LOGINเช้าวันรุ่งขึ้นภีมยังคงรับหน้าที่เสมือนนักโภชนากร จัดหามื้อเช้ามาให้ฉันจนเต็มโต๊ะ แต่เขาก็ไม่ลืมน
“เรื่องนั้นไม่เป็นไร คุณไม่ต้องคิดมาก ผมก็แค่หวังว่าหลังจากหมดสัญญาทดลองงานกับแอปฯหมอออนไลน์แล้ว คุณจะทำเรื่องย้ายไปที่อื่น แล้วตั้งตัวใหม่ซะ”“ภีม นี่คุณอยากไล่มินท์ไปขนาดนั้นเลยเหรอคะ” น้ำเสียงมินท์แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอกำลังโกรธมากที่ผมบอกเธอแบบนั้น เพียงแต่ผมก็ไม่ต้องการจะเสี่ยงที่จะทำให้อัยย์ต้องไม่สบายใจและสงสัยในตัวผมอีก“ผมแค่ไม่อยากให้ว่าที่ภรรยาผมเขาคิดมาก ยังไงเรื่องของผมกับคุณมันก็จบไปตั้งนานแล้ว และผมก็ไม่มีทางทำผิดกับอัยย์เด็ดขาด”“ชิ ก็ได้ค่ะ ก็หวังว่าพวกคุณสองคนจะสมหวังนะคะ” พูดจบเธอก็เดินกลับเข้าไปในโรงพยาบาลทันที เป็นผมที่ต้องหัวเสียกับการต้องรอลิฟต์อีกครั้งเมื่อมาถึงที่ลานจอดรถ ผมมองไปที่รถของตัวเองที่จอดอยู่ ไม่เห็นใครยืนอยู่ซักคนเดียว มองไปรอบๆ พยายามหาว่าอัยย์จะไปนั่งรอ หรือยืนรออยู่ที่ไหนได้บ้างแต่ก็ไม่เจอ ผมเดินไปที่รถและเดินวนรอบๆ ก็ไม่มีใครอยู่ จนผมเริ่มร้อนใจ หยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาเพื่อโทรหาเธอ ติดแต่ไม่มีคนรับสาย‘หายไปไหนอีกนะ ไหนว่าจะมารอที่รถ’ ก่อนจะคิดอะไรไป
เช้าวันรุ่งขึ้นภีมยังคงรับหน้าที่เสมือนนักโภชนากร จัดหามื้อเช้ามาให้ฉันจนเต็มโต๊ะ แต่เขาก็ไม่ลืมน้ำเต้าหู้ของโปรดของฉัน เพียงแต่เขายังไม่ยอมให้กินของทอด ฉันเลยอดกินซาลาเปาทอด หลังกินมื้อเช้าเสร็จ พยาบาลถือถาดอุปกรณ์เข้ามาเพื่อจะช่วยถอดสายน้ำเกลือให้ แต่กลับเป็นคุณหมอที่รับถาดนั้นมาจัดการเอง หลังจากนั้นฉันจึงเข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวกลับบ้านได้ฉันไม่มีของอะไรที่ต้องเก็บมากมายนักเพราะเข้าแอดมิตฉุกเฉินและอยู่เพียงคืนเดียว แต่ระหว่างที่ฉันรอภีมไปติดต่อเรื่องยาและวิตามินเสริมกลับบ้าน ก็มีบุคคลที่ไม่คาดคิดเข้ามาภายในห้องพัก“อ้าว กำลังจะกลับแล้วเหรอคะ มินท์มาเยี่ยมช้าไปสินะคะ”“คุณหมอมินท์” ฉันหันไปทางต้นเสียง หมอมินท์เดินเข้ามาพร้อมกระเช้าผลไม้ ฉันถึงกับทำหน้างง สงสัยว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่าฉันนอนโรงพยาบาล และคาดไม่ถึงว่าเธอจะมาเยี่ยมฉัน ทั้งๆ ที่เราเพิ่งเคยเจอกันเพียงครั้งเดียวแถมยังไม่สนิทกันอีกด้วย“ค่ะ มินท์เอง ดีนะคะที่มาทันก่อนคุณกลับบ้าน งานที่แผนกเยอะมากเลยค่ะ มินท์ก็เพิ่งจะว่างเอง นี่มินท์ก็แวะมาได้ครู่เดียว เดี๋ยวก็ต้องลงไปที
“เอ่อ...ขอน้ำหน่อยได้มั้ยคะ” เมื่อไม่รู้จะพูดอะไร เพราะยังเขินกับเรื่องที่ได้ยินอยู่ ก็คงต้องแก้ปัญหาด้วยบทละครที่เขียนเป็นประจำแล้วล่ะนิต้าหันไปรินน้ำใส่แก้วมาให้ฉัน ในขณะที่แม่เข้ามาพยุงให้ฉันนั่งขึ้นพร้อมกับที่พ่อกำลังปรับเตียงให้หัวเตียงตั้งขึ้นมาให้ฉันสามารถนั่งพิงและดื่มน้ำได้สะดวก ทุกคนดูจะมีหน้าที่ของตัวเองยกเว้นคุณหมอที่ยืนมองนิ่งๆ อยู่ที่ปลายเตียง และในขณะที่ฉันกำลังยกน้ำขึ้นดื่ม ภายในห้องเงียบสงัด ยิ่งทำให้ฉันเกร็งจนดื่มน้ำผิดจังหวะสำลักออกมา“ค่อยๆ สิ ระวังหน่อย” แม่หยิบทิชชูมาช่วยเช็ดปากให้“เอ่อ...อัยย์ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะค่ะ รู้สึกดีขึ้นแล้วทุกคนไม่ต้องห่วงนะคะ” หลังจากหายสำลักแล้ว ฉันมองหน้าทุกคนและบอกอาการเพื่อไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วง“เดี๋ยวผมไปตามหมอวัตมาก่อนนะครับ ให้ตรวจอีกซักหน่อย ถ้าไม่เป็นไรแล้วก็ทำเรื่อง พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้ครับ” ในที่สุดภีมก็พูดขึ้นมา“กลับวันนี้เลยไม่ได้เหรอ เราไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ” ฉันแย้งเพราะไม่อยากนอนค้างที่โรงพยาบาลแล้ว“วันนี้เย
“ผมขอโทษครับคุณพ่อ ผมดูแลเธอไม่ดีเอง ผมจะรับผิดชอบทุกอย่างครับ หลังจากนี้ผมจะดูแลเธอให้ดีที่สุดครับ” ผมรีบตอบเพื่ออยากแสดงความรับผิดชอบที่ทำให้เธอเสียใจจนกระทบกับร่างกาย และอยากขอโอกาสให้ได้ดูแลเธอต่อไป“อะไรนะภีม นี่ตกลงอัยย์ไม่ได้แค่เป็นลมเพราะพักผ่อนน้อยเหรอ ทำไมภีมต้องรับผิดชอบอะไร” แม่อัยย์ที่ได้ยินผมพูดกับพ่อแบบนั้นก็ตกใจ ถึงกับลุกจากที่นั่งแล้วเดินมาทางผมผมเริ่มทำตัวไม่ถูก ต้องยอมรับว่าในใจรู้สึกกลัวว่าพ่อกับแม่อัยย์จะโกรธจนอยากกีดกันไม่ให้ผมยุ่งเกี่ยวกับลูกสาวคนเดียวของท่าน ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมคงต้องเร่งให้ถึงขั้นตอนสุดท้ายให้เร็วที่สุดถึงแม้ว่าตอนนี้อัยย์ยังคงหลับอยู่ และเราก็ยังสรุปเรื่องปัญหาที่ผ่านมาของเราไม่ได้เลย อัยย์ยังไม่ให้คำตอบผมว่าเรายังคบกันอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ แต่เรื่องถึงพ่อแม่เธอแบบนี้แล้ว ผมคงไม่รอให้เธอตื่นขึ้นมาให้คำตอบ ผมต้องแสดงความจริงใจกับพ่อแม่ของเธอก่อนดีที่สุดเมื่อในหัวผมคิดวิเคราะห์พิจารณาสถานการณ์จนได้ข้อสรุปให้ตัวเองแล้ว ผมก็เริ่มเดินหน้
เมื่อถึงหน้าร้าน นิต้าหยุดและให้ฉันเป็นคนเดินนำเข้าไปด้านในเป็นคนแรก เธอกับหมอวัตจึงค่อยเดินตามหลังเข้ามา แค่ก้าวพ้นประตูเข้าไปในร้านฉันก็ได้ยินเสียงภีมทันที“อัยย์” ฉันเห็นเขารีบเดินมาจากโต๊ะที่อยู่ริมหน้าต่างร้าน ตรงมาที่เราสามคน แต่เมื่อมายืนตรงหน้าฉัน เขาเอาแต่มองหน้าฉันนิ่งไม่พูดอะไรออกมาซักคำ ส่วนฉันเองก็ไม่รู้จะเปิดปากพูดอะไร จนนิต้าต้องเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบลง“หมอภีมคะ ชั้นคุยกับอัยย์แล้วว่าอยากให้เธอลองฟังคุณอธิบายก่อน ไม่อยากให้เชื่อแค่คำพูดคนอื่นและคิดไปเอง ถ้ายังไงลองคุยกันดีๆ นะคะ และชั้นก็อยากให้คุณเคารพการตัดสินใจของเธอ ไม่ว่าเธอจะคบกับคุณต่อไปหรือไม่ก็ตาม ชั้นช่วยคุณได้แค่นี้นะคะ”“คุยกันดีๆ นะ ชั้นเชื่อว่าหมอภีมรักเธอจริงๆ ถ้ายังไงโทรหาชั้นนะ ชั้นอยู่ใกล้ๆ แถวนี้แหละ” นิต้ากระซิบข้างหูฉัน ก่อนที่เธอจะหันหลังเดินออกไปจากร้านกาแฟกับหมอวัต ปล่อยฉันไว้กับภีมสองคนจนฉันทำตัวไม่ถูกได้แค่มองหน้าเขาอยู่อย่างนั้น“อัยย์ เราไปนั่งคุยกันในห้องดีมั้ย”
ตอนนี้ฉันรู้สึกหัวหนักอึ้งไปหมด หลังจากที่เมื่อคืนพยายามข่มตานอนให้หลับแต่ก็ไม่สามารถทำได้ การพยายามห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลกลับเป็นการเร่งให้มันยิ่งไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้าง ตาที่บวมช้ำนั้นจึงทำให้ฉันไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่าภายในสมองจะคิดสับสนวนไปมาไม่ได้หลับลงเหมือนดวงตาทั้งสองข้างจนกระทั่งรุ่งสาง ฉันเริ่มทนไม่ไหวกับตัวเองที่เป็นอยู่ตอนนี้ ฉันลุกขึ้นจากที่นอนพยายามปรือตามองทางเพื่อจะเดินไปทำธุระในห้องน้ำจนสามารถทำทุกอย่างให้เสร็จไปได้ น้ำผลไม้เย็นในตู้เย็นพอทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่ในใจก็ยังคงเจ็บปวดหดหู่อยู่ไม่หายฉันหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นเปิดดูสายเรียกเข้า และข้อความที่ยังไม่ได้อ่านตั้งแต่เมื่อคืน มันยังไม่เพิ่มขึ้นมาจากที่ฉันดูก่อนจะเริ่มเข้านอนเมื่อคืน ฉันตัดสินใจวางสมาร์ตโฟนกลับลงที่เดิมทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเข้าไปอ่านข้อความครืดดดด ครืดดดดสมาร์ตโฟนในมือฉันสั่นขึ้นก่อนที่จะได้วางลงบนโต๊ะ ฉันจึงพลิกขึ้นมาดูเมื่อเห็นเป็นนิต้าจึงกดรับสาย(อัยย์ ตื่นแล







