LOGINหลังจากกินมื้อกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว คุณแม่อยู่คุยกับพวกเราได้ไม่นานนัก เธอต้องไปเตรียมตัวเพื่อจ
โชคดีที่ประตูรั้วเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่คนเฝ้าประตูรู้ว่าหมอมินท์กำลังจะกลับ และตั้งแต่ที่ฉันเดินออกมา ภีมไม่ได้เดินตามฉันมาเลย ยิ่งทำให้ฉันมั่นใจในสิ่งที่หมอมินท์พูดว่าทั้งหมดเป็นความจริง ถ้าเขาไม่คิดอะไรกับเธอ เขาควรจะรีบเดินตามฉันมาที่บ้านไม่ใช่เหรอ แต่นี่จนฉันเรียกรถได้แล้ว ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาตามมาเลยตามจริงแล้ว วันนี้ควรจะเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุดอีกวันหนึ่ง แต่มันกลับไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผมพาอัยย์มาทานข้าวที่บ้านกับพ่อแม่ตามที่นัดกันไว้ แต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมาจนได้ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่า มินท์เข้ามาคุยกับแม่ผมได้ยังไง ถึงขนาดว่าแม่จัดการให้เธอเข้าไปเป็นหมอประจำที่แผนกของผม ถึงแม้ว่าที่แอปฯ จะขาดจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จริง แต่ผมเคยให้ไอ้วัตปฏิเสธการเข้าทำงานของเธอไปแล้ว เพราะผมไม่อยากมีปัญหาภายหลัง แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นจนได้ตอนเช้าที่ผมไปรับอัยย์ที่บ้าน ยังรู้สึกดีอยู่เลย ผมวางแผนเอาไว้ว่าการพาเธอมาเจอพ่อกับแม่ครั้งนี้ คือผมอยากแสดงความจริงใจที่มีต่อเธอ อยากให้เธอมั่นใจว่าผมจะดูแลเธอไปตลอดชีวิตหลังจากนี้ และผมจะเอ่ยกับพ่อแม่ให้จัดเวลาเพื่อจะไปคุยกั
หลังจากกินมื้อกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว คุณแม่อยู่คุยกับพวกเราได้ไม่นานนัก เธอต้องไปเตรียมตัวเพื่อจะไปร่วมงานสมาคมในช่วงค่ำ ตอนนี้เลยเหลือเพียงแค่ภีม ฉันและหมอมินท์ อยู่ที่ห้องรับแขก แต่เพียงไม่นานหมอมินท์ก็ขอตัวกลับไปที่โรงพยาบาลก่อนในตอนแรกเธออยากให้ภีมเดินไปส่งที่รถ แต่สุดท้ายแล้วภีมก็ลากฉันไปกับเขาด้วย ฉันจึงต้องเดินมาส่งหมอมินท์พร้อมกับภีม ที่ไม่ยอมปล่อยมือจากฉันเลย แม้ว่าจะถูกสายตาหมอมินท์จ้องมาอย่างไรก็เหมือนเขาจะไม่สนใจ“อุ้ย ภีมค่ะ มินท์มีของมาฝากคุณแม่ แต่มินท์เอาลงจากรถไม่หมดค่ะ มินท์ฝากภีมเอาไปให้ท่านได้มั้ยคะ ให้คุณแม่ลองหน่อยนะคะว่าใส่พอดีมั้ย ถ้าไม่ได้มินท์จะได้เอาไปเปลี่ยน”“เอาไว้คุณค่อยเอาไปให้แม่เองเถอะ” ภีมพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้านิ่งเรียบ“แหม ภีมคะ ไม่รู้มินท์จะว่างมาอีกเมื่อไหร่ แล้วหากจะต้องเปลี่ยนของก็ต้องก่อนหมดระยะเวลาประกันนะคะ ภีมช่วยหน่อยสิ”“นายเอาของไปให้คุณแม่เถอะ เราไม่เป็นไร” ฉันต้องบอกกับภีมให้เขาทำตามคำขอหมอมินท์ เพื่อจะได้จบเรื่องไป คงใช้เวลาไม่นาน ดีกว่ามายืนคุยกั
ฉันพยายามปล่อยมือจากมือที่กุมมือฉันอยู่ตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาในตัวบ้านแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ ภีมยังคงบีบมือฉันไว้แน่น จนกระทั่งผู้หญิงที่ชื่อมินท์เดินเข้ามาควงแขนเขา เขาปล่อยมือที่บีบมือฉันอยู่ไปจับที่มือเธอคนนั้น และก็ถูกเธอพาเดินเข้าไปด้านใน ส่วนฉันยังคงยืนอยู่ที่บริเวณประตูห้องรับแขกอย่างเก้ๆ กังๆ“อัยย์ เข้ามาสิ นี่แม่เรา แม่ครับนี่อัยย์ครับแฟนผม” เหมือนภีมจะรู้ตัวว่าฉันยังไม่ได้เดินไปพร้อมเขา เขาหันกลับและเดินมาหาจับมือจูงพาฉันเข้าไปเผชิญหน้ากับแม่เขาและแนะนำตัวให้เราทั้งสองคนรู้จักกัน“สวัสดีค่ะ คุณป้า” ฉันยกมือไหว้คุณแม่ของภีม และเธอก็รับไหว้อย่างดีส่งยิ้มมาให้ฉัน ไม่มีความรู้สึกว่าเธอจะไม่ชอบฉันเลย ทำให้ฉันพอจะยิ้มออกมาได้บ้าง“สวัสดีจ๊ะ หนูอัยย์ มาสิลูกมานั่งนี่ก่อน” คุณแม่ต้อนรับฉันอย่างดี จนความกลัวที่รู้สึกก่อนหน้านี้เกือบหายไปหมด ผู้หญิงคนนั้นอาจจะเป็นญาติเขาก็ได้ ฉันคงจะคิดมากไปเอง“หนูอัยย์หิวหรือยังลูก แม่ครัวกำลังตั้งโต๊ะอยู่รอหน่อยนะจ๊ะ”“ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า อัยย์ไม่หิวเท่าไหร่ค่ะ&rdq
วันสุดสัปดาห์ฉันตื่นแต่เช้า อันที่จริงต้องบอกว่าแทบไม่ได้นอน ฉันทั้งตื่นเต้นและกังวล ถึงแม้ว่าฉันกับภีมเราจะรู้จักกันตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม เขาเคยมาที่บ้านฉัน เคยเจอแม่ฉัน แต่ฉันไม่เคยได้พบพ่อแม่เขาเลยซักครั้ง ช่วงนั้นท่านทั้งสองงานยุ่งมาก และฉันก็ไม่เคยไปที่บ้านภีมเลยนิต้ามาช่วยฉันเลือกชุดลองชุดตั้งแต่เมื่อคืน และเธอก็ออกไปทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนนี้ฉันเลยได้แต่นั่งรอภีมมารับอยู่ที่โซฟาห้องรับแขก โทรทัศน์ถูกเปิดไว้เพียงเพื่อไม่ให้บ้านเงียบเกินไป ในมือฉันถือหนังสือนิยายที่อ่านค้างอยู่ แต่ไม่แม้แต่จะก้มลงมองตัวหนังสือที่อยู่ในนั้น“อัยย์ เรามาแล้ว รอนานมั้ย มีอุบัติเหตุระหว่างทางมา รถติดมากเลย” เมื่อฉันเห็นภีมเดินเข้ามาในบ้าน ก็ลุกขึ้นจากโซฟารีบเดินไปหาเขา“ภีม นายมาซักที เราตื่นเต้นมากเลยทำยังไงดี” ภีมคงเห็นสีหน้ากระวนกระวายของฉัน มันคงจะตลกสินะ เขากลั้นขำแต่ส่งยิ้มมาให้ และอ้าแขนออกให้ฉันเข้าสู่อ้อมกอดของเขา แล้วลูบหัวฉันเหมือนปลอบเด็กเล็กๆ ที่กำลังงอแง“ใจเย็นๆ ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ไปกินข้าวกันเอง คิดซะว่าไปเจอญาติผู้ใหญ่&rdq
ฉันตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงกริ่งประตูบ้านที่ดังรัวจนไม่สามารถจะหลับต่อได้ แต่กว่าจะลุกขึ้นเปิดไฟในห้องได้ก็ต้องใช้เวลาหลายนาที เพราะกว่าฉันพยายามดึงผ้าห่มที่ห่อตัวฉันไว้ได้ออก ก็ทุลักทุเลจนหัวยุ่งเหยิงไปหมดเมื่อพาตัวเองออกจากพันธนาการของผ้าห่มได้แล้ว ฉันรีบลุกขึ้นเปิดไฟในห้อง มองออกไปด้านนอกหน้าต่าง ฟ้ามืดแล้ว ยังมีใครมากดกริ่งหน้าประตูบ้านคนอื่นแบบนี้อีกนะ เพียงเสี้ยววินาทีที่นึกได้ว่าน่าจะเป็นใคร ฉันรีบคว้าสมาร์ตโฟนที่ยังวางอยู่บนที่นอน เปิดประตูวิ่งออกจากห้องลงไปด้านล่าง‘ภีมจริงๆ ด้วย’ ฉันรีบเปิดสมาร์ตโฟนเพื่อเข้าแอปฯ ปลดล็อกประตูบ้านให้เขาเข้ามาด้านใน แต่ก็ต้องตกใจเมื่อหน้าจอโชว์ว่ามีมากกว่า 10 สายที่ไม่ได้รับ แถมยังมีเตือนข้อความในแอปฯ แชตที่ไม่ได้อ่านอีกหลายข้อความ“อัยย์ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่อ่านข้อความ แล้วก็ไม่รับสายด้วย” หลังจากประตูบ้านถูกปลดล็อก ภีมวิ่งเข้ามาไวเหมือนกำลังวิ่ง 100 เมตร เขาโผเข้ากอดฉันทันทีที่เห็นฉันยืนอยู่หลังประตู“ภีม มีอะไรหรือเปล่า ปล่อย
ริมฝีปากนุ่มอุ่น แตะลงมาอย่างแผ่วเบา เพียงวินาที แล้วผละออก“เราต้องไปแล้ว เดี๋ยวค่อยกลับมาต่อนะ”“บ้าเหรอ ต่ออะไรกันเล่า” ฉันตีเขาไปที่ไหล่ทีหนึ่งเพื่อแก้เขิน แล้วคิดว่าจะรีบชักมือกลับมา หันตัวเปิดประตูลงจากรถ แต่ภีมกลับคว้ามือนั้นไว้ได้ทัน จนฉันต้องหันกลับไปมอง“เดี๋ยวเสร็จงานแล้วโทรหานะ”“รู้แล้วน่า นายบอกเราหลายรอบแล้ว รีบไปเถอะ ขับรถดีๆ นะ”“ครับ คุณแฟน” เขาส่งยิ้มให้ แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ ยังคงใช้นิ้วโป้งลูบไปมาที่หลังมือของฉัน ทำเอาฉันรู้สึกยุบยิบเหมือนมีไฟฟ้าแล่นผ่าน จนฉันต้องทำหน้าดุใส่ ภีมถึงจะยอมปล่อยมือและให้ฉันได้ลงจากรถจนฉันเข้ามาในบ้าน เปิดม่านดูจากหน้าต่างนั่นแหละ เขาถึงได้เคลื่อนรถออกไป ฉันขึ้นห้องและล้มตัวพยายามจะนอนต่ออีกซักหน่อย แต่เหมือนจะข่มตาหลับไม่ลงอีกแล้ว จน 20 นาทีผ่านไป เสียงเตือนข้อความเข้าดังจากสมาร์ตโฟนที่วางอยู่ข้างตัวChatPeem : ถึงโรงพยาบาลแล้วครับคุณแฟนAi : นี่ทำไมนายต้องเรียกเราคุณแฟนตลอดเลยPeem : ก็เธอเป็นแฟนเรานี่







