LOGINชั่วขณะคิดการณ์อย่างละเอียดรอบคอบและถ้วนถี่ในเรื่องการเดินทางออกจากจวนสกุลโจว เสียงบ่าวชายพลันดังอยู่หน้าประตูห้องอย่างตื่นลน
“เรียนคุณชายรอง ท่านเสนาบดีเรียกพบขอรับ”
ลู่ซีรีบเก็บตลับยาใส่กล่องไม้หันมากล่าวกับผู้เป็นนายอย่างตื่นเต้น “ย่อมเป็นเรื่องคุณหนูซุนแน่นอนขอรับ”
โจวอวี่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย “ต้องใช่อยู่แล้วน่ะสิ”
ถึงขนาดกลับจากสำนักพระราชวังเร็วกว่าที่คิดเชียวหรือ บิดาใจร้อนใช่ย่อย เขายังไม่ทันเก็บสัมภาระเลย
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน กางแขนออกให้คนสนิทจัดเสื้อผ้าให้ จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อเดินสง่าออกจากเรือนไปอย่างผ่าเผย
ครั้นมาถึงโถงหลัก ถ้วยชาพลันลอยวูบเข้าหาในพริบตา โจวอวี่เบี่ยงใบหน้าหลบในเสี้ยวเวลา เขายกมือสกัดเอาไว้ได้ทัน กุมไว้ในมือมั่น พลางเดินเข้ามาอย่างเอื่อยเฉื่อย กวาดตามองนิ่งๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่สะเทือนต่อความพิโรธใดๆ
เบื้องหน้าของเขาคือโจวเจ๋อผู่ผู้เป็นบิดา ด้านข้างฝั่งซ้ายมือคือฮูหยินเอกคนปัจจุบันที่ขึ้นมาแทนที่มารดาผู้ล่วงลับของเขา นางมีนามว่า จูเข่อเหริน ส่วนฝั่งด้านขวาคือพี่ชายที่เพิ่งเข้าสกุลมาด้วยฐานะบุตรชายคนโตในฮูหยินเอก โจวจือหยวน
ภาพสามคนพ่อแม่ลูกที่ยืนอยู่ด้วยกันช่างเข้าทีแลดูรักใคร่สมัครสมานเหลือเกิน ทำเอาคนที่เกิดและเติบโตอยู่ที่นี่เกือบยี่สิบปีแต่เพิ่งเดินเข้ามาอย่างเขาคล้ายเป็นเพียงแขกแปลกหน้าผู้มาเยือนอย่างไรอย่างนั้น
โจวอวี่เดินมาหยุดยืนกลางห้องโถง มือคลึงถ้วยชาเล่น ท่าทางไม่แยแสต่อโทสะบิดา
โจวเจ๋อผู่ยิ่งโกรธเกรี้ยวจนดวงตาแดงก่ำ เขาชี้หน้าบุตรชายคนรองอย่างคาดโทษ “เจ้าลูกเนรคุณ! รู้ตัวหรือไม่สิ่งที่เจ้าทำลงไปส่งผลให้ข้าถึงขั้นต้องรับหน้ากับโทสะของฝ่าบาทอย่างไร พระองค์สั่งพักงานข้า เจ้ารู้หรือไม่?”
โจวอวี่เลิกคิ้ว “ก็แค่พักงาน ท่านพ่อจะได้พักผ่อนปะไร นี่มิใช่สมรสพระราชทานเสียหน่อย ท่านไม่ถูกสั่งตัดหัวหรอกน่า”
“เจ้าลูกชั่ว!”
คราวนี้เป็นป้านชาทีเดียวที่ลอยหวือใส่หน้า
โจวอวี่เบี่ยงหลบ ไม่มีหรอกที่จะทำตัวดีๆ ยืนรับโทษนิ่งๆ อย่างที่ควรเป็น
โจวเจ๋อผู่ยิ่งเดือดดาล ชี้หน้าบุตรชายด้วยนิ้วสั่นเทา
“สกุลซุนแม้เป็นเพียงอาจารย์สอนหนังสือแต่เขาเป็นถึงสหายร่วมเรียนของฝ่าบาท ลูกศิษย์ในสำนักศึกษาก็ล้วนแต่เป็นองค์ชาย เจ้ากล้าดีอย่างไรไปหักหาญน้ำใจแม่นางน้อยเว่ยลี่ หา! ถึงขนาดเข้าไปขอถอนหมั้นเขาในสกุลซุนด้วยเหตุผลมีหญิงอื่น เจ้าเสียสติจนฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไร?”
โจวอวี่ยังคงเฉยเมยต่อคำพร่ำบ่นยาวเหยียดนั้น
ทำเอาบิดาถึงขั้นตัวสั่น เขาไอโคลกออกมา สีหน้าท่าทางคล้ายจะกระอักเลือดตลอดเวลาแล้ว
“ท่านพี่” จูเข่อเหรินที่เรียบร้อยอ่อนหวานและดูไร้พิษสงรีบขึงตามองโจวอวี่คล้ายปรามให้เขาหยุด พลางเข้าประคองสามีอย่างเป็นห่วงเป็นใย “ท่านพี่ ท่านนั่งลงก่อนเจ้าค่ะ”
โจวจือหยวนส่ายหน้าเอือมระอาและรีบยกเก้าอี้มาให้บิดา “ท่านพ่อใจเย็นขอรับ”
โจวอวี่มองภาพสามคนพ่อแม่ลูกที่ห่วงใยกันหนักหนาอย่างเย็นชา
“มีอันใดจะต่อว่าข้าอีกหรือไม่?”
ความหมายคือมีอันใดจะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้าไม่ได้มีเวลาฟังท่านพล่ามมากนัก
โจวเจ๋อผู่ยิ่งหายใจหอบด้วยโทสะที่อัดแน่นโพรงอก
“เจ้าลูกทรพี ไสหัวไปซะ!”
คนถูกไล่ด้วยคำรุนแรงเพียงหรี่ตา “ท่านพูดเองนะ”
จบคำก็หมุนตัวเดินจากมาอย่างไม่ยี่หระ แม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดจนด้านชา
อย่างไรเสีย คนนอกสายตาก็ย่อมเป็นคนนอก ไร้คนใส่ใจ จะอยู่หรือไปล้วนมีความหมายเดียวกัน
โจวอวี่รู้ตัวดีว่าตนเองมิใช่บุตรชายคนสำคัญของบิดา
ปล่อยให้สามคนพ่อแม่ลูกเขาอยู่กันเองย่อมผาสุกกว่า
ธรรมชาติของคนเรามักรักลูกที่เกิดจากสตรีอันเป็นที่รักมากกว่าลูกที่เกิดจากสตรีที่ไม่ได้รัก
ตัวเขาเองก็คงเป็นเช่นนั้น หากให้แต่งงานกับสตรีที่เขาชัง อย่างไรเสียก็รักลูกที่เกิดจากนางไม่ลง
ดังนั้นโจวอวี่ผู้นี้ย่อมต้องเลือกแต่งกับสตรีที่รักเท่านั้น
ลูกที่เกิดจากภรรยาจะมีกี่คนล้วนเป็นดั่งแก้วตาดวงใจเท่าเทียม ไม่ลำเอียงแบ่งแยกเช่นที่เขากำลังเผชิญแต่หากไม่รักต่อให้ต้องตายก็ไม่ขอแตะต้องเป็นอันขาด
สัมพันธ์สวาทมิใช่สตรีใดจะได้รับจากเขาง่ายๆ
เขาอยากมีลูกหลายคน มิได้อยากมีภรรยาหลายคน
เมื่อเดินออกมานอกโถงหลัก ชายหนุ่มเพียงโบกมือให้ลู่ซี “เจ้าเก็บสัมภาระเรียบร้อยดีหรือไม่?”
ลู่ซีเบิกตามองอย่างกังวล “คุณชายรอง บาดแผลท่าน”
“ไม่มีใครถามสักคำ เจ้าจะใส่ใจไย รีบไปเถอะ”
ยิ่งเล่า โจวรั่วหวายิ่งกระซิบกระซาบ ดวงตาสองข้างเบิกโต ทั้งๆ ที่นั่งกันอยู่แค่นี้ มีแค่สี่คนซึ่งก็ไว้ใจได้ทั้งนั้นโจวอวี่เองก็พอรู้ความชอบผิดธรรมชาติของโจวจือหยวน และเขาก็ไม่เห็นว่าจะมีอันใดเป็นปัญหาสำหรับหน้าที่การงาน แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องทายาทบ้างเล็กน้อยหากไม่ยอมร่วมเตียงกับเหล่าภรรยา ซึ่งนั่นมิใช่ปัญหาของเขาชายหนุ่มลอบมองจ้าวเล่อเสียที่มีลูกๆ ให้เขาได้ชื่นชมสมใจ และเขาก็ภูมิใจในตนเองมาก ที่สามารถมอบบุตรใส่ครรภ์ภรรยาแน่นอนว่าต้องยกความดีความชอบให้นางอันดับหนึ่งหลังจากร่ำลาน้องเขยและน้องสาว โจวอวี่ยังไม่ลืมพาจ้าวเล่อเสียเดินทางฝั่งชายแดนอิ๋นโจว เมืองแห่งการค้าระหว่างสองแคว้นพันธมิตรจินฉินมู่จินดีใจมากที่ได้เจอจ้าวเล่อเสีย นางมีความสุขดี ส่วนสามีผู้เคยผิดพลาดก็ไม่เคยออกนอกลู่นอกทางอีกเลยครอบครัวหลี่สามัคคีปรองดองอย่างยิ่งส่วนข่าวการตายของหูเย่หรงในปีนั้นย่อมถูกส่งถึงสกุลหลี่ สามีภรรยาก็เดินทางไปรับศพด้วยตัวเองและจัดงานให้อย่างดีเมื่อมาแล้วโจวอวี่กับจ้าวเล่อเสียจึงไม่ปล่อยโอกาสอันดีไป ทั้งสองมีเหตุผลสำคัญที่มาที่นี่นอกจากมาเยี่ยมเยียนมู่จิน ทั้งสองยังต้องการพบบุต
ทั้งสองตกหลุมรักกันและกัน หากแต่แรกเริ่มอี้ปินไม่มีความมั่นใจในสัมพันธ์จึงตัดรอนนาง ทว่าหญิงสาวกลับมิได้อ่อนหวานเหมือนหน้าตา นางจัดการเขาเสียอยู่หมัดด้วยวาจา ปลุกปลอบมอบความกล้าให้อี้ปินจนสำเร็จ จากนั้นก็พากันไปพบบิดามารดาที่จวนอย่างอาจหาญนับว่าโชคดียิ่งที่บ้านภรรยาไม่รังเกียจเขยจากสกุลพ่อค้า บิดาของนางเป็นขุนนางสัตย์ซื่อมือสะอาด เงื่อนไขในการแต่งงานจึงมีเพียงหนึ่งข้อคือรักมั่นมิแปรผัน เมื่อแต่งงานกันต้องครองคู่เพียงสามีภรรยาเดียวเท่านั้นอี้ปินถึงขั้นเบิกตาฟังอย่างคาดไม่ถึง ข้อกำหนดเช่นนี้ยังเรียกว่าเงื่อนไขผูกมัดได้อย่างไร นั่นคือคำอวยพรอย่างเห็นได้ชัดบัดนี้นอกจากอี้ปินจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์พูนสุข มีลูกๆ ที่น่าเอ็นดูถึงสองคน เขายังเป็นพ่อค้าร่ำรวยอันดับต้นๆ ของเมืองส่วนเรื่องของอี้ซินก็ดีไม่น้อยหน้า นางกลายเป็นภรรยาเพียงหนึ่งเดียวของพ่อค้าร้านผ้าไหมที่อยู่ติดกับร้านไจ่เหรินทั้งสองเป็นเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันจนรักกันสามีอี้ซินเป็นพ่อหม้ายภรรยาตายพร้อมลูกในครรภ์ ครองตนโดดเดี่ยวมานานหลายปี สุดท้ายก็แพ้ความดีของอี้ซินนอกจากเยี่ยมเยียนสองพี่น้อง โจวอวี่ยังใจดีพา
คำปฏิเสธอันเด็ดขาดนี้บุรุษหนุ่มแน่นผู้มีเลือดลมฉีดพล่านทุกคราเมื่อเจอหน้าภรรยานอกจากไม่ฟังยังหัวเราะหึๆ“ความหมายของเจ้าคือหนึ่งรอบไม่พอกระมัง”“...”“คืนนี้คงไม่นอนด้วยใช่หรือไม่? ให้สามีปรนเปรอกี่รอบดี”“...”ไม่รอเสียงตอบ โจวอวี่ก็ครอบครองภรรยาอย่างเอาแต่ใจ จ้าวเล่อเสียจะปฏิเสธได้เต็มเสียงอย่างเด็ดขาดเฉียบคมเมื่อไรกันหญิงสาวทำได้เพียงส่งเสียงครวญครางสั่นเครือยามถูกสามีเรียกร้องการปรนเปรอให้นางด้วยลีลาหวามไหว ยั่วยวนไปทั้งหัวใจ บอกรักด้วยท่วงทำนองสวรรค์ ให้สมกับความคะนึงหาเท่านั้นกว่าสามีภรรยาจะได้พูดคุยเรื่องงานอันเป็นกิจธุระสำคัญก็ล่วงเข้าอีกวัน“ข้าคุยกับพี่ชายใหญ่ของเจ้าแล้ว สมควรก่อตั้งสำนักศึกษาในเมืองผิงโจวสักแห่ง มีอาจารย์บ่มเพาะสิบสองชั่วยาม ฝึกใช้ชีวิตกินนอนที่นั่น ร่ำเรียนเขียนอ่านไม่แบ่งแยกชนชั้น เจ้าว่าดีหรือไม่?”ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นทาบแก้มเนียนเบาๆ อย่างอ่อนโยน นิ้วเรียวยาวลูบไล้ผิวนวลนุ่มชื้นเหงื่อเป็นวงกลมอ้อยอิ่งเชื่องช้า ดวงตาเหมือนมีแสงดาวพร่างพราวตลอดเวลา ระยิบระยับปานนั้น“หลังจากจัดการเรื่องลูกๆ เสร็จสิ้น สามีคิดว่าควรพาภรรยาออกท่องหล้าสักเดือนสองเดือนจึ
หญิงสาวจึงยังไม่ยอมพลีกาย ไม่ให้เขาได้ปลดปล่อยง่ายๆนางกางนิ้วทั้งห้าผลักดันใบหน้าหล่อเหลาจนเหยเกขี้ริ้ว แล้วพาไปจัดการโกนหนวดเคราให้อย่างเอาใสใจ“มานั่งนี่เลย”“ใจร้าย...”ตั้งแต่แต่งงาน โจวอวี่ไม่เคยต้องโกนหนวดเองอีกเลย ดังนั้น ไม่ว่าจะไปสะสางงานที่ใด เดินทางนานแค่ไหน เขาก็มักจะเก็บไว้ให้ภรรยาคนงามจัดการทุกครั้งมิใช่แค่หนวด แต่หมายรวมถึงอารมณ์ปรารถนา ที่แม้จะพลุ่งพล่านตามเลือดลมที่สูบฉีดรุนแรงของวัยหนุ่ม แต่เขาก็อดทน ขนความต้องการอันรุ่มร้อนที่สั่งสมในทุกราตรีมาให้ภรรยาเป็นคนจัดการช่วยปลดปล่อยทุกคราการนั่งหลับตาผ่อนคลายในถังไม้ รอรับการปรนนิบัติจากจ้าวเล่อเสียอย่างวางใจเป็นสิ่งที่เขาขาดมิได้ใครก็ทำหน้าที่นี้แทนนางไม่ได้“กอดหน่อย”เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมสองแขนยาวที่ยื่นออกมานอกถังไม้ เรียกร้องการสวมกอดอย่างเอาแต่ใจ ห่างหายเนิ่นนานปานนั้น ใครคิดถึงใครมากกว่ากัน คงมิต้องบรรยายจ้าวเล่อเสียอมยิ้ม นางโกนหนวดให้เขาเสร็จพอดีจึงวางมีดปีกจักจั่นลงในถาดไม้ข้างอ่างน้ำแล้วโน้มตัวกอดเขาชายหนุ่มก้มหน้ากดจมูกลงบนเรือนผมนุ่มลื่นของภรรยา สัมผัสอบอุ่นที่มิได้มาจากน้ำในถังไม้แผ่กระจายไป
หลังมื้ออาหารอันโอชาจากรสมือภรรยา โจวอวี่กับจ้าวเฟิงฉีที่อิ่มหนำก็เบิกบานอารมณ์ดีถึงขีดสุดจึงพากันร่ำสุราต่อจนมืดค่ำ โดยมีลูกๆ ร้องรำทำเพลงและเริงระบำวุ่นวายรอบศาลารับลม ภาพความโกลาหลเช่นนี้เป็นสิ่งที่โจวอวี่และจ้าวเฟิงฉีชมชอบยิ่ง บุรุษทั้งสองแม้ต้องเผชิญความเหนื่อยยากภายนอกสาหัสปานใด แต่กลับมีความสุขทุกคราที่พอกลับบ้านมาได้เจอภรรยาและลูกๆ บนใบหน้าหล่อเหลาที่ติดเย็นชาจึงมีรอยยิ้มประดับตลอดเวลา สำหรับโจวอวี่ ท่านตาหานตงคือผู้มีพระคุณของเขา รวมถึงจ้าวเฟิงฉีที่มิใช่เพียงสหายร่ำสุราแต่เป็นนักรบเคียงบ่าเคียงไหล่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาหลายสมรภูมิตั้งแต่รู้จักกัน ขอเพียงจ้าวเฟิงฉีเอ่ยปาก ไม่ว่ากิจธุระจะยากเย็นแสนเข็ญปานใด เขาก็พร้อมบุกทะลวงฟาดฟันมิหวาดหวั่นสำหรับจ้าวเฟิงฉี โจวอวี่มิใช่แค่คนที่ถูกชะตาเพียงแรกเห็น แต่อีกฝ่ายเป็นสหายผู้น้องที่จริงใจ เป็นถึงบุรุษที่น้องสาวรักใคร่ เป็นบิดาที่รักยิ่งของหลานๆ ดังนั้น น้องเขยผู้นี้เขาพร้อมดูแลยิ่งชีพได้ดื่มสุรากับสหายรู้ใจ เคล้านารีที่เป็นภรรยา ยินเสียงหัวเราะสดใสของบุตรหญิงชาย ความสุขใดๆ ในใต้หล้าทั้งหลายล้วนเทียบมิได้ โจวอวี่กับจ้าวเ
หมู่บ้านในอาณาจักรเล็กๆ ทางตะวันตกแคว้นจินแห่งนี้เป็นแนวพื้นที่ราบ เลียบเทือกเขาสูงชัน ตั้งตระหง่านทั้งสองฝั่ง ซึ่งทอดยาวขนานกัน คล้ายซอกหลีบลึกลับแห่งโลกาใต้พิภพชาวบ้านดั้งเดิมมักอยู่อาศัยได้ไม่นานก็ต้องอพยพหลบหนีเพราะถูกชนเผ่าป่าเถื่อนรุกรานไม่เว้นวัน การย้ายถิ่นฐานเป็นลักษณะเก่าไปใหม่มา แต่ทว่ายามนี้มีชาวบ้านตั้งถิ่นฐานอาศัยเป็นหลักแหล่งจำนวนนับพันครัวเรือน มีประชากรหลายหมื่นแล้ว ยามนี้โจวอวี่จึงมีประชากรในปกครองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่ามั่นคงแข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นแน่นเหนียวนอกจากมีนายท่านโจวคุ้มครองให้ความรู้สึกปลอดภัย ไร้ผู้ใดรุกราน ชาวบ้านก็ล้วนมีอาชีพที่สามารถแปรเปลี่ยนตามฤดูกาลและยืดหยุ่นแปรผันตามกฎของธรรมชาติ สามารถเก็บเกี่ยวจากสิ่งที่มีในดินแดนรังสรรค์เป็นสินค้าส่งออกไปขายในตัวเมืองแคว้นจิน แม้ไม่ร่ำรวยเป็นเศรษฐีแต่ก็มีกินมีใช้ตลอดปีไม่มีขัดสน เนื่องจากมีคนที่เสียสละเวลาอันสุขสบายส่วนตัวคอยให้ความรู้แก่ชาวบ้านอย่างไม่หวงแหนคือฮูหยินของนายใหญ่ จ้าวเล่อเสียวิธีปลูกพืชพันธุ์ให้ได้ผลผลิตที่แตกต่างล้วนนำมาซึ่งรายได้และอาชีพที่ยั่งยืนนอกจากปลูกผักผลไม้ตามฤดูกาล ยังมีการป







