Mag-log inวันแรกผ่านไปอย่างเงียบเชียบ กระท่อมเล็กยังคงไร้เงาผู้คน ชุนเซียงนั่งอยู่ตรงธรณีประตู ละสายตาจากเข็มด้ายบ่อยครั้ง
วิ่งออกไปชะโงกมองทางเดินดินที่ทอดผ่านหน้าบ้านอยู่เนือง ๆ หัวใจเต้นแรงทุกคราที่ได้ยินเสียงฝีเท้าหรือเสียงเกวียนคลอนผ่าน แต่ทุกครั้งก็เป็นเพียงชาวบ้านที่เดินเลยไปโดยไม่แลแม้ป้ายไม้เล็ก ๆ ที่เขียนว่า “รับปะชุนเสื้อผ้า”
ชุนเซียงได้แต่เดินวนออกมาดูทางดินครั้งแล้วครั้งเล่า หูเงี่ยฟังทุกเสียงฝีเท้า แต่เมื่อใดที่เห็นเพียงชาวบ้านเดินเลยไปโดยไม่แลก็รู้สึกเหมือนหัวใจถูกทิ่มแทงทีละเล็กทีละน้อย
ระหว่างที่นั่งถอนใจอยู่นั้น เด็กชายตัวเล็กสองคนวิ่งเล่นใกล้ ๆ กระท่อม หนึ่งในนั้นสะดุดหกล้มทำให้ตุ๊กตาผ้าขาดเป็นรอย เด็กน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้นกอดตุ๊กตาแน่นเพราะเป็นของเล่นชิ้นเดียวที่มี
ชุนเซียงเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปย่อตัวลงตรงหน้า เอื้อมมือไปรับตุ๊กตา
“ไม่ต้องร้องนะเจ้าหนู พี่สาวจะช่วยซ่อมให้”
น้ำเสียงอ่อนโยนและสายตาที่เต็มไปด้วยเมตตาทำให้เด็กลดเสียงสะอื้นลง
นางหยิบเข็มด้ายขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว เย็บรอยขาดเล็ก ๆ นั้นอย่างประณีตไม่ต่างจากเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ ครู่เดียวตุ๊กตาก็กลับมาแนบสนิทราวกับไม่เคยชำรุดมาก่อน เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกายทั้งน้ำตา
“ขอบคุณขอรับ พี่สาวใจดีจริง ๆ”
เด็กทั้งสองโค้งหัวเล็กน้อยก่อนวิ่งจากไปอย่างร่าเริง
ชุนเซียงมองตามด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน แม้ยังไม่มีลูกค้าจริง ๆ สักราย แต่เพียงได้คืนรอยยิ้มให้เด็กเล็กสองคน หัวใจของนางก็อุ่นขึ้นอย่างประหลาด ดุจได้กำลังใจเล็ก ๆ มาหล่อเลี้ยงความหวังให้ยังคงอยู่
วันที่สองก็ยังคงเงียบงันไม่ต่าง นางตื่นเช้ากว่าทุกครั้ง จัดวางป้ายใหม่ให้อยู่ในมุมที่แดดยามสายส่องถึง หวังเพียงใครสักคนจะหยุดมอง แต่ทั้งวันก็ได้เพียงเสียงลมพัดใบหม่อนพลิ้วไหวเป็นเพื่อน
ชุนเซียงเริ่มใจสั่นราวกับความหวังจะหล่นหายไปพร้อมแสงตะวัน นางเดินวนรอบกระท่อมครั้งแล้วครั้งเล่า บางคราก็เอามือแตะแผ่นท้องที่หิวโหย บางคราก็พนมมือขอพรต่อฟ้าให้ส่งผู้คนผ่านมา
จนบ่ายวันที่สาม ขณะที่นางกำลังนั่งซ่อมเสื้อผ้าเก่า ๆ ของตนเองเพื่อกลบความกระวนกระวาย เสียงแหลมเล็กของสตรีผู้หนึ่งก็ดังขึ้นหน้ากระท่อมเสียงนั้นดังขึ้นดุจสายฟ้าที่ผ่าความเงียบสงัดอันยาวนาน
"นี่รึ! กระท่อมของแม่นางคนใหม่ที่เขาว่ากัน! โถ...น่าสงสารเสียจริง"
เจ้าของเสียงคือสตรีร่างท้วมในชุดผ้าฝ้ายสีสด นางมีท่าทางกระฉับกระเฉง ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายสอดรู้สอดเห็น นางคือ ป้าหยางอวี้ ขาเม้าท์อันดับหนึ่งและเป็นศูนย์กลางข่าวสารเคลื่อนที่ของหมู่บ้านชิงเหอ
ป้าหยางอวี้เดินวนรอบตัวชุนเซียง มองสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเหลือบไปเห็นป้าย "รับปะชุนเสื้อผ้า" แล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ
"แม่นาง...ดูท่าทางเจ้าก็ยังเด็ก ยังสาว จะทำงานเย็บปักถักร้อยเป็นรึ"
นางถามอย่างไม่ค่อยเชื่อถือนัก
ชุนเซียงวางเข็มในมือลง โค้งคำนับเล็กน้อยแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่น
"ข้าพอมีความสามารถอยู่บ้างเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านป้ามีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่"
ป้าหยางอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงเอาห่อผ้าออกมาจากแขนเสื้อ
"พอดีเลย เสื้อตัวเก่งของตาเฒ่าบ้านข้าดันไปเกี่ยวรั้วขาดเป็นรอยยาวเฟื้อย จะทิ้งก็เสียดายเพราะเป็นผ้าเนื้อดี ว่าจะเอาไปให้ร้านในตลาด แต่เห็นป้ายของเจ้าเสียก่อนเลยแวะมาดู...ไหน ลองว่าราคามาสิ"
ชุนเซียงรับเสื้อตัวนั้นมาพิจารณา มันเป็นผ้าฝ้ายเนื้อดีอย่างที่นางว่า รอยขาดเป็นทางยาวแต่ไม่ได้ทำลายเนื้อผ้าจนเกินไปนัก ด้วยเทคนิค "ฝีเข็มซ่อน" ที่มารดาสอนนางจะสามารถซ่อมมันจนแทบมองไม่เห็นรอยเดิมได้
"รอยขาดเช่นนี้ หากต้องการให้งานออกมาเรียบร้อยสวยงาม ข้าขอคิดราคาห้าอีแปะเจ้าค่ะ"
ชุนเซียงกล่าวอย่างมั่นใจ
"หา! ห้าอีแปะ!" ป้าหยางอวี้ร้องเสียงหลง
"นี่เจ้าจะปล้นกันรึ! แค่เย็บผ้าธรรมดาๆ เหตุใดจึงแพงเช่นนี้ ร้านในตลาดยังคิดแค่สองอีแปะเอง"
ชุนเซียงยิ้มบางๆ ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวคำขู่ของหญิงสูงวัยเลย
"ท่านป้าเจ้าขา...การเย็บผ้ามีหลายแบบเจ้าค่ะ หากเย็บแบบธรรมดา ข้าคิดท่านป้าเพียงหนึ่งอีแปะก็ได้ แต่รอยเย็บจะดูเป็นสันนูน ไม่สวยงามและอาจปริขาดได้ง่าย แต่หากท่านป้าต้องการให้เสื้อตัวเก่งของท่านลุงกลับมางดงามดังเดิม เนื้อผ้าเรียบสนิทจนแทบมองไม่เห็นว่าเคยขาดมาก่อน นั่นต้องใช้เทคนิคและเวลาที่มากกว่าเจ้าค่ะ ห้าอีแปะคือราคาของฝีมือ มิใช่ราคาของด้าย"
ป้าหยางอวี้ยืนอึ้งไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าหญิงสาวท่าทางบอบบางคนนี้จะฉะฉานและมีหลักการถึงเพียงนี้ นางมองหน้าชุนเซียงสลับกับเสื้อในมืออย่างชั่งใจ
"เอาล่ะๆ!" ในที่สุดนางก็ตัดสินใจ
"ข้าจะลองดูสักครั้ง แต่ถ้างานออกมาไม่ดีอย่างที่เจ้าว่าล่ะก็ ข้าจะไม่จ่ายเงินให้เจ้าแม้แต่อีแปะเดียว!"
"ตกลงเจ้าค่ะ" ชุนเซียงรับคำอย่างหนักแน่น
"พรุ่งนี้เช้า ท่านป้ามารับได้เลย"
เมื่อป้าหยางอวี้เดินลับไปแล้ว ชุนเซียงก็ถอนหายใจยาว นางมองเสื้อในมือด้วยแววตามุ่งมั่น นี่ไม่ใช่งานแรกของนางเท่านั้น แต่ยังเป็นการเดิมพันอนาคตทั้งหมดของนางในหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย
นางจุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก บรรจงสนเข็มแล้วเริ่มต้นลงมือเย็บ ฝีเข็มแต่ละฝีที่แทงขึ้นลงบนผืนผ้า ไม่เพียงแต่กำลังปะชุนรอยขาดของเสื้อผ้า แต่ยังกำลังปะชุนชีวิตที่ขาดวิ่นของนางให้กลับมามีความหวังอีกครั้ง...ทีละฝีเข็ม ทีละฝีเข็ม
ชุนเซียงทำงานทั้งคืนใต้แสงตะเกียงริบหรี่ สองมือที่เคยหยาบกร้านจากการทำงานหนักมาตลอดสี่ปี บัดนี้ได้กลับมาจับเข็มและด้ายอีกครั้ง
แสงแดดยามเช้าของวันใหม่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาอาบไล้กระท่อมเล็กๆ ให้สว่างไสว ชุนเซียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่สับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางนอนลืมตาจ้องมองเพดานไม้เงียบๆ ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับฝุ่นผงที่เต้นระยิบระยับอยู่ในลำแสงเมื่อคืนนี้นางนอนไม่หลับเลยทั้งคืน...บนโต๊ะทำงานไม้ตัวเก่าของนาง มีกล่องไม้จันทน์หอมฉลุลายเมฆาอันวิจิตรของคุณชายสวีวางอยู่ เมื่อเปิดออก ด้านในบุด้วยผ้าไหมเนื้อดี มีแท่นฝนหมึก จานสี และพู่กันขนกระต่ายชั้นเลิศเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ มันคือของขวัญที่งดงามและเปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ ของขวัญชิ้นนี้เป็นตัวแทนของโลกที่นางเคยจากมา...โลกแห่งศิลปะ บทกวี การจิบชาชมจันทร์ และความเข้าใจอันลึกซึ้งในความงาม มันคือโลกของคุณหนูซูเหยียนหรูแห่งจวนเสนาบดีฝ่ายขวาส่วนอีกมุมหนึ่งของห้อง กี่ทอผ้าที่แข็งแรงมั่นคงซึ่งเพิ่งได้รับการซ่อมแซมขาที่โยกคลอนไปเมื่อหลายวันก่อนตั้งตระหง่านอยู่ มันคือเครื่องมือทำมาหากิน คือเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากตลอดสี่ปีที่ผ่านมา มันคือตัวแทนของโลกปัจจุบันที่นางกำลังต่อสู้ดิ้นรน...โลกแห่งความเป็นจริง การลงมือทำ และความมั่นคงที่จับต้องได้ กี่ทอผ
สองวันต่อมา คุณชายสวีก็กลับมาที่หมู่บ้านชิงเหออีกครั้งตามสัญญา เขาไม่ได้มามือเปล่า แต่นอกจากจะนำเงินค่ามัดจำผ้าล็อตแรกมามอบให้แล้ว ในมือของเขายังมีกล่องไม้จันทน์ขนาดพอเหมาะกล่องหนึ่งถือมาด้วย “แม่นางชุนเซียง” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “ข้าน้อยเห็นว่าท่านมีพรสวรรค์ในการออกแบบลวดลายผ้า จึงนำของขวัญเล็กๆ น้อยๆ มามอบให้ หวังว่าท่านจะชอบ” เมื่อชุนเซียงเปิดกล่องออกดูก็ต้องประหลาดใจ ภายในนั้นคือชุดเครื่องเขียนชั้นเลิศ…มีทั้งพู่กันขนกระต่ายอย่างดี แท่งหมึกชั้นเยี่ยม และกระดาษซวนจื่อเนื้อละเอียดซึ่งมีราคาแพงลิบลิ่ว มันเป็นของที่นางไม่ได้จับต้องมานานแสนนานนับตั้งแต่จากเมืองหลวงมา “สิ่งนี้…มันล้ำค่าเกินไป ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ” นางรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ “สำหรับข้าน้อยแล้ว พรสวรรค์ของท่านล้ำค่ายิ่งกว่า” คุณชายสวีกล่าวอย่างจริงใจ “ข้าเพียงแค่อยากเห็นท่านได้สร้างสรรค์ผลงานที่งดงามยิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้น ได้โปรดรับมันไว้ด้วยเถิด” คำพูดที่อ่อนโยนและเข้าอกเข้าใจของเขาทำให้ชุนเซียงรู้สึกตื้นตัน
ราวกับพายุอารมณ์ลูกย่อมๆ ได้พัดกระหน่ำแล้วผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด เสียงกระทืบเท้าปิดประตูรั้วอย่างแรงของหลินหวินจื่อยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของชุนเซียง บรรยากาศที่เคยสดชื่นด้วยบทสนทนาอันราบรื่นพลันหนักอึ้งลงถนัดตาคุณชายสวีจื่อหยางมองตามร่างสูงสง่าที่เพิ่งจะหายลับเข้าเรือนไป ก่อนจะหันกลับมามองชุนเซียงด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเข้าใจและขบขันเล็กน้อย รอยยิ้มของเขาอบอุ่นราวกับแสงตะวันในยามเช้า ช่วยขับไล่ความกระอักกระอ่วนใจของนางไปได้บ้าง“เหตุการณ์เมื่อครู่... ดูท่าเพื่อนบ้านของแม่นางจะเป็นบุรุษผู้มีอารมณ์ศิลปินอยู่ไม่น้อย” เขากล่าวอย่างสุภาพ เลือกใช้คำพูดที่นุ่มนวลที่สุดเพื่อไม่ให้นางต้องลำบากใจ “หากการมาของข้าน้อยในวันนี้สร้างความขุ่นเคืองใจให้ท่านและเขา ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างสูง”“ไม่เลยเจ้าค่ะ! ไม่เลย!” ชุนเซียงรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน แก้มร้อนผ่าวด้วยความอับอายแทนคนข้างบ้าน “ไม่ใช่ความผิดของคุณชายเลยแม้แต่น้อย เขา… เขาเป็นคนอารมณ์แปรปรวนเช่นนี้เองเจ้าค่ะ อย่าได้ถือสาเลย”คุณชายสวียิ้มบางๆ ดวงตาของเขาฉายแววหยั่งรู้ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
ภาพของชุนเซียงที่กำลังส่งยิ้มและสนทนากับบัณฑิตหนุ่มรูปงามอย่างออกรส...มันเป็นภาพที่ทิ่มแทงสายตาของหลินหวินจื่ออย่างรุนแรง เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูเรือนของตนเอง ความรู้สึกร้อนรุ่มที่ไม่คุ้นเคยบางอย่างได้ก่อตัวขึ้นในอกอย่างรวดเร็ว เหตุใดนางจึงต้องยิ้มให้บุรุษผู้นั้นด้วยรอยยิ้มเช่นนั้นด้วย? เขาถามตัวเองในใจ รอยยิ้มที่สดใสและจริงใจ...อย่างที่เขาไม่เคยได้รับมาก่อนเขาบอกกับตัวเองว่ามันเป็นเพียงความหงุดหงิด…ความรำคาญใจที่ความสงบของเขาถูกรบกวน แต่ลึกลงไปในใจ เขารู้ดีว่ามันคือความรู้สึกอื่น…ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจอย่างยิ่งเมื่อเห็นสตรีข้างบ้านของตนเองกำลังสนิทสนมกับบุรุษอื่น เขาหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปยังกลางลานบ้านแล้วชักกระบี่คู่ใจออกมา! ฟุ่บ! ฟุ่บ! เคร้ง! เสียงโลหะกระทบกันและเสียงลมหวีดหวิวดังขึ้นอย่างรุนแรงจากเรือนข้างๆ เสียงนั้นไม่ได้สงบนิ่งและมั่นคงเหมือนทุกครั้ง แต่กลับเต็มไปด้วยความดุดันและเกรี้ยวกราด ทุกท่วงท่าที่ฟาดฟันออกไปราวกับจะฉีกกระชากอากาศให้ขาดเป็นชิ้นๆ เสียงกระบี่ที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้กลับแฝงไปด้วยไอสังหารจนน่าขนลุก เสียงอึกทึกนั้นทำให้บทสนทนาที่กำลังเพลิ
หลายสัปดาห์ผ่านไป หมู่บ้านชิงเหอได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง แต่เป็นความสงบสุขที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กองทหารฝีมือดีที่แม่ทัพหลินเรียกมาได้ทำการ "ล้างภูเขา" กวาดล้างโจรป่าจนสิ้นซาก สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ชาวบ้านอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะไม่มีใครรู้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ทุกคนก็รู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือจากเบื้องบนชีวิตในกระท่อมท้ายหมู่บ้านของชุนเซียงก็กลับมาดำเนินไปอย่างราบรื่นอีกครั้ง กิจการของนางไม่ได้หยุดชะงักลงเพราะเหตุการณ์ร้าย แต่กลับรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปอีก! ข่าวเรื่องฝีมือการย้อมผ้าและปักผ้าอันน่าทึ่งของนาง ประกอบกับวีรกรรม (ที่ถูกแต่งเติมสีสันโดยป้าหยางอวี้) ในคืนนั้น ทำให้ชื่อเสียงของ "แม่นางชุนเซียง" ขจรไกลไปจนถึงเมืองข้างเคียงกระท่อมเล็กๆ ที่เคยซอมซ่อ บัดนี้กลายเป็นโรงทอผ้าขนาดย่อมที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ชุนเซียงตัดสินใจจ้างสตรีในหมู่บ้านอีกสองสามคนมาเป็นลูกมือ ช่วยในงานที่ไม่ซับซ้อนนัก ส่วนนางกับอาเหมยจะรับผิดชอบในส่วนที่ต้องใช้ฝีมือชั้นสูง “พี่ชุนเซียง! ท่านดูสิเจ้าคะ! นี่คือรายรับของเดือนนี้!” อาเหมยยื่นสมุดบั
แต่แล้ว…บรรยากาศอันเงียบงันและซาบซึ้งนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงด้วยเสียงแหลมๆ ที่ดังขึ้นจากหน้าประตู!“ว๊าย! ตาเถร! ข้ามาเห็นอะไรเอาตอนนี้นะ!”ป้าหยางอวี้นั่นเอง! นางยืนเท้าสะเอวอยู่ที่หน้าประตู ดวงตาคู่เล็กเป็นประกายระยิบระยับราวกับเจอขุมทรัพย์ นางมาที่นี่โดยอ้างว่าจะมาเยี่ยมเยียนผู้ประสบภัย แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสอดแนมหาข่าวใหม่ๆ ต่างหาก!นางกวาดตามองภาพตรงหน้า…ชุนเซียงที่อยู่ในชุดนอน ซึ่งเป็นชุดสะอาดที่อาเหมยหามาให้เปลี่ยน ยืนหน้าแดงก่ำอยู่ไม่ห่างจากคุณชายหลินที่กำลังเปลือยท่อนแขนที่มีผ้าพันแผลสดๆ ใหม่ๆ! สวรรค์! นี่มันเรื่องอะไรกัน! นางมาอยู่ที่เรือนของเขาได้อย่างไร! แถมยังมาทำแผลให้อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงเพียงนี้!“เอ่อ…ท่านป้าหยางอวี้…” ชุนเซียงพยายามจะอธิบาย “คือว่า…”“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วแม่นางชุนเซียง!”ป้าหยางอวี้ยกมือขึ้นห้าม ปากก็ยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ “ข้าเข้าใจ! ข้าเข้าใจทุกอย่างแล้ว! แหม…ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดคุณชายหลินถึงได้ต่อสู้กับโจรป่าอย่างไม่คิดชีวิตถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็เพื่อปกป้องแม่หญิงในดวงใจนี่
ตลาดเช้าของหมู่บ้านชิงเหอไม่ได้ใหญ่โตหรือหรูหราเหมือนในเมืองหลวง มันเป็นเพียงลานดินกว้างๆ ที่อัดแน่นไปด้วยชีวิตและเสียงจอแจชาวบ้านนำของมาวางขายกันอย่างเรียบง่ายใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ เสียงตะโกนเรียกลูกค้า เสียงต่อรองราคา และเสียงพูดคุยทักทายดังผสมปนเปกันไปจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ กลิ่นหมั่นโถวร้อนๆ จาก
นางจะไม่ใช่แค่ช่างปะชุนเสื้อผ้าอีกต่อไปแล้ว แต่นางจะเป็นผู้สร้างสรรค์ความงดงาม จะเป็นผู้ที่เปลี่ยนเส้นไหมสีขาวธรรมดาๆ เหล่านี้ให้กลายเป็นผืนผ้าหลากสีสันที่ล้ำค่าดุจงานศิลปะนางจะปลุกวิญญาณของหอผ้าซูฟางให้ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง…ที่หมู่บ้านชิงเหอแห่งนี้เย็นวันนั้น ชุนเซียงกลับมาถึงกระท่อมพร้อมกับเงิน
นางยังซื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบราคาถูกมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ที่สะอาดสะอ้านและพอดีตัวกว่าเดิม แม้จะยังดูเรียบง่าย แต่ก็ทำให้นางดูไม่ซอมซ่อเหมือนตอนที่มาถึงวันแรก“นี่แน่ะ! ค่าแรงของเจ้า” ป้าหยางอวี้โยนถุงเงินเล็กๆ ลงตรงหน้านางหลังจากที่นางเพิ่งจะปักลายดอกไม้เล็
มันเป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยและปลอบประโลมใจอย่างประหลาด ราวกับได้พบพานสหายเก่าที่พลัดพรากจากกันไปนานนางไม่ได้หลับเลยทั้งคืน แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ในที่สุด เมื่องานชิ้นสุดท้ายเสร็จสิ้นลง เสื้อตัวนั้นก็ถูกวางพาดไว้อย่างดี รอยขาดเป็นทางยาวหายไปอย่างไร้ร่องรอย หากไม่สังเกตอย่างละเอียดถี่







