Masuk1
แววตาที่เปลี่ยนไป
หัวใจของลี่หยวนเต้นระรัว
ไม่ใช่เพราะบุรุษที่เข้ามาในห้องมีใบหน้าชวนฝันราวกับดาราสัญชาติจีนที่ตนเคยคลั่งไคล้ในชาติก่อน...
ไม่ใช่เพราะกลิ่นอายทรงอำนาจรอบกายเขาที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์น่าดึงดูด
ไม่ใช่เพราะนัยน์ตาเฉียบคมที่ยามนี้สะท้อนใบหน้าของนางแต่เพียงผู้เดียว
แต่เป็นเพราะเขาคือซุนโม่เฉิน ...วายร้ายของนิยายเรื่องนี้ต่างหาก!
“ทรง... เข้ามาได้อย่างไรเพคะ” น้ำเสียงของลี่หยวนตะกุกตะกักเป็นอย่างยิ่ง
นั่นปะไร พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา!
“เจ้าไม่ดีใจที่ข้ามาหา?” แววตาของซุนโม่เฉินแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ลี่หยวนคาดเดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ภายหลังจากนี้องค์ชายสี่ในวัยสิบแปดปีจะกลายเป็นตัวร้ายทันทีที่พระเอกหมั้นหมาย เป็นตอนเปิดฉากในนิยายซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต
นางไม่รู้หรอกว่าเวลานี้ซุนโม่เฉินกลายเป็นตัวร้ายไปแล้วหรือยัง แต่ลางสังหรณ์บอกนางว่า การทำให้เขาเกิดความตะขิดตะขวงใจเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง ไม่แน่ว่าบุรุษผู้นี้อาจเลือกที่จะสังหารนางทิ้งไปเลยก็ได้ ใครจะไปรู้
ด้วยเหตุนี้ เด็กสาวจึงรีบยิ้มพร้อมกับย่อกายทำความเคารพ “ถวายบังคมเพคะ องค์ชาย”
“ตามสบายเถิด” ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีขาวสว่างก้าวมาหยุดลงเบื้องหน้า เว้นระยะห่างเอาไว้อย่างพอเหมาะสำหรับหนุ่มสาว
“หม่อมฉันย่อมดีใจเพคะ แต่...เป็นเพราะคาดไม่ถึงว่าพระองค์จะเสด็จมาถึงที่นี่ มิใช่ในงานเลี้ยงในอีกครึ่งชั่วยามข้างหน้าต่างหาก”
ครั้นความทรงจำในชาติก่อนกลับมา ลี่หยวนก็แทบจะลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้นางปฏิบัติตัวอย่างไรต่อหน้าซุนโม่เฉิน บุรุษที่เคยหลงใหลคลั่งไคล้
หน้าแดงเขินอาย?
สีหน้าเคลิบเคลิ้มชวนฝัน?
แอบกรีดร้องในใจจนจะเป็นลม?
หึ! นางจะถือว่าลี่หยวนคนก่อนไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ลี่หยวนที่นางเคยเป็นก็แค่ทำตามบทบาทในนิยายที่ถูกกำหนดไว้ แต่หลังจากนี้นางนี่แหละที่จะเปลี่ยนแปลงมัน เริ่มแรกเลยคือการไม่ให้ผู้คนในงานเลี้ยงคิดว่านางเป็นคนขององค์ชายสี่อีกต่อไป แต่ก็ห้ามมิให้เกิดพิรุธจนองค์ชายสี่ผิดสังเกต
ถึงแม้ว่าท่านแม่บุญธรรมของนางจะเป็นญาติกับพระมารดาขององค์ชายสี่ก็ตามที...
“เจ้างดงามมาก”
เสียงของซุนโม่เฉินฉุดดึงนางออกจากห้วงคำนึง
“ขอบพระทัยเพคะ”
“เจ้าเลือกใส่ชุดสีฟ้าครามเพราะรู้ดีว่าเป็นสีโปรดของข้าใช่หรือไม่”
หือ? สีโปรดขององค์ชายเยี่ยงนั้นหรือ?
รอยยิ้มบนมุมปากดรุณีกระตุกน้อยๆ ทว่าเจ้าตัวก็อาศัยจังหวะนั้นยกมือขึ้นมาทัดเรือนผมไปหลังใบหู หวังเบนความสนใจของชายหนุ่มไปยังมือ แทนที่จะเป็นริมฝีปากของตนเอง
“องค์ชายเพคะ มากเท่ากับที่หม่อมฉันอยากรั้งให้ทรงอยู่ แต่ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็เป็นสตรียังไม่ออกเรือน หากมีข่าวลือออกไปคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก”
ในนิยาย ซุนโม่เฉินใช้งานลี่หยวนในวัยสาวหลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการใช้ความงามของนางหลอกล่อข้าราชการและบัณฑิตหลายคนให้ลุ่มหลง ดังนั้นการจะให้มีข่าวลือไม่ดีเรื่องนางออกไปตั้งแต่อายุเพียงเท่านี้ก็คงไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวซุนโม่เฉินเองด้วย
วายร้ายของเรื่องอย่างองค์ชายสี่ คือผู้ที่ต้องการแย่งชิงบัลลังก์กับพระเอกซึ่งเป็นองค์รัชทายาท บุรุษเบื้องหน้าเป็นคนร้ายกาจที่สั่งฆ่าคนตาไม่กะพริบ ที่นางเห็นก็แค่ฉากหน้าที่เขาใช้รอยยิ้มฉากทับเอาไว้เท่านั้น
ลี่หยวนย้ำเตือนตนเองให้ระวังตัว ถึงแม้จะไม่อยากเป็นผู้ช่วยของวายร้าย แต่การจะหันมาเป็นศัตรูกับวายร้ายที่น่ากลัวแบบนี้ก็ถือว่าอันตรายเกินไปเช่นกัน
ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือถอยห่างออกมา ขณะเดียวกันก็ทำให้ซุนโม่เฉินเห็นว่านางไร้ความสามารถและไม่มีพิษมีภัยต่อเขาทั้งในปัจจุบันและอนาคตข้างหน้า
ลี่หยวนคิดไปคิดมาก็เริ่มปวดหัว เหงื่อซึมไหลออกมาทางหน้าผากและมีสีหน้าเหน็ดเหนื่อย ซุนโม่เฉินมองสีหน้าของนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าเบาๆ คล้ายจำยอม
“เจ้าดูเหนื่อยไม่น้อย รีบพักผ่อนเสียหน่อยเถิด ในเมื่อเจ้าไม่อยากให้ข้าอยู่ต่อ ข้าก็จะไม่อยู่ แล้วพบกันในงานเลี้ยง”
“เร็วเข้าสิ อย่ามัวแต่ชักช้า”“หากเป็นรับสั่งของพระชายา ข้าย่อมพร้อมที่จะน้อมรับ” ตงฟางฉีหอมแก้มนวลฟอดใหญ่ด้วยความมันเขี้ยว เห็นนางเร่งแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ใครบางคนรู้สึกภาคภูมิใจเข้าไปใหญ่ “แต่ก่อนอื่น เจ้าต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่งก่อน”เดิมทีเขาอยากสำเร็จแล้วเช่นกัน แต่เพื่อการใหญ่ เขาจำเป็นต้องใจแข็งและยั้งไว้เสียก่อน“เจ้าต้องมีลูกให้เราอย่างน้อยห้าคน”ผู้ฟังถึงกับกะพริบตาหนึ่งครั้ง “ลูก... ห้าคน?”ลี่หยวนอึ้งไป นี่เขาเห็นนางเป็นกระต่ายที่ออกลูกเป็นคอกรึ!“นั่นเป็นเงื่อนไขของท่านอาจารย์ลี่” ชายหนุ่มขยายความ “มิเช่นนั้นเขาจะไม่ยอมยกเจ้าให้ข้า”“ท่านปู่...” หญิงสาวตาเหลือก ที่แท้มันเป็นความตั้งใจของลี่เตานั่นเองบัดนี้ท่านปู่อายุมากแล้ว หากเขาประสงค์เช่นนั้น ลี่หยวนยอมรับเลยว่านางคงใจอ่อนไม่กล้าปฏิเสธ“ท่านอ๋อง” ลี่หยวนสบตาผู้เป็นสามีด้วยสีหน้าจริงจังกว่าเดิม “หม่อมฉันอยากรับท่านปู่มาอยู่ด้วยกันเพคะ”ตงฟางฉีพยักหน้าช้าๆ “ชายาข้า วิธีที่จะดึงดูดให้ท่านอาจารย์ลี่มาที่นี่โดยเร็วที่สุด เห็นทีจะเป็นการมารับขวัญเหลน”ชายาสาวทนไม่ไหวย่นจมูกใส่เข้าทีหนึ่ง “ท่านปู่และสามีข้าต่างเป็นบุรุษร้ายกาจด้
“แล้วข้าควรทำอย่างไรดี...” จมูกโด่งเป็นสันของผู้กล่าวซุกไซร้เข้าที่ลำคอขาวผ่อง ดูดเม้มผิวหอมกรุ่นจนเป็นรอยแดงชัดเจน “ก็ข้าอยากฟังมันอีก”หลังจากนั้นสิ่งที่ดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของคนทั้งสองมีเพียงเสียงครางและหอบกระเส่าทุกครั้งที่เอวสอบโยกไหวอย่างดุดัน ลี่หยวนก็ราวกับเห็นดวงดาวพร่างพราวอยู่ตรงหน้า ทุกครั้งที่เขาแปรเปลี่ยนเป็นเนิบนาบ ลี่หยวนก็ทรมานประหนึ่งจะขาดใจแม้ตงฟางฉีจะเรียกร้องและตักตวงจากร่างอันหอมหวานอย่างยาวนาน ทว่านางก็พยายามที่จะไล่ตามอย่างไม่ยอมแพ้พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า จันทราผุดผ่องครองนภาแทนที่ลี่หยวนกับตงฟางฉีเพิ่งมีโอกาสได้กินข้าวเย็นร่วมกันเป็นมื้อแรกในฐานะสามีภรรยาเดิมทีหญิงสาวอยากใส่เสื้อคลุม แต่พอนางใส่ ตงฟางฉีก็ถอดออก บอกว่าจะใส่ทำไมให้เปลืองแรง เพราะกินข้าวเสร็จเมื่อไรก็ต้องถอดออกอีกอยู่ดีลี่หยวนที่นึกไม่ถึงว่าเขาจะหน้าหนาถึงเพียงนี้ก็ทำเอาพูดอะไรไม่ออก ครั้นอ้าปากจะเถียง เขาก็ใช้นิ้วชั่วช้าหยอกเล่นกับร่างกายนางเสียจนอยู่หมัด ทำเอานางอ่อนระทวยและเสร็จสมไปอีกหน“เหยาเป้ยชูบอกข้าว่า... เขากำลังจะเป็นพ่อคน” ชายหนุ่มซึ่งคีบผักใส่ถ้วยภรรยากล่าวเสียงนุ่มครั้นนึ
คำพูดที่น่าอาย ทำเอาเจ้าสาวรูปงามถึงกับเถียงไม่ออกตงฟางฉีหัวเราะดังขึ้น กลั่นแกล้งนางโดยการโยกกายเบาๆ ทั้งยังส่งมือไปสำรวจเอวบางและสะโพกสอบอย่างทั่วถึงเนื่องจากอาภรณ์ส่วนล่างของลี่หยวนยังปกปิดอยู่อย่างหมิ่นเหม่ ภาพของนางจึงถูกยั่วยวนและยั่วเย้าขึ้นอีกหลายเท่าตัวลี่หยวนเองก็มีความทรงจำของคนยุคใหม่ ในเมื่อถูกเขาปลุกเร้ามาถึงขั้นนี้ มีหรือที่นางจะไม่กล้าหญิงสาวเชิดใบหน้า นัยน์ตาหยาดเยิ้มหรี่มองผู้ที่อยู่ใต้ร่าง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วจัดการเกี่ยวขอบผ้าผืนบาง ปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่หลงเหลือออกด้วยตนเอง ตั้งใจกระทำมันอย่างเชื่องช้าเป็นพิเศษเพื่อยั่วใครบางคน มิหนำซ้ำยังใช้มือดึงปิ่นและเครื่องประดับบนเรือนผมออกบัดนี้ผิวสีขาวอมชมพูมีหยาดน้ำเกาะพราวบางส่วน ยามกระทบกับแสงท้องฟ้ายามเย็นก็ทำให้ผิวเนียนนุ่มเปล่งประกายระยิบระยับ เรือนผมยาวสยายคลอปิดอกอวบอิ่มไปบางส่วน สภาพของมันยุ่งนิดๆ ล้อมกรอบใบหน้าของคนรักที่มองเขาด้วยแววตาเชิญชวนช่างอันตรายโดยแท้!ตงฟางฉีมองนางอย่างลุ่มหลง ความขึงขังที่ขยับขยายสร้างความทรมานอย่างสุดจะกล่าว“หยวนหยวน...” เป็นฝ่ายชายหนุ่มที่หมดความอดทน สองมือใหญ่จับตรึงเข้าที่สะโพกม
คิดไปก็หัวเราะไป ฤทธิ์ของสุราทำให้ลี่หยวนแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาอย่างซื่อตรงจุมพิตของพวกนางทวีความหนักหน่วงคลอเข้ากับเสียงหอบหายใจ พอลี่หยวนหายใจไม่ทัน ตงฟางฉีก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว รวบเอวบางพร้อมกับส่งขึ้นไปบนโต๊ะทันทีเพล้ง!!จอกสุราและถาดใส่อาหารว่างถูกปัดออกไปให้พ้นทาง หญิงสาวรู้ตัวอีกครั้งก็เป็นยามที่ตนนอนแผ่หลาอยู่บนโต๊ะ สองมือคล้องเข้าที่ท้อยทอยของตงฟางฉีโดยที่ริมฝีปากทั้งสองยังไม่ผละจากลิ้นใหญ่ละเลียดชิมริมฝีปากอวบอิ่มทุกซอกทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นกลีบปากบนหรือล่าง โพลงปากและลิ้น...ทุกสัดส่วนอย่างประกาศความเป็นเจ้าของ“อืม...อ๋า”หญิงสาวสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อมือใหญ่กร้านทั้งสองสัมผัสนวดคลึงถันงามใหญ่เต็มไม้เต็มมือทั้งสองอย่างสนิทสนม ปลายนิ้วของเขาตวัดถี่ตรงปลายยอดเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ ส่งผลให้ผู้ที่เมามายบิดเร้าไปมา“ตง...ตงฟางฉี” ลี่หยวนร้องประท้วงก่อนจะแอ่นอกร้องครางเมื่อเขาลากลิ้นสากดูดดึงจุดนูนเด่นทั้งที่นางยังสวมอาภรณ์อยู่จะว่าอย่างไรดี...แบบนี้มันยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ซ่านเสียวกว่าคราไหนๆ“ข้าทำไมหรือ” ชายหนุ่มยกยิ้มมุมปาก เอาหน้าซุกไซร้ความนุ่มอย่างชอบใจ มิหนำซ้ำ...มืออี
ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงอาศัยความไว้วางใจทั้งหมดที่ฮ่องเต้ทรงมีให้ อาสาย้ายมาควบคุมดูแลความเรียบร้อยในเมืองแห่งนี้แต่แน่นอนว่า... เขาจะต้องเดินทางกลับไปยังเมืองหลวงปีละสามสี่ครั้งเพื่อรายงานตัวหลังจากถ่ายทอดวิชาหมอส่วนหนึ่งให้กับหมอหลวงเพื่อถวายการรับใช้โรคประจำตัวขององค์จักรพรรดิ ตงฟางฉีก็ย้ายมาที่เมืองเยว่ฉีโดยใช้ที่ดินของมารดาปลูกสร้างวังขนาดเล็กที่เขาเองก็พอใจและเขาก็ได้กลับมาพบลี่หยวนอีกครั้ง... ในยามที่ทั้งเขาและนางต่างก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นลี่หยวนมีบางส่วนที่เหมือนเดิม และมีบางส่วนที่เปลี่ยนไปเขาเองก็มีส่วนที่เหมือนเดิม และบางส่วนที่แปรเปลี่ยนดังนั้นจากเดิมที่ใจร้อนดังไฟ ตงฟางฉีก็ใช้เวลาช่วงแรกในการค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวเข้าหาลี่หยวน แสดงให้นางเห็นว่าเขายังคงมั่นคงและจริงจังกับความสัมพันธ์นี้มากเพียงไรฝ่ายลี่หยวนเองก็เริ่มแบ่งปันความคิดของนางให้เขาฟัง นางบอกกับเขาว่านางเองก็มีโลกของนางที่มิอาจมอบให้เขาได้ทั้งหมด แต่ก็พร้อมที่จะเปิดให้เขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง และนางเอง... ก็พร้อมที่จะตัดแบ่งโลกส่วนหนึ่งของตนเพื่อให้มันสามารถประสานเข้ากับโลกของเขาได้เช่นเดียวกันมันเป็นค
บุตรชายคนรองของพ่อค้าใหญ่เห็นชิงช่ายเบะปากร้องไห้ก็ก้าวเข้ามาหาอย่างลืมตัว “แม่นางลี่อย่าเพิ่งโกรธ ในท้องของนางมีลูกของข้าและหลานของเจ้าอยู่นะ”ผู้เป็นนายหญิงหันขวับไปมองคนใกล้ตัว ดวงตากวางเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าท้องแล้ว?”ชิงช่ายที่หน้าย้อมสีชมพูเสมือนลูกท้อลูกใหญ่กัดริมฝีปาก พยักหน้าหงึกหงักเพื่อยืนยันในสิ่งที่ชายหนุ่มพูดริมฝีปากรูปกระจับที่ถูกแต่งแต้มด้วยชาดยิ้มเย็น “เยี่ยม! เยี่ยมมาก!” นางกำลังจะขึ้นเกี้ยวแต่กลับมารู้ข่าวว่าสาวใช้ที่ยังไม่ออกเรือนตั้งท้องแล้วสองเดือน เพิ่งรู้นะว่านางที่มีความทรงจำของชาติก่อนถือว่ามีหัวคิดแบบสมัยเก่า ขณะที่คนยุคโบราณต่างหากที่ไฟแรงเกินจินตนาการถึง! หึ... เหยาเป้ยชูคงรู้ว่านางไม่อยากยกคนสนิทให้สิท่า มิเช่นนั้นคงไม่ทำจนชิงช่ายถึงขั้นตั้งครรภ์!“ห้าสิบตำลึงทอง”“หา!” ทายาทพ่อค้าใหญ่อ้าปากค้าง“ห้าสิบตำลึงทอง ถือเป็นสินสอด หากเจ้านำมาไม่ได้ คนก็อย่าหวังจะเอาไป!”ใจจริงลี่หยวนไม่เคยคิดขัดขวางความรักของลูกน้อง ดูจากรูปการณ์แล้วชิงช่ายน่าจะสมยอมพร้อมใจจึงได้มีสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยพ่อของลูก เรื่องแบบนี้ตบคือข้างเดียวย
“แล้วเหตุใดคุณหนูจึงคิดว่าข้าอยากได้ความเชื่อใจจากเจ้ากันเล่า?”ชายหนุ่มถามเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ความว่างเปล่าในแววตาคล้ายกับเหวลึกที่ไร้จุดสิ้นสุดสำหรับตงฟางฉี ผู้คนในใต้หล้าล้วนเป็นคนแปลกหน้าแม้กระทั่งบิดาผู้บังเกิดเกล้า บางครั้งเขายังไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายที่ผ่านมาเขาคิดว่าตนเองไม่จำเป็น
“พะ...เพคะ”“ลี่หยวน” สีหน้าของซุนโม่เฉินจริงจังมากขึ้นอีกสี่ส่วน “เจ้ารู้ใช่ไหมว่าด้วยฐานะของเจ้า ผู้ที่จะกำหนดการหมั้นหมายมิใช่เจ้าหรือท่านเสนาบดีลี่...”เด็กสาวเพิ่งมีโอกาสได้คำนึงถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรกผู้ที่มีอำนาจในการชี้ชะตาคู่ครองของนางมิใช่ท่านพ่อ แต่เป็นฮ่องเต้!บิดาของนางเป็นถึงเสนาบดี
...น้ำแข็งในถ้วยละลายเหลือเพียงน้ำซุนโม่เฉิน ไม่ว่าเจ้าจะมีแผนการอันใด ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าทำสำเร็จ!ผู้คิดเผลอใช้นิ้วคลึงลงบนแหวนหยกซึ่งสวมอยู่บนนิ้วโป้งอีกคราบัดนี้เมืองหลวงได้กลายเป็นสนามวิ่งไล่จับที่แข่งขันกันระหว่างโอรสมังกรทั้งสองเป็นที่เรียบร้อย...ล่วงเข้ายามเย็น ตะวันจวนจะลาจากผืนฟ้
ณ ตำหนักบูรพา วังต้องห้าม อากาศยามบ่ายร้อนระอุผิดปกติ ร่างของชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่มีบ่าวไพร่สองคนถือพัด อีกคนหนึ่งค่อยๆ ตักน้ำแข็งซึ่งเปรียบเสมือนของล้ำค่าใส่ถ้วยส่งให้นายเหนือหัว “องค์รัชทายาท น้ำแข็งเพคะ” “อืม วางไว้ตรงน







