LOGINศิลาภินลงมาจากห้องก็ตอนช่วงสายมากแล้วเขาไม่เจอกับกันต์ศิตางค์เนื่องจากเธอออกไปในสวนผักตั้งแต่รับประทานข้าวเช้าเสร็จ วันนี้ชนชาติไม่อยู่หน้าที่คุมคนงานจึงตกเป็นภาระของเธอคนเดียว ตัวเขาเองก็คงออกไปขับรถขับราไม่ไหวรังแต่จะเป็นอันตรายเสียเปล่าๆ จึงอยู่บ้านคอยเป็นเพื่อนเล่นกับคุ้มขวัญลูกสาวตัวน้อย
ชายหนุ่มครวญนึกขึ้นได้ว่าชนชาติเข้ามาขอร้องให้กลับไปอยู่ที่บ้านเขาเองเมื่อเช้านี้ ก็อดจะหันมองหน้าจิ้มลิ้มของลูกรักไม่ได้ รู้สึกใจหายชอบกลทั้งๆ ที่ตอนฉัตรชฎาอยู่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาเสียหน่อย คงเพราะตอนนี้เขารู้สึกว่าต้องทำหน้าที่ทั้งพ่อทั้งแม่ให้คุ้มขวัญกระมัง จึงรู้สึกว่าบกพร่องเสียเหลือเกินที่ต้องทิ้งลูกไว้กับพ่อตาแม่ยายโดยที่ตัวเขามีเวลามาดูแลแค่วันหยุด
เขากลัว...กลัวคุ้มขวัญจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาเนื่องจากขาดความอบอุ่นตั้งแต่เยาว์วัย
อีกประการหนึ่งก็คือต่อไปนี้คงได้พบเจอกับหญิงสาวในดวงใจน้อยลง ชายหนุ่มพยายามคิดให้ตัวเองตัดใจเสีย มันไม่มีทางอีกแล้วที่เขาจะฉกชิงเธอมาครอบครองได้อีก ทั้งผู้ใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยอย่างออกนอกหน้านอกตา ทั้งตัวเธอก็คงไม่เหลือความรู้สึกดีๆ ไว้ให้เขาอีกแล้ว ทุกอย่างมันจบ...เหลือแค่ใจเขาเท่านั้นที่ไม่ยอมจบ ไม่รับรู้ความเป็นจริงเอาเสียสักที
เย็นวันนั้นศิลาภินจัดการเก็บข้าวของส่วนตัวจัดใส่กระเป๋าเรียบร้อย เขาคิดไว้ว่าคงต้องจะออกจากที่นี่ในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้เลย ถ่วงเวลาให้ช้าก็ต้องไป ไปเร็วกว่านั้นก็ต้องไป ไม่มีประโยชน์จะยืดเยื้อรังแต่จะทำให้พ่อตาแม่ยายที่เขาให้ความเคารพนับถือไม่สบายใจเสียเปล่าๆ
คืนนั้นเขานอนไม่หลับ คุ้มขวัญไปนอนกับจิตนารีเช่นเคย เวลาส่วนตัวทำให้ความคิดเตลิดจนไม่อาจข่มตาจึงมีตลอดทั้งคืน ส่วนใหญ่เรื่องที่ทั้งใจและสมองครวญไปหาก็คงไม่พ้นเธอ...กันต์ศิตางค์
“อ้าวธีร์...จะไปวันนี้เลยเหรอ” จิตนารีถามเมื่อเห็นบุตรเขยลากกระเป๋าใบใหญ่ติดตัวเข้ามาที่โต๊ะรับประทานอาหารด้วย นางนั่งรอเขาอยู่เพียงสองคนกับกันต์ศิตางค์เนื่องจากชนชาติยังไม่ได้กลับจากการทำธุระนั่นเอง
หญิงสาวตวัดหางตามองเขานิดหนึ่งก่อนจะหันกลับและทำทีไม่ให้ความสนใจเช่นเดิม ศิลาภินยิ้มพยักหน้าให้กับแม่ยายก่อนจะวางกระเป๋าลงบนพื้น
“คุณพ่อ...คุณพ่อไปไหน”
“พ่อต้องไปทำงานแล้วครับเด็กน้อย” ศิลาภินยกคุ้มขวัญที่กระโดดลงจากตักจิตนารีแล้วโผเข้าหาเขาพร้อมทำหน้ามุ่ยถามเขาเสียงสั่นเครือ
“ไม่เอา น้องหยาจะไปด้วย...”
“ไม่ได้หรอกนะครับ...ย่าหยาอยู่กับคุณตาคุณยายดีแล้ว อีกไม่กี่วันพ่อก็มาหาอีกนะลูก” ชายหนุ่มกอดกระชับลูกน้อยที่เกาะกอดเขาแน่นเช่นกันพาเดินไปนั่งบนเก้าอี้เพื่อเตรียมตัวรับประทานอาหารเช้า
“คุณแม่ก็ไปยังไม่กลับมาเลย คุณพ่อรอคุณแม่กลับมาก่อนได้ไหมคะ น้องหยาไม่อยากอยู่คนเดียว”
“โถลูก...ย่าหยาของยาย หนูยังมียายมีตาแล้วยังมีแม่จีนัสอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนแล้วนี่คะ อย่ากวนพ่อนะพ่อต้องทำงานจะได้มีเงินมากๆ พาย่าหยาไปซื้อของเล่นไงคะ”
จิตนารีออกปากช่วยปลอบอีกแรง คำว่า ‘แม่จีนัส’ ที่นางพูดเมื่อสักครู่มันสะดุดหูศิลาภินเข้าอย่างจังเขาเหลือบมองเจ้าของชื่อที่บังเอิญกำลังมองมาทางเขาเช่นกันอย่างยิ้มๆ
เธอหลบสายตาไปแล้วแต่เขาก็ยังจดจ้อง แต่พอนึกขึ้นได้ว่ามีผู้ใหญ่นั่งคอยสังเกตการณ์อยู่ด้วยก็เลยวางตาจากหญิงสาวเสีย แล้วหันมาให้ความสนใจกับลูกน้อยบนตักแทน
“ย่าหยาอยากอยู่กับคุณพ่อ...กับคุณแม่ของย่าหยา...” น้ำเสียงเล็กๆ อ้อแอ้ความความคิดไร้เดียงสาที่ถูกสื่อออกมาเป็นคำพูดทำให้ทุกคน ณ ที่นั่นสะเทือนใจไม่ใช่น้อย
เด็กหนอเด็กคนที่เขาต้องการให้มอบความรักความอบอุ่นให้ที่สุดก็คงเป็นพ่อกับแม่แท้ๆ แม้คนอื่นจะมีสิ่งใดมาปรนเปรอกี่ร้อยกี่พันอย่างก็คงไม่เทียบเท่าได้
“พ่อมีงานด่วนจริงๆ ครับไม่แล้วพ่อก็ไม่ได้ทิ้งย่าหยาด้วย ที่นี่ทั้งคุณตาคุณยายและ เอ่อ...แม่จีนัสต่างก็เป็นครอบครัวของลูกทั้งนั้น ทุกคนก็รักและหวังดีกับลูกเหมือนกับพ่อนั่นแหละครับ” ศิลาภินพยายามอธิบายให้คุ้มขวัญฟังเกี่ยวกับความจำเป็นของเขาและช่วยคลายความกลัวในใจเธอ
“คุณแม่ล่ะคะ...น้องหยาจะหาแม่...” คราวนี้ยิ่งแล้วใหญ่ยิ่งพูดแม่หนูน้อยก็หน้ายู่ปากแบะน้ำตาคลอหน่วย ทำท่าจะร้องไห้อยู่ท่าเดียว
“คุณแม่...เอ่อ...คุณแม่ของย่าหยาก็ไปทำงานไงครับก็เลยให้แม่จีนัสมาอยู่กับย่าหยาแทนไง” ชายหนุ่มบอกลูกน้อยทำเอาคนที่ถูกอ้างถลึงตาใส่ราวจะจับหักคอเสียทั้งพ่อทั้งลูก
'ไอ้คนฉวยโอกาส' กระนั้นเธอก็ยังต้องนั่งเฉยแสดงออกได้แค่สีหน้าว่าไม่ได้พอใจกับการได้เป็นตัวแทนนั้นสักนิด
“จริงเหรอคะ...” เด็กน้อยหันไปมองคนโน้นทีคนนี้ทีอย่างสงสัยและต้องการคำตอบ
“จริงจ้ะ...ทีนี้ย่าหยาก็ให้พ่อทำงานได้แล้วนะลูกมาม๊ะมาหายายดีกว่าเราจะได้กินข้าวกันต่อ” จิตนารีเสริมทัพช่วยอีกแรง คุ้มขวัญยังลังเลอดที่จะหันไปมอง ‘แม่จีนัส’ ของเธอไม่ได้แม้จะยังคงได้เห็นสีหน้าและสายตาเย็นชาเหมือนเดิม
“แล้ว...ถ้าแม่จีนมาแม่จีนัสจะต้องไปอยู่ที่อื่นแทนอีกไหมคะ”
นี่ก็เป็นอีกคำถามที่ทำให้ทุกคนอึ้ง ในความไร้เดียงสามันแฝงบางอย่างที่เป็นเหมือนหอกข้างแคร่คอยเสียบแทงหัวใจของคนที่บอบช้ำอยู่ก่อนแล้ว ขนาดเด็กสามขวบยังเห็นเธอเป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้นเองหรือ กันต์ศิตางค์คร่ำคิดอย่างเจ็บปวด มิน่าเล่าเธอถึงได้ถูกหลอกใช้ให้เป็นเพียงแค่ตัวแทนอยู่ร่ำไป
“เอ่อ...ไม่หรอกจ้ะย่าหยา ต่อไปนี้จะไม่มีใครไปไหนอีกแล้วทุกคนจะอยู่กับย่าหยา ยกเว้น...เวลาที่ต้องทำไปทำงานกันเท่านั้น เข้าใจไหมจ๊ะ” จิตนารีที่รับอุ้มคุ้มขวัญมานั่งบนตักอีกครั้งพยายามพูดแก้สถานการณ์
นางเห็นกันต์ศิตางค์บุตรสาวหน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัดก็ให้รู้สึกสงสารจับใจด้วยเข้าใจความรู้สึกยามต้องถูกคำพูดนั้นซึมซับผ่านหูเป็นอย่างดี
“ก็ได้ค่ะ...แต่คุณพ่อห้ามไปนานเหมือนวันก่อนนะคะ ไม่งั้นน้อง หยาจะร้อง...”
คุ้มขวัญที่ยังเยาว์นัก ไม่เข้าใจและยังไม่รู้จักสังเกตหรอกว่ามีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างมันเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหารแห่งนี้แล้ว
“จ้ะลูกรัก...พ่อสัญญา...”
“เอ่อ...คุณแม่หนูจะไปแล้วนะคะ” กันต์ศิตางค์วางช้อนที่กำลังใช้ตักอาหารรับประทานยกน้ำดื่มและดีดตัวจากก้าวอี้ก่อนจะหยิบกระเป๋าสะพายมาพาดบ่า เธอบอกกล่าวกับมารดาแต่สายตาตวัดไปยังศิลาภินราวกับเขาเป็นคนแปลกหน้าที่แสนจะน่ารังเกียจ
“อ้าวอิ่มแล้วเหรอแม่เห็นลูกเพิ่งจะกินไปนิดเดียวเองนะ”
“อิ่มแล้วค่ะหนูต้องรีบไปวันนี้คุณพ่อไม่อยู่เสียด้วยงานก็เยอะ นัดกับคุณกิตติธัชไว้ด้วยค่ะ ขานั้นจะมาช่วยดูงาน” หญิงสาวบอกแค่นั้นก็พาตัวเองออกไป
เหลือปล่อยทิ้งให้ชายหนุ่มที่นั่งฟังอยู่ด้วยขบกรามเข้าหากันอย่างเคร่งเครียดและพยายามเก็บอาการเต็มที่ เขากลืนความเจ็บแค้นลงลำคอก่อนจะก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารตรงหน้า
จิตนารีพอจะจับอาการได้อยู่ แต่นางทำเป็นไม่ใส่ใจ คงทำหน้าที่ป้อนข้าวให้หลานสาวคนเดียวต่อบางสิ่งบางอย่างแม้จะอยากออกปากห้ามแต่ถ้ามันเป็นเรื่องของจิตใจและอารมณ์ความรู้สึกมันก็ยากเกินห้ามปรามกันได้ คงได้แต่มองดูช่วยประคับประคองกันไปไม่ให้เรื่องน่าอดสูต้องเกิดซ้ำขึ้นอีกหนเท่านั้น
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







