Mag-log inเฟิงเหยาบังคับรถม้าเข้าสู่เขตเมืองลกเอี๋ยง แม้เมืองนี้จะใหญ่โตมิใช่น้อยแต่ก็ยังนับว่าเล็กกว่าเมืองหลวงเซี่ยตูอยู่บ้าง สภาพเมืองดูสงบและผู้คนมิได้จอแจเท่าใดนัก
ทว่าในขณะที่เคลื่อนรถม้าไปตามถนน เฟิงเหยากลับสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ที่กำลังจ้องมองมายังรถม้าของนางอย่างผิดสังเกต
นางลอบระแวดระวังตัวในทันที แต่หากว่าคนพวกนี้มิได้เข้ามาก้าวก่ายนางก่อน นางก็มิคิดจะไปข้องแวะด้วยอย่างแน่นอน
ทว่าในขณะที่นางกำลังบังคับรถม้าผ่านย่านชุมชน จู่ๆก็มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งถูกเตะจนกระเด็นมาล้มลงตรงหน้ารถม้าของนางพอดี เฟิงเหยาจำต้องรั้งบังเหียนหยุดรถม้ากะทันหันเพื่อมิให้ล้อรถเหยียบเด็กหนุ่มผู้นั้น
“เจ้าเด็กเมื่อวานซืน! เอาเงินของข้าคืนมาบัดเดี๋ยวนี้!”
ชายวัยกลางคนหน้าตาโหดเหี้ยมผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเด็กหนุ่มที่นอนกองอยู่บนพื้น ดูจากท่าทางแล้วเขาคงเป็นคนเตะเด็กหนุ่มผู้นี้จนกระเด็นมา
“ข้าบอกท่านแล้วว่าข้ามิได้ขโมยเงินของท่าน เงินนี้ข้าได้มาจากการขายสมุนไพร ข้าจะเอาไปซื้อข้าวสาร!”
เด็กหนุ่มตะโกนตอบโต้ด้วยความอัดอั้น ผู้คนเริ่มมาล้อมมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ แต่กลับไม่มีผู้ใดคิดจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเด็กหนุ่มผู้นี้เลยสักคนเดียว
“เฟิงเหยา เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือลูก?” เสียงของลี้จิงซู่ดังขึ้นมาจากในรถม้าด้วยความตระหนก
ลี้จิงซู่เอ่ยถามบุตรสาวด้วยความกังวล เมื่อเห็นว่ารถม้าหยุดลงกะทันหันพร้อมกับมีเสียงเอะอะโวยวาย ดังอื้ออึงมาจากภายนอก
“ข้างหน้าเกิดเรื่องวุ่นวายเล็กน้อยเจ้าค่ะ ข้าจะบังคับรถม้าอ้อมไปทางอื่น”
เฟิงเหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางมิได้มีจิตใจเมตตาเยี่ยงแม่พระ ในชีวิตก่อนนางคือนักฆ่ามือหนึ่งผู้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางคาวเลือดและการเข่นฆ่า ความใจอ่อนหรือการยื่นมือช่วยผู้คนจึงมิเคยอยู่ในอุดมคติของนางแม้แต่น้อย
ทว่าในขณะที่นางกำลังจะเบี่ยงรถม้าออกไปด้านข้าง เด็กหนุ่มที่ถูกรังแกเมื่อครู่กลับถูกเตะซ้ำอีกครั้งจนร่างลอยกระเด็นมาตกอยู่บนรถม้า ตรงจุดที่นางกำลังบังคับม้าอยู่อย่างพอดิบพอดี
จากที่ตั้งใจว่าจะผ่านไปเงียบๆ มิหาเรื่องใส่ตัว แต่สุดท้ายเรื่องกลับวิ่งมาหาอดีตนักฆ่าเช่นนางเองเสียอย่างนั้น เฟิงเหยาชั่งใจพลางก้มมองเด็กหนุ่มที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม จนดูไม่ได้ด้วยแววตาว่างเปล่า
“เฟิงเหยาเกิดอันใดขึ้น”
ลี้จิงซู่เปิดประตูรถม้าออกมาดูด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งล้มคว่ำอยู่ในสภาพโชกเลือดอยู่บนรถม้าของตน
“ท่านแม่หลบอยู่ข้างในก่อน อย่าเพิ่งออกมานะเจ้าคะ มันอันตราย”
เฟิงเหยาร้องเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ จิตสังหารจางๆเริ่มแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่สายตาคมกริบจ้องมองไปยังบุรุษหน้าโหด ที่กำลังเดินย่างสามขุมเข้ามาหาด้วยท่าทางคุกคาม
“เฟิงเหยา แม่ไม่อาจทิ้งเจ้าให้เผชิญกับอันตรายเพียงลำพังได้อีกแล้ว”
ลี้จิงซู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นางตั้งมั่นว่าจะไม่ยอมให้บุตรสาวเพียงคนเดียวต้องเผชิญหน้ากับอันตรายตัวคนเดียวอีกต่อไป
“ท่านแม่ข้าจะไม่เป็นอันใด ท่านแม่โปรดหลบอยู่แต่ในรถม้าเถิดเจ้าค่ะ หากท่านอยู่ตรงนี้ข้าจะไม่มีสมาธิ”
น้ำเสียงและแววตาของเฟิงเหยาแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่เหนือกว่า คำขอร้องกับท่าทางจริงจังนั้นทำให้ลี้จิงซู่จำต้องยอมกลับเข้าไปในรถม้าแต่โดยดี
ชายวัยกลางคนท่าทางหยาบช้ายังคงไม่หยุดมือ เขาเงื้อเท้าเตรียมจะขยี้เด็กหนุ่มที่นอนสะบักสะบอมอยู่อีกครั้ง ทว่าก่อนที่เท้าของเขาจะถึงตัวเด็กหนุ่ม เฟิงเหยาก็สะบัดแส้สำหรับบังคับม้าในมือฟาดลงไปที่ข้อเท้าของชายผู้นั้นอย่างแรง!
นางมิได้เบามือแม้แต่น้อย เสียงแส้แหวกอากาศดัง ขวับ! ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดที่ดังลั่นไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชาวเมืองลกเอี๋ยง
“โอ๊ย! นังเด็กนี่ มิใช่เรื่องของเจ้าก็อย่ายื่นมือเข้ามาแส่!” ชายผู้ถูกฟาดสบถออกมาอย่างหัวเสียพลางกุมข้อเท้าของตนเองไว้
“มันก็มิใช่เรื่องของข้าจริงๆนั่นแหละ” เฟิงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ มุมปากหยักยิ้มเย็นชาที่ชวนให้คนมองรู้สึกสันหลังวาบ
“แต่ในเมื่อตอนนี้เจ้าทำคนกระเด็นมาขวางทางรถม้าของข้า และข้าเองก็กำลังจะกลายเป็นผู้เสียหาย เช่นนั้นแล้วหากไม่ยื่นมือเข้าไปแส่ เห็นทีคงจะมิได้กระมัง”
แววตาของนางพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเหยียบ จิตสังหารที่ซ่อนเร้นอยู่เริ่มแผ่ซ่านออกมาอย่างที่คนธรรมดาไม่อาจเข้าใจได้ แต่น่าเกรงขามจนคนตรงหน้าต้องชะงักไป
“สตรีปากดีเช่นเจ้าอย่าหาว่าข้าไม่เตือน ทางที่ดีอย่าเข้ามายุ่งเรื่องของข้าจะดีกว่า หากไม่อยากเจ็บตัวฟรี!” ชายร่างใหญ่ขู่ตะคอกพลางก้าวเข้ามาหา
เฟิงเหยาแสยะยิ้มภายใต้ผ้าคลุมหน้าโดยที่ไม่มีใครมองเห็น ถึงแม้ร่างกายนี้จะดูผอมบางไปบ้าง แต่เค้าโครงหน้าเดิมนั้นหาได้ขี้เหร่ไม่ นางเลือกที่จะปิดบังใบหน้าไว้ภายใต้ผ้าคลุมสีดำลึกลับ เผยให้เห็นเพียงดวงตาหงส์ที่งดงามแต่คมกริบดุจใบมีดเท่านั้น
“น้องชาย ไหนเจ้าลองบอกข้าหน่อยสิว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
เฟิงเหยาเอ่ยถามเสียงเรียบ แม้เดิมทีนางตั้งใจจะเมินเฉยและผ่านทางไปเท่านั้น แต่ในเมื่อเรื่องราวมันบีบคั้นจนต้องก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว นางก็คงต้องทำใจยอมรับและจัดการให้จบสิ้นลงโดยเร็วที่สุด มิเช่นนั้นการเดินทางของนางอาจจะล่าช้าไปมากกว่านี้
“คือว่าข้าจะนำเงินในถุงนี้ไปซื้อข้าวสาร แต่จู่ๆ ท่านลุงผู้นี้ก็เข้ามาหาว่าข้าขโมยเงินเขา ข้ามิได้ขโมยจริงๆนะขอรับพี่สาว นี่คือเงินที่ข้าหามาได้จากการขายสมุนไพรจริงๆ”
เด็กหนุ่มละล่ำละลักบอกความจริงด้วยน้ำตานองหน้า เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่า ‘จื้อเผิง’ เขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพียงลำพังในเมืองลกเอี๋ยง
หลังจากที่ก่อนหน้านี้เกิดโรคระบาดใหญ่ขึ้น ครอบครัวของเขาที่มีฐานะยากจนและไร้เงินรักษา ต่างพากันสิ้นใจจากไปหมด เหลือเพียงตัวเขาที่ต้องสู้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว
ตัวเขาเองก็ติดโรคระบาดเช่นกัน แต่ด้วยพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรงอยู่ไม่น้อย จึงทำให้เขารอดชีวิตมาได้ ทว่าการรอดชีวิตกลับมิได้ทำให้เขารู้สึกยินดีเลยแม้แต่นิด เขากลับนึกเสียใจที่ตนเองมิได้ตายตามครอบครัวไปเสียยังดีกว่า
การต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่แสนโหดร้ายเพียงลำพัง มันช่างโดดเดี่ยวและเหนื่อยล้า ทว่าเขาก็ต้องอดทนใช้ชีวิตให้ดีตามคำสั่งเสียสุดท้ายของมารดาที่ว่า
‘เจ้าจงมีชีวิตต่อไป อย่าได้สิ้นหวังหรือยอมแพ้ พ่อแม่และน้องของเจ้าจะอยู่ในนี้กับเจ้าเสมอ’ แล้วมารดาก็ชี้มาที่หัวใจของเขา
“ท่านลุง หากท่านบอกว่าเงินในถุงนี้เป็นของท่าน เช่นนั้นท่านก็คงจำได้กระมังว่าข้างในมีเงินอยู่เท่าใด?”
ดวงตาหงส์จ้องเขม็งไปยังชายวัยกลางคนที่มีท่าทีเลิ่กลั่กอย่างเห็นได้ชัด เหตุใดอดีตนักฆ่าอย่างนางจะมองไม่ออกว่าบุรุษผู้นี้เพียงต้องการชิงเงินของเด็กหนุ่ม ทั้งที่ไม่ใช่ของตนแต่กลับคิดจะปล้นชิงกันซึ่งหน้า ช่างเลวทรามต่ำช้าสิ้นดี
“ว่าอย่างไร ตอบมิได้หรือ? ไฉนจึงนิ่งเงียบไปเล่า ทั้งที่เมื่อครู่ยังยืนยันหนักแน่นมิใช่หรือว่าเงินถุงนี้เป็นของท่าน”
เฟิงเหยาใช้น้ำเสียงกดต่ำถามข่มขวัญจนอีกฝ่ายเริ่มไปไม่เป็น ท่ามกลางสายตาของชาวเมืองที่พากันมาล้อมมุงดู และรอฟังคำตอบด้วยใจระทึก
“ผู้ใดมันจะไปจำได้! ข้าซื้อของไปตั้งมากมาย แล้วจะไปจำได้อย่างไรว่าในถุงเหลือเงินอยู่เท่าใด!”
ชายผู้นั้นตวาดกลบเกลื่อน ทว่าในสายตาของเฟิงเหยา นี่เป็นเพียงการแถเอาตัวรอดไปเรื่อยเท่านั้น นางมิได้ใส่ใจท่าทีนั้นแต่กลับหันมาทางจื้อเผิงแทน
“น้องชาย แล้วเจ้าเล่าจำได้หรือไม่ว่าเงินในถุงนี้มีอยู่เท่าใด?”
“แน่นอนขอรับพี่สาว ข้าย่อมต้องจำได้แม่นยำ”
จื้อเผิงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง ทันทีที่สิ้นคำพูดของเด็กหนุ่ม บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นก็เริ่มมีสีหน้ากระสับกระส่ายและหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ณ ห้องทรงอักษรส่วนพระองค์ภายในตำหนักคุนหนิง ของวังหลวงยามนี้สภาพแวดล้อมที่เคยหรูหราสง่างามสมฐานะ ที่ประทับของพญาหงส์คู่บัลลังก์ ได้แปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสำนักงานใหญ่ของหอการค้าตระกูลหลี่ สาขาวังหลวงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตัวยาวไม่มีม้วนฎีกาการเมืองหรือคัมภีร์หลักธรรมคำสอนใดๆ วางอยู่หลงเหลือ ทว่ามันกลับถูกจับจองพื้นที่ด้วยตั๋วเงินกองมหึมา หีบทองคำแท่งที่เปิดฝาอ้าทิ้งไว้จนแสงทองสะท้อนวิบวับ และสมุดบัญชีปกหนังสีดำแบบตะวันตกนับสิบเล่มหลี่เฟิงมี่กำลังนั่งขมวดคิ้วมุ่น นิ้วมือเรียวสวยรัวดีดลูกคิดเสียงดัง แต๊กๆๆๆ ราวกับกำลังสับไพ่ในกาสิโน ถัดจากนางไปไม่ไกลคือก้อนแป้งน้อย องค์หญิงเฟิงหวง วัยสามขวบที่กำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนพรม สองมือน้อยๆ พยายามตะครุบก้อนตำลึงเงินเอามาเรียงเป็นตึกสูงอย่างสนุกสนาน“เฟิงมี่ นี่เจ้ายังนับเงินของเดือนนี้ไม่เสร็จอีกหรือ?”เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของเยี่ยหมิงเฉิน ผู้เป็นโอรสสวรรค์ปกครองแผ่นดินแคว้นเยียนอันเกรียงไกร เขาก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่ามังกรทะยานอันสง่างาม สายตาคมกริบกวาดมองกองเงินกองทองในห้องพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงด
ณ ตำหนักคุนหนิงอันหรูหราตระการตา ของวังหลวงแห่งแคว้นเยียนกลิ่นอายความตึงเครียดที่อบอวลอยู่เมื่อหลายเดือนก่อนได้มลายหายไปสิ้น บัดนี้มันถูกแทนที่ด้วยเสียงลั่นกลองรบของสมรภูมิรูปแบบใหม่ นั่นคือสมรภูมิตลาดแห่งวังหลัง ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมันสมองและวิสัยทัศน์อันแสนจะแสบสันของฮองเฮาหลี่เฟิงมี่สตรีนางใดในวังหลังที่เคยคิดว่าการได้ตำแหน่งพระสนมคือจุดสูงสุดของชีวิต บัดนี้ต่างต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หมดสิ้น เพราะสิ่งที่มีค่าและแสดงถึงอำนาจวาสนาในยามนี้ไม่ใช่ป้ายพระยศหยกทว่าคือบัตรสมาชิกแถบทองคำระดับวีไอพีสูงสุด ของระบบส่งด่วนข้ามวังหลังที่เฟิงมี่เป็นผู้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว!“ฮองเฮาเพคะ ยอดสั่งซื้อชุดเครื่องหอมบำบัดอารมณ์และเครื่องประดับจำลองของเดือนนี้ พุ่งทะลุเป้าหมายไปมากกว่าสามเท่าตัวแล้วเพคะ” อาชิงเดินเข้ามารายงาน พลางยื่นสมุดบัญชีคู่เล่มหนาให้ผู้เป็นนายเฟิงมี่ที่กำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้โยกบุนวมนุ่มหนา นัยน์ตาคู่งามฉลาดเฉลียว ปรายมองตัวเลขสถิติกำไรสุทธิพลางคลี่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา“ดีมาก! พวกสนมเก่าที่เคยเข้าพวกกับตระกูลฮวา ยามนี้คงจะกระเป๋าฉีกจนแทบต้องจำนำของล้ำค่ากันหมดแล้ว
สำนักศึกษาหลวงเทียนอี่ พลันตกอยู่ในความเงียบงันยามค่ำคืน ทว่าภายในห้องอักษรส่วนตัวของซู่เหวิน แสงเทียนกลับยังคงสว่างไสวสะท้อนใบหน้าคมคายที่บัดนี้เรียบนิ่งสนิทจนน่ากลัวข้างกายของเขามีม้วนฎีกาลับและตารางบัญชีส่วยเกลือที่เขาแอบแกะรอยเชื่อมโยงมาเป็นเวลาหลายเดือน หลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดโปงความชั่วช้าของใต้เท้าเฉิน เสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้ทรงอิทธิพลในราชสำนัก ผู้ซึ่งเป็นคนส่งกลุ่มมือสังหารมาปลิดชีพตรั้งแล้วครั้งเล่า เขาจนทำให้ไป๋หลิงต้องเกือบเอาชีวิตไม่รอดซู่เหวินจัดอาภรณ์สีครามเข้มอย่างประณีต มือหนาลูบไล้คัมภีร์ไม้ไผ่เคลือบเหล็กกล้าและกล่องกลไกขนาดพกพา ที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเองด้วยความรู้ล้ำลึกแววตาของอาจารย์หนุ่มไร้วรยุทธ์ในยามนี้ ไม่มีความลังเลหรือความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความแค้นและปัญญาอันเฉียบแหลมที่พร้อมจะแผดเผาคนชั่วให้พินาศในเมื่อคนพวกนั้นยังไม่ยอมหยุด เขาก็จะทำให้มันจบเอง ครั้งก่อนที่ไป๋หลิงข่มขู่ไปดูเหมือนว่าใต้เท้าฉินผู้นี้ยังไม่เข็ดหลาบ เช่นนั้นเขาจะทำให้คนพวกนั้นรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวเอง ว่าเป็นเช่นไรซู่เหวินก้าวเดินไปที่เตียงกว้าง เขาทอดสายตามองดูไป๋หลิ
ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน บรรยากาศรอบเรือนพักท้ายสำนักศึกษาหลวงเทียนอี่แห่งเมืองกว่างโจว กลับยิ่งทวีความหนาวเหน็บและกดดันจนแทบหายใจไม่บอกซู่เหวิน อาจารย์หนุ่มผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านสติปัญญาและความรอบรู้ ทว่ากลับไร้ซึ่งกำลังภายในและวรยุทธ์โดยสิ้นเชิงยามนี้เขากำลังยืนเผชิญหน้ากับชายชุดดำร่างยักษ์สามคนที่แผ่กลิ่นอายสังหารรุนแรง ดาบเล่มโตในมือของพวกมันสะท้อนแสงสายฟ้าแปลบปลาบ ดูน่ากลัวราวกับยมทูตที่พร้อมจะพรากวิญญาณของเขาไปทุกเมื่อ“หมดเวลาของเจ้าแล้ว ท่านอาจารย์ซู่เหวิน!” หัวหน้านักฆ่าแค่นเสียงเหี้ยม พลางตวัดดาบพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของซู่เหวินอย่างรวดเร็วและโหดเหี้ยมซู่เหวินเบิกตากว้าง สองมือที่เคยจับพู่กันและคัมภีร์สั่นระริก สมองของเขาประมวลผลหาทางรอดอย่างรวดเร็วทว่าร่างกายกลับแข็งทื่อด้วยสัญชาตญาณความกลัวของปุถุชนทั่วไป ที่ไม่เคยผ่านสมรภูมิเลือด คมดาบแหลมคมพุ่งตรงเข้ามาใกล้ในระยะไม่ถึงคืบ ความตายลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ทว่าในวินาทีวิกฤตนั้นเองเคร้ง!เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก ประกายไฟสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างระหงในชุ
หลังจากเกลียวคลื่นแห่งความยินดีในงานมงคลสมรสอันแสนเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมสุขของกู้ไห่และถังเสี่ยวเป่า เพิ่งจะพัดผ่านผืนทรายชายหาดภาคใต้ไปได้ไม่นาน ทั่วทั้งอาณาบริเวณ ณ เมืองกว่างโจว ก็กลับคืนสู่ความคึกคักและตระการตาขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพื่อต้อนรับเทศกาลมงคลครั้งยิ่งใหญ่ที่ทุกคนต่างตั้งตารอคอย นั่นก็คือพิธีสมรสของสายทหารปะทะคู่ค้าทิศประจิม ระหว่างคุณชายรองฉินอวี่ และคุณหนูใหญ่เหยาชิงชิงงานมงคลในครานี้ถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ยิ่งใหญ่อลังการดุจภาพวาดสวรรค์ เนื่องจากตระกูลเหยาเป็นถึงมหาคหบดีผู้ผูกขาดโรงเตี๊ยมและคลังสินค้าทางภาคประจิม ผสานเข้ากับทรัพย์สินกองเงินกองทองของหอการค้าตระกูลหลี่ที่หลี่เฟิงมี่ ซึ่งยามนี้ดำรงตำแหน่งฮองเฮาอยู่ในวังหลวง แอบส่งสารสั่งการให้คนส่งของขบวนพิเศษ ลำเลียงเอาเครื่องเรือนทองคำ ผ้าแพรไหมพะเยียชั้นเลิศ และของขวัญล้ำค่ามาสนับสนุนให้สหายอย่างเหยาชิงชิงอย่างเต็มที่ จนชาวบ้านนับหมื่นที่มามุงดูพากันแตกตื่นเลื่องลือไปทั่วทั้งชายแดนใต้ถนนทุกสายที่มุ่งสู่จวนถูกปูด้วยพรมสีเพลิง โคมไฟแพรทองฉลุลวดลายพยัคฆ์ขาวเหยียบเมฆานับพันดวงถูกจุดสว่างไสวเจิดจ้า แสงไฟสะท้อนผิวน้ำทะเลระย
หลังจากที่ขบวนเสด็จเกียรติยศของเยี่ยหมิงเฉินและหลี่เฟิงมี่ เคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่สะท้านราชสำนัก บรรยากาศ ณ เมืองท่าชายแดนใต้กว่างโจว ก็กลับคืนสู่ความสงบสุขตามธรรมชาติของเมืองริมทะเลทว่าในความเงียบสงบนั้น กลิ่นอายมงคลระลอกใหม่กลับตลบอบอวลขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อถึงเวลาจัดงานมงคลสมรสอันแสนเรียบง่ายทว่าเปี่ยมสุข ของคู่น้องใหม่สายลุยจอมพลังอย่างกู้ไห่ บุตรชายรองแม่ทัพ และถังเสี่ยวเป่า บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าสำนักคุ้มภัยตระกูลถังงานแต่งงานในครานี้ไม่ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ หาได้มีขันหมากทองคำหมื่นตำลึงมาตั้งวางขวางทางเดินจนคนแตกตื่นทั้งแคว้น ทว่ามันกลับถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติและอบอุ่นที่สุด ณ ลานเรือนพักไม้หอมริมชายหาดส่วนตัวหลังจวนตระกูลหลี่ทั่วทั้งบริเวณถูกตกแต่งด้วยโคมไฟกระดาษเซวียนจื่อสีแดงมงคลนับร้อยดวงที่ส่องแสงสีส้มสลัว ระยิบระยับไปกับเกลียวคลื่นทะเลใต้ที่ซัดสาดชายฝั่งอย่างเป็นจังหวะ กลิ่นหอมของอาหารมงคลรสเลิศจากตี้อี้เว่ย และน้ำแกงสมุนไพรอุ่นโชยมาตามสายลมฤดูร้อน ชวนให้จิตใจของทุกคนพรั่งพรูไปด้วยรอยยิ้มความสุขภายในห้องโถงพิธ







