Se connecterนับจากวันอภิเษกจนถึงวันนี้ การแต่งงานระหว่างหลัวเย่หลีกับหลี่หลงเฟยกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่สามเสียแล้ว
แม้ทั้งสองจะมีฐานะเป็นสามีภรรยาตามพระราชโองการ แต่ในความรู้สึกของหลัวเย่หลี ความสัมพันธ์ของนางกับพระสวามียังคงห่างไกลจากคำว่าคู่ชีวิต
ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางไม่เคยคิดว่าตนมีความสำคัญในหัวใจของบุรุษผู้นั้น
สำหรับหลัวเย่หลี นางเป็นเพียงเจ้าสาวตัวแทนที่ถูกส่งมาอุดช่องว่างในวันที่พี่สาวหลบหนีออกจากจวนก่อนพิธีอภิเษก ทุกสิ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนแม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่ทันตั้งตัว
หากวันนั้นหลัวซ่งหรานมิได้หลบหนี คนที่ยืนเคียงข้างชินอ๋องในฐานะพระชายาเอกก็คงมิใช่นาง
เพราะเหตุนี้ หลัวเย่หลีจึงไม่เคยเรียกร้องความรัก ความเอาใจใส่ หรือแม้แต่ความใกล้ชิดจากผู้เป็นสามี
นางเพียงทำหน้าที่ของพระชายาให้ดีที่สุด ดูแลตำหนัก รักษาเกียรติของราชวงศ์ และไม่สร้างภาระให้แก่เขา
ในสายตาของนาง ความสุขของชีวิตมิได้ขึ้นอยู่กับการได้รับความรักจากบุรุษผู้หนึ่ง
เพียงมีอาหารรับประทาน มีสวนผักให้ดูแล มีสมุนไพรให้ทดลองเพาะปลูกกับเรียนวิชาปรุงเครื่องหอม เครื่องประทินโฉม และได้ใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย นั่นก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ยิ่งเมื่อนึกถึงท่าทีของหลี่หลงเฟยตลอดสองปีที่ผ่านมา หลัวเย่หลียิ่งเชื่อว่าความห่างเหินระหว่างทั้งสองเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
แม้เขาจะให้เกียรตินางในทุกด้าน ไม่เคยตำหนิ ไม่เคยดูหมิ่น และไม่เคยปล่อยให้ผู้ใดล่วงเกินฐานะพระชายาของนาง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็แทบไม่เคยใช้เวลาอยู่เคียงข้างนางเช่นสามีภรรยาทั่วไป
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจหนึ่ง พระองค์ก็มักได้รับพระบัญชาให้ออกเดินทางไปต่างแคว้นอยู่เสมอ
ปีแรกหลังอภิเษก พระองค์นำทัพลงใต้ปราบโจรสลัดที่สร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรริมชายฝั่งหยางโจว
เมื่อศึกสงบลง ก็เดินทางต่อไปควบคุมการก่อสร้างเขื่อนและระบบชลประทานที่ซีโจวอยู่อีกเกือบปี
ครั้นเสด็จกลับเมืองหลวงได้ไม่นาน ก็ต้องออกเดินทางอีกครั้งเพื่อตรวจการทหารและสะสางราชกิจในหัวเมืองต่าง ๆ
เวลาที่ทั้งสองได้พบหน้ากันในแต่ละปี จึงนับครั้งได้ด้วยปลายนิ้ว หลัวเย่หลีไม่เคยกล่าวโทษเขาแม้แต่ครั้งเดียว
นางเข้าใจดีว่าหลี่หลงเฟยเป็นพระอนุชาของฮ่องเต้ อีกทั้งยังเป็นแม่ทัพผู้แบกรับภาระสำคัญของบ้านเมือง การต้องออกจากเมืองหลวงอยู่เสมอย่อมเป็นหน้าที่ที่มิอาจหลีกเลี่ยง
บางครั้งเมื่อได้รับจดหมายรายงานจากองครักษ์ว่าพระสวามีได้รับชัยชนะหรือภารกิจสำเร็จลุล่วง นางก็เพียงยิ้มบาง ๆ ก่อนเก็บจดหมายไว้ในหีบไม้ใบเดิมอย่างทะนุถนอม
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ข่าวคราวที่ส่งกลับมายังตำหนักมีเพียงเรื่องราชการ การศึก และความเป็นอยู่ของราษฎร
ไม่เคยมีข่าวลือเรื่องสตรี ไม่เคยมีข่าวว่าพระองค์รับอนุ หรือพาหญิงงามผู้ใดกลับตำหนัก แม้จะเป็นเช่นนั้น หลัวเย่หลีก็ยังมิได้คิดเข้าข้างตนเองเช่นเดิม
นางเพียงเชื่อว่าหลี่หลงเฟยคงยังไม่คิดจะแต่งตั้งสตรีอื่นในเวลานี้เท่านั้น ส่วนเรื่องในอนาคต นางไม่เคยคาดหวัง
หากวันหนึ่งพระองค์ต้องรับพระชายารองหรืออนุเข้าจวนเพื่อสืบสายโลหิต นางก็พร้อมยอมรับตามธรรมเนียมของราชวงศ์
ตลอดสองปีที่ผ่านมา นางใช้ชีวิตอย่างมองโลกในแง่ดี ยอมรับชะตากรรมที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่เคยพร่ำบ่น
แม้ต้องจากบ้านเกิดในแคว้นเป่ยฉีตั้งแต่อายุเพียงสิบสี่ปี เดินทางไกลหลายพันลี้มาอยู่เมืองหลวงที่ไม่คุ้นเคย นางก็ไม่เคยร้องขอกลับบ้าน ไม่เคยกล่าวโทษผู้ใด และไม่เคยแสดงความน้อยใจให้ผู้คนรอบข้างเห็น
บัดนี้ หลัวเย่หลีใกล้จะมีอายุครบสิบเจ็ดปีแล้ว
เด็กสาวผู้เคยหวาดหวั่นในวันแรกที่ก้าวเข้าสู่ตำหนักชินอ๋อง เติบโตเป็นสตรีที่สงบนิ่ง สุขุม และอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่นางไม่เคยล่วงรู้เลยก็คือ...
ความเข้าใจทั้งหมดของนางนั้นผิดไปโดยสิ้นเชิง หลี่หลงเฟยมิได้รังเกียจนาง ยิ่งมิได้ผิดหวังที่เจ้าสาวในวันนั้นเปลี่ยนจากหลัวซ่งหรานมาเป็นหลัวเย่หลี
ตรงกันข้าม...
ตั้งแต่แรกที่ตนพบหน้าเด็กสาววัยสิบสี่ปีผู้มีดวงตาใสสะอาดยอบกายอยู่กลางห้องหนังสือของจวนติ้งเป่ยโหว ภาพของนางก็ฝังแน่นอยู่ในหัวใจของชินอ๋องหนุ่มวัยยี่สิบสองปีอย่างเงียบงัน
และในคืนอภิเษก เมื่อเห็นเจ้าสาวตัวน้อยนั่งตัวตรงอยู่บนเตียงในห้องหอ เขาย่อมเห็นท่าทางพยายามซ่อนความหวาดหวั่นไว้ภายใต้กิริยาสงบสำรวม ความรู้สึกนั้นกลับยิ่งหยั่งรากลึกกว่าเดิม
เพียงแต่ว่า ในสายตาของหลี่หลงเฟย วันนั้นหลัวเย่หลียังเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสี่ปี เขาไม่อาจใช้ความรู้สึกของบุรุษเข้าไปผูกมัดนางได้
ยิ่งเห็นนางเชื่อฟัง ยอมเสียสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อรักษาเกียรติของราชวงศ์อีกทั้งปกป้องชีวิตคนทั้งกระกูลหลัวแห่งเป่ยฉี เขายิ่งไม่ต้องการให้นางต้องแบกรับภาระของการเป็นภรรยาเร็วจนเกินควร
ดังนั้น เขาจึงเลือกซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่งดังเช่นทุกวันนี้ ชินอ๋องหนุ่มเขาเว้นระยะห่างจากนาง มอบอิสระให้หลัวเย่หลีได้ เติบโต ให้นางได้ทำสิ่งที่นางรัก ที่นางสนใจอย่างเต็มที่
โดยอาศัยราชกิจเป็นข้ออ้าง ขออาสาฮ่องเต้ผู้เป็นเชษฐาออกไปปฏิบัติภารกิจตามหัวเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า มิใช่เพราะต้องการหลีกหนีนาง
แต่เพราะเขากำลังรอเวลาเหมาะสม ชินอ๋องหนุ่มเฝ้ารอวันที่เด็กสาวผู้นั้นเติบโตเป็นสตรีเต็มตัว
รอวันที่นางพร้อมจะเลือกเดินเข้ามาหาเขาด้วยความเต็มใจ มิใช่เพราะหน้าที่หรือพระราชโองการ และหลี่หลงเฟยก็เชื่อมั่นเสมอไม่ว่าวันนั้นจะมาถึงช้าสักเพียงใด เขาก็ยินดีรอ
ขอเพียงหลัวเย่หลีนางสบายใจ
เสียงครวญครางผสานไปกับเสียงคำรามกึกก้อง ยิ่งในจังหวะที่กายอวบอั๋นถูกสลับตำแหน่งให้ขึ้นไปขยับขับอยู่ด้านบน แล้วนางปล่อยผมยาวสลวยสะบัดพลิ้วไปมา แหงนเงยใบหน้าเชิด ห่อปากด้วยความเสียวซ่านสุดชีวิต ช่างเป็นภาพอันงดงามที่กระชากความรู้สึกของบุรุษวัยฉกรรจ์จนสติเขาเตลิดยิ่งนางโยกคลึงบดสะโพกส่ายโยกไหวมิผิดจากที่เขากระทำต่อนาง หลี่หลงเฟยเขากลับยิ่งรู้สึกว่าเขาช่างเป็นบุรุษผู้มีโชคดีเหลือเกิน เรือนร่างงามนุ่มนิ่มนี้มีความสุขมอบให้เขาอย่างใจกว้างเขาจึงเอื้อมมือไปยึดที่สะโพกขาวกลมกลึง ก่อนเร่งซอยกระแทกถี่ยิบขึ้นไปหานางเสียเอง ยิ่งเขาอัดกระแทกผลักดันเสยขึ้นไปร่องรักของภรรยาสาวนั้น ก็ยิ่งตอดรัดดูดดึงดุ้นแข็งขึง จนทำให้เขาไม่สามารถทนทานได้อีกต่อไป"โอ้ว…ซี้ด…เมียรักของข้า ท่านพี่เฟยทนไม่ไหวแล้ว ร่องของเมียรักช่างเอามันเหลือเกิน โอ้ว…โอ้ว…"ท่อนลำถูกอัดกระแทกรุนแรงและเร็วรี่"อา…อา…อา…ทะ…ท่านพี่…หลี่หลงเฟย…กรี๊ด…"ทั้งสองกายเกร็ง ร่างกระตุกสั่นไหว ก่อนจะปลดปล่อยน้ำรักแตกกระจายโดยพร้อมเพรียงกันพระชายาคนงามรู้สึกสุขสมอย่างสุดขีด ร่างอวบอั๋นนั้นสั่นกระตุกถี่ระรัวอย่างเนิ่นนาน ก่อนที่นางจะทิ้งกายลงกอดเกี
"พระชายา…จะช่วยรับทั้งชีวิตของหลี่หลงเฟยเอาไว้ได้หรือไม่?"ดวงตาทรงดอกท้อหวานซึ้งมองประสานกับดวงตาคมเข้มที่ก็หวานซึ้งมิต่างกัน"ที่ยินยอมรั้งอยู่ข้างกายท่านมาสี่หนาว ถามจากใจ…พระสวามีท่านมิแจ้งใจจริงหรือ?"หากจะกล่าวว่าจอมทัพเช่นหลี่หลงเฟยนั้นเป็นบุรุษร้ายกาจ มากมายเล่ห์ คิดวางแผนเดินหมากอย่างรอบคอบเป็นฉากเป็นตอนมาจวบจนถึงบทสุดท้าย ที่ทุกผู้ล้วนสุขสมหวังกันไปทุกทางเกรงว่าภรรยาพยัคฆ์นางคงยืนอยู่เหนือเมฆา เฝ้ามองบุรุษที่ตนแอบรักเล่นบท 'คนเลว' อย่างสนุกสนานมาเสียสี่หนาวเสียแล้ว"เจ้า…อาหลีน้อย…เจ้ามันร้าย…ฮึ…ฮ่า…ฮ่า…แสบกว่าพยัคฆ์ก็ภรรยาพยัคฆ์นี่เอง"…เป็นครั้งแรกที่หลี่หลงเฟยรู้สึกสะใจต่อการถูกสตรีรังแก!...ซึ่งในใต้หล้านี้เกรงว่าจะมีนางเดียวที่ทำได้ นาง…หลัวเย่หลี…พระชายาตัวหอมแห่งตำหนักชินอ๋องผู้นี้เท่านั้น!จากนั้นหลัวเย่หลีนางก็ถูกจอมทัพร้ายกาจรังแกด้วยท่อนลำยิ่งใหญ่ ที่กดกระแทกผลักดันจนใบหน้าสราญนั้นบิดเบี้ยวด้วยความจุกแน่นปนเปไปกับความเสียวซ่านยิ่งเขาเริ่มกดกระแทกท่อนลำแกร่งเข้าออกอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นตามลำดับ ชนิดเข้าจนลึกสุดก่อนจะถูกถอนออกมาจนเกือบสุด จนปลายหัวหยักเกือบจะหล
แม้หัวใจจะเต้นแรงเสียจนแทบหลุดออกจากอก แต่นางก็ยังโน้มกายลงไป ประทับจุมพิตแผ่วเบาที่ปลายคางของเขา ก่อนจะค่อย ๆ ไล่ริมฝีปากลงมาตามลำคอแกร่ง แวะหยุดเหนือแผ่นอกกำยำซึ่งกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจเมื่อระลึกได้ว่าก่อนหน้านี้เขาเคยเอาใจนางเช่นไร หลัวเย่หลีจึงพยายามทำตามสิ่งที่เพิ่งจดจำมาอย่างเก้กัง แม้ทุกการเคลื่อนไหวยังเต็มไปด้วยความประหม่า แต่ความตั้งใจของนางกลับชัดเจนกว่าสิ่งใดทุกครั้งที่ริมฝีปากนุ่มแตะแผ่วลงบนผิวกายของเขา หรือปลายลิ้นสัมผัสอย่างระมัดระวัง เสียงครางทุ้มต่ำก็ดังลอดออกมาจากลำคอของหลี่หลงเฟยโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้ยิ่งได้ยินเช่นนั้น หลัวเย่หลีก็ยิ่งทั้งอาย ทั้งอยากรู้ว่าตนทำได้ถูกหรือไม่ จึงช้อนสายตาขึ้นมองสีหน้าของพระสวามีเป็นระยะ ราวกับกำลังเฝ้ารอคำชื่นชมจากเขาหลี่หลงเฟยยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คล้ายกำลังปลอบโยนให้คลายความประหม่า"เจ้าก็เพียงใช้ปลายลิ้นแตะทักทายเสียก่อน จากนั้นค่อย ๆ ทำไปตามจังหวะของตนเอง ไม่ต้องรีบร้อน เพียงอ่อนโยนและระวังอย่าให้ฟันโดนก็พอ"แม้พระสวามีจะสอนเพียงครั้งเดียว แต่นักเรียนผู้ตั้งใจอย่างหลัวเย่หลีกลับจดจำ
หลัวเย่หลีในยามนี้ถูกความเสียวซ่านเข้าครอบงำ จนเรือนร่างอวบอิ่มบิดไหวอย่างเร่าร้อน เพลิงราคะที่หลี่หลงเฟยค่อย ๆ จุดขึ้นราวกับกำลังเผาผลาญนางให้หลอมละลาย ริมฝีปากงามเผยอปล่อยเสียงครางแผ่วพร่าไม่ขาดสาย ขณะมือน้อยลูบไล้ไปตามเรือนร่างกำยำของพระสวามีหนุ่มอย่างลืมตัว"อา...หลี่หลงเฟย...หลี่หลงเฟย...""อา...คนดี...เรียกอีก...เรียกข้าว่า 'หลี่หลงเฟย' อีก...ยิ่งเรียกทุกคราวที่ท่านพี่เข้าหาเจ้า ข้าก็ยิ่งชอบ"เพียงได้ยินนางเอ่ยนามตน หลี่หลงเฟยก็ถอนริมฝีปากออก พลางเอ่ยบอกความต้องการด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะก้มลงซุกไซ้ ลูบไล้ และขบจุมพิตไปทั่วเรือนกายอวบอิ่ม ราวกับไม่มีส่วนใดของร่างงามที่จะรอดพ้นจากการปรนนิบัติของเขาจากนั้นเขาจึงก้มลงซุกใบหน้าที่ซอกคอขาวผ่อง ไล่จุมพิตและโลมไล้อย่างอ้อยอิ่ง จนหลัวเย่หลีเกร็งกายด้วยความสั่นไหว เสียงครวญครางหวานพร่าหลุดออกจากริมฝีปากอีกครั้ง"อา...อูย...พะ...พอก่อน...หลี่หลงเฟย...พอก่อน...ซี้ด..."ทันใดนั้นหลี่หลงเฟยก็คลายการกักแขนทั้งสองข้างของนางเสียจนหลัวเย่หลีเผลอโล่งใจ คิดว่าพระสวามีผู้ร้ายกาจคงยอมปรานีแล้วทว่าความหวังนั้นกลับอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ เมื่อเขาทรุ
ดวงตากลมโตของหลัวเย่หลีพร่าพรายไปด้วยความอ่อนโยน นางทอดมองพระสวามีด้วยความรักอย่างไม่คิดปิดบัง"เป็นของข้า ด้วยความเต็มใจเถิด อาหลีน้อยของท่านพี่เฟย"สิ้นคำกล่าว หลี่หลงเฟยยกมือขึ้นประคองแผ่นหลังของนางไว้แน่น สายตาคมเข้มทอดมองสตรีตรงหน้าราวกับนางเป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาหวงแหนที่สุดหลัวเย่หลีเผยอริมฝีปาก สูดลมหายใจแผ่วเบา ก่อนจะยกมือขึ้นโอบลำคอของพระสวามีไว้แน่น พลางซบใบหน้าลงกับบ่ากว้างอย่างไว้วางใจ"อื้อ...ท่านพี่..."หลี่หลงเฟยลูบศีรษะนางเบา ๆ พลางยิ้มอย่างอ่อนโยน"ราตรีนี้ท่านพี่จะมอบความสุขให้เจ้า จะรักเจ้าให้สาสม"คำกล่าวนั้นทำให้หลัวเย่หลีเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความรัก ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างแผ่วเบา แล้วซบกลับลงสู่อ้อมกอดของบุรุษผู้เป็นทั้งพระสวามีและที่พักพิงของหัวใจอีกครั้ง“เจ้ายินยอมหรือไม่อาหลีน้อย”เขาพึมพำถามนางแผ่วเบา ทว่าใบหน้ายังคงซุกไซ้อยู่กับร่องอกอวบอิ่ม ปลายลิ้นตวัดเลียลูบไล้วนเวียนอยู่เหนือฐานทรวงผ่านเนื้อผ้า ก่อนจะย้อนกลับมาดูดยอดปทุมถันสีแดงก่ำด้วยความกระหาย จนเกิดเสียงแผ่วดัง...จุ๊บ...จ๊าบ...กลิ่นหอมและรสหวานของกายสาวแรกรุ่นยิ่งปลุกเร้าความคลั่งไคล้ ย
หลัวเย่หลีกะพริบตาเรียกสติ ก่อนจะเข้าใจคำถามของอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้ นางใช้เวลาไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ และในที่สุดก็ได้คำตอบให้กับหัวใจของตนเอง"เชิญกล่าวเพคะ""ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงข้าไม่เคยเอ่ยคำว่ารักกับเจ้า แต่ข้าแสดงออกไม่ชัดเจนหรือ ว่าข้ารักเจ้า ข้ายกย่องเจ้า มีเจ้าเป็นภรรยา เป็นสตรีเพียงผู้เดียวในดวงใจ ข้ารู้ว่าข้าผิดที่ไม่ยอมบอกความจริง ข้าผิดที่รวบรัดเจ้า ข้าผิดทุกทาง แต่ทั้งหมดที่ข้าทำก็เพราะข้ารักเจ้า อาหลีน้อย ข้ามิใช่คนดีก็จริง แต่ความรักที่ข้ามีให้เจ้ามันจริงแท้ที่สุด หรือสี่ฤดูหนาวที่พวกเราเป็นสามาภรรยากันมา เจ้าไม่เคยมองเห็นความรักและความจริงใจของคนเลวผู้นี้เลยหรือ"ดวงตาของจอมทมิฬที่ทอดมองมายังนางในยามนี้ เปี่ยมไปด้วยความรัก หากก็แฝงความน้อยใจอยู่ไม่น้อยหลัวเย่หลีทบทวนทุกสิ่งอีกครั้ง จึงเริ่มเข้าใจว่า ที่ผ่านมานางมิใช่มองไม่เห็น เพียงแต่เพราะเขาเคยเป็นว่าที่อดีตพี่เขยของนาง แม้ลึก ๆ จะเผลอมีใจ แต่ความละอายกลับทำให้นางพยายามบังคับตนเองให้มองข้ามทุกความรู้สึกนั้นมาตลอด"หรือความผิดนี้ เจ้ามิอาจอภัยให้สามีผู้นี้ได้เลย"จะเป็นไปได้อย่างไรกันถึงนางจะมิใช่สตรีเฉลียวฉลาดนัก แต่







