LOGINตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลย
หลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที
“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว
“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”
“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”
“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี
“คุณแม่...สวัสดีครับ”
“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยรู้ว่าทั้งคู่คงมีเรื่องส่วนตัวต้องคุยกัน
“คือ...ผมขอโทษครับที่ไม่ค่อยได้มาหาเลยช่วงนี้” ชายหนุ่มยกมือพนมไว้อีกครั้งอย่างสำนึก
จิตนารีมองสำรวจลูกเขยตั้งแต่หัวจรดเท้า ศิลาภินดูซูบผอมลงไปมาก ใบหน้าตอบดูหมองคล้ำ แม้จะโกนหนวดโกนเครามาใหม่ๆ การแต่งตัวดูสะอาดสะอ้าน แต่ไม่อาจซ่อนเร้นความเปลี่ยนแปลงของเขาได้เลย
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ...งานคงจะยุ่งแม่เข้าใจ”
“เอ่อ...ครับ ว่าแต่ย่าหยาไปไหนครับเนี่ย ตั้งแต่มายังไม่เห็นวิ่งออกมาหาผมเลย”
“ออกไปข้างนอกกับจีนัสเขาน่ะ ค่ำๆ คงจะกลับมาด้วยกัน ย่าหยาช่วงนี้แกดูเหงาๆ แม่เลยให้จีนัสพาออกไปเที่ยวเล่นเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง” จิตนารีอธิบาย ลูกเขยหนุ่มของนางหน้าตกนิดหน่อยคงรู้ว่าที่คุ้มขวัญเป็นเช่นนั้นเพราะความบกพร่องของตัวเอง
“ธีร์ดูผอมไปนะลูก ทำงานหนักไปรึเปล่าพักผ่อนบ้างนะ”
“อ๋อ...ไม่นี่ครับ ผม...”
“ช่างเถอะๆ พ่อเขาอยู่หลังบ้านโน่นแน่ะ แวะไปหาเขาหน่อยนะเห็นบ่นคิดถึงอยู่ทุกวัน”
“ครับ...คุณพ่อไม่เข้าสวนเหรอครับ หรือวันนี้กลับเร็ว”
“ไม่ใช่หรอก...เหลืออีกเดือนกว่าๆ ก็จะมีงานแล้วพ่อเขาก็ต้องเตรียมความพร้อมให้ทันน่ะจ้ะ”
คำตอบช่างปวดจี๊ดไปถึงหัวใจ ศิลาภินกัดฟันกรอดและรีบปรับสภาพให้ตัวเองอยู่ในสภาวะปกติ
“อยู่กินมื้อค่ำด้วยกันไหม อีกเดี๋ยวจีนัสกับย่าหยาคงมากันแล้วล่ะ”
“ครับ...เอ่อ...แล้วเขาออกไปกันสองคนเหรอครับแล้วไปที่ไหนกัน ไปกันนานรึยัง...”
“ก็...ออกไปตั้งแต่สายๆ แล้วจ้ะ ไปกับตาพัฒเขาไปลองชุดกัน เห็นว่าจะเลยไปแจกการ์ดให้พวกเพื่อนๆ ด้วย”
ทุกคำถามจะได้คำตอบที่เจ็บอกตอกกลับมาทุกครั้ง แต่จิตนารีจะพยายามรักษาน้ำใจไม่เอ่ยถึงกิตติธัช แต่ด้วยสัญญชาตญาณทำให้เขาเกิดอยากรู้รายละเอียดนั้นขึ้นมา
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมา
“จริงๆ ที่ผมมาวันนี้ก็อยากเจอย่าหยาแล้วก็...มาลาคุณพ่อคุณแม่ด้วยครับ...”
“หือ...มาลาพ่อกับแม่ ธีร์จะไปไหนเหรอลูก” นางถาม แม้พอจะรู้ว่าหนุ่มคงลำบากที่จะต้องทำใจให้ยอมรับเรื่องการแต่งงานของกันต์ศิตางค์ แต่ไม่นึกว่าชายหนุ่มถึงกับจะต้องมาล่ำลากันตั้งแต่ตอนนี้
“ผม...รับงานไว้ที่ต่างจังหวัดอีกโครงการหนึ่ง คราวนี้ค่อนข้างเป็นงานใหญ่พอสมควรคงต้องไปอยู่หลายเดือนครับ”
“อีกแล้วเหรอ...นี่ก็เพิ่งจะกลับมาได้เดือนกว่าๆ เองไม่ใช่เหรอจ๊ะ...”
“ครับ...มันได้เงินดีครับคุณแม่ ลูกค้าเก่าๆ เขาช่วยแนะนำมาให้ผมเห็นว่าพอจะทำได้ก็เลยรับเอาไว้ครับ” ศิลาภินอธิบาย ใจจริงของเขาก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอก แต่ในเมื่อความกดดันมันบีบบังคับ เขาเองก็ไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว
“จะไปแม่ก็ไม่ว่าหรอกนะ...สงสารก็แต่ย่าหยา ทำอะไรก็คิดถึงลูกบ้างนะธีร์”
“เพราะคิดถึงลูกนี่แหละครับผมถึงต้องทำแบบนี้...คุณแม่เรื่องย่าหยาไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับผมไม่ทิ้งแกแน่ๆ ผมจะพยายามหาเวลามาเยี่ยมแกให้บ่อยที่สุดครับ”
“เอาเถอะ...จะเอาอย่างนั้นก็ได้ ว่าแต่งานแต่งจีนัสเราจะไม่มาด้วยใช่ไหม ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอกพ่อกับแม่เข้าใจดี...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรู้ไว้นะธีร์ ยังไงธีร์ก็ยังเป็นคนในครอบครัวของเราอยู่นะลูก”
“คุณแม่...” ชายหนุ่มแหงนหน้ามองแม่ยาย ไม่ว่ากี่ครั้งกี่หนเขาก็มีแต่สร้างความลำบากใจให้นางสินะ ทั้งๆ ที่ทุกคนต่างก็รักและเอ็นดูเขาด้วยใจจริง แต่เขากลับรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ได้ไม่ยั่งยืนเลย เขาคงเห็นแก่ตัวเกินไปอย่างที่ กันต์ศิตางค์เคยว่าเอาไว้ ทำอะไร...ก็นึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง
“ธีร์อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมล่ะ เดี๋ยวแม่จะทำเพิ่มให้” จิตนารียิ้มและชวนเปลี่ยนเรื่องคุย
“ไม่...ไม่ครับผมว่าจะแวะไปหาคุณพ่อแล้วก็จะกลับเลยเดี๋ยวจะเดินทางไม่ทัน...”
“อะไรกัน ทำไมรีบขนาดนี้ล่ะ”
“เป็นงานด่วนครับ ผมเพิ่งตอบตกลงกับทางโน้นเสร็จแล้วก็ต้องเริ่มงานกันเลย”
“ตายจริง...แล้วอย่างนี้ไม่เหนื่อยแย่เหรอ”
“ไม่หรอกครับ...แค่ผมก็อยากไปให้เร็วที่สุดงานจะได้เสร็จเร็วๆ เหมือนคราวที่แล้ว”
“อย่างนั้นเหรอ อืม...เอาเถอะแม่ก็ต้องแล้วแต่ธีร์นะ เดินทางปลอดภัยขอให้งานราบรื่นนะลูกนะ” จิตนารีกล่าวให้พรแก่บุตรเขย นางรู้ว่าสาเหตุแท้จริงคงไม่ใช่แค่อยากให้งานเสร็จเร็วๆ หรอก
ชายหนุ่มกำลังจะหนีอีกแล้วต่างหาก แต่ถ้ามันช่วยให้อะไรๆ ลงตัวขึ้น เขาทำใจได้มากขึ้นมันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
“ขอบคุณครับคุณแม่...ถ้างั้นผมลาตรงนี้นะครับเดี๋ยวจะแวะไปคุยกับคุณพ่อหน่อยก็จะกลับเลย”
“จ้ะๆ ไปดีมาดีนะลูก”
“ครับ...”
ชายหนึ่มยกมือไหว้แม่ยาย ความรู้สึกหลายแหล่ไหลวนมารวมกันจุกอยู่ที่อกทำให้เขารู้สึกอัดอั้นไม่น้อย แต่ในเมื่อตัดสินใจจะเดินหน้าแล้วครั้งนี้เขาก็ไม่ถอยเหมือนกัน
ในตอนแรกเขาก็อยากอยู่พบหน้ากันต์ศิตางค์กับคุ้มขวัญก่อน แต่พอจิตนารีเอ่ยถึงกิตติธัช ชายหนุ่มก็รู้เลยว่าคงทนอยู่ที่นี่ต่อไปอีกแม้แต่วินาทีไม่ได้ เขาคงไม่สามารถเก็บอาการอยู่และอาจเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้มองหน้าผู้ใหญ่ไม่ติดเสียเปล่าๆ ไปมันเสียตอนนี้เลยจะได้ไม่ต้องอยู่ให้รกหูรกตาใครได้อีก
ศิลาภินแวะไปทักทายกับชนชาติอยู่พักหนึ่ง หนุ่มใหญ่ดูจะตกใจพอๆ กับภรรยาของเขาเรื่องที่เขาต้องไปทำงานต่างถิ่นเป็นเวลาหลายเดือน และต้องไปอย่างกะทันหันด้วย แต่ก็เข้าใจและเคารพในการตัดสินใจของชายหนุ่ม จากนั้นก็ขึ้นรถและออกไปจากบ้านทันที คงอีกนาน...กว่าเขาจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้ง หรือบางทีอาจไม่มีโอกาสนั้นอีกเลยก็เป็นได้
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







