LOGINทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้
ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว
อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆ
แล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆ
เหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ
“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้วเขาก็เมาพับอยู่ตรงโซฟาในห้องรับแขกของบ้านตัวเอง
“พี่รักเธอ...รักเธอคนเดียว พี่ขอโทษ...ไม่มีเธอพี่ก็อยู่ไม่ได้นะจีนัส”
มโนสำนึกนั้นยังลอยวนเวียนไปหาแต่หญิงอันเป็นที่รักทุกวินาที เขารู้ซึ้งแล้วว่าเธอเกลียดเขา ขยะแขยงเขา และอยากไปให้พ้นๆ จากผู้ชายเลวๆ อย่างเขา แต่การให้ตัวเองทำใจได้เหมือนเธอมันคงไม่มีวัน นอกจากเสียว่าหมดลมหายใจไปแล้วเท่านั้นเอง
“จีน...ช่วยพี่ด้วย ช่วยทำให้จีนัสเข้าใจพี่ด้วยเถอะพี่หมดหนทางแล้วจริงๆ”
แม้ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้นเท่าไหร่ แต่จิตสำนึกของเขาก็ยังวนเวียนอยู่แต่งเรื่องของกันต์ศิตางค์ ชายหนุ่มถึงกับเอ่ยปากขอต่อวิญญาณภรรยาสาวผู้ล่วงลับให้มาช่วยดลจิตดลใจมอบหนทางสว่างแก่เขา นับเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ความรู้สึกมันอับจนหนทางขนาดนี้
“จีนัส...ทำไมไม่เข้าใจพี่บ้าง เห็นแก่ลูกของเราหน่อยก็ยัง ดี...” เสียงแผ่วสั้นขาดเป็นห้วงๆ ตามประสาคนเมายังพร้ำเพ้อกับตัวเองไม่ขาดปาก มือคว้าสะเปะสะปะหาแก้วเหล้าที่ตั้งบนโต๊ะ และคว้ามามันยกกรอกปากกินลงคอ ก่อนหายใจร้อนๆ เพราะฤทธิ์การแอลกอฮอล์ที่เข้าไปเผาผลาญ เหลือกตาค่อยๆ ปรือปิดลงพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่ดับวูบหลับไปเพราะความเมา
เช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมกับดวงตะวันดวงเดิมที่สาดส่องแสงอรุณเข้ามาในตัวบ้าน ศิลาภินขยับตัวด้วยความเมื่อยขบ ศีรษะหนักอึ้งคนแทบยกไม่ขึ้น มองดูนาฬิกาบนข้อมือบอกเวลาเกือบจะเจ็ดโมงเช้าแล้ว ท้องไส้ของเขารู้สึกระอักกระอ่วนยิ่งนักจนต้องรีบลุกเข้าห้องน้ำโดยด่วนที่สุด
เมื่อสติมาครบสมบูรณ์แม้ร่างกายจะยังโซซัดโซเซเขาก็โทร.ไปบอกกับลูกน้องที่บริษัทว่าให้ช่วยกันดูแลงานก่อนช่วงนี้เขาคงไม่ได้มีเวลาว่างมากนัก
เหตุเพราะ...ยังทำใจไม่ได้และไม่มีอารมณ์จะทำอะไรด้วยรู้สึกว่าตอนนี้แค่หายใจมันก็เหนื่อยเหลือเกินแล้ว
วันนี้กว่าอาหารจะได้ตกถึงท้องชายหนุ่มก็ปาเข้าไปบ่ายมากแล้ว เนื่องจากอาการเมาค้างเขาจึงไม่สามารถกินอะไรเข้าไปได้ มันพานแต่จะสำรอกออกมาหมด แต่พอตกค่ำศิลาภินก็ไม่ได้คิดหลาบจำกับความทรมานจากพิษสุราที่คั่งค้าง เขายังตั้งหน้าตั้งตาเป็นมิตรที่ดีกับมันต่อไป
จากแรกที่เมาตั้งแต่ครึ่งขวดแรก วันต่อมาปริมาณก็เพิ่มขึ้นตามประสบการณ์เพื่อให้ตัวเองข่มตาได้ ในที่สุดร่างกายของเขาก็สามารถปรับสภาพได้อย่างดีเยี่ยมกินมันทั้งวันทั้งคืนก็ไม่มีอาการเมาค้างอีกแล้ว เหลือก็แต่เมาได้ตลอดเวลาเท่านั้น
“เป็นอะไรไปเหรอคุณ...เป็นห่วงตาธีร์เหรอ”
“อ้าว...คุณน่ะเองมาเงียบๆ ตกใจหมดเลยค่ะ” จิตนารีหันมองตามเสียงเรียกของสามีขณะกำลังนั่งเหม่ออยู่คนเดียวที่ซุ้มในส่วนหย่อม
“ตกใจอะไรกลางวันแสกๆ กันล่ะ ดูท่าเหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมากกว่านะคุณน่ะ คิดอะไรอยู่เหรอ หืม...”
“เอ่อ...ก็อย่างที่คุณเข้าใจนั่นแหละค่ะกำลังคิดถึงธีร์เขาอยู่ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง” นางถอนหายใจอย่างคิดหนักมองสามีที่เข้ามานั่งตรงกันข้าม
“อืม...ผมก็เป็นห่วงอยู่เหมือนกันนะ ย่าหยาก็ร้องโยเยอยากจะหาพ่อหาแม่ เอ้อ!!! มันเวรกรรมอะไรของพวกเรากันนะคุณถึงได้มีแต่ปัญหาไม่จบไม่สิ้น”
“ธีร์คงกำลังเสียใจน่ะค่ะ อีกไม่นานเขาก็ต้องทำให้ใจยอมรับมันได้ ยังไงเสียเรื่องเขากับจีนัส มันก็ไม่มีวันเป็นไปได้หรอกค่ะ ฉันไม่มีวันยอมเด็ดขาด” นางพูดให้สามีฟังสีหน้านั้นเต็มไปด้วยความกังวล แม้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ศิลาภินก็เป็นคนในครอบครัวเธอมานานปี ความผูกพันย่อมทำให้เกิดความห่วงหาอาทรซึ่งกันและกัน
“เจ้าหมอนี่...มันปักใจกับจีนัสเหลือเกินถ้าไม่เกิดเรื่องกับจีนเข้าผมต้องคิดว่าไม่มีใครรักจีนัสได้เท่ามันอีกแล้วล่ะ”
“นั่นสิคะ...ไม่รู้ทำไมจีนกับธีร์ถึงได้...โอ๊ย!! ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวจริงๆ ค่ะเรื่องผ่านมาตั้งเกือบจะห้าปีเข้าไปแล้วยังไม่ยอมจบยอมสิ้นกันเสียที” คราวนี้สองสามีภรรยาต่างถอนหายใจพร้อมๆ กันด้วยความกลัดกลุ้ม
“นี่ก็หายหน้าหายตาไปเลยสินะตั้งแต่วันที่กลับมา เกือบเดือนเข้าไปแล้วโทร.มาแค่สองสามครั้งไม่ห่วงลูกบ้างรึยังไง เสียใจก็เสียใจเถอะ แต่ทิ้งลูกไปเลยแบบนี้มันใช้ไม่ได้จริงๆ” ชนชาติเองก็ค่อนข้างเครียดกับเรื่องนี้เหมือนกัน ศิลาภินที่เคยสุขุมนุ่มลึก รักลูกยิ่งกว่าสิ่งใดไม่น่าจะเอาเรื่องส่วนตัวมาทำให้คุ้มขวัญพลอยได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างนี้เลย
“นี่ก็ได้จีนัสกับพัฒเขาคอยพาไปเที่ยวโน่นนี่ก็เพลาไปได้บ้าง แต่พอกลับมาบ้านก็ถามหาแต่พ่อแต่แม่นั่นอีกแหละค่ะ ฉันล่ะไม่รู้จะทำยังไงสงสารแกเหลือเกิน”
“ผมคิดว่าจะลองไปตามที่บ้านหรือไม่ก็ที่บริษัทดูนะคุณจะว่ายังไง” ผู้เป็นสามีออกความเห็นอย่างขอคำปรึกษา เพราะเรื่องนี้มันทำให้หลานสุดดวงใจของพวกเขาต้องพลอยเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยดังนั้น คนเป็นตาเป็นยายจึงร้อนรุ่มอยู่ไม่ติดตามๆ กัน
“ฉันจะลองโทร.คุยกับเขาก่อนดีกว่าค่ะ ขืนเรารุกมากๆ ธีร์อาจกำลังคิดมากเดี๋ยวจะพานไม่สบายใจเสียเปล่าๆ ย่าหยาไม่เคยห่างพ่อห่างแม่พร้อมกันนานขนาดนี้ เด็กก็คิดถึงโหยหาเป็นธรรมดา ฉันคิดว่าถ้าจีนัสแต่งงานแล้วอาจจะยกให้เป็นลูกบุญธรรมไปเลยก็ได้ สองคนนั่นเขาก็รักของเขาไม่น้อยเหมือนกัน”
“อืม...เรื่องนี้เราคงต้องปรึกษากันอีกที แต่ที่ต้องรีบแก้ปัญหาก็เรื่องตาธีร์นี่แหละใกล้จะถึงวันงานแล้วมันจะหลบหน้าหลบตาไปอีกนานแค่ไหนกันถึงจะทำใจได้”
“ถึงยังไงเขาก็ต้องยอมรับมันให้ได้นั่นแหละ จีนัสเป็นคนเลือกเองนะคะเขาไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งนั้น ก็คงต้องให้เวลาเขาหน่อยล่ะค่ะ” จิตนารีกล่าว ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างครุ่นคิด หวังว่าพอบุตรสาวคนเดียวที่เหลืออยู่แต่งงานแต่งการออกไปปัญหาสงครามเย็นในบ้านจะได้คลี่คลายลงเสียที
“ว่าแต่สามคนนั้นป่านนี้ไม่รู้ไปถึงไหนกันแล้วนะ ย่าหยาจะซนจนพากันวุ่นวายไปหมดรึเปล่าก็ไม่รู้นะคุณ”
“หึ หึ ไม่หรอกค่ะ ย่าหยาเขาเป็นเด็กฉลาดแกคงรู้ว่าตอนไหนเล่นได้ตอนไหนผู้ใหญ่เขาจะทำงานทำการ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ กับจีนัสแกก็เชื่อฟังอยู่นะ”
“นั่นสิ...คิดแล้วก็ใจหายนะคุณลูกเราเพิ่งกลับมาไม่ถึงปีก็จะแต่งงานไปอีกแล้ว...เฮ้อ!!”
“อย่าทำตัวเป็นคนแก่ขี้เหงาสิคะคุณ จีนัสน่ะอายุปาเข้าไปตั้งเท่าไหร่แล้วพลาดตาพัฒไปมีหลังได้ครองคานทองไปทั้งชาติแน่ๆ ค่ะ”
“ไม่มีทางหรอก ลูกสาวเราออกจะสวยขนาดนั้นเป็นแม่บ้านแม่เรือนรึก็พอไปวัดไปวาได้ ความรู้ก็ดี ใครๆ ก็อยากได้ทั้งนั้นล่ะคุณ” สองสามีภรรยานั่งกระเซ้าเย้าแหย่กันอยู่พักใหญ่พูดคุยเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องงานและเรื่องในครอบครัว
เนื่องจากวันนี้กันต์ศิตางค์และกิตติธัชต้องออกไปลองชุดบ่าวสาวที่เพิ่งตัดเสร็จ รวมไปถึงเอาการ์ดไปแจกให้บรรดาเพื่อนๆ ของแต่ละคนด้วย งานนี้คุ้มขวัญไม่พลาดที่จะติดสอยห้อยตามไปด้วย
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







