تسجيل الدخولภายในเยว่ฮวากง หญิงสาวนอนหลับใหลมาถึงสามวันด้วยอาการจับไข้ ทำให้ต้าหวางทรงร้อนพระทัยด้วยเป็นห่วงนาง ต้าหวางคอยเฝ้าดูอาการไม่ห่างพระวรกาย จนไท่โฮ่วเสด็จมาหาด้วยทรงทนไม่ไหวที่พระองค์ทิ้งราชกิจมาดูแลนางเช่นนี้ (ไท่โฮ่ว แปลว่า แม่ของต้าหวาง หรือเรียกอีกอย่างว่า ไทเฮา)
“ต้าหวางจะทิ้งราชกิจเพื่อนางคนเดียวไม่ได้นะ” ไท่โฮ่วมีพระราชดำรัสเช่นนี้ ต้าหวางจึงยกพระหัตถ์ไล่ทุกคนออกไป ข้าหลวงจึงออกไปจากตำหนัก ไท่โฮ่วตรัสอีกว่า “นางเป็นลูกของนางกำนัล เจ้าไม่ควรไปยุ่งกับนางให้เสื่อมเสียเกียรติ” “นางเป็นลูกของนางกำนัลแล้วเป็นเช่นไร ถึงอย่างไรนางก็คือเม่ยเมยของข้า” “แต่นางไม่ใช่ เม่ยเมยของเจ้า” ไท่โฮ่วตรัสด้วยความหงุดหงิดพระทัย “นางคือกงจู่ของฟู่จวิน และฟู่จวินของนาง ก็คือฟู่จวินของข้า อีกอย่างท่านเองไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เหนียงชินของนางต้องตาย” “นางตายของนางเอง” ไท่โฮ่วตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เบาลง “เมื่อตอนที่ลี่ฮวากง ในคืนนั้นท่านเป็นคนปิดข่าวไม่ให้คนในวังรู้รวมถึงตัวข้า ท่านเป็นเผาตำหนักหลังนั้น ให้เหนียงชินของนางต้องตาย หลังจากได้ให้กำเนิดหมิ่นลั่ว แล้วท่านก็เอาหมิ่นลั่วไปเลี้ยงไว้ในตำหนักเย็นเพราะรู้สึกผิด จนนางอายุสิบขวบนางได้เข้าเฝ้าเสด็จฟู่จวินได้วันเดียว ฟู่จวินก็สวรรคต และข้าเองที่พานางเข้าเฝ้า ท่านคงคิดว่าข้ารู้ได้อย่างไรนั้นหรือ ข้ารู้จากเสี่ยวซาน แม่นมของข้า นางเล่าเรื่องหมิ่นลั่วให้ข้าฟังก่อนที่นางจะตาย เพราะนางมีส่วนร่วมในการตายของเหนียงชินหมิ่นลั่ว นางไม่อยากมีบาปติดตัว ท่านควรตรองให้ดีว่า ท่านหรือนางใครควรมีเกียรติมากกว่ากัน” ต้าหวางตรัสจบ ไท่โฮ่วทรงใช้พระหัตถ์ตบลงที่พระปรางค์ของต้าหวางอย่างจัง ด้วยความพิโรธและตรัสด้วยความเสียพระทัย “เฉินเฉียง เดี๋ยวนี้เจ้าปีกกล้าขาแข็งกับข้าเชียวหรือ ข้าคือเหนียงชินของเจ้า นางเป็นเพียงลูกของนางกำนัลเท่านั้น เจ้ายังเข้าข้างนาง และยังยกเหนียงชินนางมาต่อว่าข้า เจ้ายังเห็นข้าเป็นเหนียงชินของข้าอีกหรือไม่” “ข้ายังเป็นพระองค์เป็นเหนียงชินของข้าเสมอ แต่สิ่งที่ท่านทำมันถูกต้องแล้วหรือ อย่างไงเสียงนางก็คือกงจู่แห่งแคว้น เป็นเม่ยเมยของข้า” ต้าหวางตรัสด้วยพระสุรเสียงดังขึ้นไม่หวั่นเกรง “ข้าได้ส่งสาส์นถึงแคว้นหรู หมิ่นลั่วจะอภิเษกกับฉินหรงลั่วแห่งแคว้นหรู” ไท่โฮ่วตรัสเช่นนี้ ทำให้ต้าหวางตกพระทัยยิ่งนัก “ทำไมเรื่องนี้ข้าถึงไม่รู้” “ถ้าเจ้ารู้ นางจะได้อภิเษกไปหรือ อีกอย่างชายแดนแคว้นซีอวี้ก็โดนโจมตีทุกทิศทาง จากแคว้นเป่ยหยาง และแคว้นหรู แคว้นซีอวี้เราจะต้านทัพได้เท่าไหร่ การสร้างสัมพันธ์ไมตรี ถือเป็นการดี” “ข้าไม่เห็นด้วย” ต้าหวางตรัสหนักแน่น จะให้เม่ยเมยที่พระองค์รักจะไปอยู่ห่างไกลอย่างแคว้นหรูไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงรักกงจู่มากกว่าผู้ใดทำให้พระองค์หวั่นวิตกถ้ากงจู่จะไปอยู่แคว้นอื่นที่ไม่ใช่บ้านเกิด ทว่าเสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้ทั้งสองพระองค์เงียบลง “ไท่โฮ่ว เกอเกอ ข้าจะแต่งไปอยู่แคว้นหรู เพื่อไม่ต้องให้เกอเกอรับทัพทั้งสองฝั่ง อีกทั้งแคว้นหรูเป็นแคว้นที่แข็งแกร่งยากต่อตี อีกทั้งข้ายังเคยได้ยินว่า หรงลั่ว ฉีหวางเย่เก่งกาจสามารถตวัดกระบี่ครั้งเดียวสังหารคนได้นับสิบ อีกทั้งมียอดขุนพลที่เก่งกล้าอีกมากมาย ลำพังแคว้นเราสู้แคว้นหรูได้ แต่ต้องเสียไพร่พลสักเท่าไหร่ถึงจะยุติสงครามได้ อย่างไรเสียข้าเป็นหญิง จะแต่งช้าแต่เร็วก็ต้องแต่งออกไป เกอเกอท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอกนะ ข้าดูแลตัวเองได้” เมื่อกงจู่ตรัสจบ ไท่โฮ่วตรัสต่อ “พูดง่ายเช่นนี้สิดี” ........................ อย่าลืมเข้ามากดหัวใจ และคอมเม้นท์ให้ไรท์ด้วยน๊าาาาาา 1 เม้นท์ 1 กำลังใจต้าหวางเสด็จกลับมาจากเจียวฟาง มายังตำหนักส่วนพระองค์ และประทับเพียงลำพังไม่ให้เข้ามาพบ แต่ฉงอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมชากุ้ยฮัวทอดพระเนตรมองต้าหวางที่หมองเศร้าเช่นนี้ ก็ทำให้เขาเป็นทุกข์ไปด้วย“ลั่วเอ๋อร์ นางไม่เคยรักข้าเลย นางรักแต่แคว้นของนาง นางแต่มาอยู่กับข้า เพียงเพราะต้องการตำราพิชิตใต้หล้าเพียงเท่านั้น ข้าเสียงแรงที่ข้ารักเจ้า ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็ให้นางได้” ต้าหวางตรัสด้วยพระสุรเสียงหมองเศร้า“ต้าหวางหม่อมฉันขอพูดสักเรื่องได้หรือไม่พระเจ้าค่ะ” ฉงอิ๋งทูลบอก ต้าหวางเสวยน้ำจัณฑ์ทันที“มายาเคยเล่าให้หม่อมฉันฟังเมื่อนานมาแล้วว่า พระนางเป็นลูกของฟูเหรินของอดีตซีอวี้ต้าหวาง แต่ทว่าฟูเหรินเหนียงชินของพระนางได้สิ้นพระชนม์ไปนั้น พระนางก็ถูกไท่โฮ่วรังแกเรื่อยมา ต้าหวางแคว้นซีอวี้ทนไม่ได้จึงคิดส่งพระนางมาที่นี่ และอยากให้พระนางอยู่ในใต้การดูแลของพระองค์ แต่พระนางก็รักต้าหวางแคว้นซีอวี้มากอยากจะให้ต้าหวางพิชิตดินแดนเช่นพระองค์ มายาบอกหม่อมฉันว่าพระนางล้มเลิกเรื่องนี้ตั้งแต่มารับตำแหน่งหวางโฮ่ว และเลิกยาขับเย็นด้วยเช่นกัน เพราะอยากให้กำเนิดหวางจื่อให้พระองค์ แต่ตอนนี้พระวรกายภายในอ่อนแอเช่นหมอ
หมิ่นลั่วไท่จื่อเฟยทอดพระเนตรไปยังวังหลวง เพราะเสียงฆ้องดังกังวานแปดครั้ง ทำให้ในวังและนอกวังรู้ว่าต้าหวางสวรรคตแล้ว พระนางก้มลงประทับที่พื้นตำหนัก ถวายบังคมสามครั้ง เช่นเดียวกับเหล่าข้าหลวงที่ถวายบังคมเช่นกัน และร้องไห้กันระงมทั่วกันหลังจากฉินหรงลั่วต้าหวางครองราชย์มาได้สี่เดือนพระองค์ได้ขยายดินแดนมากขึ้นจรดแคว้นซีอวี้ โดยให้เหล่าต้าเจียนจวินนำทัพออกไปบุกดินแดนต่างๆ และดินแดนแข็งข้อพระองค์ให้เจียนจวินจัดการแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน จึงไม่มีใครกล้าแข็งข้อกับพระองค์อีกขณะที่ต้าหวางขยายดินแดนอยู่นั้นหมิ่นลั่วกงจู่ได้ละทิ้งความพยายามตามหาตำราพิชิตใต้หล้าไปเสียแล้ว พระนางมีพระดำริว่าได้มาก็เปล่าประโยชน์ เพราะถึงอย่างไรแคว้นหรูก็เป็นแคว้นของพระนางที่ต้องรักษาดูแลไม่ให้ผู้ใดมารุกรานได้ ถึงแคว้นซีอวี้จะเป็นแคว้นบ้านเกิดก็ตามที พระนางจึงได้หยุดยาขับเย็นอย่างจริงจัง เพื่อมีหวางเย่ให้พระองค์ แต่ทว่าเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นกับพระนางเฉินหมิ่นลั่วหวางโฮ่วประทับนั่งที่คันฉ่องขณะที่มายากำลังสางพระเกศา ส่วนฉุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ทำให้กลิ่นหอมทั่วทั้งตำหนัก เมื่อชุนอิ๋งลงน้ำมันจันทน์ลงพระเกศาเสร็จสิ้น พระนางลุก
หวางเย่ทั้งสามเสด็จเข้าวังในกลางดึกตามพระกระแสรับสั่งของต้าหวาง เพราะไฟนั้นไหม้ตงกงอย่างหนัก โดยในตำหนักมีไท่จื่อและไท่จื่อเฟยประทับอยู่ในตำหนักด้วย อีกทั้งสองพระองค์ก็ไม่สามารถเสด็จออกมาได้ เพราะไฟนั้นโหมหนักยิ่งนัก ตวนมู่กุ้ยเฟยได้สดับในเรื่องนี้ พระนางรีบเสด็จมาดูที่ตงกง และร่ำเรียกถึงไท่จื่อให้เสด็จออกมา แต่ไร้วี่แวว ขันทีสามคนที่เข้าไปช่วยเหลือก็ตายในกองเพลิงด้วยเช่นกัน เพราะเสาและของในตำหนักหล่นทับจนตายพอรุ่งสางไฟได้มอดดับลงไปแล้ว เหลือแต่ซากตำหนักที่เต็มไปด้วยขี้เถ้าและมีซากศพที่เผาไหมอยู่ข้างกัน เจ้ากรมอาญาเอาศพไปพิสูจน์ทั้งหกศพ มีพระศพของไท่จื่อและไท่จื่อเฟย รวมไปถึงขันที และนางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยที่ตายในกองเพลิงการสิ้นพระชนม์นำความเศร้าโศกมาให้ต้าหวางและตวนมู่กุ้ยเฟยผู้เป็นเหนียงชินสามเดือนต่อมาหรูต้าหวางมีพระกระแสรับสั่งให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาตำหนักทรงงาน โดยมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ถึงหกคนมาพร้อมเพรียงกัน เนื่องด้วยการจัดพระศพเข้าเขาไท่ฉาง และการแต่งตั้งไท่จื่อพระองค์ใหม่“ข้าต้องการจัดศพของเฉินไท่เข้าสุสานหลวงไท่ฉาง” ต้าหวางตรัสเช่นนี้“ต้าหวางก่อนที่ไท่จื่อสวรรคตสองเด
กงจู่เสด็จกลับมาเรือนไม้ฝูหรง มายาและชุนอิ๋งก้าวเดินเข้ามาพร้อมพระนาง พระนางประทับนั่งบนฟูกตรงตั่งที่ประทับ มายาถวายพระสุธารสชาดอกท้อ คังหยางก้าวเดินเข้ามาหาพระนางถวายบังคมทุกครั้ง“กงจู่ยานั้นได้ออกฤทธิ์แล้ว เห็นว่าวันที่ไท่จื่อก็ไม่ได้เสด็จเข้าท้องพระโรง พระองค์ให้ขันทีในตำหนักรายงานว่าประชวร” คังหยางทูลบอก“ว่าแต่ทำไมยาออกฤทธิ์ไวจัง ยานี้ต้องออกฤทธิ์ประมาณห้าถึงหกเดือนขึ้นไป” กงจู่ตรัสถามสงสัย“หม่อมฉันคิดว่าไท่จื่อเฟยสั่งให้คนใส่ยาในปริมาณมากเป็นแน่ หม่อมฉันยังได้ยินมาว่าเมื่อสองสามวันก่อนไท่จื่อให้ไท่จื่อเฟยถวายงานในห้องบรรทม พอเสด็จออกมาในยามเช้าเนื้อตัวเขียวช้ำ คิดว่าไท่จื่อคงซ้อมพระนางแน่แท้” คังหยางทูลบอก“ความจริงแล้วข้าก็อยากให้ฉินไท่ตายวันนี้ พรุ่งนี้เลย ไม่ใช่เพียงเพราะข้าเห็นใจไท่จื่อเฟยนะ แต่ไท่จื่อส่งคนมาลอบฆ่าหวางเย่ครั้งแล้วครั้งเล่า หวางเย่อาจทนได้ แต่ข้าไม่อาจทนได้อีกต่อไป” กงจู่ตรัสจริงจัง“กงจู่เพคะคนของไท่จื่อเฟยส่งจดหมายมาให้พระนาง นางบอกว่าต้องให้กับมือของพระนาง” หลานลี่ทูลบอกพระนางหน้าห้องบรรทม“ให้นางเข้ามา” กงจู่ตรัสเช่นนี้ นางสนองพระโอษฐ์ของไท่จื่อเฟยก้าวเ
กงจู่เสด็จเข้ามาในจิ้นซ่านกง เสด็จมาประทับที่ตั่งบรรทม ขณะที่หวางฉีหวางเย่เสด็จเข้ามาในห้องบรรทมเช่นกัน หวางเย่แย้มพระสรวลกว้างทำให้พระนางสงสัยว่าเหตุใดพระองค์จึงแย้มพระสรวลเช่นนี้“ยิ้มอะไรเพคะ” พระนางตรัสถามสงสัย“ข้าไม่เคยคิดว่าเจ้าจะหึงหวงข้าถึงเพียงนี้” หวางเย่แย้มพระสรวล และประทับนั่งเคียงข้างพระนาง“หม่อมฉันเพียงแค่ไม่ไว้ใจจ้าวหวางโฮ่ว” กงจู่ตรัสจริงจัง“ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนั้น” หวางเย่ตรัสสงสัย“คังหยางรายงานหม่อมฉันว่า วันที่หวางเย่ชนะศึก และกลับมาเห็นหม่อมฉันและเหล่าทหารในค่ายเมื่อวันก่อน เป็นเพราะจ้าวหวางโฮ่วผู้นี้เป็นคนสั่งการโจมตีค่ายของเรา และนางสั่งตายหม่อมฉันด้วยเช่นกัน ถ้าหม่าเสียวหยินมาเป็นฟูเหรินของพระองค์ หม่อมฉันก็ไม่รู้ว่านางจะมาฆ่าหม่อมฉันหรือพระองค์ หม่อมฉันเลยหาข้ออ้างตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้บานปลายไปยังภายภาคหน้า” กงจู่ตรัสเช่นนี้ หวางเย่โอบกอดพระนางและประทับพระโอษฐ์ที่พระนลาฏแผ่วเบา“ขอบคุณนะ ที่เจ้าคิดอ่านเพื่อข้า เรื่องบางเรื่องข้าก็ไม่อยากให้เจ้าเข้ามาเสี่ยง มันเป็นอันตรายต่อตัวของเจ้าด้วย ถ้าเจ้าเป็นสิ่งใดขึ้นมา แล้วข้าจะอยู่ได้อย่างไร” หวางเย่ตรัสเช
กงจู่ประทับนั่งในอ่างสรงน้ำ หลานลี่และชุนอิ๋งเทน้ำลงมาในอ่าง ส่วนชุนอิ๋งโปรยดอกไม้ลงมาในอ่างเช่นกัน หวางเย่เสด็จเข้ามาในห้อง ทอดพระเนตรมองกงจู่ที่ประทับนั่งในอ่าง ขณะที่ฉงอิ๋งถอดฉลองพระองค์ให้หวางเย่จนเหลือเพียงแต่เสื้อผาว พระองค์โบกพระหัตถ์ไล่เหล่าข้าหลวงให้ออก ไป เหล่าข้าหลวงถวายบังคมและก้าวเดินออกไป“เสด็จกลับมาแล้วหรือเพคะ” กงจู่ตรัสถาม หวางเย่ถอนฉลองพระองค์ออก และมาประทับนั่งข้างพระนางในอ่างน้ำ“ขอบคุณนะที่รักษาค่ายไว้ได้ และขอโทษที่เหลือทหารไว้ให้เจ้าเพียงสามร้อยคน ข้าไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้” หวางเย่ตรัสแผ่วเบา พระนางหันพระพักตร์มาหาพระองค์“เราไม่อาจร่วงรู้ว่าเหตุการณ์ข้างจะเป็นเช่นไร แต่ว่าพระองค์ชนะกลับมาและปลอดภัยเช่นนี้หม่อมฉันก็ดีใจเพคะ” พระนางตรัสเช่นนี้“ทหารข้างนอกเอ่ยชื่นชมกันหนาหูในการต้านทหารแคว้นไป๋ถังจนต้องหนีกลับไป” หวางเย่ตรัสชื่นชม“หม่อมฉันทำไปตามหน้าที่เท่านั้นเพคะ แคว้นเราจะแพ้ไม่ได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม” พระนางตรัสจริงจัง“ขอบคุณนะ” หวางเย่ตรัสเช่นนี้และแย้มพระสรวล เป็นการแย้มพระสรวลที่อบอุ่นยิ่งนัก พระนางสบพระเนตรพระองค์ที่เปล่งประกายดุจแสงตะวัน ท
“หม่อมฉันให้คนไปสืบเรื่องราวของนางที่แคว้นซีอวี้ นางทำโรงน้ำชา และหอคณิกา ซึ่งหอคณิกาของนางจะไม่ให้หญิงขายตัวไปเป็นนางบำเรอชายแต่อย่างใด นางให้หญิงคณิกาเหล่านั้นเล่นดนตรีให้ชายได้เพลิดเพลิน ส่วนหญิงผู้นั้นจะขายตัวให้ชายใด นางหอคณิกาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด เพราะหอคณิกาขายเพียงศิลปะเพียงเท่าน
แต่มีกฎตายตัวของหอคณิกาเหม่ยฮุ้ยเอาไว้ว่า ชายใดต้องการนางคณิกาคนใดไปร่วมห้องนั้น ต้องได้รับการสมยอมจากนางคณิกานางนั้น และจะต้องไม่บีบบังคมนางให้ร่วมนอนเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะมีโทษปรับหนึ่งแสนตำลึงทอง และผู้ตรวจการเมืองหลวงก็ทราบนี้ดีด้วยเช่นกัน เพราะกฎที่ตั้งขึ้นมีการประทับตราผู้ตรวจการเมืองหลวง ดังน
“แค่เจ้าก้าวเข้ามาในห้องนี้ ข้าก็รู้แล้วว่าเป็นเจ้า” ฉีหวางเย่หลับพระเนตรลง“ท่านอัจฉริยะไม่มีใครเปรียบเลยจริงๆ ขนาดข้าศึกพระองค์ยังประเมินด้วยเสียงฝีเท้า คงไม่มีใครทำได้เช่นท่านอีกแล้ว ข้าเลื่อมใส”“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ ปู้อวี้” ฉีหวางเย่ตรัสถามด้วยความสงสัย ขณะที่ยังทรงหลับพระเนตรอยู่“เกอเกอเรามีน
“กงจู่เป็นอะไรหรือไม่พระเจ้าค่ะ” คังหยางทูลถามเช่นนี้ กงจู่จึงตรัสถามทันที“เกิดอะไรขึ้น” กงจู่ตรัสถามทันที“ทหารของเรากำลังต่อสู้กับกองโจรพระเจ้าค่ะ” คังหยางทูลจบ เขาจึงเอากระบี่ปัดลูกธนู กงจู่เปิดพระวิสูตรทอดพระเนตรออกไปด้านนอก เห็นทหารกำลังถูกกองโจรชุดดำปิดปังใบหน้า พระนางจึงหวนนึกถึงครั้งที่ถูก







