ยถาม(ซื้อน้อยจัง คนไปไหนหมด) "ในเมืองมีงานกะเลยให้สุมรถสไลด์ไปซอย เหลือซ่ำนี้ล่ะ" เขาว่าพร้อมชะเง้อหาใครบางคน(ในเมืองมีงานก็เลยให้พวกรถสไลด์ไปช่วย เหลือแค่นี้แหละ)ยายอ้อยเห็นถึงความผิดปกติก็รับรู้ได้ทันทีว่าเขามาหาลูกสาวของเธอ ทว่าในตอนที่อากาศร้อนแบบนี้ข้าวโพดไม่มีทางโผล่ออกมาให้เขาได้เห็นตัวง่าย ๆ อีกอย่างแผลของเธอก็ยังไม่ดีขึ้น จะเดินจะเหินอะไรก็เป็นไปได้ยากยายอ้อยระบายยิ้มก่อนจะเอ่ยบอก "บ่ต้องไปแนมหามันดอก มันนอนเว่น คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาส่งตอนเซ่ากะบ่เห็นลงมาเลยเด้" (ไม่ต้องไปมองหาหรอก มันนอนกลางวัน คำแพงเอาข้าวเอาน้ำมาให้ตอนเช้ายังไม่เห็นลงมาเลย)เฮียธงที่โดนจับได้ก็ถึงกลั
บทที่ 10เป็นครั้งแรกที่ข้าวโพดรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มที่สุดตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ เธออาจจะหลับใหลไปเพราะฤทธิ์ยาก็จริงทว่าเมื่อคืนไม่มีเสียงดังรบกวนการพักผ่อนของเธอเลยสักนิด ยิ่งทำให้เธอพักผ่อนได้สบายใจมากกว่าเดิมวันนี้เธอไม่ต้องลงไปช่วยแม่ขายของที่หน้าร้านเพราะแม่อยากให้เธอรักษาตัวให้ดีขึ้น ยิ่งขาของเธอเป็นส่วนที่เจ็บมากที่สุดก็ไม่อยากให้เดินไปไหนมาไหนจนมันช้ำระบมกว่าเดิม ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะเธอจะได้ไม่ต้องเจอหน้าใครบางคนที่ตอนนี้เธอเกลียดชังเขาเข้าไส้แม้แต่เสียงที่ทำให้รำคาญหูก็ไม่ต้องการได้ยิน เหอะ! ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งโมโห ถ้าหากเธอหายดีเมื่อไหร่รับรองว่าเฮียธงได้รับการเอาคืนอย่างสาสมแน่!ระหว่างที่เธอกำลังนึกแผนจัดการกับเฮียธงอยู่นั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ข้าวโพดปรายสายตามองเล็กน้อยก่อนจะเห็นว่าเป็นชื่อเพื่อนสนิทในวงการตั้งแต่เกิดเรื่องเธอก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากใครเลยสักคน นี่คงจะเป็นสายแรกจากคนเมืองกรุงที่ให้ความเป็นห่วงกับเธอมากที่สุด"ว่าไงยัยนีน่า"'เป็นยังไงบ้าง ยัยเมเปิ้ลเล่นงานแกหนักขนาดนี้เลยเหรอ' น้ำเสียงของอีกฝ่ายดูวิตกอย่างเห็นได้ชัดทุกคนในค่ายก็รู้ดีว่าเมเปิ้
บทที่ 9รถกระบะยกสูงของเฮียธงจอดนิ่งสนิทที่หน้าร้านขายของประจำหมู่บ้าน ยายอ้อยรีบวิ่งออกมาทันทีเมื่อรู้ว่านั่นคือเฮียธงกับลูกสาวของเธอ คำแพงเอาเรื่องที่ข้าวโพดเกิดอุบัติเหตุมาบอกให้แม่ของเธอรู้ก่อนแล้ว และไม่ลืมที่จะแอบฟ้องด้วยว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะเฮียธง ถ้าหากเขาใจเย็นกับเธออีกสักหน่อย ข้าวโพดก็ไม่ต้องกลายเป็นมัมมี่แบบนี้"เป็นจั่งได๋แนหล่า เจ็บหลายบ่" แม่ว่าพลางลูบศีรษะลูกสาวอย่างเป็นห่วง(เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บมากไหม)เฮียธงที่เดินตามมาที่หลังเขาก็แสดงสีหน้ารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่เป็นต้นเหตุในครั้งนี้ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครกล้าต่อว่าเขาได้เท่ากับเธอเลยสักคน"ขอโทษเด้อแม่ใหญ่อ้อย ข่อยบ่คึดว่ามันสิปานนี้" เขายกมือไหว้ขอโทษอย่างจริงใจ(ขอโทษนะยายอ้อย ผมไม่คิดว่าจะเป็นหนักขนาดนี้)หญิงสาวปรายสายตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์มากนัก ความไม่ได้ตั้งใจของเขามันพรากโอกาสการทำงานหลาย ๆ อย่างของเธอไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะหายดีพร้อมทำงานอีกเมื่อไหร่"หนูเข้าห้องก่อนนะแม่" เธอว่าเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินหายเข้าไปด้านหลังร้านเฮียธงมองตามเธอไปจนสุดสายตา ก่อนจะหันกลับมายื่นเงินก้อนเดิมให้กับแม่ของ
บทที่ 8เสียงพูดคุยกันเจื้อยแจ้วของผู้คนดังเข้ามาในโสตประสาทของหญิงสาวที่เพิ่งฟื้นตัวขึ้น ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรและสลบเหมือดไปเมื่อไหร่ทว่าสิ่งที่เธอจำได้เป็นอย่างดีนั้นก็คือคนที่ทำให้เธอต้องตกมาอยู่ในสภาพแบบนี้!ผ้าพันแผลสีขาวแปะติดอยู่กับบริเวณที่เธอเจ็บแสบตามร่างกาย ถึงแม้จะมีพอมีแรงขยับร่างกายแต่มันก็สร้างความปวดร้าวจากความระบมช้ำอยู่ดีสภาพนางเอกเบอร์หนึ่งในตอนนี้แทบจะดูไม่ได้ เธอไม่ต่างอะไรจากมันมี่เลยสักนิด และแน่นอนว่าเธอจะไม่มีทางให้อภัยคนอย่างตาลุงนั่นเด็ดขาด มิหนำซ้ำยังต้องโดนมากกว่านี้ข้อหาทำให้เธอต้องเสียโฉมคอยดูเลยว่าคนอย่างข้าวโพดทำอะไรกับแค่ตาลุงขี้เมาได้บ้าง"อะ โอ๊ย..." แต่เพียงแค่หยัดกายลุกขึ้นจากเตียงคนไข้ เธอก็แทบจะทรุดลงนอนที่เดิมแล้ว"จะไปไหน" เสียงทุ้มที่คุ้นเคยเอ่ยถาม ข้าวโพดรีบหันขวับไปยังข้างเตียงที่ตอนนี้มีเฮียธงนั่งเฝ้าดูอาการของเธอตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่ทราบได้แต่เธอไม่ต้องการเห็นหน้าเขา และไม่ต้องการให้มารับผิดชอบหรือแสดงความเป็นห่วงในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปอย่างสิ้นคิด เหอะ!"นี่คุณ จะมาแกล้งอะไรฉันอีกล่ะ แค่นี้สภาพฉันยังน่าเกลียดไม่
บทที่ 7"นี่ พูดดี ๆ นะ คิดเหรอว่าฉันจะไม่กล้าทำอะไรผู้หญิงอย่างเธอ" เฮียธงชี้หน้าเธอพร้อมกับสายตาที่แข็งกร้าว ความโกรธจัดที่ทำให้เลือดแทบจะขึ้นหน้านั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังกล้ายิ้มเย้ยหยันราวกับเป็นการท้าทายทั้งสองผู้ร่วมชะตาอย่างคำแพงและต้องจิกเกร็งเท้าจนตะคริวแทบจะกิน นี่มันไฟกับน้ำมันมาเจอกันชัด ๆ "แล้วจะทำอะไรล่ะ?" เธอเลิกคิ้ว "จะจับฉันโยนลงไปในบ่อโคลนเหรอ" เธอปรายสายตาไปยังบ่อโคลนที่ตอนนี้มีควายตัวเล็กกำลังนอนเกลือกกลิ้งไปมาอย่างสบายใจ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังพูดท้าทายกับใครอยู่ คนอย่างเฮียธงยอมได้ทุกอย่างยกเว้นเวลาที่โดนพูดจาท้าทายเพราะมันดูเหมือนเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีและความกล้าของเขา แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอทำไมเขาถึงจะไม่กล้าทำ มันง่ายนิดเดียวที่จะทำให้เธอลงไปอยู่กับควายในบ่อโคลนนั้น การที่เธอแต่งตัวแบบนี้มาก็อาจจะแปลว่าเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้อยู่แล้วสินะ...เฮียธงขัดใจใครไม่เป็นเสียด้วยสิเขาสะบัดผ้าขาวม้าที่อยู่บนบ่าออกก่อนจะสาวเท้ามุ่งตรงมาหาหญิงสาวที่ยังคงยืนเชิดหน้าชูตาอยู่ราวกับที่นี่เป็นวิมานเก่าของเธอเสียอย่างนั้น แต่
บทที่ 6เช้านี้ไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่นักสำหรับข้าวโพดที่ได้นอนเวลาตีสามตรงเป๊ะ นั่นก็เพราะกว่าวงเหล้าของเฮียธงจะเลิกก็ปาเข้าไปตีสามครึ่ง เธอทนฟังจนสลบไสลไปเองกระทั่งแม่เข้ามาปลุกในตอนหกโมงตรงให้ไปช่วยเปิดร้าน เพราะว่าเช้านี้แม่จะไปทำบุญกับเหล่าป้า ๆ ยาย ๆ ที่วัดซึ่งไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก และในเช้าที่วุ่นวายแบบนี้หน้าร้านของเธอก็ต้องทำงานแข่งกับเวลาจนไม่มีเวลาให้พักข้าวโพดที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราคาของในร้านมากนักก็ขายผิดถูกไปบ้าง คนที่เข้าใจก็ปล่อยผ่าน ทว่าก็มีบางคนที่ไม่พอใจพร้อมสบถด่า ยอมรับตามตรงว่าเธอก็เสียความรู้สึกไม่น้อย แน่นอนสิ มีคนรักก็ต้องมีคนเกลียดเป็นธรรมดา และเธอก็มองเห็นสายตาเกลียดชังนั้นอย่างชัดเจน“อันนี้เท่าได๋เกาะจ้า” เสียงหวานของหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เธอสวมเสื้อยืดธรรมดากับผ้าถุงเพียงเท่านั้น ทว่าความสวยสง่ากลับทะลุเสื้อผ้าที่เธอใส่อย่างน่าแปลก(อันนี้เท่าไหร่เหรอจ๊ะ)“สามสิบบาทจ้ะ ใส่ถุงไหม” เธอยิ้ม“บ่เป็นหยังจ้า” หญิงสาวรับของกลับมา ทว่าสีหน้ากลับดูเหมือนมีคำถาม “เอ่อ… อันนี้ข้าวโพดแม่นบ่?”(เอ่อ… นี่ข้าวโพดใช่ไหม?)ข้าวโพดเหลือบตามองคนตรงหน้าอีกครั้ง เธอไม่ได้สงสั







