LOGINในยามเดียวกัน ภายในห้องนอนกลิ่นสะอาดสะอ้าน
อาฟู่ที่เห็นนายสาวเดินเข้ามาพร้อมกับบ่าวสหายสนิทไป๋หลิ่งหงเดินนำทหารกลุ่มเล็กเข้าไปภายในโรงเตี้ยม หลังจากที่ไม่เห็นความเคลื่อนไหวใด ๆ แม้ว่ามันจะเสี่ยงที่อาจถูกล่วงรู้ได้ก็ตาม แต่การปล่อยให้อีกฝ่ายหลุดมือไป มันเสี่ยงมากกว่าที่เขาจะโดนเหยียดหยันได้“ยินดีต้อนรับขอรับ ไม่ทราบว่าพวกนายท่านมีอะไรให้ช่วยหรือไม่ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์หนุ่มรีบเดินมาต้อนรับพวกเขา พลางเผยยิ้มแผล่ที่ยังไม่เชี่ยวชาญเท่าเถ้าแก่นักไป๋หลิ่งหงกวาดสายตามองทั่วบริเวณกลับพบเพียงความว่างเปล่า แม้แต่รถม้าที่ก่อนหน้าจอดอยู่ข้างนอกก็ไร้ซึ่งวี่แววเสียแล้ว “ก่อนหน้านี้มีแม่นางที่งดงามสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะผู้หนึ่ง กับผู้ติดตามราว ๆ สามคนเข้ามาที่แห่งนี้ใช่หรือไม่”เสี่ยวเอ้อร์ซ่อนแววตาตกใจโดยฉับพลัน ก่อนหันไปมองทางเถ้าแก่ที่นั่งประจำอยู่ เขาไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนานนัก เสี่ยวเอ้อร์หัวเราะเสียงใส พลางเอ่ยขึ้น “โรงเตี้ยมแห่งนี้เป็นจุดแวะพักของนักเดินทางมากหน้าหลายตา จนแม้แต่ข้าน้อยก็จำได้ไม่หวาดไม่ไหว เกรงว่าคุณหนูที่ท่านหมายถึงข้าเองก็คงจำไม่ได้เช่นกันขอรับ”ไป๋หลิ่งหงหัวเราะในลำคอ พลางชักกระบี่ที่แวววาวขึ้นมาส่วนหนึ่ง “ถ้าเจ้าเห็นสิ่งนี้แล้วยั
จนเมื่อรถม้าพาทั้งสี่มาถึงโรงเตี้ยมข้างทาง จางหมิ่นรีบลงจากรถม้าก่อนยื่นฝ่ามือหนาให้ซีซวนกุม เพียงแต่หญิงสาวแค่มองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ แล้วเดินลงรถม้าด้วยตัวเอง โดยไม่สนใจเขาที่เริ่มเบ้ปากภายในโรงเตี้ยมที่ประดับประดาอย่างเรียบง่าย เสี่ยวเอ้อร์ผู้หนึ่งรีบออกมาต้อนรับนักเดินทางที่ดูมีเงินทั้งสี่ เขาผายมือไปยังที่โต๊ะที่วิวดีที่สุด แต่ซีซวนกลับเลือกนั่งในมุมอับสายตาเวยจางหมิ่นนั่งตรงข้ามกับหญิงสาวพลางจ้องมองใบหน้างามอันเยือกเย็น นางกระซิบบางอย่างกับอาฟู่ แล้วหันไปมองหว่างมู่ที่มานั่งอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาอาฟู่รีบไปจัดการทำตามที่นายสาวสั่ง ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อหลังจากที่บ่าวสาวหายไป ชายชราที่แต่งตัวดูดีที่สุดในบรรดาเสี่ยวเอ้อร์ทั้งหลาย รีบเดินเข้ามาพร้อมท่าทางอันนอบน้อม“มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือขอรับคุณหนู” เถ้าแก่กล่าวพลางส่งยิ้มการค้าให้กับอีกฝ่ายความเป็นเจ้าของโรงเตี้ยมเช่นเดียวกัน ทำให้ซีซวนไม่หลงกลในรอยยิ้มพิมพ์ใจนั่น ถึงกระนั้นนางก็รู้ดีว่าต้องใช้สิ่งใด เพื่อให้อีกฝ่ายยอมทำตาม ซีซวนหยิบถุงเงินขนาดเล็กที่ปักด้วยริ้นทองออกมาวางไว้บนโต๊ะ พลางมอบรอยยิ้ม
ซินซีซวนเดินออกมาพร้อมกับเวยจางหมิ่น หว่างมู่เมื่อเห็นเช่นนั้นรีบชักกระบี่ออกมาหมายจะปลิดชีพชายหนุ่มอีกคน แต่หญิงสาวเพียงแค่ยกมือห้ามปรามเท่านั้น พลางส่งสัญญาณทางสายตาที่มีแค่พวกนางเท่านั้นจะเข้าใจ ซีซวนเดินนำหน้าชายหนุ่มทั้งสองเพื่อกลับขึ้นรถม้า พลางสบถด่าความสะดวกสบายที่มลหายไปสิ้นไป๋หลิ่งหงเห็นคนที่นึกถึงออกมาพร้อมกับสาวงาม มวนอารมณ์แทบพุ่งสูงเสียจนปวดศีรษะ เขาส่งเสียงในลำคอพลางยกมือกุมหน้าผากมน ยิ่งเมื่อนึกถึงคำดูแคลนที่อาจได้รับจากท่านแม่ทัพเฉิง เขายิ่งขยาดนัก แต่สุดท้ายทำได้เพียงสั่งลูกน้องให้รายงานไป โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ห้อตะบึงมาด้วยตนเองเขาลอบมองรถม้าที่เริ่มเคลื่อนตัวออกไปจากวัดอย่างช้าๆ ก่อนรีบขึ้นควบม้าแล้วตามออกไป แม้การทิ้งระยะห่างอาจมีโอกาสที่พลัดหลงกันได้ แต่ก็ยังดีกว่าให้แม่นางซินและศัตรูผู้หูตาไวรู้ตัวทันภายในรถม้าที่เงียบเชียบ แต่บรรยากาศกลับชวนน่าสะอิดสะเอียนสำหรับซีซวน อาจเพราะรอยยิ้มหวานที่ถูกปั้นแต่งจากชายในอาภรณ์ขาวสว่าง มันสร้างมลพิษทางสายตาให้กับหญิงสาวก็เป็นได้ ถึงกระนั้นนางที่ตกลงทำกิจการร่วมกันกับเขาแล้ว จึงจำใจต้องพูดแผนการต่อเ
คณะเดินทางของซินซีซวนเดินทางพ้นเขตประตูเมืองได้ราวสองชั่วยาม หว่างมู่ที่จับผิดสังเกตได้ตลอดทาง รีบส่งสัญญาณให้นายหญิงน้อยตน ทั้งซีซวนและอาฟู่จ้องหน้ากันเพียงชั่วครู่ พลางมองลอดผ้าม่านที่ปกปิดทิวทัศน์ภายนอกไว้"เอาอย่างไรดีเจ้าคะนายหญิงน้อย” อาฟู่เอ่ยถามในที่สุด เมื่อไม่เห็นใบหน้างามแสดงอาการอันใด“เดินทางนานเพียงนี้ แม้แต่ม้าก็ยังต้องการการพักผ่อน หาจุดแวะสักหน่อยแล้วเราค่อยหารือกันเถอะ” ซีซวนเอ่ยสั้น ๆ ก่อนที่อาฟู่จะรีบทำตามคำสั่งของนายสาวรถม้าจอดยังบริเวณที่ราบที่ต้นไม้ใหญ่เติบโตโดยรอบ แม้พื้นยังคงมีหิมะปกคลุมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่หนาจนไม่สามารถเดินได้ บ่าวสาวประคองซีซวนลงจากรถม้า ก่อนที่นางจะไปนั่งยังที่ที่หว่างมู่ได้จัดเตรียมไว้ ชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวก่อกองไฟเพื่อคลายอากาศเย็นที่อาจกัดกร่อนร่างแบบบาง“ยามนี้คือยามใดแล้ว” ซีซวนเอ่ยถาม พลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพื่อคาดคะเน“ยามอู่แล้ว” เป็นหว่างมู่ที่ตอบกลับ เขานั่งลงยังอีกฝั่งห่างนายสาว พลางกวาดสายตามองทั่วบริเวณ “ยามนี้เป็นยามที่มีสัตว์ป่าออกหากิน”“เจ้าว่ามากมายเพียงใด” ซีซวนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง นางหันไปมองอาฟู่ที่กำลังจัดเตรียมชุดน้ำชา
เมื่อเวลาผ่านไปอีกสองชั่วยาม ขบวนรถม้าก็มาถึงยังวัดแรกที่หมายมั่น อาฟู่ประคองนายสาวลงจากรถม้า และจัดแจงทรงผมกับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกหิมะให้เรียบร้อย คนทั้งสามเดินเข้าไปภายในตัววัด โดยมีหว่างมู่เดินตามไม่ห่าง เขากวาดสายตามองทั่วบริเวณ ก่อนออกเดินตามสตรีทั้งสองที่เดินนำหน้าไปไป๋หลิ่งหงลงจากหลังม้าเมื่อมาถึงสถานที่แรก เป็นไปตามคาดของเจ้านายตน แม่นางซินเลือกสถานที่นี้เป็นที่แรกในการตระเวนทำบุญ เขาเดินมายังรถม้าสำรวจเพียงเล็กน้อย ก่อนหันไปสั่งการให้นายทหารบางส่วนไปสำรวจรอบบริเวณชายหนุ่มเข้ามายังภายในวัดที่เงียบสงบ ไร้วี่แววของผู้ที่คอยดูแล ถึงกระนั้นเขาเพียงแค่เดินสำรวจด้วยความระมัดระวังเท่านั้น จนเมื่อเห็นร่างบ่าวชายสาวที่ยืนอยู่ข้างนอกโบสถ์ เขาจึงรีบหลบให้พ้นสายตาคนทั้งสองแม้ว่าชายหนุ่มอยากเข้าไปสำรวจข้างในนัก แต่รอบข้างไม่มีบริเวณใดให้ซ่อนตัวได้มาก เขาจึงทำได้เพียงพยายามหาช่องทางที่สามารถเข้าสอดแนมได้ภายในโบสถ์ที่เงียบสงบ ซินซีซวนยกแก้วน้ำชาขึ้นสูดกลิ่นหอมจากใบชา นัยน์ตากลมโตหลับตาพริ้ม พร้อมคลายความเมื่อยล้าจากที่ผ่านมา“เจ้านี่บาปนัก มาวัดแทนที่จะไหว้พระ กลับมานั่งดื่มชาสบายใจเสียได้
“เดี๋ยวนี้เจ้าไม่เสแสร้งเป็นสตรีอ่อนแอแล้วหรือ” ซีห่าวหัวเราะในลำคอเมื่อได้ยินประโยคตอบกลับจากอีกฝ่าย หากแต่นางเพียงแค่ทำหน้าบึ้งตึงเท่านั้นอาฟู่เมื่อเห็นท่าทีไม่ดีรีบสะกิดนายสาว อย่างไรเสียตอนนี้จะทำให้แผนการที่วางไว้ ล่มไม่ได้เด็ดขาด อย่างน้อยก็ต้องพ้นเขตประตูเมืองเสียก่อน ซีซวนพ่นลมหายใจออกมาสายหนึ่ง ก่อนที่นางจะปรับสีหน้าแล้วหมุนตัวไปทำความเครพอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม“ต้องขออภัยท่านแม่ทัพเฉิงที่ข้าเสียมารยาท วันนี้อากาศช่างหนาวเหน็บเกินไป ข้าเลยรู้สึกไม่ดีเสียเท่าไหร่เจ้าค่ะ” ซีซวนหลุบตามองต่ำ ความนอบน้อมของนางดูมีมากหลายส่วนแต่ซีห่าวใช่คนโง่เขลาเสียเมื่อไหร่“เอาเถอะ... ถ้าเจ้ายังอยากแสดงละครก็สุดแล้วแต่เจ้า แต่ข้าหวังเพียงว่าตัวเจ้าจะหวั่นเกรงโทษที่อาจได้รับ ถ้ายังก่อเรื่องก่อราวที่อันตรายอีก” ซีห่าวมองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ พลันหันไปทางพ่อบ้านฮุ่ย “เมื่อตรวจสอบข้าวของจำเป็นเสร็จแล้ว ก็เตรียมตัวออกเดินทางเถิด ข้าจะได้ไปค่ายทหารได้เร็วขึ้นหน่อย”“ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านฮุ่ยคำนับเล็กน้อย ก่อนเดินไปช่วยหว่างมู่ในการตรวจสอบข้าวของใช้เวลาราว ๆ สองเค่อใ







