Masukเสียงล้อรถที่บดลงบนกรวดหน้าคฤหาสน์อัครเดชเดชาดังราวกับเสียงตัดสินโทษประหาร เมลดาพยุงร่างกายที่บอบช้ำลงจากรถแท็กซี่ เธอไม่มีแม้แต่แรงจะเชิดหน้าชูคอเหมือนทุกครั้ง แผ่นหลังที่เพิ่งถูกทำแผลมายังคงแสบแปลบทุกจังหวะที่ขยับเขยื้อน
ยังไม่ทันที่เธอจะก้าวเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน ประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของ เมฆา ที่พุ่งเข้ามาคว้าหมับเข้าที่กลุ่มผมยาวสลวยของเธอแล้วกระชากอย่างแรง "ฤทธิ์มากนักนะอีเมลดา ก่อเรื่องจนเข้าโรงพยาบาลเพื่อให้ไอ้ภริชมันสงสารงั้นเหรอ ที่จริงมันต้องนั่งรถคันนั้นไปแล้ว เมืื่อไหร่แกจะเลิกบ้าผู้ชายสักที!" "โอ๊ย! พี่เมฆา... หนูเจ็บ!" เมลดาครางประท้วง น้ำตาเอ่อคลอหน่วยตาขณะถูกลากเข้าไปในห้องโถงที่มี มนตรี นั่งจิบไวน์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย "แกทำให้ฉันขายหน้า เมลดา ทำเสียงานไม่รู้กี่ครั้ง ไร้ประโยชน์สิ้นดี" มนตรีวางแก้วไวน์ลงเสียงดังปัง "แกทำงานพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนฉันเริ่มสงสัยว่าแกตั้งใจจะทรยศฉัน" เมลดาใจหายวาบ เธอรู้ดีว่าถ้าพ่อสงสัยมากกว่านี้ ชีวิตของภริชจะตกอยู่ในอันตรายทันที เธอจึงฝืนกลั้นความเจ็บปวด คลานเข่าเข้าไปกอดขาผู้เป็นพ่ออย่างอ้อนวอน ภาพคุณหนูผู้สูงส่งหายไปสิ้น เหลือเพียงลูกไก่ในกำมือคนใจโฉด "พ่อคะ หนูขอโทษ หนูแค่ หนูแค่คุมอารมณ์ไม่อยู่ที่เห็นมันอยู่กับผู้หญิงคนนั้น หนูสัญญาค่ะ ครั้งหน้าในงานกุศล หนูจะไม่ให้พลาด หนูจะทำตามแผนทุกอย่าง พ่อให้โอกาสหนูอีกครั้งนะคะ" มนตรีมองลูกสาวด้วยสายตาขยะแขยง ก่อนจะแสยะยิ้ม "ก็ได้... ฉันจะให้โอกาสสุดท้าย แต่คนอย่างแกมันต้องดัดนิสัย เมฆา ลากมันไปขังที่ห้องใต้ดิน ริบบัตรเครดิต เงินสด และมือถือของมันมาให้หมด อดข้าวอดน้ำมันไว้สองวัน จนกว่าจะถึงวันงาน ถ้าแกยังอยากมีชีวิตรอดไปหาไอ้ภริช แกต้องพิสูจน์ความภักดีให้ฉันเห็น" "พ่อ! ไม่นะพ่อ!" เมฆาไม่สนคำอ้อนวอน เขาจิกหัวเมลดาแล้วลากเธอไปตามพื้นหินอ่อน ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่หลังพุ่งปรี๊ดจนเธอแทบหมดสติ เขาเหวี่ยงเธอเข้าไปในห้องมืดใต้บันไดที่อับชื้นและไร้แสงสว่าง "สำนึกซะบ้างว่าแกมันก็แค่หมาที่พ่อเลี้ยงไว้ใช้งาน!" ปัง! ประตูเหล็กถูกปิดล็อก เมลดานอนคุดคู้อยู่บนพื้นปูนเย็นเฉียบ ความหิวโหยเริ่มกัดกินกระเพาะอาหารทีละน้อย ความมืดมิดโอบล้อมรอบกายจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกฝังทั้งเป็น เธอทำได้เพียงกอดตัวเองไว้ ร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียงท่ามกลางความหนาวเหน็บที่ทิ่มแทงไปถึงกระดูก ...... สองวันต่อมา งานราตรีการกุศลถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เมลดาปรากฏตัวในชุดราตรีสีทองอร่ามที่ปกปิดแผ่นหลังและแขนยาวที่ช่วยอำพรางแผลตามตัวพร้อมใบหน้าซูบซีดและร่างกายที่ผอมโซของเธอได้เป็นอย่างดี เธอเดินเข้ามาในงานด้วยท่าทางสง่างามเช่นเคย แต่ในหัวของเธอตอนนี้กลับว่างเปล่า ลมหายใจแผ่วเบาจนแทบจะยืนไม่อยู่ สายตาของคนในงานที่มองมามีแต่ความเหยียดหยามและคำนินทา "ดูสิ เมลดา ยังกล้ามาเสนอหน้าในงานที่ไม่มีใครเชิญมาอีกเหรอ" แต่เมลดาไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น สิ่งเดียวที่เธอมองเห็นคือโซนอาหารที่วางเรียงรายอยู่ เธอเดินตรงไปที่โต๊ะบุฟเฟต์ มือที่สั่นเทาคว้าจานมาแล้วเริ่มหยิบอาหารเข้าปากอย่างรวดเร็ว เธอไม่สนกิริยามารยาทใดๆ ทั้งสิ้น ขนมปังชิ้นเล็กๆ หรืออาหารคำโตถูกเธอกินลงไปราวกับคนไม่เคยพบเจออาหารมานับแรมปี ความโหยหามันรุนแรงจนน้ำตาของเธอนองหน้าขณะที่เคี้ยวอาหารเหล่านั้น จบตอนที่ 4เมลดาใช้เวลาในกรุงเทพฯ สองสามวันแรกอย่างเรียบง่าย เธอจงใจหลีกเลี่ยงการไปในที่ที่อาจจะเจอภริช จนกระทั่งวันหนึ่ง แสงดาวพาเธอไปทานข้าวที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งโดยอ้างว่าอยากฉลองที่เธอกลับมา แต่ทว่าโลกมันกลมเกินกว่าที่คิด เมื่อเธอเดินเข้าไปในร้าน เธอก็พบกับภริชที่กำลังนั่งคุยงานอยู่กับกลุ่มนักธุรกิจ หัวใจของเมลดาเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ เธอแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นและเดินผ่านโต๊ะของเขาไป แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหน่วงในใจคือ ภริชเองก็เห็นเธอ แต่เขากลับทำหน้านิ่งเฉย ทำเหมือนไม่รู้จักกัน และทำเป็นมองไม่เห็นเธอแม้แต่ตอนที่เดินสวนกันเพื่อไปเข้าห้องน้ำ เขาก็ไม่แม้แต่จะพยักหน้าทักทาย ความรู้สึกน้อยใจที่ไม่ได้เตรียมใจไว้จู่โจมเมลดาอย่างกะทันหัน เธอสั่งอาหารมาทานได้ไม่กี่คำก็เริ่มนั่งเหม่อ "เป็นอะไรไปจ๊ะ นั่งทำหน้ามุ่ยเชียว อาหารไม่ถูกปากเหรอ" แสงดาวถามพลางอมยิ้ม "เปล่า" เมลดาตอบสั้นๆ "อ้อ... หรือว่าน้อยใจใครบางคนที่ไม่ยอมทัก" แสงดาวแกล้งแทงใจดำ "ก็แกเองไม่ใช่เหรอเมย์ ที่เป็นคนเลือกทางนี้เอง เป็นคนบอกเขาเองว่าขออิสระ" "อย่างน้อยก็ควรจะทักทายกันตามประสาคนรู้จักบ้างสักนิดก็ยังดี" เมลดาบ่นพึมพำออกมา
ที่สนามบินนานาชาติชวนให้รู้สึกถึงการเริ่มต้นใหม่ เมลดาเดินก้าวออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้าด้วยท่วงท่าที่มั่นใจและผ่อนคลายกว่าปีที่ผ่านมามาก เธอสวมชุดเดรสผ้าฝ้ายสีอ่อนดูสบายตา ใบหน้าที่เคยซูบซีดบัดนี้ดูมีน้ำมีนวลและสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไกลออกไปเธอเห็นร่างที่คุ้นเคยของแสงดาวที่ยืนโบกมือหยอยๆ พร้อมรอยยิ้มกว้างที่เห็นมาแต่ไกล เมลดาเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไปหาเพื่อนรัก ทั้งคู่โผเข้ากอดกันกลมกลางโถงผู้โดยสาร ความรู้สึกโหยหาและมิตรภาพที่ยาวนานถูกส่งผ่านอ้อมกอดนั้น แสงดาวผละออกมาสำรวจเพื่อนสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาพินิจพิจารณา "เป็นยังไงบ้างยายเมย์ ไปใช้ชีวิตสงบสยบความเคลื่อนไหวมาหนึ่งปีเต็ม ค้นพบความสุขที่แท้จริงหรือยังจ๊ะ" แสงดาวถามแกมหยอกตามนิสัย "แกก็พูดไปเรื่อยแสงดาว ฉันแค่ไปอยู่บ้านแม่ ไปดูแลสวนกุหลาบ ไม่ได้ไปจำศีลในถ้ำที่ไหนสักหน่อย" เมลดาตอบพลางหัวเราะเบาๆ ท่าทางของเธอดูผ่อนคลายอย่างที่แสงดาวไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดสิบปีที่ผ่านมา แสงดาวมองเพื่อนรักด้วยความรู้สึกปิติลึกๆ ในใจ เมลดาในวันนี้ดูเหมือนคนที่เป็นอิสระจากพันธนาการทุกอย่างจริงๆ แววตาที่เคยมีความกัง
เมลดาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธในทันที เธอเพียงแต่ยิ้มบางๆ แล้วมองกลับไปที่ท้องทะเล "ให้เวลาเป็นเครื่องตัดสินเถอะค่ะภริช ตอนนี้ฉันแค่ต้องการไปให้ถึงเชียงดาว ไปหาทุ่งกุหลาบที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉัน" เชียงดาว, จังหวัดเชียงใหม่ อากาศที่เชียงดาวเย็นสบายและบริสุทธิ์กว่ากรุงเทพฯ มาก เมลดาเดินทางมาถึงบ้านไม้หลังเก่าที่โอบล้อมด้วยภูเขาตามแผนที่และที่อยู่ในคลิปวิดีโอที่แม่ทิ้งไว้ให้ เธอทำตามคำแนะนำทุกขั้นตอนจนกระทั่งได้รับกุญแจบ้านมาครอบครอง เมื่อประตูรั้วเปิดออก สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าทำให้เธอถึงกับน้ำตาคลอ ทุ่งดอกกุหลาบสามสี ทั้งสีแดง สีขาว และสีเหลือง ปลูกสลับกันอย่างสวยงามบานสะพรั่งเต็มพื้นที่ กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาตามลมประทะใบหน้า เมลดาเดินเข้าไปท่ามกลางดงดอกไม้เหล่านั้น เธอเริ่มใช้เวลาอยู่ที่นี่อย่างจริงจัง ความรู้สึกโศกเศร้าที่มีเริ่มเบาบางลงเหมือนได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ในทุกๆ วัน เวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมลดาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายที่เชียงดาว เธอเรียนรู้วิธีการดูแลสวนกุหลาบอย่างประณีต ดอกกุหลาบที่แม่เลือกมาปลูกไว้เป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีหนามแหลมคมเหมือนกุหลาบทั่วไป เธอสามารถสัมผัสกลีบดอกและก้านข
บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลดูผ่อนคลายลงกว่าหลายสัปดาห์ก่อนมาก เมลดาเริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้า แม้ร่างกายจะยังซูบผอมแต่ดวงตาที่เคยเลื่อนลอยเริ่มกลับมามีประกายแห่งชีวิตอีกครั้ง ภริชและละอองดาว รวมถึงแสงดาว ต่างแวะเวียนมาดูแลเธออย่างไม่ขาดสาย ทุกคนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่เลวร้าย แต่ความเงียบสงบและท่าทีที่เรียบนิ่งของเมลดากลับเป็นสิ่งที่ทำให้ภริชรู้สึกกังวลใจมากที่สุด เขารู้ดีว่าเมลดารักเขามาทั้งชีวิต เธอใช้ชีวิตเพื่อเขามาโดยตลอด ยอมกระทั่งให้ตัวเองถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิดเพียงเพื่อให้เขาปลอดภัย ข้อนี้คือความจริงที่หนักแน่นจนเขาไม่อาจโต้แย้งได้ และเมื่อเธอเอ่ยปากขอ อิสระมันจึงเป็นคำขอที่เขารู้สึกว่าใจร้ายที่สุด แต่เขาก็มีสิทธิ์น้อยที่สุดที่จะปฏิเสธมัน ในวันที่เธอได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ภริชตัดสินใจพาเมลดาไปที่บ้านพักริมทะเลแห่งหนึ่ง เขาอยากให้เสียงคลื่นและลมทะเลช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของเธอ และอยากใช้เวลาช่วงสุดท้ายก่อนที่เธอจะไปจากเขาเพื่อยืนยันความรู้สึกในใจ เมลดายืนนิ่งอยู่บนหาดทรายขาว สายลมพัดเส้นผมยาวสลวยของเธอให้ปลิวไสวไปตามแรงลม เธอมองออกไปที่เส
เธอรวบรวมพละกำลังที่มีเพียงน้อยนิด ขยับมือปัดแจกันพลาสติกข้างเตียงจนตกลงพื้นดัง เคร้ง! แสงดาวสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เมื่อเห็นดวงตาที่คุ้นเคยกำลังจ้องมองมา แสงดาวก็ปล่อยโฮออกมาด้วยความดีใจ "เมย์! แกฟื้นแล้ว! แกกลับมาหาฉันแล้ว!" ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ภริชและละอองดาวรีบเร่งมาที่โรงพยาบาลทันทีที่ทราบข่าว เมื่อผลักประตูเข้าไป เห็นเมลดานั่งพิงหัวเตียงด้วยใบหน้าที่ซูบซีด ภริชไม่รอช้า เขาโผเข้ากอดเธอแน่นราวกับจะหลอมรวมร่างเธอไว้ในใจ "ในที่สุดคุณก็กลับมา... เมย์ ผมรักคุณนะ! พวกเรารู้ความจริงหมดแล้ว ผมจะจัดงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ผมจะแต่งงานกับคุณนะเมย์!" ภริชพูดรัวด้วยความปิติ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวัง แต่ทว่า... เมลดากลับนั่งนิ่งงัน แววตาของเธอว่างเปล่าและเย็นชาราวกับคนละคน "แม่ผมก็อนุญาตแล้วนะเมย์ ท่านอยากให้เราคบกันจริงๆ" ภริชยังคงพยายามสื่อสาร ขณะที่ละอองดาวเดินเข้ามาจับมือเธอไว้ "น้าเข้าใจผิดไปหมด น้าขอโทษนะน้องเมย์" ภริชจ้องมองใบหน้าหญิงสาวที่เขาเฝ้ารอมาตลอด "เมย์... ถ้าคุณอยากได้อะไร เพียงแค่คุณบอกมา ผมจะทำให้คุณได้หมดทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรก็ตาม" เมลดาสบตาภริชช้าๆ ก่อนจะเปล
ความเศร้าที่เคยปกคลุมห้องผู้ป่วยพิเศษเริ่มจางหายไป เปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดที่เต็มไปด้วยความหวังอันริบหรี่ ภริช ในสภาพที่ผ่ายผอมลงไปถนัดตา นั่งอยู่ข้างเตียงของ เมลดา มาเนิ่นนานหลายสัปดาห์ เขาไม่เคยปล่อยให้เธอต้องเผชิญกับความมืดมิดเพียงลำพังอีกต่อไป งานเอกสารกองโตถูกย้ายมาไว้ที่มุมห้องพยาบาล เพื่อที่เขาจะได้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับร่างที่แน่นิ่งได้ทุกวินาที ในทุกๆ วัน ภริชจะบรรจงเช็ดตัวทำความสะอาดร่างกายให้เมลดาอย่างอ่อนโยน เขาไม่เคยนึกรังเกียจแม้เพียงนิด กลับกัน เขากลับรู้สึกผิดทุกครั้งที่สัมผัสโดนรอยแผลเป็นจางๆ ตามเนื้อตัวของเธอ รอยแผลที่เขาเคยละเลยและมองข้ามไปอย่างเลือดเย็น "เมย์ครับ... วันนี้ข้างนอกอากาศดีมากเลยนะ" ภริชเอ่ยพลางนวดเฟ้นกล้ามเนื้อแขนขาให้เธอตามคำแนะนำของแพทย์ "ตื่นขึ้นมาฟังผมเล่าเรื่องงานหน่อยสิ ผมทำพลาดไปหลายอย่างเลยนะถ้าไม่มีคุณคอยกวนประสาทแบบวันก่อนๆ... ตื่นมาด่าผมก็ได้ ผมยอมคุณทุกอย่างแล้ว" เขาโน้มตัวลงจุมพิตที่หน้าผากของเธอเบาๆ ก่อนจะไปทำงาน และทำเช่นเดียวกันเมื่อกลับมาถึง ชายหนุ่มผู้จองหองในวันวาน บัดนี้เหลือเพียงชายผู้อดทนรอคอยปาฏิหาริย์ด้วยหัวใจที่แตกสลาย
ภริชยังนอนหลับสนิทอยู่ที่โซฟา ซึ่งตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว ป้าคณาเข้ามาหาเธอ และบอกเธอเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของเจ้านาย และบอกกับเมลดาว่า คุณภริชจะต้องอยู่ต่อที่นี่อีกสามถึงสี่วันวัน ให้เธอดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ห้ามขัดใจเขา เมลดาพยักหน้าตอบ เมื่อเช้านี้เธอยังคิดอยู่เลยว่าเย็นนี้เขาคงจะได้กลับไปแล้ว แต่นี
ภริชเขาอยากพิสูจน์ว่าเมลดาแกล้งช่วยเนตรทรายเพื่อเอาตัวรอด หรือเธอเป็นอย่างที่เนตรทรายบอกจริงๆ และเขาจะใช้เวลาต่อจากนี้ ขยี้ศักดิ์ศรีของคุณหนูผู้สูงส่งให้จมดิน เพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะไม่แว้งมากัดเขาได้อีก และไม่คิดแก้แค้น เมลดาไม่ได้ตอบโต้ เธอเพียงพยักหน้าเบาๆ ชดใช้งั้นเหรอต่อให้ต้องชดใช้ด้วยชีวิต..
เมลดามองผู้หญิงตรงหน้าด้วยแววตาที่สั่นไหว ทราย... เธอก็รักเขามากขนาดนี้เลยเหรอ ภริชคงเจอคนที่เหมาะสมแล้วล่ะ เธอคิด จากนั้นเมลดารีบก้มลงกระซิบข้างหูเนตรทราย "เงียบ..แล้วฟังฉันนะทราย ฉันไม่ได้มาฆ่าเธอ ฉันมาช่วย พกมือถือเครื่องนี้ไว้ ฉันกดเบอร์ตำรวจค้างไว้แล้ว เดี๋ยวพอภริชมาถึง ให้เธอทำตามที่ฉันบอก
ในงานกาล่าดินเนอร์ระดับมหาเศรษฐีไม่ได้ทำให้หัวใจของเมลดาอบอุ่นขึ้นแม้แต่นิดเดียว เธอสวมชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มขรึม ยืนหลบอยู่ในมุมมืดมองดู ภริช ที่เดินเคียงข้างเนตรทรายออกงานอย่างสง่างาม ทั้งคู่ดูเหมือนกิ่งทองใบหยกที่ใครเห็นก็ต้องอิจฉา ความเจ็บช้ำเกาะกินอยู่ภายในใจ แต่ทว่าวันนี้คือวันที่ต้องตัดสิน







