LOGINเย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอน
อีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใคร
ส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้นแต่ตัวเจ้าสาวเท่านั้นที่ดูเหมือนจะนิ่งเฉยกว่าใครเพื่อน ทั้งๆ ที่เธอควรจะดีใจกับการได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที และเมื่อเธอเลือกมันเองทำไมหนอ...ใจมันถึงไม่ยินดียินร้ายอะไรเลย
ผ่านมากว่าสองสัปดาห์แล้วที่ศิลาภินเอาแต่จดๆ จ้องๆ กับเจ้าโทรศัพท์มือถือ นับตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมาเขาก็ไม่ได้โทรไปรบกวนกันต์ศิตางค์อีกเลยเพราะกลัวหญิงสาวจะโกรธเคืองและมีผลกระทบถึงลูกในท้อง
แต่เขาก็หมั่นส่งข้อความไปบอกให้เธอดูแลรักษาตัวเองดีๆ อยู่ทุกวัน ไม่ลืมขู่ว่าถ้าลูกของเขาเป็นอะไรไปหญิงสาวจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ชายหนุ่มหารู้ไม่ว่าทุกอย่างที่เขาทำไม่ได้มีผลอะไรกับกันต์ศิตางค์เลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างมันกลับตาลปัตรตรงกันข้ามกันทั้งเรื่องที่เขาคาดหวังและหวาดระแวง เพราะเป็นเพียงสิ่งที่เขาคิดเอาเองฝ่ายเดียวเท่านั้น
คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่แม้จะดึกมากแล้วแต่ศิลาภินกับข่มตาให้หลับลงไม่ได้ เขารู้ว่าหญิงสาวยังปลอดภัยจากการเลียบเคียงหลอกถามเอากับจิตนารี นั่นแสดงว่ากันต์ศิตางค์เชื่อเขาและยังไม่ทำร้ายลูกในท้องอย่างแน่นอน
โทรศัพท์ในมือถูกกดเบอร์โทรออกของหญิงสาวซ้ำๆ กันหลายต่อหลายครั้ง แต่มันก็ถูกตัดสายวางลงด้วยมือเขาเองทุกครั้งไป เขาอยากคุยดีๆ กับเธอ อยากได้ยินเสียงและอยากรู้พัฒนาการของลูกน้อยด้วยว่าตอนนี้ไปถึงขั้นไหนแล้ว แต่กลัวจะมีปากเสียงทำให้หญิงสาวเสียอกเสียใจอีก จึงจำต้องทนต่อความต้องการของตัวเองให้ถึงที่สุด
แต่แล้วเมื่อความคิดถึงและเป็นห่วงมันถูกสะสมนานเข้าเขาก็ไม่สามารถอดทนต่อไปได้ ชายหนุ่มถอนหายใจและเม้มปากเข้าหากันอย่างตัดสินใจเด็ดขาด ก่อนนิ้วมือจะกดปุ่มโทรออกไปหาปลายสายที่ต้องการ
“รับสิคนดี...” เขานอนฟังเสียงรอสายจนมันตัดไปเองหลายต่อหลายครั้ง ก็รู้ได้ทันทีว่าหญิงสาวไม่ยินดีอยากคุยกับเขาเช่นที่ตัวเขารู้สึก ณ วินาทีนี้ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดเสียเหลือเกินที่เลือกมาทำงานยังแดนไกล แถมเป็นงานช้างที่ต้องดูและเป็นพิเศษไม่ให้ขาดตกบกพร่อง นั้นหมายความว่าเขาจะปลีกตัวไปไหนต่อไหนตามใจไม่ได้เลย
“เธอใจร้ายกับพี่เหลือเกินจีนัส...” โทรศัพท์ถูกกดวางและเขาก็พูดคุยกับมันแทนคนที่โทรฯ หา เมื่อรู้แน่แล้วว่าคงไม่ได้ยินเสียงหวานๆ อีกตามเคยเขาจึงตัดสินใจส่งข้อความไปให้เหมือนกับที่ทำอยู่ทุกๆ วัน
พี่รักเธอนะ...
ถึงเธอจะไม่รักพี่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่พอขอให้ดูแลลูกของเราให้ดีๆ
พี่รักเขา...ดีใจที่เราจะมีเขา ฝันดีนะครับคนดี
พี่ธีร์
ข้อความถูกอ่านจบเจ้าเครื่องมือที่เป็นสื่อให้เขากวนใจเธอได้ทุกวี่ทุกวันก็ถูกปาทิ้งอย่างไม่ไยดี ทุกๆ ข้อความที่เขาส่งมาเอ่ยถึงแต่เรื่อง ลูก ลูก และลูก เขาเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ
ศิลาภินเอาแต่พร่ำเพ้อเรื่องที่เขาเข้าใจผิดอย่างไม่คิดยอมรับฟังอะไรเลย หลายๆ ข้อความในรอบหลายวันมานี้มีทั้งสื่อถึงความคิดถึง ความรัก ความเป็นห่วงเป็นใยและข่มขู่สารพัด
เรื่องนี้ช่างนำความลำบากใจให้กับว่าที่เจ้าสาวอย่างเธอเหลือเกิน โชคดีที่เธอสั่งทั้งบิดาและมารดาเอาไว้ว่าอย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับชายหนุ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอกลัวศิลาภินจะสร้างความวุ่นวายได้ ซึ่งบุพการีทั้งคู่ก็พอจะเข้าใจ
ตอนนี้เธอยังคิดไม่ออกว่าถ้าอดีตคนที่กลายเป็นน้องเขยไปแล้วรู้เข้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาดูบ้าคลั่งเสียเหลือเกินกับเรื่องที่เข้าใจว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ ถ้าขืนมารู้เรื่องการแต่งงานระหว่างเธอกับกิตติธัชเข้ามาหวังชายหนุ่มจะต้องหาวิธีการจองล้างจองผลาญเธออีกเป็นแน่
สำหรับคนอื่นเขาคือผู้ชายที่สุภาพ อ่อนโยน อบอุ่น แต่กับเธอเขาช่างเป็นปีศาจร้ายที่น่ากลัวยิ่งนัก ทั้งคืนนั้นและอีกหลายๆ คืนต่อมาหญิงสาวไม่สามารถข่มตาหลับลงด้วยปัญหาเหล่านี้มันคอยสุมอกจนร้อนรุ่มอยู่ไม่ติด แม้เธอกับกิตติธัชจะยิ่งมีความสัมพันธ์คืบหน้ายิ่งขึ้นในฐานะที่กำลังจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ใจเธอมันไม่ได้นิ่งสงบเหมือนที่แสดงออกมาเลยสักนิด ยิ่งนับวันความสับสนจะยิ่งคืบคลานเข้ามาจับจองพื้นที่หัวใจให้เหลือความแน่วแน่น้อยลงไปทุกที
งานรับจัดตกแต่งรีสอร์ตที่เชียงใหม่จบสิ้นลงก่อนกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ด้วยมัณฑนากรหนุ่มทุ่มเทกับงานแบบหามรุ่งหามค่ำไม่เคยปล่อยเวลาให้ว่างโดยเปล่าประโยชน์แม้แต่วินาทีเดียว เขาใช้เวลาในการพักผ่อนเพียงวันละไม่ถึงสี่ชั่วโมงนอกจากนั้นก็ขลุกอยู่กับงานทั้งการจัดสวนและตกแต่งภายในจนลุล่วงเสร็จได้สมใจหมาย ทีนี้เขาจะได้กลับไปแก้ปัญหาชีวิตให้จริงจังเสียที
เมื่อเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายถูกระบุเป็นตัวเลขในเช็คส่งให้ถึงมือเรียบร้อยแล้ว ศิลาภินก็ลาเจ้าของโครงการกลับในวันนั้นเลย แม้จะถูกรั้งตัวให้อยู่ร่วมฉลองความสำเร็จกันก่อนเขาก็ยังหาข้ออ้างกลับจนได้ ตัวเขาเองก็ค่อนข้างจะเกรงใจอยู่มากกลัวทางนี้จะหาว่าไม่ไว้หน้า แต่เรื่องลูกเมียย่อมสำคัญกว่าสิ่งไหน เขาจึงให้ณัฐวุฒิลูกน้องอยู่รับหน้าแทน ส่วนตัวเขานั้นก็อ้างธุระสำคัญขอตัวกลับไปก่อน
ทันทีที่ลงจากเครื่องชายหนุ่มก็ขับรถที่นำไปจอดฝากไว้มุ่งตรงไปยังบ้านพ่อตาแม่ยายก่อนที่อื่น ความหวังของเขาคือการได้พบหน้ากันต์ศิตางค์และพูดคุยปัญหาต่างๆ กับเธอให้เคลียร์จากนั้นค่อยอธิบายเรื่องทั้งหมดกับทางผู้ใหญ่ของบ้าน ศิลาภินไม่รู้เลยว่าการกลับมาของเขา มันช้าไปเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







