เข้าสู่ระบบวันต่อมา
ณ ห้างสรรพสินค้า
“เมื่อไหร่พี่ชายข้าวจะกลับอ่ะ...” ทอฝันเดินเอียงไหล่มากระแทกฉันเบาๆ ทำท่าบิดตัวเขินอายม้วนต้วนทันทีที่เอ่ยถึง ‘พี่ครินต์’
“อีก 6 เดือน” ฉันตอบกลับเรียบๆ แสร้งทำเป็นไม่สนใจอาการระริกระรี้ของเพื่อนสาว ทอฝันปลื้มพี่ชายฉันมาตั้งแต่พี่เขาเรียนหมอปี 1 จนตอนนี้พี่ครินต์อายุ 25 เข้าไปแล้ว ความคลั่งไคล้ของนางก็ยังไม่ลดลงเลย
“แล้วพี่ครินต์มีแฟนหรือยังอ่ะ” ยัยตัวดีเอานิ้วมาจิ้มๆ ที่ต้นแขนฉัน ยืนบิดไปบิดมาไม่เลิก จะเขินอะไรเบอร์นั้นแม่คุณ
“ไม่รู้สิ... น่าจะมีแล้วมั้ง ไม่ได้ถามเหมือนกัน” ฉันแกล้งตอบพลางลอบสังเกตสีหน้าเพื่อน พอได้ยินแบบนั้นหน้าตาที่ยิ้มแย้มเมื่อกี้ก็จ๋อยสนิททันตาเห็น ฉันต้องกัดริมฝีปากกลั้นขำแทบตาย
“ล้อเล่นน่า! พี่ครินต์เรียนหนักจะตาย จะเอาเวลาที่ไหนไปมีแฟน อีกอย่างถ้าพี่ครินต์มีแฟน พี่ต้องบอกฉันก่อนอยู่แล้ว” ฉันรีบเฉลยเมื่อเห็นทอฝันทำหน้าเหมือนโลกจะแตก
“พูดจริงนะ! งั้นฉันก็ยังมีโอกาสสิ!” ทอฝันตาโต หูผึ่งขึ้นมาทันที
“...ยัยบ๊องเอ๊ย” ฉันย่นจมูกใส่เพื่อนก่อนจะออกเดินต่อ ทอฝันนี่อาการหนักจริง เคยบอกอยากเป็นหมอตามพี่ครินต์ แต่พอนางเห็นเลือดก็จะเป็นลม เลยต้องพับโครงการฝันสลายไป
“ข้าวรอด้วย! ฝันพูดจริงนะ ฝันจะจีบพี่หมอ!” ทอฝันรีบวิ่งมาเกาะแขนฉัน ทำหน้าจริงจัง “ฝันจะสารภาพรักกับพี่หมอ และพี่หมอต้องรับรักฝันด้วย ฝันมั่นใจ!”
นางก็เป็นแบบนี้แหละ สมชื่อ ‘ทอฝัน’ เพ้อเจ้อเก่งเป็นที่หนึ่ง เห็นใครหล่อเป็นไม่ได้ ใจง่ายอยากได้เป็นแฟนไปหมด... เฮ้อ เหนื่อยใจแทน
“ข้าว!!! ดูนั่นเร็ว! พี่กวินนี่นา... ที่เพิ่งจบไปเมื่อปีที่แล้วใช่มั้ย พี่เขาทำไมหล่อวัวตายควายล้มแบบนี้ หล่อจริงๆ นะแก!”
นั่นไง... ขาดคำซะที่ไหน เจอคนหล่อปุ๊บเป้าหมายเปลี่ยนปั๊บ แต่นิสัยนางก็แปลก พอมีผู้ชายเข้ามาจีบจริงๆ กลับปฏิเสธเสียงแข็ง บอกไม่อยากมีแฟน ชอบที่จะมโนเพ้อพกอยู่คนเดียวมากกว่า
“ฝันเปลี่ยนใจละ... ฝันจะจีบพี่กวิน!” ดูนางสิ มองตามพี่กวินตาละห้อยเชียว ฉันได้แต่ส่ายหัวยิ้มๆ ให้กับความโลเลของเพื่อน
“ฝันฝากขอโทษพี่ชายข้าวด้วยนะ คือฝันรักพี่กวินมากกว่าแล้วอ่ะ” นางหันมาทำหน้าเศร้าสำนึกผิดแบบเล่นใหญ่ เรื่องมโนนี่ไว้ใจนางได้เลย ที่หนึ่งในตองอู
“สบายใจแล้วใช่มั้ย... ถ้าพอใจแล้วก็ไปหาอะไรกินได้แล้ว ฉันหิว!” ฉันแกล้งดุ มัวแต่เพ้อเจ้อไม่ได้กินข้าวกันพอดี
“แฮ่!!! ข้าวก็รู้ทันฝันตลอดแหละ ไปกันเถอะเพื่อนรัก ฝันรักข้าวที่สุดในโลกเลย”
“ไม่ต้องมาทำหน้าอ้อนเลย ทีเมื่อกี้มองผู้ชายตาละห้อยเชียวนะ” ฉันแกล้งงอนตุ๊บป่องที่เพื่อนเห็นผู้ชายดีกว่า
“ข้าว!!! เอางี้... วันนี้ฝันเลี้ยงเอง แล้วพอเราสอบติดมหาลัยเมื่อไหร่ เราไปเที่ยวทะเลกันนะ” ทอฝันวิ่งมาดักหน้า ยื่นข้อเสนออย่างจริงจัง
“.......ก็ได้ ของฟรีข้าวชอบ!!” ฉันแกล้งทำท่าครุ่นคิดก่อนจะหลุดยิ้มออกมาแล้วตอบตกลง
เราสองคนก็เป็นแบบนี้แหละ แกล้งงอนกันไปมาแต่ไม่เคยโกรธกันจริงจังสักครั้ง ตั้งแต่รู้จักกันมา 3 ปีกว่า เราไม่เคยทะเลาะกันเลย ถึงทอฝันจะดูเอาแต่ใจเพราะเป็นลูกสาวคนเล็ก เป็นลูกหลงที่อายุห่างจากพี่ชายทั้งสองคนเป็นสิบปี ทำให้ที่บ้านตามใจมากเป็นพิเศษ แถมบ้านนางยังรวยล้นฟ้า แต่ทอฝันไม่เคยทำตัวอวดรวยหรือถือตัวเลยสักนิด กลับทำตัวติดดินสุดๆ
เพราะแบบนี้เราถึงเป็นเพื่อนสนิทที่รักกันมาก พ่อแม่ของทอฝันก็น่ารัก ไม่เคยรังเกียจฐานะของฉันเลย เวลาไปเที่ยวบ้าน ท่านก็ต้อนรับขับสู้ดูแลฉันเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง
หลังจากทานข้าวอิ่มหนำ เราสองคนก็เดินเลือกดูเสื้อผ้ากันต่อ การได้อยู่กับทอฝันทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ... โดยที่ฉันไม่รู้ตัวเลยว่า ในมุมมืดของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ กำลังมีภัยร้ายคืบคลานเข้ามาใกล้ตัว
...
“หึ... ใบข้าวก็ถือว่าใช้ได้ ถึงจะดูเด็กไปหน่อย แต่รูปร่าง... ไม่เด็กเลยสักนิด แบบนี้สิมันถึงจะสนุก”
ท่ามกลางผู้คนมากมาย ใบข้าวที่กำลังเพลิดเพลินกับการเลือกเสื้อผ้า ไม่ทันได้สังเกตเห็นสายตาคมกริบของสัตว์ร้ายที่กำลังจับจ้องเธออยู่... สายตาที่มองประเมินเธอราวกับ ‘เหยื่อ’ อันโอชะที่เขาพร้อมจะตะครุบขย้ำกินได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
“อีกไม่นานเจอกันนะ... สาวน้อย”
ชายหนุ่มร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลาคมคายภายใต้เสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพงระยับ กระตุกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะสวมแว่นกันแดดอำพรางสายตา แล้วเดินหันหลังกลับไปขึ้นรถหรูที่มีลูกน้องนับสิบยืนคอยอารักขาอยู่
“นี่ครับนาย” ทันทีที่ก้าวขึ้นรถ ลูกน้องคนสนิทก็ยื่นเอกสารบางอย่างมาให้
“ออกรถ!!” เขาออกคำสั่งเสียงเข้ม
มือหนาหยิบรูปถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาพิจารณา... รูปของเด็กสาวที่เขาเพิ่งไปดูตัวจริงมาเมื่อครู่ เขาพลิกรูปไปมา รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นบนใบหน้า... รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยแผนการอันแยบยล
“ฉันจะทำยังไงกับเธอดีนะ... เด็กน้อย”
“รับรองได้เลยว่า... เธอจะต้องจำชื่อฉันไปจนวันตาย หึ...”
เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นอย่างน่าขนลุก สายตาที่เคยเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นความเลือดเย็นอำมหิต สำหรับนักล่าอย่างเขา... ไม่เคยมีความเมตตาปรานีให้แก่เหยื่อ
แม้ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาพิศวาสนัก แต่เพื่อเป้าหมายที่ต้องการ... ไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้
“เธอต้องเป็นของฉัน... ใบข้าว”
“สนุกไหม?”เสียงทุ้มเอ่ยถามทำลายความเงียบในรถระหว่างทางกลับคอนโด“สนุกค่ะ ขอบคุณนะคะ” ฉันหันไปยิ้มให้พี่เจเคปากก็บอกว่าสนุกไปอย่างนั้นแหละ เอาเข้าจริงหนังเรื่องนี้ 60% มีแต่ฉากผีโผล่มาตุ้งแช่ ฉันแทบจะไม่ได้ดูรู้เรื่องอะไรเลยนอกจากมุดหน้าหนี“หึ...” เขาส่ายหัวแล้วหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างรู้ทัน ก่อนจะตั้งใจขับรถต่อจนถึงคอนโดทันทีที่ถึงห้อง ฉันก็อดถามไม่ได้ “พี่ไม่คิดจะกลับบ้านพี่บ้างหรือไง”“อืม” เขาตอบรับในลำคอ วางของในมือลงแล้วเดินตรงไปที่ประตูห้อง“พี่จะไปไหน?” ฉันรีบถามทันทีที่เห็นมือหนาจับลูกบิดประตู“กลับห้องฉันไง” เขาหันมาตอบหน้าตาย“คือ...”ฉันรีบเดินเข้าไปคว้ามือเขาไว้แล้วส่งสายตาอ้อนวอน คือตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว แถมฉันก็เพิ่งดูหนังผีมาหมาดๆ จะให้อยู่คนเดียวตอนนี้คงไม่ไหว“กลัว?” เขายื่นหน้าเข้ามาถามยิ้มๆ“.......” ฉันพยักหน้าหงึกหงักยอมรับความจริง“ก็เธอไล่ฉันเอง” สีหน้าและน้ำเสียงเขาดูเหมือนกำลังงอนเป็นเด็กๆ“ข้าวไม่ได้ไล่... ข้าวแค่ถาม ก็เผื่อมีใครรอพี่กลับบ้าน”“ใคร?” คิ้วเข้มเลิกขึ้นสูง“......ก็ลูกเมียพี่ไง” ฉันก้มหน้าตอบเสียงอ้อมแอ้ม อายุขนาดนี้แล้วมันก็ต้องมีบ้างแหละ ไม่เชื่
ใบข้าว…“เป็นอะไร?”หลังจากทานข้าวเสร็จ พี่เจเคก็พาฉันเดินซื้อของ แต่บอกเลยว่าร้านที่เขาพาเข้าแต่ละร้านเนี่ย... แพงหูฉี่! มีแต่แบรนด์เนมทั้งนั้น!“นี่พี่คงไม่ได้เอาเงินพ่อข้าวมาซื้อของพวกนี้นะ!!” ฉันกอดอกหยุดเดิน จ้องหน้าพี่เจเคอย่างจับผิดเพียะ!“ปัญญาอ่อน!!”เขาดีดหน้าผากฉันดังเปาะ ก่อนจะเดินดุ่มๆ ไปต่อโดยไม่รอฉันเลย“ก็ข้าวสงสัยนี่ ดูพี่ซื้อของสิ แต่ละอย่างแพงๆ ทั้งนั้น” ฉันรีบวิ่งไปขวางหน้าเขาไว้“แต่นี่มันของเธอ?” เขาเลิกคิ้วมองหน้ากวนๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินต่อก็เขาบอกให้ฉันเลือกเองนี่นา... อีกอย่างเขาก็ ได้ จากฉันไปตั้งเยอะ เอาคืนแค่นี้ไม่เห็นจะเป็นไร!! ชิ!“รอด้วย!!”ฉันต้องรีบซอยเท้าวิ่งตามแทบไม่ทัน คนบ้าอะไรขายาวชะมัด เดินเร็วเป็นบ้า“......” เขาหยุดเดินกะทันหันจนฉันแทบชนหลัง หันกลับมาจ้องหน้าตาเขม็ง“อะไร?” พี่เจเคยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ทำหน้าดุใส่ สายตาของเขาแม้จะไม่เย็นชาเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังชอบดุฉันอยู่เรื่อย“คือ... ข้าวอยากดูหนัง” ฉันฉีกยิ้มหวาน ส่งสายตาปิ๊งๆ กระพริบตาปริบๆ อ้อนเขาคือฉันอยากดูหนังเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ก็กลัว... จะดูคนเดียวก็ไม่กล้า ชวนทอฝันทีไรนางก็ปฏิเ
“ทีหลังอย่าเชื่อใจใครง่ายๆ เข้าใจไหม!!”ผมยื่นโทรศัพท์คืนให้เธอหลังจากสั่งสอนเสร็จ“ปล่อยสิ!” เธอจ้องหน้าผมดุๆ พยายามออกแรงแย่งโทรศัพท์คืน“มีคนมาหา...” ผมยอมปล่อยมือ แต่ก้มลงกระซิบข้างหูพร้อมกับพยักพเยิดหน้าไปทางประตูห้องใบข้าวหันขวับไปมองตาม พอเห็นว่ามีคนยืนมองอยู่จริงๆ หน้าเธอก็แดงแปร๊ดขึ้นมาทันที“กรี๊ดดดด ไอ้บ้า!! พี่มัน...” เธอกำหมัดแน่นก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนอกผมแรงๆ แก้เขิน“หึ...” ผมกระตุกยิ้มอย่างชอบใจก่อนจะหันหลังเดินหนี“ให้เวลา 10 นาที... ฉันหิว!”ผมตะโกนสั่งเสียงดังก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องนอน การได้แกล้งเด็กนี่มันทำให้อารมณ์ดีจริงๆมันอดไม่ได้ที่จะยิ้มทุกครั้งที่ได้แหย่เธอ แปลก... ผมทำกับเธอขนาดนี้ แต่เธอยังยิ้ม ยังหัวเราะได้ เหมือนสิ่งที่ผมทำร้ายเธอเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย“เด็กบ้า...”ผมเผลอยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงใบหน้าจิ้มลิ้มที่มีแต่รอยยิ้มสดใส ไม่ได้ยิ้มแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ... นานจนลืมไปแล้วว่าหน้าตัวเองเวลายิ้มจริงๆ มันเป็นยังไงแต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า ความใสซื่อและมองโลกในแง่บวกของใบข้าวมันกำลังจะเป็นภัยต่อตัวเธอเองถึงใบข้าวจะดูเหมือนทันคน แต่เธอก็ยังเด็ก
12:00 น. เจเค“ไหนบอกไม่ง่วง...”ผมบ่นอุบหลังจากลุกไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ให้ลูกน้องนำมาส่งให้เรียบร้อยแล้ว สายตาเหลือบไปมองร่างเล็กบนเตียงแล้วอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา... เด็กน้อยนอนขดตัวเปลือยเปล่าอยู่ใต้ผ้าห่มท่าทางสบายอารมณ์เสียเหลือเกิน“ใบข้าว ตื่นไปอาบน้ำ จะได้ไปหาอะไรกิน” ผมเดินไปสะกิดเรียก“อือ... ขอนอนต่ออีกหน่อยนะ” เธอทำเสียงงัวเงีย ไม่ยอมแม้แต่จะลืมตา“ไม่ได้!!”ผมดุเสียงเข้มพร้อมกับดึงแขนให้เธอลุกขึ้น เพราะนี่มันเที่ยงแล้ว เธอยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้า“ทำไมชอบบังคับข้าวจัง!!” เธองอแง หน้ามุ่ยใส่ผมก่อนจะทิ้งตัวลงนอนต่อ“จะไปดีๆ หรือจะให้ เอา ต่อ!” ผมเท้าเอวมองคนดื้อรั้นที่นอนนิ่ง“หยุดคิดเรื่องบนเตียงสัก 10 นาทีได้ไหม!!”ได้ผล... เธอลุกพรวดขึ้นมาจ้องหน้าผมอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหอบผ้าห่มพันกายเดินกระแทกเท้าปึงปังหนีเข้าห้องน้ำไปเด็กนี่ดื้อไม่ใช่เล่น... แต่ก็ซื่อตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมารยา แบบนี้สิค่อยน่าเลี้ยงดูหน่อยกริ่ง!!!!!เสียงกริ่งหน้าห้องดังขัดจังหวะ ผมละสายตาจากโทรศัพท์มือถือของเธอที่วางทิ้งไว้—ซึ่งผมถือวิสาสะหยิบมาเช็กเพราะเห็นมีข้อความเข้า—ก่อนจ
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวข้าวจะออกไป...”ฉันชะงักคำพูดไว้แค่นั้น ลืมไปสนิทเลยว่าถ้าขืนบอกว่าจะออกไปซื้อยาคุมกำเนิด เขาต้องฆ่าฉันแน่“ไปไหน?” สายตาคมตวัดมองมาทันที“หยุดความคิดนั้นซะ!! อย่าแม้แต่จะคิดไปหาซื้อยากิน หรือแอบไปฉีดยาคุมเด็ดขาด ถ้าฉันรู้เมื่อไหร่... ฉันเอาเธอตายแน่!!”เขาตวาดเสียงแข็ง นัยน์ตาดุจนน่ากลัว นี่เขาอ่านความคิดคนอื่นได้หรือไงกัน!“แต่ข้าวไม่อยากท้อง! ข้าวยังเรียนไม่จบเลยนะ!! แล้วอีกอย่างข้าวก็ไม่ได้เป็นอะไรกับคุณด้วย!!” ฉันโมโหจนลืมกลัว จ้องหน้าเขาเขม็งแล้วเถียงกลับเสียงแข็ง“แต่ฉันอยากให้เธอท้อง! จบนะ!” เขาตัดบทดื้อๆ“หยุดพูด!! ฉันเหนื่อย จะนอน”พอฉันอ้าปากจะเถียงต่อ เขาก็พูดแทรกขึ้นมาดักคอทันที“งั้นก็ปล่อยสิ ข้าวจะไปใส่เสื้อผ้า” ฉันพยายามแกะมือเขาออก เพราะตอนนี้เขากอดรัดฉันไว้แน่นจนแทบจะจมหายไปกับอกแกร่ง“ไม่ต้องใส่... หายเหนื่อยเดี๋ยวเอาอีก วันนี้ฉันว่าง!!”พูดจบเขาก็กระชับอ้อมกอดแน่นกว่าเดิมตุ๊บ!!!“นี่คุณ!!! จะบ้าหรือไง ข้าวเป็นคนนะ ไม่ใช่ตุ๊กตายางหรือผู้หญิงที่คุณชอบนอนด้วย!!” ฉันเหลืออด ทุบกำปั้นลงบนอกเขาเต็มแรง“เป็นเมียทำร้ายร่างกายผัว... มันบาปนะรู้ไหม!”“ข้
ตอนเช้า“อื้อ... โอ๊ย!”ฉันเผลอลุกขึ้นนั่งบิดขี้เกียจเต็มแรง จนลืมไปว่าเมื่อคืนผ่านศึกหนักมาขนาดไหน ความเจ็บร้าวแล่นพล่านไปทั่วร่าง คิดแล้วมันน่าแค้นใจนัก!“ไม่อยู่!” ฉันกวาดตามองไปที่เตียงว่างเปล่า ก่อนจะรีบเดินออกไปดูนอกห้อง “ไม่มี!”รอยยิ้มดีใจผุดขึ้นบนใบหน้าทันทีเมื่อมั่นใจว่าเขาออกไปแล้ว ฉันไม่รอช้ารีบกลับเข้าห้องนอน อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็ว“ไว้ใจไม่ได้... ถ้าเขากลับมาอีกจะทำยังไง”ฉันบ่นพึมพำอย่างกระวนกระวาย เดินวนไปวนมาครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด หยิบกระเป๋าขึ้นมาเก็บเสื้อผ้ายัดลงไปลวกๆ ต้องย้ายไปอยู่กับทอฝันสักพัก ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ปลอดภัยแน่“เรียบร้อย!!” ฉันรูดซิปกระเป๋า ลากมันไปวางเตรียมไว้ข้างประตู มือสั่นเทาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาเพื่อนสนิท“รับสิฝัน!” ฉันบ่นอุบเมื่อปลายสายไม่ยอมรับ รีบพิมพ์ข้อความทิ้งไว้ในแชตแทน //ฝัน ข้าวขอไปอยู่ด้วยสักสองสามวันนะ//โชคดีที่วันก่อนฉันไปห้องทอฝันมา แล้วยัยนั่นดันให้คีย์การ์ดสำรองกับรหัสห้องไว้เผื่อฉุกเฉิน“ลาก่อนนะออเดรย์” ฉันหันไปบอกลาที่นอนของเจ้าตัวโปรด ก่อนจะสูดหายใจลึกแล้วเอื้อมมือไปเปิดประตูแอ๊ด...“เฮือก!!!”ดว







