Masukนิ้วเรียวชี้เข้าหาตัวเองก่อนจะต่อปากต่อคำกับคนตรงหน้า ที่เธอกล่าวมามันเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น คนที่สมควรอายมันเป็นผู้หญิงตรงหน้ามากกว่าไม่ใช่เธอ
“หลินเยียน”
“ไม่ต้องเรียกฉัน ฉันยังจำได้ว่าตัวเองชื่ออะไรและอยู่ในสถานะไหน” อย่างน้อยเธอก็ยังมีสถานะภรรยาแต่ง มีใบทะเบียนสมรส
“เหอะ! กอดเอาไว้ให้ดีเถอะทะเบียนสมรสนั้น” หยางมี่เดินหนีออกไปเพราะยิ่งอยู่ตรงนี้นาน ผู้คนก็ยิ่งเดินมาอยู่เป็นที่สนใจ
“อย่างน้อยก็ยังมียางอายบ้าง” สายตาสวยมองตามหลังร่างบางสูงโปร่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมา ให้กับอดีตเพื่อนรักของหลินเยียน ไม่รู้ว่าเจ้าของร่างตัวจริงคบเพื่อนแบบนี้ได้ยังไง
ถ้าจะมีเพื่อนนิสัยและสันดานไม่รู้จักผิดแบบนี้ เป็นเธอจะเลือกอยู่คนเดียวดีกว่า
“เอ่อ คุณลูกค้าสนใจชุดไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ” พนักงานเดินเข้ามาถามหลินเยียน หล่อนไม่คิดว่าคนมีชื่อเสียงอย่างหลินเยียนจะเดินเข้ามาชอปปิ้งร้านแบรนด์เสื้อผ้าเล็กๆ อย่างนี้
“ฉันอยากได้ชุดที่ไม่หวานและโป๊เกินไป” ตอนแรกว่าจะใส่ชุดแนวเซ็กซี่เหมือนตอนที่อยู่ร่างเดิม ทว่าพอมาคิดดูตอนนี้ไม่น่าจะเหมาะสมเท่าไหร่
เพราะรูปร่างของหลินเยียนไม่เหมาะกับชุดแบบนี้ เจ้าหล่อนน่าจะใส่ชุดลายลูกไม้แต่ปนเซ็กซี่น่าจะดูดี และมันก็น่าจะเหมาะกับสถานะของหลินเยียนด้วย
สถานะแต่งงานแล้ว……จะแต่งตัวเปิดเผยมากเกินไปก็ไม่น่าจะเหมาะสม
“มีค่ะ ร้านเรามีชุดแนวนี้เยอะมากเลย” พนักงานสาวเร่งหาชุดมาแนะนำเธอ แต่ละคอลเลคชั่นนั้นมีแต่ชุดน่าใส่ทั้งนั้น เพียงแต่ไม่ยักจะมีคนให้ความสนใจร้านนี้เท่าไหร่
“อืม เนื้อผ้าดี การตัดเย็บก็เนี้ยบไม่ต่างจากร้านแบรนด์ดัง ๆ เลย”
“ใช่ค่ะ ร้านเรามีขั้นตอนในการผลิตไม่ต่างจากแบรนด์ดัง ๆ เลย”
“มีกี่สาขาเหรอ” หรือว่าเธอจะหันมาทำธุรกิจแบบนี้ดี เมื่อก่อนตอนที่เธอยังอยู่ที่ร่างเดิม เธอก็เป็นพรีเซนเตอร์ให้แบรนด์หลายตัว แต่ล่ะแบรนด์ก็ขายดีทั้งนั้น
“เอ่อ มีแค่สาขานี้ที่เดียวค่ะ” อะไรกันหรือว่าคุณผู้หญิงท่านนี้ไม่ชอบที่เธอบริการเหรอ เลยอยากจะไปเลือกซื้อสาขาอื่น พนักงานสาวคิดในใจ
“อืม ฉันขอพบเจ้าของร้านได้ไหม” ในระหว่างที่ดูเสื้อผ้านั้น หลินเยียนจึงเอ่ยในสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมา
“ทะทำไมเหรอค่ะ” พนักงานสาวก้มหน้า ไม่กล้าสบสายตาของลูกค้าสาว
“ทำไม หรือว่าเจ้าของแบรนด์ไม่อยากพบแขกอย่างนั้นเหรอ” ถ้าเป็นอย่างนี้จริงก็น่าเสียดาย เธอรู้สึกสนใจแบรนด์เสื้อผ้าร้านนี้จริง ๆ
“มะไม่ใช่นะค่ะ”
“แล้วทำไมถึงพบไม่ได้”
“คุณอย่าร้องเรียนฉันเลยน่ะ คุณลูกค้าไม่พอใจอะไรบอกฉันได้เลยนะคะ ฉันยังมีลูกที่ต้องดูแล ฉันไม่อยากตกงาน” พนักงานสาวร่ายยาวในสิ่งที่เธอกลัว
“ชิ! หน้าตาฉันมันเหมือนนางมารขนาดนั้นเลยหรือไง” อะไรกัน เธอยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย
“ปะเปล่าค่ะ”
“งั้นฉันจะพบเจ้าของแบรนด์ได้หรือเปล่า” เอาเถอะ ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ใคร ๆ ก็กลัวตกงานกันทั้งนั้น หากพนักงานตรงหน้าจะรู้สึกกลัวก็ไม่น่าจะแปลกอะไร
“ได้ค่ะ ฉันจะไปเรียนว่ามีลูกค้าขอเข้าพบ” ระหว่างที่รอ หลินเยียนยังคงสำรวจชุดเสื้อผ้ายิ่งได้ดูยิ่งถูกใจ
“สนใจแบบไหนเลือกเลยนะครับ”
“เอ่อ คุณ”
“ผมหนานฉู่ครับ เป็นเจ้าของแบรนด์หนาน” ชายหนุ่มกล่าวอย่างดีใจ เขารู้สึกดีที่หญิงสาวตรงหน้าชื่นชอบแบรนด์ของเขา นั้นยิ่งทำให้เขามีหวังที่จะทำแบรนด์ต่อ
“เจ้าของแบรนด์” แม้จะยังสงสัยและแปลกใจ แต่หลินเยียนยังคงยื่นมือทักทายตอบรับชายหนุ่มตรงหน้า
“ครับ ผมเป็นเจ้าของแบรนด์” ถึงแม้ว่าผมจะเป็นชายแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำงานเกี่ยวกับด้านนี้ไม่เป็น ซึ่งหลายคนไม่เข้าใจและมักแปลกใจเมื่อเห็นว่าเขาทำแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” นี่มันปีไหนแล้ว จะมีเจ้าของแบรนด์เป็นผู้ชายก็ไม่แปลก ทุกคนต่างมีความชอบไม่เหมือนกัน
คนทั้งสองพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับแบรนด์ และหนานฉู่เองก็ดีใจมากที่มีคนสนใจในแบรนด์ของเขามากถึงขนาดขอเป็นหุ้นส่วนด้วย
“ผมยินดีมาก ๆ เลยที่จะได้ร่วมงานกับผู้หญิงที่มีความคิดแบบคุณ” คนอย่างนี้สิถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงยุคใหม่ กล้าลองและกล้าเปิดใจกับสิ่งที่ไม่เคยลอง
ยิ่งเป็นชุดเสื้อผ้าแบรนด์เขา น้อยมากที่ผู้หญิงจะลองสวมใส่ เพียงเพราะว่ามันไม่มีชื่อเสียงไม่เป็นแบรนด์ดัง ต่างกันกับคนตรงหน้าที่สนใจแบรนด์เขาเพียงเพราะดีไซด์ไม่ใช่ชื่อแบรนด์
“แต่ฉันไม่มั่นใจนะ ว่าจะทำได้ดีหรือเปล่า” แม้ว่าในร่างก่อนเธอจะเป็นพรีเซนเตอร์ แต่ก็ไม่เคยได้มาบริหารเอง
“คุณหลินทำได้แน่นอนผมมั่นใจ”
“ขอบคุณค่ะที่ไว้ใจให้ฉันเป็นหุ้นส่วนด้วย” หลังจากนั้นทั้งหนานฉู่และหลินเยียนต่างก็ได้ติดต่อพูดคุยกันตลอด ส่วนมากจะเป็นเรื่องแบรนด์เสื้อผ้าและการตลาดที่ทั้งสองต้องตัดสินใจ
ร้านอาหาร
“ไม่ทราบว่าคุณทานได้หรือเปล่า” ตั้งแต่ที่รู้จักร่างสูงของหนานฉู่ เธอก็พึ่งรู้ว่าครอบครัวของเขานั้นไม่ธรรมดาเป็นครอบครัวมหาเศรษฐีเลยก็ว่าได้
“ผมทานอะไรก็ได้ครับ”
“งั้นฉันสั่งไม่เกรงใจแล้วน่ะ” ไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว มื้อนี้เธอจะกินหม้อไฟให้พุงแตกไปเลย ในร่างเดิมที่เป็นนักแสดงเธอไม่มีโอกาสได้กินหม้อไฟ
เพราะต้องคุมเรื่องอาหารการกิน ชีวิตนั้นไม่มีความสุขเลยจะมีก็แต่เรื่องเงินเท่านั้นที่มีมาให้ใช้ไม่ขาดมือ
“ฉันเอา.......”
“เอ่อ คุณหลินจะทานหมดเหรอ” อาหารที่คุณหลินสั่งมานี่ ดูแล้วน่าจะทานได้เป็นสิบคนด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าเราสองคนจะทานหมดหรือเปล่า
“ไม่ต้องห่วง ฉันกินหมดแน่” หลินเยียนยิ้มร่าพรางบอกชายตรงหน้าว่าไม่ต้องห่วงของจะเหลือ เห็นว่าเธอตัวเล็กอย่างนี้เธอกินหมดแน่นอน
“ดูคุณจะชอบทานหม้อไฟมากเลย”
“แน่นอน นี่มันอร่อยมากเลยนะ คุณหนานต้องลอง” หากเธอเดาไม่ผิดชายตรงหน้าต้องไม่เคยกินแน่นอน
“จริงเหรอครับ”
“ต้องลองเปิดใจดูค่ะ”
อีกด้านหนึ่งนอกร้าน
สายตาคมคู่หนึ่งจ้องมองร่างของสองชายหญิงไม่ห่าง ร่างบอบบางนั้นเขาไม่เห็นมาแล้วเป็นเดือน ที่ผ่านมาเขาคิดว่าหญิงสาวคงไม่กล้ามาสู้หน้าเขาเพราะกลัวจะทำใจไม่ได้เรื่องที่เราสองคนตกลงที่จะหย่ากัน
ทว่าสิ่งที่เขาเห็นตอนนี้มันไม่ใช่ เพราะเจ้าหล่อนไม่ได้ร้องไห้เสียใจแต่อย่างใด กลับมานั่งกินหม้อไฟกับชายหนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้
“หึ หาที่เกาะใหม่ได้แล้วสินะ” เจ้าเย่ว่าอย่างดูถูกดูแคลนว่าที่อดีตภรรยา เมื่อเห็นเธอยิ้มร่ากับชายอื่น
พระเอกแบบนี้ หึ จุดจบไม่สวยสักราย พระเอกปากหมาแบบนี้นักอ่านอยากให้จบแบบไหนคะ
“โทษนะ กูไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวอะไรกับมึง เลิกตามมาระรานชีวิตกูสักที” เสียงเรียบของเจ้าเย่เอ่ยขึ้น ก่อนจะสะบัดร่างหนีออกไปจากตรงนี้“ดะเดี๋ยวก่อน”“......” ร่างสูงของเจ้าเย่เดินหนีขึ้นรถ ก่อนจะขับออกไปทันที ไม่มีอะไรต้องคิดมากแล้ว ใครไม่เป็นเขาคงไม่รู้ว่าการเห็นหน้าไอ้คุณชายลู่คือการตอกย้ำบาดแผลที่อยู่ในใจของเขาตั้งแต่อดีตคุณชายลู่ได้แต่มองตามท้ายรถด้วยความสิ้นหวัง สำหรับเรื่องนี้แล้วคงไม่มีโอกาสที่ตนและพี่ชายจะเข้าใจกันได้ คงไม่มีแล้วล่ะ...............ร่างบางของหลินเยียนกำลังรอใครบางคนอยู่ที่สำนักงานหนาน หลินเยียนพอจะรู้ว่าต้องไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นความเป็นจริงแล้วเจ้าเย่นั้นไม่ได้หมดรักภรรยาของเขาเลย เพียงแต่เขาถูกคนอื่นควบคุมโดยการสะกดจิต ทำให้ต้องเฉยชาต่อหลินเยียนตัวจริงทว่าภายในจิตใจกลับยังมีหลินเยียนอยู่เต็มหัวใจ แล้วอย่างนี้เธอควรจะทำยังไงดี เธอไม่ใช่หลินเยียนภรรยาตัวจริงของเจ้าเย่ก๊อก! ก๊อก!“คุณหลินคะ คุณเจ้าเย่มาขอพบค่ะ” เลขาของหลินเยียนเดินเข้ามา บอกถึงสถานการณ์ตอนนี้“ให้เขาเข้ามาเถอะ” เอาล่ะ อะไรที่ไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรก เธอก็ควรที่จะจบเรื่องนี้ลงได้แล้ว“ค่ะ” หลังจากที่เ
จู่ๆเจ้าเย่ก็ทำเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น เขาฉีกสัญญาทุกอย่างที่ทำธุรกิจร่วมกับหยางมี่และยอมที่จะจ่ายค่าชดเชยที่ผิดสัญญาเองรวมๆแล้วก็เป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านหยวนทุกคนที่ได้อ่านข่าวนี้ ต่างก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเพราะทั้งเจ้าเย่และหยางมี่ก็ดูจะมีความสัมพันธ์ที่พิเศษต่อกัน“เจ้าเย่ คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ” หยางมี่เดินเข้ามาโวยวายที่บริษัทตระกูลเจ้า“ทำไมผมจะทำไม่ได้”“จู่ๆ คุณก็มาฉีกสัญญาโดยที่ไม่บอกฉันก่อนแบบนี้หมายความว่ายังไง” เพราะอะไร ในเมื่อความสัมพันธ์ของเจ้าเย่และพ่อของเธอก็ดีมาโดยตลอดความเป็นจริงแล้วเจ้าเย่เป็นคนที่เคารพพ่อของเธอมาก พ่อเผยเขาเป็นหมอที่ดูแลเจ้าเย่“เรื่องนี้ผมไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร”คนที่ควรจะรู้เรื่องนี้มากที่สุดก็คือหมอคนนั้น คนที่ทำให้ครอบครัวของเขาต้องแตกแยก หยางมี่ควรที่จะกลับไปถามพ่อของเธอดูว่าทำไมเขาถึงต้องทำแบบนี้และนี้ก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เขาจะยกเลิกการร่วมธุรกิจกับหยางมี่ แต่มันก็เป็นเพราะพฤติกรรมของตัวเจ้าหล่อนด้วย เจ้าหล่อนทำอะไรไว้กับภรรยาของเขาล่ะ ที่ผ่านมานั้นหลินเยียนเสียใจมากกว่านี้อีกในเมื่อร่างสูงของเจ้าเย่คิดที่จะขอโอกาสจากหลิน
“นายรู้ได้ยังไง..” เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เลยนอกจากตัวของเขาเองและก็พ่อของเจ้าเย่ที่ตายไปแล้ว แล้วทำไมเจ้าเย่ถึงรู้เรื่องนี้“สะแสดงว่าเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นเหรอ” เป็นเรื่องจริงที่ว่าคนตรงหน้าทำแบบนี้กับเขา ทำไมต้องทำร้ายเขาอย่างนี้ด้วย เขาไปทำอะไรให้อย่างนั้นเหรอ“แต่อาอธิบายได้นะ” ชายวัยกลางคนพยายามจะเดินเข้ามาหาเจ้าเย่ ทว่าชายหนุ่มกลับเดินถอยหลัง เพราะไม่อยากให้ร่างกายอยู่ใกล้คนที่น่ารังเกียจอย่างชายตรงหน้า“หยุดอยู่ตรงนั้น! อย่าเข้ามาใกล้ผม”“เจ้าเย่ อาไม่ได้ตั้งใจ” เขาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ที่ทำไปทั้งหมดก็แค่หวังดีกับเด็กหนุ่มตรงหน้าเท่านั้น“นี่ขนาดไม่ได้ตั้งใจนะ” ถ้าตั้งใจชีวิตของเขาคงไม่ป่นปี้ไปมากกว่านี้เหรอ" ที่อาทำไป อาก็แค่หวังดี" หมอเผยไม่ยอมแพ้ยังคงพยายามเดินเข้าไปใกล้เจ้าเย่มากขึ้นเรื่อยๆ“สิ่งที่ทำอย่างนี้เรียกว่าหวังดีเหรอ หวังดีแบบไหนถึงอยากจะเข้ามาควบคุมจิตใจของผม” คนหวังดีเขาไม่ทำกันอย่างนี้หรอก“อาแค่ไม่อยากให้เจ้าเย่เป็นเหมือนพ่อเจ้าเย่” ใช่ ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้น พ่อเจ้าเย่รักแม่เจ้าเย่มาก ทว่ากลับถูกหักหลังจากคนที่รัก ทำให้ชีวิตของเขาหาทางออกไม่เจอไม่ดีหรือไงที
ระหว่างที่เจ้าเย่ทำการสะกดจิตกับคุณหมอทินกรอยู่นั้น หลินเยียนเลยผลิตัวออกมาด้านนอกเพื่อทำตามแผนขั้นต่อไป‘หมอคนนั้นมาจริงๆ ใช่ไหม’ หลินเยียนเอ่ยถามคุณชายลู่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าการมาที่ประเทศไทยครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เธอและเจ้าเย่ทว่าคุณชายลู่ผู้นี้ก็ตามมาด้วยเหมือนกัน‘มาครับ ข้อความที่คุณส่งไปได้ผล’‘อืม ฉันคิดว่าเรื่องมันจะยุ่งยากมากกว่านี้เสียอีก’ วันแรกที่เจ้าเย่และเธอมาถึงที่เมืองไทยหลินเยียนจึงเริ่มทำตามแผนการที่วางเอาไว้ทันทีโดยการที่หลินเยียนพักอยู่ห้องเดียวกันกับเจ้าเย่เพื่อสะดวกในการแอบใช้มือถือของเจ้าเย่ หญิงสาวใช้มือถือส่งข้อความไปหาอาหมอของเขาและบอกว่าตนและภรรยาทะเลาะกันทำให้เขามีอาการหนักกว่าเดิมและต้องการให้คุณอาหมอเผยช่วย เพียงเท่านั้นชายวัยกลางคนจึงบินมาที่เมืองไทยทันทียังไงเรื่องนี้คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทั้งหมดก็เป็นชายคนนั้น และในวันนี้หลินเยียนจะทำให้คุณหมอท่านนั้นยอมเปิดปากเรื่องที่ทำกับเจ้าเย่ให้ได้เธออยากรู้ว่าเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ต้องการอะไรกันแน่หรือว่าต้องการให้บุตรสาวของเขา นั้นก็คือหยางมี่ได้ใกล้ชิดกับเจ้าเย่“ผมสืบมาแล้วว่าคุณลุงพ่อของพี่เจ้าเย่สนิทกับคุ
“เจ้าเย่ฉันพาคุณมา แน่นอนว่าต้องอยู่ข้างกายคุณ” เจ้าเย่จะให้เธอหนีไปไหนละ ถ้าไม่อยู่ข้างกายของเขาจะให้เธอกลับประเทศจีนไปเลยอย่างนั้นเหรอ“ผมหมายถึง อยู่ข้างๆ หัวใจ” ไม่ใช่แค่ข้างกายที่เขาอยากจะให้สาวเจ้าอยู่ด้วย แต่ว่าอยากให้เธออยู่ข้างๆ เขาทุกสถานการณ์“เอ่อ ฉันว่าเรารีบเข้าไปกันเถอะ” หญิงสาวพยายามบ่ายเบี่ยงประเด็นที่ชายตัวสูงพูดก่อนจะเดินนำชายหนุ่มเข้าไปยังข้างในโรงพยาบาล“หึ รอผมก่อนสิ” ไม่รู้ว่าความรู้สึกตอนนี้คืออะไร เจ้าเย่รู้สึกว่าตอนนี้ทั้งตนเองและภรรยาตรงหน้ากำลังจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแผนกจิตเวช“คุณไม่ต้องกังวลไป ที่นี่รักษาข้อมูลลูกค้าได้เป็นอย่างดี” หลินเยียนเอ่ยในสิ่งที่ชายหนุ่มกังวล“ครับ ผมโอเค” อีกอย่างที่นี่ไม่ใช่ประเทศจีน ดังนั้นคนที่นี่ไม่มีใครที่รู้จักเขาและหลินเยียนเหรอ เว้นเสียแต่จะเจอคนที่บังเอิญจริงๆ“รอสักครู่นะคะคุณหมอทินกรกำลังจะเข้ามาคะ” เนื่องจากคุณหมอคนนี้เป็นคนที่เก่งและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ทำให้มีคนไข้จองตัวที่จะรักษาอยู่นานนับแรมปีทว่าชายหญิงสองคนนี้เป็นกรณีพิเศษ คนทั้งสองได้รับการยกเว้นเนื่องจากบุคคลที่ติดต่อคุณหมอมาเป็นคนที่คุณหมอทินกรไว้ใจ“โอเ
ประเทศไทยเป็นอย่างที่หญิงสาวคาดการณ์เอาไว้จริงๆ ว่าหากหลินเยียนและเจ้าเย่ปรากฏตัวด้วยกัน ทุกสำนักข่าวไม่ว่าจะเป็นด้านบันเทิงหรือด้านธุรกิจต่างพร้อมใจเขียนข่าวของคนทั้งสองชาวเน็ตบางคนก็หัวเราะร่าดีใจที่ทั้งสองกลับมาดีกันและก็มีบ้างที่สมน้ำหน้าหยางมี่ ผู้หญิงที่คนทั่วโลกอินเทอร์เน็ตรู้ว่าเธอเป็นมือที่สาม พยายามแย่งสามีชาวบ้าน“นั่งยิ้มอะไรอยู่คนเดียว” เจ้าเย่ที่กำลังนั่งชมวิวทะเลภูเก็ตหันหน้ามาเอ่ยถามคนตัวเล็กข้างกาย ที่เอาแต่จ้องมือถือแล้วยิ้มอยู่อย่างนั้น“เรื่องชาวบ้านน่ะ” เรื่องชาวบ้านที่ว่ามันก็เป็นเรื่องของเธอกับเจ้าเย่ และก็ยัยผู้หญิงคนนั้น“เธอสนใจพวกข่าวเมาท์มอยซ์อย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”“บางที ชีวิตคนเรามันก็เครียด ได้อ่านอะไรแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง” หลินเยียนว่าอย่างยิ้มๆ ก่อนจะยกน้ำมะพร้าวขึ้นมาจิบอย่างสบายใจ“หึ เห็นทีผมคงต้องลองอ่านดูบ้าง” เจ้าเย่ว่า ไม่น่าล่ะผู้หญิงหลายคนถึงได้มักชอบดูข่าวเรื่องซุบซิบชาวบ้าน ที่แท้มันก็มีเอาไว้คลายเคลียดนี่เ







