LOGIN“ปล่อยนะพี่โซ่! บอกให้ปล่อยไง!”
เสียงห้วนของเจ้าขาชวนให้คนฟังรู้สึกชาวูบ เธอพยายามออกแรงดึงข้อมือของตัวเองกลับ แต่ฝ่ามือหนาของคนตัวสูงกว่ากลับยิ่งบีบกระชับแน่นขึ้น
หลังจากความเงียบชวนอึดอัดที่ตึกบริหารสิ้นสุดลง เจ้าขาเลือกที่จะหมุนตัวเดินหนีออกมาทันทีอย่างไร้เหตุผล
ขาเรียวก้าวสับไวๆหวังจะหลบไปให้พ้นจากสายตาคมคู่นั้น แต่เธอกลับลืมไปว่าช่วงขาของเขายาวกว่าเธอมากนัก
โซ่เพียงแค่ก้าวเร็วๆไม่กี่ก้าวก็วิ่งตามมาทันและคว้าข้อมือเธอไว้ได้สำเร็จที่บริเวณทางเดินข้างตึก
“เจ้าขา คุยกันก่อนสิ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยฟังดูสุขุมนิ่งสนิท บัดนี้แฝงไปด้วยความเว้าวอนอย่างปิดไม่มิด โซ่จ้องมองคนตรงหน้าตาไม่กะพริบ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายที่เอ่อล้นจนแทบจะทะลักออกมา
เจ้าขาหยุดก้าวเดิน ทว่าเธอไม่ยอมหันกลับมาเผชิญหน้า
“เราไม่มีอะไรต้องคุยกันค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“ทำไมจะไม่มีล่ะ” โซ่ขยับเข้าไปใกล้อีกก้าว
"หายไปตั้งสองปี ไม่คิดจะคุยกับพี่สักคำเลยเหรอ?”
คำถามนั้นทำให้เจ้าขาค่อยๆหันหน้ากลับมามองเขาตรงๆ ดวงตากลมโตคู่สวยที่บัดนี้แต่งแต้มด้วยอายไลเนอร์เฉี่ยวคมสบเข้ากับดวงตาของเขา
วินาทีนั้น แววตาของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำเก่าๆ ความอบอุ่นในวันวาน และความโหยหาอันลึกซึ้งที่เธอซ่อนมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจมันฉายวูบขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
เธอคิดถึงเขา คิดถึงอ้อมกอดนี้ คิดถึงผู้ชายคนนี้จนใจจะขาด
‘พี่เห็นเธอเป็นแค่น้องสาวข้างบ้านมาตลอด และมันไม่มีวันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้’
ทว่า... ก่อนที่ความอ่อนแอจะเข้าครอบงำ ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นตอนม.ปลายก็ผุดขึ้นมาในหัว คำปฏิเสธที่แสนเย็นชา แววตาที่มองตรงมาอย่างไร้ความรู้สึกในวันนั้น
ความเจ็บปวดในวันวานปลุกให้เจ้าขาได้สติ ใบหน้าสวยแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงและเย็นชาขึ้นมาทันที
สะบัด!
เธอรวบรวมแรงทั้งหมดสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างแรงจนหลุดออก
โซ่มองมือตัวเองที่ว่างเปล่าด้วยความรู้สึกใจหายวาบ แต่เขาไม่ยอมแพ้ เขาขยับก้าวเข้าไปขวางหน้าเธอเอาไว้ทั้งตัวเพื่อรั้งไม่ให้เธอเดินหนีไปไหนได้อีก
“เจ้าขา พี่ขอโทษ” โซ่เอ่ยเสียงแผ่ว
“แต่พี่ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”
“...” เจ้าขาเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ตอบ แต่ยอมยืนนิ่งฟัง
“ทำไมตอนนั้นถึงย้ายบ้านหนีไป ทำไมไม่บอกพี่สักคำ”
ดวงตาของโซ่เต็มไปด้วยความตัดพ้อและปวดร้าว ถ้าย้อนกลับไปในวันนั้น หลังจากที่เขาจำใจพูดคำร้ายกาจปฏิเสธเธอด้วยเหตุผลบางอย่าง
โซ่กลับบ้านไปนอนร้องไห้แทบทั้งคืน แต่พอวันต่อมาเขากลับพบว่าบ้านข้างๆกำลังย้ายของออกไป เขาวิ่งตามรถเธอจนสุดแรง แต่ไม่ทัน
หลังจากนั้นเจ้าขาก็หานไป โทรศัพท์ของเธอติดต่อไม่ได้อีก ราวกับเธอจงใจลบตัวเองออกไปจากโลกของเขา เจ้าขาแค่นยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ดูประชดประชันตัวเองอย่างถึงที่สุด
“มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรหรอกค่ะ”
เธอบอกปัดเสียงเรียบ คำตอบนั้นทำให้โซ่ชะงักไปในทันที ใบหน้าหล่อรู้สึกชาขึ้นมา หัวใจกระตุกวูบราวกับถูกของแข็งกระแทกเข้าอย่างจัง
“ย้ายบ้าน หายไปจากชีวิตพี่ตั้งสองปีเนี่ยนะไม่สำคัญ?” โซ่ทวนคำด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น ขอบตาของเขาเริ่มร้อนผ่าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"สำหรับเธอเรื่องของเรามันไม่มีความหมายเลยเหรอเจ้าขา”
เจ้าขาเลือกที่จะเงียบ เธอเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่ยอมสบสายตาที่กำลังมองตัดพ้อเธออย่างรุนแรง เธอไม่อยากให้เขาเห็นว่าดวงตาของเธอในตอนนี้มันสั่นระริกและพร้อมจะมีน้ำตาไหลออกมาได้ทุกเมื่อ
เขาเห็นคนตัวเล็กเงียบใส่ ความโกรธในใจของโซ่ก็พลันมลายหายไป เหลือเพียงความกังวลและความกลัวว่าเธอจะเกลียดเขาไปแล้วจริงๆ
โซ่พรูลมหายใจออกมาสั้นๆ ก่อนจะลดน้ำเสียงลงจนอ่อนโยนเหมือนในอดีต
“โกรธพี่เหรอ?”
“ไม่ได้โกรธค่ะ” เจ้าขาตอบทันควัน โดยที่ยังคงมองไปทางอื่น
“ไม่โกรธแล้วทำไมไม่มองหน้าพี่ล่ะครับ”
โซ่ถามพลางเอียงหน้าตามไปหวังจะสบตา แต่เจ้าขาก็ยังคงขยับหันหนี เขายกมือขึ้นเกาท้ายทอยตัวเองเบาๆอย่างทำอะไรไม่ถูก
"โอเค ไม่มองก็ไม่มอง”
ลมโชยอ่อนๆพัดผ่านทางเดิน นำพาเอากลิ่นน้ำหอมอ่อนๆจากตัวของเธอให้ลอยมาแตะจมูกโซ่
เขามองคนตัวเล็กตรงหน้าที่ดูโตขึ้น แต่อาการหน้ามุ่ยเชิดหน้าหนีแบบนี้ มันคือเจ้าขาตัวแสบแสนขี้งอนคนเดิมไม่มีผิด
โซ่ลอบยิ้มออกมาบางๆ ความรู้สึกกดดันเมื่อครู่เริ่มคลายลง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยถามประโยคเบสิกที่เขาอยากรู้มากที่สุด
“สบายดีไหม?”
“ก็สบายดีค่ะ อย่างที่เห็น” เจ้าขาตอบเรียบๆ พลางก้มลงมองนาฬิกาข้อมือเพื่อแสดงออกว่าเธอเริ่มจะรีบแล้ว
“แต่พี่ว่าดูไม่ค่อยสบายเท่าไรนะ” โซ่เริ่มแกล้งหยอด น้ำเสียงทุ้มต่ำเปลี่ยนเป็นติดกวนนิดๆตามนิสัยดิมที่เขาจะใช้เฉพาะกับคนสนิทเท่านั้น
“ดูผอมลงหรือเปล่าเนี่ย เอวเล็กจึ๋งเดียว แถม ดูกวนประสาทขึ้นด้วยนะเราอ่ะ”
“พี่โซ่!” เจ้าขาหันขวับมามองค้อนตาเขียวใส่ทันที
“นี่ปากเหรอ”
“อ้าว หันมามองหน้ากันได้แล้วเหรอ”
โซ่หัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาวาวอย่างชอบใจที่สามารถจุดชนวนอารมณ์ของคนตัวเล็กได้สำเร็จ เขาขยับเข้าไปใกล้ระยะเผาขน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกะล่อนและขี้เล่นที่เจ้าขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
"แล้วคิดถึงพี่ไหม?”
คำถามตรงๆแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาเจ้าขาเบิกตาโต หัวใจดวงน้อยเต้นแรงขึ้นมา ใบหน้าสวยร้อนผ่าวจนคิดว่ามันต้องขึ้นสีแดงแน่ๆ เธอมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจและผสมปนเปไปด้วยความสับสน
เขาเป็นบ้าอะไรไปแล้ว?
ตอนม.ปลายปฏิเสธเธออย่างเยือกเย็นราวกับคนไร้หัวใจ แต่พอมาวันนี้กลับมาทำหน้าทะเล้นใส่ แถมยังถามคำถามหน้าตายแบบนี้อีก
“ไม่คิดถึงค่ะ! ไม่เคยคิดถึงเลยสักวันเดียว!” เจ้าขาตอบกระแทกเสียงใส่ด้วยความโมโห
“จริงเหรอ...”
โซ่ลากเสียงยาว แววตาแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนลงและจริงจังขึ้นมาในพริบตา เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสวยก่อนจะพูดประโยคที่ทำเอาโลกทั้งใบของเจ้าขาแทบหยุดหมุน
“แต่พี่คิดถึงเธอนะ คิดถึงมากๆเลยด้วย”
“อึก”
เจ้าขาถึงกับอึกอัก คำพูดร้ายกาจที่เตรียมจะสวนกลับไปถูกกลืนลงคอจนหมดสิ้น หัวใจของเธอทำงานหนักเกินไปแล้วในเช้าวันนี้
ใบหน้าสวยร้อนผ่าวจนแทบจะระเบิด เธอพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความใจแข็งที่เหลืออยู่แสร้งทำเป็นถลึงตาใส่เขา
“ไร้สาระ! เลิกพูดจาเพ้อเจ้อได้แล้ว” เจ้าขาเหวใส่เสียงดังกลบเกลื่อน
“หนู เอ๊ย! เจ้าขาต้องไปเรียนแล้ว ขอตัวค่ะ!”
สรรพนามเก่าที่เกือบหลุดออกมาทำเอาเจ้าขารีบตะครุบปากตัวเอง ก่อนที่ร่างเล็กจะรีบวิ่งจู๊ดผ่านร่างสูงของโซ่ไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าถ้าอยู่ต่ออีกแม้เพียงวินาทีเดียว กำแพงความเย็นชาที่เธออุตส่าห์สร้างมาตลอดสองปีจะพังทลายลงเพราะคำว่าคิดถึงของเขา
โซ่ไม่ได้วิ่งตามไปอีก เขาเพียงแค่หมุนตัวกลับมามองตามแผ่นหลังบางที่วิ่งลิ่วๆเข้าตึกบริหารไปด้วยรอยยิ้มกว้างที่มุมปาก มือหนายกขึ้นลูบท้ายทอยตัวเองพลางหัวเราะเบาๆในลำคอ
โตขึ้นงั้นหรอ... ก็แค่เด็กดื้ออัพเกรดสไตล์การแต่งตัวล่ะวะ
“แหมๆๆ ไอ้โซ่ ลายพึ่งงอกหรือไงวะ เดินดิ่งมาหาเด็กปีหนึ่งไม่พอ มีการวิ่งตามมาจับมือถือแขนเขาอีกแน่ะ”
เสียงกวนประสาทของเกียร์ดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับร่างของเพื่อนสนิทอีกสองคนที่เดินตามมาทันพอดี ทุกคนทันเห็นเหตุการณ์ตอนที่โซ่ยืนคุยกับเด็กสาวคนเมื่อครู่นี้
“นั่นดิโซ่ กูตกใจหมด อยู่ดีๆมึงก็เดินลิ่วมาเลย” พะพายเอ่ยพลางทำตาโต ใบหน้าสวยเฉี่ยวของเพื่อนสาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ร้อยวันพันปีเห็นมึงทำหน้านิ่งสาวๆคณะไหนมาจีบก็ปฏิเสธหน้าตาย แต่นี่อะไร ไปยืนส่งสายตาหวานใส่เด็กบริหารเฉยเลย แปลกว่ะ ปกติเห็นมึงไม่เคยสนใจใครเลยแท้ๆ”
โซ่หันกลับมามองกลุ่มเพื่อน ใบหน้าหล่อกลับคืนสู่ความสุขุมนิ่งสนิทตามเดิมอย่างรวดเร็วราวกับสลับสวิตช์ มีเพียงแววตาเท่านั้นที่ยังคงมีประกายความยินดีหลงเหลืออยู่เล็กน้อย
“ไม่มีอะไร” โซ่ตอบสั้นๆ
“ไม่มีอะไรบ้านมึงดิ สายตาเมื่อกี้ของมึงอ่ะ” ซีนที่ยืนกอดอกนิ่งๆอยู่ข้างเกียร์เอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงทุ้มเรียบของซีนดูจริงจังขึ้นมาทันที
“ดูจากแววตามึงเมื่อกี้ ไม่น่าใช่แค่ชอบป่ะวะ?”
คำพูดของซีนทำให้เกียร์และพะพายหันไปมองหน้ากันอย่างเห็นด้วย เพราะพวกเขารู้จักโซ่มานาน
ตอนที่โซ่มองเด็กผู้หญิงคนเมื่อครู่ มันไม่ใช่สายตาของคนคึกคะนองที่อยากจะเข้าไปจีบหรือเข้าไปหม้อแบบที่เกียร์ชอบทำ แต่มันคือสายตาของคนที่เจอสิ่งล้ำค่าที่เคยทำหล่นหายไป
โซ่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองตรงไปยังซีนก่อนจะขยับมุมปากเป็นรอยยิ้มกวนๆ
“หึ สมกับที่มึงเคยมีแฟนเก่าเนอะไอ้ซีน โดนทิ้งบ่อยจนเชี่ยวชาญเรื่องแววตาชาวบ้านเขาเลยเหรอวะ” โซ่ได้ทีจี้จุด
“อ้าว ไอ้สัสโซ่ กูอุตส่าห์วิเคราะห์ให้สาระ มึงมาจี้จุดกูทำไมเนี่ย” ซีนด่ากลับทันควันพลางชี้หน้าเพื่อนขำๆ ขณะที่เกียร์และพะพายพากันหัวเราะร่า
“ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้าไอ้ซีน โดนหมัดฮุกเข้าไปถึงกับจุก” เกียร์ขำกลิ้ง ฃก่อนจะรีบขยับเข้าไปกอดคอโซ่แล้วทำหน้าจริงจัง
"แต่สรุปคือใครกูอยากรู้จริงๆนะเนี่ย น้องคนนั้นน่ะ เด็กปีหนึ่งคณะบริหารใช่ไหมวะ มึงไปรู้จักเขาตอนไหน?”
โซ่นิ่งไปเล็กน้อย สายตาคมทอดมองกลับไปยังตึกบริหารที่ร่างบางของเจ้าขาเพิ่งจะหายลับเข้าไป เขายกมือขึ้นปัดแขนของเกียร์ออกจากไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก
“พวกมึงไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าเป็นใคร”
โซ่เอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นอย่างที่เพื่อนๆไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เอ้า มีความลับกับเพื่อนกับฝูงอีก” เกียร์เบ้ปาก
โซ่ไม่ได้สนใจเสียงบ่นของเกียร์ เขาสูดลมหายใจเข้า แววตาสุขุมประกายความมุ่งมั่นอันแรงกล้าขึ้นมาจนเพื่อนทั้งสามคนถึงกับสัมผัสได้ถึงความจริงจัง
“แต่แค่รู้เอาไว้...” โซ่เว้นจังหวะ พลางกำหมัดแน่นในกระเป๋าเสื้อช็อป
“ว่าหลังจากวันนี้ กูจะไม่ยอมเสียน้องเขาไปอีกก็พอ”
ประโยคสั้นๆทำเอาเกียร์ ซีน และพะพายถึงกับเงียบกริบไปพร้อมกัน พวกเขารู้ดีว่าคนอย่างโซ่เป็นคนพูดน้อย แต่ถ้าได้พูดคำไหนออกมาแล้ว เขาคนนี้จะทำมันให้สำเร็จด้วยชีวิต
“โอ้โห... มาทรงนี้ กูว่าเตรียมตัดชุดงานแต่งรอเลยดีไหมเพื่อน” เกียร์แกล้งทำลายความเงียบด้วยเสียงหัวเราะ
“ไปเรียนได้แล้วมึง น่ารำคาญ สายแล้วเนี่ย”
โซ่ตัดบทพลางออกเดินนำหน้ากลุ่มเพื่อนตรงไปยังตึกวิศวกรรมตามเดิม
ทว่าในทุกย่างก้าวที่เดินไป ใบหน้าสวยของเจ้าขาและสัมผัสนุ่มนิ่มที่ข้อมือของเธอยังคงติดแน่นอยู่ในความรู้สึกของเขาไม่จางหาย
สองปีที่พี่ปล่อยเธอไป มันมากเกินพอแล้วเจ้าขา ต่อจากนี้เตรียมตัวรับมือพี่ชายคนนี้ให้ดีก็แล้ว
ตึกบริหาร
“เจ้าขา! แกวิ่งหนีอะไรมาเนี่ย ฃ!”
เสียงของแจงเพื่อนเธอทักขึ้นทันทีที่เห็นร่างเล็กของเจ้าขาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องโถงชั้นล่างของตึกเรียน
เจ้าขาวิ่งมาหยุดยืนพิงเสาปูน ต้นขาเรียวสั่นเทาเล็กน้อย มือบางยกขึ้นกุมอกข้างซ้ายที่หัวใจยังคงเต้นระรัวเป็นกลองรบ
“ปะ เปล่า ไม่มีอะไร” เจ้าขาตอบเสียงกระสับกระส่าย พลางใช้มือพัดใบหน้าตัวเองที่ยั้งคงร้อนผ่าว
“ไม่มีอะไรได้ไง หน้าแดงลามไปถึงหูแล้วแกน่ะ” แจงขมวดคิ้วจับผิด
“แล้วเมื่อกี้หนุ่มวิศวะตัวสูงๆ หล่อๆ คนนั้นที่เดินตามแกไป เขาทำอะไรแกหรือเปล่า? ฉันเห็นเขาจับมือแกด้วยนะ”
“ไม่มีอะไรจริงๆแก แค่... แค่คนรู้จักเก่าเฉยๆ”
เจ้าขาพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แต่ในหัวสมองของเธอยังคงมีแต่ประโยคบอกคิดถึงของโซ่ดังสะท้อนไปมาไม่หยุดหย่อน
‘แต่พี่คิดถึงเธอนะ คิดถึงมากๆเลยด้วย’
“คนรู้จักเก่าเหรอ? แต่สายตาพี่เขาตอนมองแกนี่เหมือนจะกลืนกินเข้าไปทั้งตัวเลยนะเจ้าขา หล่อมากเลยอ่ะ ทรงอย่างแบด ทรงแด๊ดดี้สุดๆ เสื้อช็อปก็เท่ ผมมัลเล็ตมัดครึ่งหัวคือกร้าวใจ ดาเมจทำลายล้างมาก!” แจงยังคงเพ้อไม่เลิก
“พอเลยยัยแจง เลิกพูดถึงเขาได้แล้ว ไปเตรียมตัวเข้าคลาสเหอะ” เจ้าขาตัดบทพลางเดินนำเข้าไปในลิฟต์เพื่อหนีการซักไซ้ของเพื่อน
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ชายหนุ่มร่างโปร่งอีกคนหนึ่งในชุดนักศึกษาเรียบร้อยระเบียบจัดก็เดินเข้ามาสมทบ เขาคือนนท์ เพื่อนอีกคนในกลุ่มของเจ้าขา
“มีอะไรกันเหรอเจ้าขา แจง ทำไมทำหน้าเครียดกันจัง”
นนท์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพและแฝงไปด้วยความห่วงใย ดวงตาของนนท์ที่มองตรงมายังเจ้าขานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกพิเศษที่ซ่อนอยู่
“ไม่มีอะไรหรอกนนท์ แจงมันก็เพ้อเจ้อไปเรื่อยป่ะ” เจ้าขาส่งยิ้มบางๆให้นนท์เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ
“อ๋อ อือ ถ้ามีอะไรให้เราช่วยบอกได้เลยนะเจ้าขา”
นนท์ยิ้มรับ แต่ในใจแอบลอบสังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาของคนที่เขาแอบรัก
แววตาของเจ้าขาในตอนนี้... มันดูสับสนและว้าวุ่นใจในแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่รู้จักกันมา
เจ้าขาพยักหน้ารับคำของนนท์ ก่อนจะหันหน้าเข้าหาประตูลิฟต์ มือบางยกขึ้นแตะริมฝีปากตัวเองเบาๆ
พี่โซ่คนบ้า... กลับมาทำไมตอนที่เจ้ากำลังจะลืมพี่ได้อยู่แล้วนะ เธอตัดพ้อในใจพลางถอนหายใจยาว
ช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดและมรสุมชีวิตได้ผ่านพ้นไปจนหมดสิ้นแล้ว ในที่สุดช่วงเวลาที่นักศึกษาทุกคนรอคอยอย่างช่วงปิดเทอมก็มาถึงเพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จที่ครอบครัวของเจ้าขาหลุดพ้นจากคดีความ และฉลองการสอบเสร็จที่แสนจะสูบพลังงาน แก๊งหนุ่มวิศวะสุดป่วนจึงได้จัดทริปแพ็กกระเป๋าขับรถมาตั้งแคมป์พักผ่อนกันที่ลานกางเต็นท์ริมแก่งน้ำตกแห่งหนึ่งในจังหวัดที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติและภูเขาบรรยากาศยามค่ำคืนริมแก่งน้ำตกนั้นแสนจะเย็นสบายและสดชื่น เสียงน้ำไหลกระทบโขดหินดังซู่ซ่าสลับกับเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องระงมอยู่รอบลานกางเต็นท์ แสงไฟประดับสีส้มดวงเล็กๆ ถูกนำมาห้อยโยงยางระหว่างต้นไม้ใหญ่ สร้างบรรยากาศอบอุ่นและโรแมนติกอย่างบอกไม่ถูกตรงลานกว้างด้านหน้าเต็นท์พัก กองไฟกองใหญ่กำลังลุกโชนให้ความอบอุ่น แก๊งเพื่อนสนิทอย่างเกียร์ พะพาย และเพื่อนคนอื่นๆ กำลังนั่งล้อมวงย่างบาร์บีคิวและพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานเฮฮาทว่า... ห่างออกไปจากความวุ่นวายของกลุ่มเพื่อน บริเวณริมแก่งน้ำที่ค่อนข้างมืดและเงียบสงบร่างสูงของโซ่ในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงวอร์มสบายๆ กำลังเดินกุมมือเล็กของเจ้าขาเอาไว้แน่น ทั้งสองคนเดินเคียงข้างก
ติ๊ด... แกร๊ก!เสียงปลดล็อกประตูดิจิทัลดังขึ้น ก่อนที่บานประตูคอนโดหรูจะถูกผลักเปิดออก ร่างเล็กของเจ้าขาก้าวเดินเข้ามาด้านในด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างที่สุดในรอบเดือน ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าจนแทบหายใจไม่ออกได้มลายหายไปจนหมดสิ้นแล้ว วันนี้ครอบครัวของเธอได้ชีวิตใหม่กลับคืนมา และคนที่มอบมันให้ก็คือผู้ชายร่างสูงที่กำลังเดินตามหลังเธอเข้ามาติดๆเธอถอดรองเท้าส้นสูงออก วางกระเป๋าสะพายใบเล็กไว้บนเคาน์เตอร์หน้าประตู เธอกำลังจะหันไปถามเขาว่าอยากดื่มน้ำเย็นๆ หรือเปล่า ทว่า... ยังไม่ทันที่ร่างเล็กจะได้ขยับตัวก้าวเดินไปไหนหมับ!ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามก็สอดเข้ามารวบกอดรัดที่เอวคอดกิ่วของเธอจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว! แผ่นหลังบางถูกดึงให้เข้าไปแนบชิดกับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยกล้ามเนื้อของโซ่จนไร้ช่องว่าง ลมหายใจร้อนระอุของเขาเป่ารดลงมาที่ต้นคอขาวเนียน ทำเอาคนถูกกอดสะดุ้งเฮือก“อ๊ะ... พี่โซ่!” เจ้าขาร้องอุทานเบาๆ มือบางรีบยกขึ้นมาจับท่อนแขนของเขาที่กอดรัดเอวเธอเอาไว้แน่น“ตกใจหมดเลยค่ะ มาแอบกอดข้างหลังทำไมเนี่ย ปล่อยก่อนเร็ว เจ้าขาจะไปเอาน้ำเย็นๆ มาให้ดื่ม ดื่มน้ำก่อนไหมคะ”“
รถสปอร์ตคันหรูแล่นไปตามเส้นทางที่แสนคุ้นเคย ทว่ายิ่งรถขับเข้ามาใกล้หมู่บ้านจัดสรรระดับไฮเอนด์มากเท่าไหร่ คิ้วเรียวสวยของเจ้าขาก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเท่านั้น เธอหันไปมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาของคนขับด้วยความสับสน“พี่โซ่คะ... นี่มันทางไปบ้านเจ้าขานี่นา พี่พาเจ้าขามาที่นี่ทำไมคะ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ“ก็พามาส่งบ้านไงครับ วันนี้อากาศดีนะ ว่าไหม” โซ่ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้หันมามอง แววตาของเขามีประกายบางอย่างซ่อนอยู่“พี่โซ่! เรามาที่นี่ไม่ได้นะคะ!” เจ้าขาร้องเสียงหลง รีบเอื้อมมือไปแตะท่อนแขนของเขา“พี่ลืมไปแล้วเหรอคะว่าบ้านของเจ้าขาโดนกรมบังคับคดีติดป้ายอายัดเอาไว้แล้ว ห้ามใครเข้าออกเด็ดขาด ขืนเราเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าเดี๋ยวก็โดนตำรวจจับข้อหาบุกรุกหรอกค่ะ เลี้ยวรถกลับเถอะนะคะ เจ้าขากลัว”เธอละล่ำละลักบอกด้วยความร้อนรน ภาพที่เธอต้องเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าแล้วเดินออกมาจากคอนโดเมื่อหลายวันก่อนยังคงหลอกหลอนจิตใจ เธอไม่อยากกลับไปเห็นภาพบาดตาบาดใจที่หน้าบ้านตัวเองอีกแล้วทว่าโซ่กลับไม่ได้ทำตามคำขอ เขาเพียงแค่ระบายยิ้มอบอุ่นที่มุมปาก ก่อนจะหมุนพวงมาลัยเลี้ยวรถเข้าไปในซอยบ้านของเธอ
โซ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนถึงศอกกับกางเกงสแล็คสีดำดูภูมิฐานและเป็นผู้ใหญ่กว่าทุกวัน เดินออกมาจากห้องน้ำ เขาเช็ดผมที่เปียกหมาดๆ ลวกๆ ก่อนจะเดินกลับมาหยุดอยู่ข้างเตียงคิงไซส์เขาทอดสายตามองใบหน้าสวยหวานที่กำลังหลับสนิท ริมฝีปากบางเผยอขึ้นน้อยๆ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ร่องรอยความเหนื่อยล้าจากบทรักที่เร่าร้อนและลึกซึ้งตลอดทั้งคืนยังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้าของเธอโซ่โน้มตัวลงไปใกล้ๆ ริมฝีปากอุ่นจัดประทับจูบลงบนพวงแก้มนิ่มที่ยังคงมีรอยคราบน้ำตาจางๆ จากเมื่อคืนอย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน“เจ้าขาไม่ต้องกลัวนะ” โซ่กระซิบชิดใบหูเล็กด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและหนักแน่น“พี่จะจัดการทุกอย่างให้เอง เธอรอรับข่าวดีอยู่ที่นี่ได้เลย”ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะผละใบหน้าออกและหมุนตัวเดินจากไปนั้นเองหมับ!มือเล็กๆ ที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมา ก็เอื้อมมาคว้าจับเข้าที่ข้อมือหนาของเขาเอาไว้แน่น โซ่ชะงักฝีเท้า หันกลับมามองทันที ดวงตากลมโตที่เคยหลับสนิท บัดนี้ค่อยๆ ปรือลืมขึ้นมาสบตากับเขา เจ้าขางัวเงียเล็กน้อย เธอพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง มืออีกข้างดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดบังหน้าอกหน้าใจที่เปลือยเปล่าเอาไว้แน่น“อ๊ะ” ทันที
“อื้อ”เสียงครางหวานหลุดลอดออกมาจากลำคอของเจ้าขา เมื่อริมฝีปากหยักได้รูปของโซ่บดเบียดลงมาอย่างลึกซึ้งและอ่อนโยน จูบที่เริ่มต้นจากการปลอบประโลมเพื่อลบล้างหยาดน้ำตา ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเรียกร้องและโหยหา ท่ามกลางความเงียบงันของห้องนั่งเล่นที่มีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองสอดประสานกันฝ่ามือหนาของเขาประคองท้ายทอยของคนตัวเล็กเอาไว้ ปรับองศาใบหน้าให้แนบชิดยิ่งขึ้น ปลายลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหอมหวานภายในโพรงปากอย่างช้าๆ ไม่ได้เร่งรีบหรือจาบจ้วง ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นจนล้นปรี่“พี่โซ่” เธอผละริมฝีปากออกเล็กน้อยเพื่อหอบหายใจ ดวงตากลมโตที่เปื้อนคราบน้ำตาช้อนขึ้นมองเขาด้วยความรักที่หมดเปลือก“พาเจ้าขาเข้าห้องเถอะนะคะ”คำขอร้องที่แสนซื่อตรงและเต็มไปด้วยความไว้ใจ ทำเอาโซ่ชะงักไปชั่ววินาที เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แววตาคมกริบสั่นไหวด้วยความตื้นตัน“เธอแน่ใจนะเจ้าขา” โซ่กระซิบถามเสียงพร่า นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยพวงแก้มใสอย่างเบามือ“ถ้าเธอเดินเข้าห้องไปกับพี่ตอนนี้... พี่จะไม่ยอมปล่อยให้เธอหนีพี่ไปไหนได้อีกแล้วนะ พี่จะกอดเธอไว้ทั้งคืนเลย”“เจ้าขาแน่ใจค่ะ” เธอตอ
“ตอนนั้น...”เสียงทุ้มต่ำของโซ่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องนั่งเล่น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนาน เขายังคงนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเจ้าขา ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังเบิกกว้างด้วยความสับสน“บริษัทของพ่อพี่กำลังมีปัญหาหนักมาก หนักจนถึงขั้นวิกฤต”“ปัญหาเหรอคะ” เจ้าขาทวนคำเสียงแผ่ว ริมฝีปากบางสั่นระริก“ใช่ครับ ปัญหาใหญ่มาก” โซ่พยักหน้าช้าๆ“มีคนในบริษัททุจริต ยักยอกเงินมหาศาลจนสภาพคล่องของบริษัทพังทลาย หนี้สินพอกพูนจนธนาคารเตรียมจะฟ้องร้องยึดทรัพย์ ตอนนั้นใครๆ ก็คิดว่าครอบครัวพี่ล้มละลายแน่ๆ พ่อของพี่เครียดจนเส้นเลือดในสมองเกือบแตก ต้องเข้าไอซียู ทรัพย์สินทุกอย่าง บ้าน รถ บัญชีเงินฝากกำลังจะถูกอายัด”เจ้าขานิ่งอึ้ง ร่างกายของเธอชาวาบไปหมด เรื่องราวที่เขาเล่ามา... มันช่างเหมือนกับฝันร้ายที่ครอบครัวของเธอกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน“ทำไมคะ ทำไมตอนนั้นเจ้าขาถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย คุณพ่อคุณแม่ของเจ้าขาก็ไม่เคยพูดถึง” เธอถามด้วยความงุนงง“เพราะคุณพ่อของพี่ขอร้องเอาไว้ครับ ท่านไม่อยากให้เรื่องนี้รู้ถึงหูคนนอก ไม่อยากให้เป็







