LOGINกันต์ศิตางค์สังเกตเห็นมารดาเหลือบมองเธออยู่ตลอดขณะนั่งช่วยเตรียมของสำหรับทำกับข้าวบนแคร่ไม้สัก ครัวบ้านเธอมีลักษณะโล่งไม่คับแคบพอเปิดประตูกับหน้าต่างออก ก็นั่งรับลมไปด้วยทำอาหารไปด้วยได้สบายๆ แต่หญิงสาวกลับรู้สึกอึดอัดยิ่งนักกับสายตาชวนน่าสงสัยนั่น
“คุณแม่...มีอะไรกับหนูรึเปล่าคะ” นั่งเหลือบกันไปหลบกันมาได้สักพักชักทนไม่ไหวกันต์ศิตางค์จึงเอ่ยถามเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“เอ่อ...ไม่นี่...”
“จริงเหรอคะหนูเห็นแม่มองแปลกๆ ตั้งแต่เข้ามาในครัวแล้วนะคะ”
“อ๋อ...ก็เมื่อคืนน่ะสิ...” จิตนารีเผลอหลุดปากเกือบพูดเรื่องที่สามีมาบอกกันต์ศิตางค์ไปแล้วว่าศิลาภินเพ้อหาเธอทั้งคืน มันเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจพอสมพอสมควรที่สามีของบุตรสาวบุญธรรม เมามายไร้สติด้วยเรื่องหึงหวงพี่เมีย
“เมื่อคืนทำไมคะ?...”
“เอ่อ...เมื่อคืนหลับสนิทดีเหรอ ย่าหยากวนรึเปล่า”
“ก็ไม่นี่คะ...ก็คุณแม่ก็เข้ามานอนในห้องนี่ ทำไมต้องถามด้วยคะ”
“ก็แม่หลับสนิทเลย เมื่อคืนนอนดึกมากกลัวย่าหยากวนแกเข้าแล้วแม่ไม่ตื่นน่ะสิ” จิตนารีเฉไฉลากเข้าเรื่องอื่นเสีย ด้วยไม่อยากให้บุตรสาวต้องมาขุ่นข้องหมองใจกับเรื่องราวที่ถูกผูกมัดกับอดีต
“อ้อ...แม่คืนคุณแม่ให้เด็กนั่น...เอ่อหนูหมายถึงย่าหยาเรียกหนูว่าแม่จีนัสทำไมคะ” เมื่อพูดถึงเรื่องคุ้มขวัญความทรงจำจากคำมารดาเมื่อคืนที่นึกอยากใคร่จะถามตั้งแต่เช้าก็ผุดขึ้นมา
“แม่อยากให้เรียกเองล่ะ ย่าหยาเป็นเด็กกำพร้าน่าสงสาร ถ้าได้เรียกใครสักคนแบบนั้นคงรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง แม่เลยสอนให้เรียกแต่ก็ไม่ยอมเรียกซะที คงกลัวแกจะว่าเอามั้งเห็นเรียกแต่คุณจีนัสๆ อย่างที่แกสอน เฮ้อ...ปล่อยวางซะบ้างเถอะลูก เด็กก็คือเด็กเขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วยหรอก ย่าหยาเป็นเด็กฉลาดน่ารัก แกลองเปิดใจรับเขาบางอย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าเป็นหลานอย่าถืออคติมากนักเลยยังไงก็หนีกันไม่พ้นอยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ต้องเจอกันเช้ายันค่ำนั่นแหละ”
“หนู...”
“อีกอย่าง...รึแกจะให้เรียกป้าล่ะ หืม...”
“ถ้าหนูไม่ได้กลัวเรื่องคำนำหน้าอะไรนั่นหรอกค่ะ แค่รู้สึกไม่ค่อยคุ้นเท่านั้นเอง”
“แสดงว่าไม่ได้รังเกียจ...ถ้าย่าหยาจะเรียก...ใช่ไหม...”
“เอ่อ...ค่ะ แล้วแต่คุณแม่เถอะค่ะจะได้สบายใจขึ้นมาบ้าง แต่บอกไว้ก่อนอย่าพยายามให้หนูฝืนใจอะไรไปมากกว่านี้เลยนะคะ ถ้ามันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ขอให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่าค่ะ”
กันต์ศิตางค์บอกกับมารดา เธอรู้ว่าจิตนารีไม่สบายใจเรื่องที่เธอทำท่าทางไม่ชอบหน้าเด็กคุ้มขวัญ จริงๆ ก็น่าจะรู้กันมาตั้งนานแล้วว่าเธอมีความรู้สึกกับทุกคนที่เกี่ยวข้องยังไง แต่เพื่อความสบายใจของบิดาและมารดายอมอ่อนข้อเสียอีกหน่อยคงไม่เป็นไรมากนัก
“ออ...แล้วคุณกิตติธัชล่ะเป็นยังไงกันบ้างเห็นพ่อเขาบอกว่าเทียวไปเทียวมาหาเราที่แปลงผักแทบทุกวัน”
“ก็ไม่มีอะไรนี่คะ เขามารับไปทานมื้อเที่ยงทานเสร็จก็กลับมาทำงานต่อ” กันต์ศิตางค์ตอบคำถามมารดาสั้นๆ ดูไม่ได้ใส่ใจ
“ลูก...คิดจะคบหากับเขาจริงจังรึเปล่าจีนัส”
“คุณแม่...”
“แม่กับพ่อก็เห็นว่าเขาเป็นคนดี ลูกเองก็อายุมากขึ้นทุกวันลองๆ ศึกษาเขาไว้ก็ไม่เสียหายอะไรนี่”
“ค่ะ...” หญิงสาวตอบรับปากส่งๆ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเรื่องนี้อีก รู้สึกทั้งจิตนารีและชนชาติจะลุ้นหลังกิตติธัชเหลือเกิน เปิดทางให้ชายหนุ่มคบหาเธอเสียเต็มที่
ก็อย่างที่พูดมากิตติธัชเป็นคนดี หน้าที่การงานฐานะรูปร่างหน้าตาทุกอย่างถือเข้าตาหมด ยกเว้นมีอยู่อย่างเดียวที่ทำให้ตอนนี้เขายังอยู่ได้แต่ฐานะเพื่อนคือ...เธอไม่ได้รักเขา
“เอาล่ะ เหลือแกงจืดหมูสับของย่าหยาอย่างเดียวแล้วลูกช่วยน้าจันทร์ไปก่อนนะแม่จะขึ้นไปดูย่าหยาหน่อย เข้าไปห้องพ่อเขาตั้งแต่พอตื่น รายนั้นยิ่งเมาค้างอยู่ด้วย ไม่รู้ใครจะได้ดูแลใคร”
“ค่ะ...เดี๋ยวที่เหลือหนูจัดการให้เอง”
จิตนารีหันมายิ้มกับคำตอบรับของบุตรสาวก่อนจะไปล้างมือถอดผ้ากันเปื้อนและเดินออกไปจากครัว เธอขึ้นชั้นบนไปยังห้องนอนของบุตรเขยอย่างที่บอกไว้เมื่อครู่
หญิงวัยกลางคนถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่ากับปัญหาหนักอกในครอบครัว ราวกับมันเป็นสงครามเล็กๆ ที่ก่อตัวบั่นทอนจิตใจทุกคนที่รับรู้ ไม่มีทางออก ไม่มีวิธีแก้
“ธีร์...ย่าหยาล่ะ”
“น้องหยาอยู่นี่ค่ะ” เด็กหญิงที่มุดอยู่ใต้โต๊ะทำงานรีบคลานโพล่ออกมาหาผู้เป็นยาย
“ตายแล้วย่าหยาไปทำอะไรตรงนั้นลูก...” จิตรารีรีบโผเข้าไปอุ้มหลานสาวที่ยังอยู่ใต้โต๊ะในมือมีทั้งดินสอปากกากระดาษเต็มไปหมด แถมเสื้อผ้าที่ใส่ยังเปื้อนน้ำหมึกเปื้อนสีจนดูแทบไม่ได้
“ตาธีร์!! ทำไมปล่อยให้ลูกเล่นเลอะเทอะแบบนี้ห๊า!! ดูสิเปื้อนหมดแล้วแม่เพิ่งจะอาบน้ำให้ก่อนจะมาอยู่กับเราเองนะ”
“ขอโทษครับ...ผมลุกไม่ไหวจริงๆ เลยปล่อยให้เขาเล่น ไม่เป็นไรหรอกครับเดี๋ยวผมจะพาอาบน้ำใหม่ให้เอง”
“พอๆ เถอะตัวเองยืนยังจะไม่ไหว แม่จัดการเองดีกว่า ออ...จัดการอาบน้ำอาบท่าเสียใหม่นะจะได้สดชื่นแล้วลงไปกินข้าวกัน แม่ทำของสำหรับเราไว้ด้วย” จิตนารีอุ้มหลานแล้วมายืนกล่าวกับบุตรเขยตรงปลายเตียง
ตัวชายหนุ่มกำลังพยายามใช้มือค้ำดันตัวเองให้ลุก ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ ตาปรือเหมือนคนจะหลับแหล่มิหลับแหล่อยู่ตลอดเวลา
“ครับ...เดี๋ยวผมจะตามลงไปฝากคุณแม่ดูย่าหยาด้วยนะครับ”
“ย่ะ...” แม่ยายรับปากเสียงหนักและเดินออกจากห้องไปแล้วชายหนุ่มจึงทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง คราวนี้เขาพยายามถ่างตาให้ปรับเข้ากับแสงในห้องนอน เพื่อให้อาการวิงเวียนบรรเทายามต้องยันตัวลุกอีกครั้ง
เมาค้างเนี่ยมันทรมานจริงๆ จำได้ว่าตอนที่นั่งดื่มเหล้าเข้าไปพอคิดว่าหญิงสาวในดวงใจกำลังอยู่กับชายอื่นก็ซดเอาซดเอาชนิดไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง พอเมาก็หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว
อีตอนเมาค้างนี่สิรู้สึกเหมือนจะตายเสียให้ได้ไม่รู้อีกกี่ชั่วโมงกันนะมันถึงจะหาย แล้วต้นเหตุที่ทำให้เขาจะเป็นจะตายอย่างนี้จะรู้ตัวบ้างหรือเปล่า
“อ้าวคุณ...นั่นย่าหยาเป็นอะไรทำไมมอมแมมแบบนั้น”
“ฉันลงไปทำกับข้าวในครัวสิคะ ย่าหยาก็ร้องจะไปหาพ่อฉันก็เลยพาไปอยู่เสียกับพ่อเขา ทีนี้รายนั้นเมาค้างอยู่เลยปล่อยให้ลูกเล่นอะไรต่อมิอะไรก็เลยเป็นอย่างที่คุณเห็นนี่แหละค่ะ”
จิตนารีเล่าให้สามีที่เพิ่งออกมาจากห้องส่วนตัวฟัง ตั้งแต่ฉัตรชฎาเสียไปสองสามีภรรยาก็ต้องแยกกันนอนคนล่ะห้องเนื่องจากคุ้มขวัญต้องมานอนกับจิตนารีตลอด ยามที่ศิลาภินไม่อยู่
“เอ่อ...เมื่อเช้าผมเข้าไปบอกเขาแล้วนะเรื่องที่เราคุยกัน”
“ค่ะ...” จิตนารีพยักหน้าอย่างรู้กัน เพราะทั้งคู่ได้หารือกันอย่างเคร่งเครียดเรื่องดังกล่าวก่อนที่พ่อใหญ่ของบ้านจะนำความไปบอกกับบุตรเขย
“ฉันไม่ใช่ไม่ไว้ใจธีร์เขาหรอกนะคะ แต่อยู่บ้านเดียวกันเห็นหน้ากันทุกวัน คนมันเคยรักเคยผูกพันกลัวจะทนไม่ได้เข้าสักวัน นี่แค่เห็นจีนัสอยู่กับคุณกิตติธัชยังหึงจนกินเหล้าเมามาย จะไม่ให้หนักใจได้ยังไง”
“อืม...เขาก็รับปากแล้วว่าจะกลับไปทำงาน คงอีกไม่กี่วันนี่แหละ ผมอยากให้จีนัสมันออกเหย้าออกเรือนไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด หรือไม่ก็ให้ธีร์แต่งกับผู้หญิงคนใหม่ซะเรื่องมันจะได้จบแบบจริงๆ จังๆ เพราะยังไงเสียธีร์ก็ต้องแวะเวียนมาดูย่าหยาก็ต้องเจอกันอยู่วันยังค่ำ จะไม่ให้เขามามันก็ลูกของเขา หรือจะให้เขาเอาย่าหยาไปเลี้ยงเองทั้งผมทั้งคุณก็คงไม่ยอม เฮ้อ!!”
“ถ้าจะต้องให้เอาไปจ้างคนโน้นคนนี้ฉันไม่ยอมแน่ๆ ค่ะ ฉันกลัวย่าหยาจะเป็นอันตราย ดูอย่างที่เป็นข่าวแทบทุกวันสิคะไว้ใจใครได้ที่ไหน อีกอย่างธีร์ก็ไม่ใช่จะอยู่บ้านตลอด ไหนจะต้องออกต่างจังหวัดก็บ่อยที่บ้านธีร์เองก็ไม่มีใคร ถ้าเอาย่าหยาไปคงต้องปล่อยให้อยู่กับพี่เลี้ยงตามลำพัง โอ๊ย!! แค่คิดฉันก็หัวใจจะวายแล้วค่ะ เรากันไว้ดีกว่าแก้นะคะ ดีกว่าต้องมานั่งตีอกชกตัวทีหลัง”
จิตนารีกล่าวทั้งที่อุ้มคุ้มขวัญกระเตงอยู่ ใช่ว่าทั้งนางและชนชาติจะรังเกียจศิลาภิน ด้วยชายหนุ่มก็เป็นเสมือนลูกหลานที่รู้จักมักคุ้นคอยเอื้อเฟื้อกันมาตลอดอีกทั้งนิสัยใจคอก็นับว่าเป็นคนดีพอสมควร รู้จักทำมาหากินดิ้นรนจนได้ดิบได้ดีด้วยสองมือสองเท้าของตัวเอง
ถ้าหากไม่เกิดเรื่องน่าบัดสีนั่นขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน ก็นับได้ว่าศิลาภินเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมไปด้วยคุณงามความดีคนหนึ่ง นางกับสามีก็ใช่ว่าจะอยากหักหาญน้ำใจลูกเขยคนนี้นัก แต่เพื่อปกป้องจิตใจของบุตรสาวที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องทำ
หากวิธีนี้ยังใช้ไม่ได้ผลทั้งคู่ก็คงต้องเพิ่มความรุนแรงกว่านี้ขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์อันน่าอดสูต้องซ้ำรอยเดิมอีก
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







