เข้าสู่ระบบหลายเดือนผ่านไปฤดูหนาวที่ยาวนานค่อยๆ คลายลง หิมะสีขาวโพลนละลาย เหลือเพียงสายลมเย็นบางเบาพัดผ่านกลางตลาด ความสัมพันธ์ของหลินซูเหยาและสวีเหยียน มิได้ถูกสั่นคลอนด้วยถ้อยคำซุบซิบนินทาอีกต่อไป ตรงกันข้าม…กลับแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิมจากคู่สามีภรรยาที่เคยถูกผู้คนซุบซิบนินทา กลับกลายเป็นคู่ที่ใครเห็นก็อดไม่ได้ต้องเหลียวมองสายตาของผู้คนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกระซิบเย้ยหยัน บัดนี้กลับมีเพียงรอยยิ้มและสายตาอิจฉาปนชื่นชมสตรีออกเรือนหลายคนที่เคยเอาแต่พูดจาเสียดสี เริ่มนำผ้าเนื้อดีมาขอให้หลินซูเหยาช่วยเย็บปัก บางคนถึงกับเอ่ยปากชมฝีมือไม่ขาดปาก ราวกับไม่เคยพูดร้ายกันมาก่อนกลับจากหลังมือเป็นหน้ามืออย่างสิ้นเชิง!เปลี่ยนเร็วราวกับเป็นกิ้งก่า!ยามสาย แสงอาทิตย์อ่อนส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในเรือน หลินซูเหยานั่งอยู่หน้าโต๊ะ เตรียมเข็มด้ายอย่างเป็นระเบียบ ผืนผ้าสีอ่อนถูกคลี่วางตรงหน้ามือเรียวกำลังทดลองปักลายดอกเหมยอย่างแผ่วเบา แต่ยังไม่ทันได้ลงเข็ม เสียงจากหน้าประตูก็ดังขึ้น“แม่นางหลินอยู่หรือไม่เจ้าคะ!”หลินซูเหยาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูหน้าประตูเรือนมีสตรีวัยกลางคนสองสามคนยืนเกา
กระทั่งเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น ประตูเรือนค่อยๆ เปิดออก เฮยเซวียนเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ขนตาที่ถูกหิมะเกาะแข็งสั่นไหวแทบจะทันทีลั่วชิงหรูผลักบานประตูเรือนออกมาในจังหวะเดียวกันกับที่สายลมหนาวพัดโหมกระหน่ำเข้าใส่พร้อมกับเศษหิมะ ใบหน้าจึงซีดขาวยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเฮยเซวียนยังคงคุกเข่าอยู่กลางลานหิมะ ร่างของเขาตั้งตรงไม่เอนเอียง ทว่าหิมะที่ตกหนักกลับทับถมจนบ่ากว้างและเส้นผมดำสนิทกลายเป็นสีขาวโพลน ขนตาถูกเกล็ดน้ำแข็งเกาะจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ลมหายใจที่พ่นออกมาแผ่วเบา ราวกับขาดหายไปได้ทุกเมื่อลั่วชิงหรูยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตู ดวงตาคู่งามจ้องมองบุรุษที่เคยทำให้นางต้องกล้ำกลืนศักดิ์ศรีและน้ำตานับไม่ถ้วนหัวใจพลางบีบรัดอย่างไม่อาจควบคุม เมื่อยังเห็นเขานั่งนิ่งอยู่ตรงที่เดิมราวกับเหมือนหลายชั่วยามก่อนนางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ยังไม่ตายอีกหรือ” ใบหน้าคนงามเชิดขึ้นไม่แม้แต่จะหันไปมองสักนิดหาใช่เพราะไม่อยากจะมอง หากแต่เป็นหัวใจของนางกลับสั่นสะท้าน เมื่อเห็นเขานั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อนทั้งที่อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้เหตุใดถึงได้โง่งมไม่เข้าเรื่อง!คำพู
แม้คำสั่งนั้นจะฟังดูโหดร้าย ท่านหมอชูถึงกลับลอบกลืนน้ำอึกใหญ่เมื่อได้ฟัง แม่นางบนเตียงผู้นี้แม้ภายนอกจะดูบอบบางและอ่อนแอ แต่จิตใจกลับแข็งกร้าวยิ่งนัก เกรงว่าหากใช้ค้อนทุบลงกลางอกก็คงไม่สะทกสะท้านหรือรู้สึกอันใดทว่าเฮยเซวียนกลับเพียงยืนนิ่งๆ หาได้โต้แย้งอันใดเขามองลั่วชิงหรูบนเตียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย หาได้เอ่ยอันใดออกมาอีกหากนั้นเป็นความต้องการนาง…หากนั้นสมควรแล้วกลับสิ่งที่เขาเคยทำในอดีต…เช่นนั้น…ก็สมควรแล้วประตูเรือนถูกเปิดออก พร้อมกับสายลมหนาวพัดโชยหอบเอาเศษหิมะสีขาวโพลนปลิวว่อนเข้ามาด้านใน ร่างสูงเฮยเซวียนหันหลังก้าวออกไปกลางลานอย่างแน่วแน่และมั่นคงบรรยากาศลานด้านนอกเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหนาวพัดหวีดหวิวพาเกล็ดหิมะโปรยปรายไม่ขาดสาย พื้นหิมะขาวโพลนหนานุ่ม หากกลับเย็นเยียบเสียจนแทบกัดกินถึงกระดูกเฮยเซวียนยืนอยู่หน้าประตูเรือนเพียงชั่วหนึ่งดวงตาคมกริบสบเข้ากับนัยน์ตาเมล็ดซิ่งของนางที่ทอดมองผ่านหน้าต่าง ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าลงท่ามกลางหิมะที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ลังเล แรงกระแทกกับพื้นดังอับทว่าบุรุษผู้นั้นกลับไม่แสดงท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อยเ
ดูเหมือนว่าถ้อยคำซุบซิบนินทาของผู้คนก็ไม่อาจสั่นคลอนความสัมพันธ์ของแม่นางหลินและสามีได้แม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้กลับแนบแน่น รักใคร่กลมเกลียวยิ่งกว่าเดิมเสียอีกวันนี้ เมื่อทั้งสองปรากฏตัวกลางตลาดอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปนานเกือบหนึ่งเดือน ผู้คนที่พบเห็นต่างพากันเบิกตากว้าง ราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆแท้จริงแล้ว หนึ่งเดือนที่หายไป หาได้เพราะเลิกรากันหรือแตกหัก หากแต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ทั้งคู่แปรเปลี่ยนเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่ปานจะกลืนกินกันเสียแทน!ยามนี้จิตใจของหลินซูเหยาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ถ้อยคำของผู้คนไม่อาจทำให้นางหวั่นไหวหรือโอนเอนคล้อยตามได้ง่ายดายเช่นก่อนใบหน้าคนงามปรากฏรอยยิ้มจางๆ ในขณะเดินชมร้านนั้นออกร้านนี้ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเปล่งประกายอย่างตื่นเต้น ราวกับว่าเป็นเด็กน้อยวัยสามขวบที่ได้เลือกของเล่นชิ้นโปรดสวีเหยียนทอดมองท่าทางของภรรยาก็อารมณ์พลอยดีตามไปด้วย และหากมีเสียงซุบซิบใดๆ เล็ดลอดเข้าหู เขาก็ตวัดสายตามองกลับไปอย่างเฉียบเย็นในทันทีคนพวกนั้นกล้าดีอย่างไรมาทำให้ภรรยาของเขาบอบช้ำ!ตราบใดที่เขายังยืนอยู่ข้างกายนาง ต่อให้เป็นถ้อยคำจากคน
หิมะโปรยปรายกระหน่ำลงมาอย่างหนัก บางทีกองกันจนเป็นภูเขาลูกเล็กๆ บรรยากาศเย็นเยียบหนาวจับเข้ากระดูก ยามที่มีสายลมพัดผ่านมาพลันสั่นสะท้านขนลุกซู่ไปทั้งร่างไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศยามนี้ที่หนาวเย็น หรือเป็นเพราะหน้าบ้านของหลินซูเหยานั้น มีกลุ่มเหล่าชายฉกรรจ์นับสิบ ก่อกองเพลิงจุดไฟพิงอยู่หน้าประตูเรือน แทบทั้งวันทั้งคืนผลัดเปลี่ยนเวรยามมิต่างจากกำลังเฝ้านักโทษก็ไม่ปานเหล่าชาวบ้านที่ชอบพากันเดินผ่าน พักหลังมานี้กลับไร้ผู้ใดกล้าเข้ามาแม้แต่ครึ่งฝีเท้าหรือหาผู้ใดที่บังเอิญเดินผ่านมาทางนี้แล้วยังต้องหยุดยืนอยู่ห่างๆ มองด้วยสายตาระแวดระวังเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นบรรยากาศรอบเรือนกลับเงียบสงัดราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกมืดมิด เพียงแค่เห็นเงาดำๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบ นั่งล้อมวงเรียงรายอยู่หน้าประตูเรือน ฝีเท้าที่เคยหนักแน่นมั่นคงก็พลันชะงักกึก ร่างเกร็งขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ความกลัวฉับพลันแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แววตาที่หวาดหวั่นมองพวกชายฉกรรจ์ด้วยความระแวงหันหลังถอยหนีอย่างว่องไวแทบไม่ทัน แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความรีบเร่งราวกับทุกชั่วอึดใจคือความตายก็ไม่ปานปีนี้สวีเหยียนเข้าป่าล่าสัตว์นับครั้งไม่ถ้วน
ถ้อยคำนั้นราวกับมีดคมกริบ ฟาดฟันลงกลางอกเฮยเซวียนเข้าเต็มแรงจนจุกคล้ายจะกระอักเลือดออกมาเขานิ่งงัน ราวกับถูกตรึงไว้กับที่ ลมหายใจหนักอึ้งจนแทบขาดห้วง ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวฉายแววสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด“ลั่วชิงหรู…” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแผ่วต่ำราวกับลำคอถูกบีบไม่ว่าคำใด ก็ไร้ค่าเกินกว่าจะหลุดพ้นริมฝีปากออกมาได้นางพลางหลับตาลงช้าๆ ขนตาสั่นระริก น้ำตาใสเอ่อคลอ แม้จะกัดฟันกลั้นไว้สุดกำลัง แต่หยดหนึ่งก็ยังหลุดร่วง เปียกซับลงบนหมอนผืนขาวร่างบางสั่นสะท้านเพียงน้อยนิด หากเพียงพอจะทำให้คนมองรู้ว่าความเจ็บปวดนั้นฝังลึกเพียงใดเฮยเซวียนหลุบตาลงต่ำ นิ้วมือสั่นไหวเล็กน้อยก่อนกำแน่นอีกครั้ง เขาพูดเสียงแหบพร่า “เมียและลูกข้าอยู่ที่นี่…จะให้ข้าไสหัวไปที่อื่นได้อย่างไรกัน”ดวงตาคมกริบทอดมองแผ่นหลังบางที่สั่นระริก คล้ายกำลังหลั่งน้ำตาร้องไห้ออกมา หัวใจแกร่งก็พลันปวดหนึบจนต้องกัดฟัน“ข้า…ข้าขอโทษ”น้ำเสียงทุ้มนั้นเบาหวิวคล้ายจะถูกกลืนหายไปกับเสียงของไม้ในกองเพลิงที่กำลังแตกกระจาย“หนวกหูนัก! ข้าไม่อยากฟัง” ลั่วชิงหรูเอ่ยเสียงแข็งหลินซูเหยาเหลือบมองสามีแวบหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ นางก้าวไปหยุดยืนต
ปลายยามซื่อ (09.00 – 11.00 น.)เสียงพูดคุยหัวเราะเจื้อยแจ๋วของสตรีดังแว่วมาตามสายลม ลอยออกมาจากภายในเรือนไม้หลังเล็กฟังดูควรเป็นบรรยากาศครึกครื้น ทว่าแทนที่หัวใจจะผ่อนคลาย ทว่ากลับทำให้ผู้มาเยือนทั้งสองยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างแปลกประหลาดแทนสวีเหยียนและหวังต้ายืนชะงักอยู่หน้าประตูไม่มีผู้ใดเอ
แม้ฝนจะหยุดตกตั้งแต่เมื่อวาน แต่ทว่าเช้าวันใหม่ในผืนป่าซานหลิงกลับยังคงชุ่มชื้นเป็นพิเศษราวกับเพิ่งหยุดตกใหม่ๆหมอกบางลอยอ้อยอิ่งอยู่ระหว่างลำต้นไม้สูงใหญ่ ราวกับม่านโปร่งที่ธรรมชาติกางคลุมผืนป่าเอาไว้ ใบไม้ที่อาบน้ำฝนยังเปียกชื้น มีหยดน้ำค้างเกาะพราว ส่งกลิ่นอายสดชื่นปะปนกับกลิ่นดินชื้นอย่างแผ่วเบ
อีกไม่นานก็จะย่างเข้าสู่ฤดูหนาวเดิมทีสวีเหยียนหาได้เข้าป่าล่าสัตว์บ่อยนัก นานทีครั้ง ทว่าเมื่อฤดูหนาวใกล้มาเยือน อากาศเริ่มเย็นขึ้นทุกวัน เขาจึงต้องเตรียมเสบียงเอาไว้ล่วงหน้า ไม่อาจปล่อยให้เรือนนี้ขาดแคลนได้สวีเหยียนมักกล่าวเสียงเรียบว่า อย่างไรเสีย ก็ไม่อาจปล่อยให้ภรรยาอดยากได้และทุกครั้งที่เข้
หมอกยามเช้าลอยคลอเหนือหมู่บ้านซานหลิงราวม่านบางสีขาวนวลกลิ่นดินชื้นหลังฝนเมื่อคืนยังคงลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นควันไฟจากครัวแต่ละหลัง เสียงไก่ขันรับอรุณดังแว่วมาเป็นระยะ สอดรับกับเสียงฝีเท้าของชาวบ้านที่เริ่มออกจากเรือนเพื่อเตรียมงานของวันใหม่ ทุกอย่างดูสงบเรียบง่าย ทว่าเต็มไปด้วยลมหายใจของชีวิตของผู้ค







