LOGINสิบปีผ่านไป...เมืองกว่างโจวไม่ได้เป็นเพียงเมืองชายแดนที่ห่างไกลอีกต่อไป แต่กลายเป็น ศูนย์กลางการค้าแถบชายทะเลที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเยียนไร่ชาชายทะเลของตระกูลลี้ขยายกิ่งก้านสาขาจนสุดลูกหูลูกตา ใบชาจากที่นี่ถูกขนานนามว่าชาหยกสวรรค์ซึ่งเป็นเครื่องบรรณาการที่ฮ่องเต้ทรงขาดไม่ได้ในทุกเช้าณ ศาลารับรองไม้หอมหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของไร่ชา เฟิงเหยาในวัยที่ดูสง่างามและมีราศีของฮูหยินชั้นเอก กำลังนั่งจิบชาอยู่กับลี้จิงซู่ ท่านแม่ของนางที่บัดนี้มีใบหน้าที่เปี่ยมสุขและดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงมากนัก เพราะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในฐานะฮูหยินของเจ้าสำนักกระบี่ชิงเถียน“เฟิงเหยา ดูลูกๆ ของเจ้าสิ” ลี้จิงซู่เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ขณะมองลงไปที่ลานฝึกด้านล่างอาเฉินในวัยสิบสามปี กำลังร่ายรำกระบี่ที่มีท่วงท่าดุดันของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ ผสมผสานกับความพลิ้วไหวของสำนักกระบี่ชิงเถียนอย่างลงตัว โดยมีอี้ซ่งเจียงท่านตาคอยชี้แนะอย่างใกล้ชิดส่วนหลี่เฟิงมี่แฝดผู้น้อง นางไม่ได้เพียงแค่ฝึกวรยุทธ์ แต่กลับนั่งอยู่ท่ามกลางตำราบัญชีและแบบแปลนกลไก ที่เฟิงเหยาแอบถ่ายทอดความรู้จากโลกอนาคตให้กับบุตรสาวเด็กหญิงตัว
ณ สวนดอกไม้ภายในจวนแม่ทัพที่กว้างขวาง หลี่มู่เฉินในชุดลำลองสีเข้มดูสุขุมขึ้นกว่าแต่ก่อน เขากำลังยืนมองดูทุ่งดอกไม้ที่เฟิงเหยาเป็นคนลงมือปลูกด้วยตัวเอง แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเย็นชาบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ลึกซึ้ง“ท่านพี่ มายืนทำอะไรตรงนี้เจ้าคะ? ลมเริ่มเย็นแล้ว ประเดี๋ยวจะเสียสุขภาพเอาได้” เสียงที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเสื้อคลุมที่วางลงบนไหล่หนาของเขาหลี่มู่เฉินหันกลับมาคว้าเอวบางของเฟิงเหยาเข้ามากอดไว้ด้วยความรักใคร่ ใบหน้าของนางยังคงงดงามหมดจด ทว่าแววตาดูสงบนิ่งและเปี่ยมไปด้วยความสุขมากขึ้น“ข้าเพียงแค่กำลังคิดว่า ชีวิตข้าช่างโชคดียิ่งนักที่มีเจ้าเข้ามาในชีวิต” หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้มลงจูบบนหน้าผากมนของนางเฟิงเหยาก็กำลังคิดว่านางก็ช่างโชคดีเหมือนกัน จากนักฆ่าที่มือเปื้อนเลือด มีเพียงความโดดเดี่ยวเป็นเพื่อน แต่เพราะมีครอบครัวตระกูลลี้และมีสามีผู้นี้ นางถึงได้รู้ว่าการมี ครอบครัวที่สมบูรณ์นั้นล้ำค่าเพียงใดเฟิงเหยาพิงซบลงบนอกแกร่งของหลี่มู่เฉิน พลางมองไปยังตราพยัคฆ์ที่ห้อยอยู่ที่เอวของนาง บัดนี้อำนาจของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬที่นางเคยขอไว้ ได้กลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่ง
ในขณะที่งานมงคลของเฟิงเหยาและแม่ทัพหลี่กำลังถูกกล่าวขานไปทั่วแคว้นเยียน ความรักอีกสองสายก็เริ่มถักทอขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งจื้อเผิงและลี้หมิงเหว่ยเองก็กำลังมีความรักเช่นกันสายลมทะเลพัดโชยมาอ่อนๆ หอบเอาความสดชื่นและกลิ่นเค็มจางๆ มากระทบกับยอดใบชาสีเขียวขจีที่กำลังชูช่อรับกับแสงตะวัน ไร่ชาชายทะเลของตระกูลลี้แห่งนี้บัดนี้กำลังเขียวชอุ่มพร้อมเก็บเกี่ยว เป็นผลงานของความใส่ใจในการปลูกชาของจื้อเผิง ที่บัดนี้เขาได้เติบโตเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามผู้มีความสุขุมลุ่มลึกขึ้นแล้วขณะที่เขากำลังตรวจดูความเรียบร้อยของไร่ชาอยู่นั้น เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของอาหาร“คุณชายจื้อเผิง ท่านพักทานข้าวเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำหมี่ผัดสูตรพื้นเมืองมาฝาก”จื้อเผิงหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะพบกับอาเหมยบุตรสาวของหัวหน้าชาวบ้านที่เขามักจะจ้างวานมาช่วยงานในไร่อยู่เสมอนางสวมชุดพื้นเมืองเรียบง่ายธรรมดา ทว่าความซื่อสัตย์และรอยยิ้มที่จริงใจกลับทำให้นางดูงดงามยิ่งกว่าสตรีสูงศักดิ์ที่เขาเคยพบเจอ“ลำบากเจ้าแล้วอาเหมย ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องนำอาหารมาให้ทุกวันก็ได้”จื้อเผิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่านัย
เฟิงเหยาไม่เพียงแต่ตั้งรับสัมผัสจากเขาเท่านั้น แต่นางยังใช้ความคล่องแคล่วว่องไวรั้งสายรัดเอวและอาภรณ์ของเขา ให้หลุดพ้นจากกายแกร่ง ผิวเนื้ออุ่นร้อนที่เบียดเสียดกันทำให้อุณหภูมิในห้องหอทวีความร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวไฟที่สว่างไสวบนท้องฟ้าเมื่อครู่มือหนาเลื่อนขึ้นมากอบกุมทรวงอกอิ่มที่ซ่อนรูปเกินตัวพลางบีบเคล้นด้วยความเสน่หา ริมฝีปากหยักพรมจูบไปทั่วลำคอระหง ก่อนจะเลื่อนต่ำลงมายังยอดปทุมถันสีชมพูระเรื่อ เขาอ้าปากครอบครองยอดปทุมถันพลางดูดดึงหยอกเย้าจนนางสั่นสะท้านไปทั้งร่าง“อื้อ...” เสียงครางในลำคอของเฟิงเหยาดังขึ้นอย่างลืมตัวยิ่งกระตุ้นอารมณ์ร้อนแรงภายในกายของแม่ทัพหนุ่มให้ลุกโชนขึ้นอีก นิ้วมือหยาบกร้านจากการตรากตรำจับอาวุธเลื่อนต่ำลงสู่กึ่งกลางกายสาว เขาสอดแทรกนิ้วมือผ่านกลีบบุปผางามที่ถูกปกคลุมด้วยเส้นไหมนุ่มละมุนความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นปราดเข้ามาในคราแรก ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเสียวซ่านล้ำลึกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเมื่อเขาเห็นว่านางพร้อมแล้ว จึงจับตัวตนอันแข็งแกร่งบดเบียดเข้ากับใจกลางกายสาว ความยิ่งใหญ่ที่เกินกว่ามาตรฐานบุรุษทั่วไปทำให้นักฆ่าสาวอย่างเฟิงเหยาถึงกับดวงตาเบิกกว้างแม้ในอดี
ในที่สุดวันที่ชาวเมืองกว่างโจวต่างรอคอยก็มาถึง วันมงคลสมรสระหว่างแม่ทัพหลี่แห่งกองกำลังพยัคฆ์ทมิฬ หลี่มู่เฉินและฮูหยินเอกลี้เฟิงเหยา บรรยากาศทั่วทั้งเมืองกว่างโจวถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟสีแดงมงคล และผ้าไหมเนื้อดีทอดยาวตั้งแต่หน้าจวนตระกูลลี้ไปจนถึงจวนแม่ทัพเฟิงเหยาในชุดเจ้าสาวสีแดง ปักลวดลายหงส์เหินด้วยด้ายทองคำแท้ดูงดงามราวกับเทพธิดาจุติลงมาบนโลกมนุษย์ นางนั่งรออยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวโดยพวงแก้มที่แต้มสีชมพูระเรื่อนั้นกลับแฝงไปด้วยรอยยิ้มของผู้ที่มีความสุขในค่ำคืนนี้เอาไว้ภายในงานเลี้ยงสมรสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของเมืองกว่างโจว แขกเหรื่อทั้งขุนนางชั้นสูงและชาวบ้านต่างต้องตะลึงกับเมนูอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้ เฟิงเหยาแอบนำเครื่องปรุงจากในมิติออกมาปรุงอาหาร ร่วมกับกุ้งมังกรและปลาหายากจากทะเลกว่างโจวรสชาติของอาหารทุกจานหอมหวนและรสสัมผัสล้ำลึกจากฝีมือของจื้อเผิง จนทุกคนที่ได้ลิ้มลองต่างอุทานกันเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คืออาหารจากสรวงสวรรค์โดยแท้จื้อเผิงในฐานะน้องชายของเจ้าสาว เดินแจกจ่ายชามงคลที่เขาคัดยอดใบชาที่ดีที่สุดจากไร่ชาชายทะเลของตระกูลลี้ ซึ่งเฟิงเหยาใช้ปุ๋ยจากมิติเร่งก
“เจ้าอยากคุมกองทัพพยัคฆ์ทมิฬของข้าอย่างนั้นหรือ?” หลี่มู่เฉินถามย้ำด้วยความแปลกใจ“ใช่เจ้าค่ะ” เฟิงเหยาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย“ในเมื่อท่านเป็นแม่ทัพที่ถูกกล่าวขานว่าปีศาจ ข้าก็จะเป็นราชินีแห่งกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดเอง ในภายภาคหน้าหากท่านต้องออกศึกที่เปิดเผย ข้าจะเป็นเงาที่คอยจัดการเรื่องต่างๆ ให้ท่านเอง ท่านกล้าให้ข้าหรือไม่?”หลี่มู่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความหลงใหลและนับถือในความใจกล้าของนาง เขาหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนจะดึงนางเข้ามาจูบที่หน้าผากอย่างหนักแน่น จนเฟิงเหยาดวงตาเบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกใจ“มีสิ่งใดที่ข้าไม่กล้าให้เจ้าบ้าง ในเมื่อเจ้ากล้าขอ ข้าก็จะมอบตราพยัคฆ์ทมิฬให้เจ้าคืนนี้เลย แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียว”เขากระซิบชิดริมฝีปากของนาง “กองทัพนั้นเป็นของเจ้า แต่ตัวเจ้าต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ตกลงหรือไม่?”เฟิงเหยาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะของนางช่างใสกระจ่างทว่าแฝงไปด้วยบางอย่าง นางมองลึกเข้าไปในดวงตาคมดุจเหยี่ยวของหลี่มู่เฉิน“ท่านแม่ทัพดูทำหน้าเข้าสิเจ้าคะ” นางเอ่ยขึ้นเบาๆ“ข้าเพียงอยากรู้ว่า สำหรับท่านแม่ทัพตัวร้ายอย่างท่านแล้ว อำนาจกับสตรีเช่นข้า สิ่งใดจ







