Masukโทรศัพท์มือถือที่แผดเสียงดังลั่น ปลุกคนนอนคุดคู้ใต้ผ้าห่มให้ตื่นขึ้น มือบางควานหามือถือ หรี่ตามองหน้าจอเพื่อดูว่า ใครกันที่เสียมารยาทโทรมาดึกดื่น ก่อนจะถอนหายใจ เมื่อเห็นรายชื่อของคนที่โทรเข้ามา
“เฉิด!...” เรียกชื่อคนปลายสาย แล้วดีดตัวออกจากที่นอน ลางสังหรณ์บอกว่าสิ่งที่กำลังจะได้ยินจากคนปลายสาย ไม่น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะน้องจะนึกถึงเธอเวลาที่เดือดร้อนเท่านั้น
“ว่าไงเฉิด!” กรอกเสียงไปตามสาย พร้อมกับลุ้นไปด้วยว่า วันนี้จะต้องเจอกับอะไร เมื่อคืนก่อนเธอเพิ่งขับรถไปรับน้องชายที่บ้านเช่าของแฟนสาวกลางดึก
“พี่ฉัตร... ผมถูกตำรวจจับ” เสียงอ้อแอ้ที่มาพร้อมกับเสียงใครบางคน ที่ดังแทรกเข้ามาเหมือนคนกำลังทะเลาะกัน ทำให้ฉัตรฉายใจชื้น เสียงดังแบบนี้คงเป็นเรื่องทะเลาะวิวาท เมาแล้วทะเลาะกันกลางดึก มีคนแจ้งจับดีกว่าน้องโดนจับเรื่องยาเสพติดเป็นไหน ๆ
“ถูกจับ! ที่ไหน! เรื่องอะไร!” แม้จะเคยบอกไว้ว่าจะไม่สนใจอีกแล้ว แต่ทุกครั้งที่น้องโทรมา ฉัตรฉายก็นิ่งเฉยไม่ได้
“อีอุ๊มันแจ้งความจับหนู.../บอกให้พี่มึงรีบมาเลยนะ กูไม่เอามึงแล้ว” เฉิดฉินพูดไม่เต็มเสียงนัก ในขณะที่อีอุ๊ หรือ อุษา คนที่เฉิดฉินเรียกว่าเมีย ตะโกนเข้ามาในสายด้วยถ้อยคำหยาบคาย หญิงสาวถอนใจก่อนจะถือสายไว้อย่างนั้น รอจังหวะถามสาเหตุ แต่ปลายสายไม่เปิดช่องไฟให้ถาม เลยไม่รู้ว่าน้องกับเมียทะเลาะกันอยู่ที่ไหน
“เฉิดนะเฉิด ทำไมไม่รู้จักจำ” พูดกับตัวเอง แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดนอนเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขน ยัดชายเสื้อลงขอบกางเกงยีนส์ขาเดฟเข้ารูป รวบผมยาวสยายเป็นหางม้าลวก ๆ ถุงเท้าสีขาวสะอาดสวมลงมาที่เท้าบอบบาง ฉัตรฉายเลือกใส่รองเท้าผ้าใบแทนรองเท้าฟองน้ำ เพราะคิดเผื่อไปว่า ถ้าน้องสะใภ้พูดจาไม่เข้าหู หรือกวนใจเธอมาก ๆ เธออาจจะต้องใช้มัน ฟาดปากสักทีก็ดีเหมือนกัน หลายครั้งแล้วที่อุษาพูดจาหยาบคาย ยั่วยุให้เธอโมโห
ยัดมือถือลงกระเป๋ากางเกง จังหวะที่หันไปหยิบกุญแจรถ หัวใจของหญิงสาวก็ร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อสบตากับตากลมโตคู่เล็กที่เงยหน้ามองเธอ มือเล็กกลมป้อมเอื้อมมาจับขากางเกงของเธอเอาไว้ พร้อมกับถามคำถาม
“ป้าฉัตรจะไปไหน” คำถามของหลานสาว ทำให้ฉัตรฉายกังวลมากขึ้นไปอีก ไม่รู้ว่าจะตอบหลานว่าอะไร ถ้าไม่จำเป็นเธอก็ไม่อยากโกหกหลาน ไฉไลน่าจะตื่นเพราะเสียงมือถือ นึกแล้วยังโมโหไม่หายปรกติเธอจะปิดเสียงก่อนนอน แต่เพราะความเพลีย เมื่อหัวถึงหมอนจึงหลับเป็นตาย แม่ไปงานแต่งจึงให้หลานมานอนกับเธอ
“ป้าฉัตรจะไปไหนคะ ไปหาพ่อแห้งหรือเปล่า ไฉไลไปด้วยได้ไหมคะ” ไฉไลถามอย่างไร้เดียงสา พร้อมกับเขย่าขากางเกงของป้าไปมา ฉัตรฉายย่อตัวลงกับพื้น งานนี้เธอคงต้องอธิบายให้หลานฟัง หลายวันแล้วที่ไฉไลไม่เห็นหน้าพ่อ เฉิดฉินกลับมาบ้านก็จริง แต่อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ที่ปลูกห่างออกไปจากบ้านใหญ่พอสมควร
“ไฉไล...หนูไปนอนกับย่าก่อนนะ ป้าฉัตรต้องออกไปทำธุระ”
“ไปหาพ่อแห้งหรือเปล่าคะ ไฉไลไปด้วย” ไฉไลยังถามคำถามเดิม เมื่อก่อนเฉิดฉายมีร่างกายผอมแห้ง คนที่บ้านภรรยาเก่าจึงเรียกว่า ‘ไอ้แห้ง’ ไฉไลเลยเข้าใจว่าพ่อชื่อแห้ง จึงเรียกพ่อแห้งจนติดปาก ทำให้รู้ว่าภรรยาเก่าของเฉิดฉินขาดคุณสมบัติหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะความเป็นแม่ หลังจากแยกทางกัน เธอจึงรับหลานมาอยู่ด้วย ถ้าให้ไฉไลอยู่กับแม่คงมองไม่เห็นอนาคต
“ป้าไม่ได้ไปหาพ่อแห้งค่ะ ป้าไปธุระที่โรงเรียนค่ะ” ฉัตรฉายโกหกคำโต เพราะไม่อยากให้หลานร้องตาม
จังหวะนั้นมือถือในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นอีก หญิงสาวจึงต้องกดรับสายต่อหน้าหลาน
“พี่ฉัตร! ผมจะไปโรงพักแล้วนะพี่” ฉัตรฉายพลิกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา เมื่อเห็นว่าใกล้เที่ยงคืน จึงจูงหลานไปส่งให้กับแม่ ชักช้าจะยิ่งเสียเวลา เฉิดฉินเมาจนไม่มีสติ ถ้าอุษาแจ้งกับตำรวจว่าถูกทำร้ายร่างกาย น้องก็เสียเปรียบทั้งขึ้นทั้งร่อง
“พี่ฉายล่ะแม่” คำถามและท่าทางรีบร้อนของลูกสาว ทำให้โฉมฉายถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ มองหน้าลูกกับหลานสลับกันไปมา อาการแบบนี้ไม่บอกก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เฉิดสร้างเรื่องอะไรอีก! ปล่อยเลย ไม่ต้องไปสนใจมัน สร่างมันก็คืนดีกัน เวลาที่ดีกัน มันเคยเห็นหัวแกไหม” โฉมฉายพูดด้วยอารมณ์โมโห เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เฉิดฉินก่อปัญหา ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยทำให้แม่กับพี่สบายใจเลยสักครั้ง มีเมียแต่ล่ะคนก็พึ่งพาไม่ได้ นอกจากจะไม่ทำมาหากิน ยังเอาภาระมาทิ้งไว้ให้ ที่นางเอาไฉไลมาเลี้ยงเพราะเห็นแก่อนาคตของหลาน
“เบาสิแม่” พูดพร้อมกับโบ้ยหน้าไปทางไฉไล เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กยืนฟังอยู่ โฉมฉายจึงเบาเสียงลง
“ไม่มีอะไรหรอกแม่ พี่ฉายกลับมาหรือยัง” ถามหาฉายแสง เพราะอยากให้พี่ไปเป็นเพื่อน มีพี่ไปด้วยจะได้อุ่นใจ
“กลับมาพร้อมกันนี่แหละ ฉายกินเหล้ามานะ” เมื่อเย็นฉายแสงไปงานเลี้ยง และดื่มเหล้าไปหลายแก้ว
“ให้นั่งไปเป็นเพื่อนนะ เดี๋ยวฉัตรขับรถเอง แม่พาไฉไลไปนอนเถอะ ดึกแล้วฉัตรไม่อยากให้หลานนอนดึก” ตัดบทเพราะไม่อยากให้ไฉไลรู้เรื่องไปมากกว่านี้ หลานอยู่ในวัยกำลังจำ เธอไม่อยากให้หลานจำภาพที่ไม่ดีของพ่อ
“เอาแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะฉัตร” แม่หมายความว่ายังไง เธอรู้ดีที่สุด ได้แต่หวังว่าน้องจะคิดได้ ถึงกับขึ้นโรงพักกลางดึกก็ไม่ธรรมดาแล้ว ทะเลาะกันแต่ก็ไม่น่าให้เรื่องถึงตำรวจ
“พี่ขับเอง ฉัตรไม่ชินทาง” ฉายแสงบอกกับน้อง ถึงจะดื่มเหล้าแต่ก็ไม่ถึงกับเมา
“ฉัตรขับเอง พี่ฉายคอยบอกทางแล้วกัน” ฉัตรฉายบอกแล้วขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ
“ถึงกับขึ้นโรงพักเลยเหรอวะ!” พูดด้วยความโมโห ก่อนจะขึ้นรถไปกับน้อง ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าสร่างเมาแล้วไปคืนดีกันอีก เขาก็คงต้องปล่อย
“ไปไหนต่อพี่” ต๋องถามเมื่อเห็นลูกพี่ยังนั่งทอดอารมณ์อยู่ในรถ “พ่อโทรมาไหม” “ไม่พี่ ไม่โทรเข้าเครื่องผม เครื่องไอ้เสกก็ไม่โทร” “ดีแล้ว...” คำตอบของลูกพี่ทำให้ลูกน้องมองหน้ากันเลิกลั่ก เมื่อกี้ยังดี ๆ อยู่เลย ตัดมาหมวดดราม่าแบบนี้ใครจะตั้งตัวทัน “มีเรื่องอะไรวะพี่ เล่าให้พวกผมฟังได้นะ จะได้ช่วยกันคิด” “ไม่มีอะไร...อยากนอนสักพัก ดูต้นทางให้ด้วย” “นอน...นอนตรงนี้เหรอพี่” คำพูดของลูกพี่ทำให้เสกกับต๋องงงมากขึ้นไปอีก ลูกพี่อยากนอนตรงนี้ มันใช่เรื่องไหม ทุกคนต่างมองหน้ากันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เติมเต็มถึงทำท่าเหนื่อยใจ สาเหตุมาจากครูฉัตรหรือผู้หญิงที่เจอในร้านอาหารกันแน่ น่าจะเป็นอย่างแรกมากกว่า เพราะอย่างที่สองไม่ได้อยู่ในสายตาลูกพี่มานานแล้ว “เฝ้าไว้ให้ดี กูจะไปดูต้นทาง” สิ้นเสียงลูกน้อง เติมเต็มก็ลืมตาขึ้น หยิบมือถือขึ้นมาไถหน้าจอไปเรื่อย ๆ ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หน้าเฟซใครบางคน เธอไม่รับเขาเป็นเพื่อนและบล็อคเขาทุกช่องทาง จนต้องสมัครเฟซใหม่ เพื่อเอาไว้ส่องดูความเคลื่อนไหวของเธอทุกวัน‘ดาวส
ถึงแม้โลกออนไลน์จะทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น มีงานเข้ามาให้ทำไม่ขาดมือ แต่ณชาก็ยังไม่ทิ้งงานที่ร้านเหล้า เธอทำให้ร้านแห่งนี้มีชื่อเสียงไปด้วย เจ้าของร้านขอบคุณ และบอกให้เธอไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม เพื่ออนาคตของตัวเองและลูก ณชายิ้มแล้วเดินหนีไม่อยากฟังคำโน้มน้าวของเจ้าของร้าน มีงานทำมีเงินเก็บ ลูกเข้าโรงเรียนที่อยากให้เรียน แม่ไม่ต้องทำงานหนัก ก็เพราะที่นี่ให้โอกาสเธอ “ฝากดูโต๊ะด้วยนะพี่นัด หนูไปห้องน้ำแป๊บ” อุ๋มอิ๋ม ร้องบอกก่อนจะวิ่งหายไปทางหลังร้าน ณชาหัวเราะให้กับท่าทางของรุ่นน้อง คืนเป็นวันศุกร์สิ้นเดือน ลูกค้าจึงแน่นร้าน ตั้งแต่เปิดร้านไม่มีใครได้พัก ทุกคนลงความเห็นว่าที่ลูกค้าเข้าร้านเยอะก็เพราะเธอ “เหนื่อยไหมนัด” เพื่อนร่วมงานที่เดินไปรับออร์เดอร์ถาม เมื่อเดินสวนกัน “เหมือนทุกคืนแหละ” “คืนนี้คนเยอะกว่าเดือนที่แล้วนะ สงสัยลูกค้ามาดูพริตตี้เงินล้าน” มะนาวแซว ตั้งแต่ณชาเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ลูกค้าก็เข้าร้านมากขึ้น ทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ นอกจากเงินเดือนทิปก็มากขึ้นด้วย “ว่าไปนั่น” ณชาส่ายหัวไปมา หยิบ
“พี่ฉายว่าไง” ถามพี่ชายเพราะคิดไม่ออกแล้วว่าจะต้องทำยังไง ฉายแสงมองหน้าน้อง ปรับเบาะให้อยู่ในท่านอนแล้วยกมือก่ายหน้าผากทำท่าครุ่นคิด “พี่ฉายว่า ครั้งนี้เฉิดจะเชื่อเราไหม” “สร่างเมามันก็ดีกัน ไม่น่าให้ถึงตำรวจเลย” ฉายแสงตอบสั้น ๆ ในความไม่สนใจแต่ฉัตรฉายรู้ว่า พี่ก็เครียดไม่น้อยไปกว่าเธอ “ผู้หญิงคนนั้นส่งข้อความมาหาฉัตร... เรียกค่าเสียหายที่ถูกเฉิดทำร้ายสองหมื่น ถ้าไม่จ่ายก็จะไปแจ้งความ ฉัตรไม่ได้บอกเรื่องนี้กับแม่ กลัวแม่จะคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงหากิน เอาจริงนะพี่ฉาย ฉัตรไม่เข้าใจเลยว่าเธอต้องการอะไร” เฉิดฉินพึ่งเจอกับแฟนได้สามเดือน ก่อนจะตกลงปลงใจอยู่ด้วยกัน เธอไม่รู้ว่าน้องสะใภ้เป็นใครมาจากไหน และมีนิสัยอย่างไร รู้แค่ว่าชื่ออุษา เป็นเด็กชงเหล้าประจำร้านอาหารที่เฉิดฉินไปเที่ยว คบกันได้ไม่นานเงินเก็บของเฉิดฉินก็หมด ผู้หญิงคนนั้นเคยตามเฉิดฉินมาที่บ้านสามครั้ง ที่เธอออกไปรับหน้า เพราะไม่อยากให้น้องไม่สบายใจ แม่ไม่ต้อนรับและแสดงท่าทางรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน เธอเป็นพี่จะทำอะไรได้ “ก็เอาแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ถ้ามันกลับไปคืนดีกันอีกก็ปล่อยมัน ถื
โทรศัพท์มือถือที่แผดเสียงดังลั่น ปลุกคนนอนคุดคู้ใต้ผ้าห่มให้ตื่นขึ้น มือบางควานหามือถือ หรี่ตามองหน้าจอเพื่อดูว่า ใครกันที่เสียมารยาทโทรมาดึกดื่น ก่อนจะถอนหายใจ เมื่อเห็นรายชื่อของคนที่โทรเข้ามา “เฉิด!...” เรียกชื่อคนปลายสาย แล้วดีดตัวออกจากที่นอน ลางสังหรณ์บอกว่าสิ่งที่กำลังจะได้ยินจากคนปลายสาย ไม่น่าจะเป็นเรื่องดี เพราะน้องจะนึกถึงเธอเวลาที่เดือดร้อนเท่านั้น “ว่าไงเฉิด!” กรอกเสียงไปตามสาย พร้อมกับลุ้นไปด้วยว่า วันนี้จะต้องเจอกับอะไร เมื่อคืนก่อนเธอเพิ่งขับรถไปรับน้องชายที่บ้านเช่าของแฟนสาวกลางดึก “พี่ฉัตร... ผมถูกตำรวจจับ” เสียงอ้อแอ้ที่มาพร้อมกับเสียงใครบางคน ที่ดังแทรกเข้ามาเหมือนคนกำลังทะเลาะกัน ทำให้ฉัตรฉายใจชื้น เสียงดังแบบนี้คงเป็นเรื่องทะเลาะวิวาท เมาแล้วทะเลาะกันกลางดึก มีคนแจ้งจับดีกว่าน้องโดนจับเรื่องยาเสพติดเป็นไหน ๆ “ถูกจับ! ที่ไหน! เรื่องอะไร!” แม้จะเคยบอกไว้ว่าจะไม่สนใจอีกแล้ว แต่ทุกครั้งที่น้องโทรมา ฉัตรฉายก็นิ่งเฉยไม่ได้ “อีอุ๊มันแจ้งความจับหนู.../บอกให้พี่มึงรีบมาเลยนะ กูไม่เอามึงแล้ว” เฉิดฉินพูดไม่เต็ม
[ห้าปีต่อมา]“คุณแม่ คุณแม่มาแล้ว!” เสียงเล็กที่ตะโกนออกมาด้วยความดีใจของคนตัวเล็ก ทำให้ณชาหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ร่างบางย่อตัวลง รับคนตัวเล็กเข้ามาในอ้อมแขน กอดพร้อมกับหอมลงบนศีรษะลูกฟอดใหญ่ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนเธอก็ไม่ท้อ เพราะมีลูกเป็นกำลังใจ “วันนี้มีเธอเป็นเด็กดีหรือเปล่า” ถามพร้อมกับกอดลูกเอาไว้ “เป็นเด็กดีค่ะ” “ไหนเล่าให้แม่ฟังสิ วันนี้เด็กดีทำอะไรบ้าง” “มีเธออาบน้ำ กินข้าวเองค่ะ” “เก่งมาก...เก่งมากแล้วค่ะ” ลูกเพิ่งจะสามขวบกว่า ๆ อาบน้ำตักข้าวกินเองได้ถือว่าเก่งมากแล้ว “นัดไปอาบน้ำเถอะ จะได้มากินข้าวพร้อมกัน” “วันนี้อ้อนมากไหมคะ” ถามแม่เมื่ออยู่กันตามลำพัง เธอต้องออกไปทำงานแต่เช้า กลัวว่าลูกจะงอแงจนแม่เสียงาน “อ้อนตอนตื่นแป๊บเดียว ตื่นมาไม่เห็นแม่เลยงอแงหน่อย นัดมีงานเช้าแบบนี้ทุกวันไหม” “แค่อาทิตย์เดียวค่ะ อาทิตย์หน้าก็เข้าเวลาปรกติ ช่วงนี้เหนื่อยหน่อยนะคะแม่ เปิดเทอมมีเธอไปโรงเรียน แม่คงสบายขึ้น” “พูดอะไรอย่างนั้นล่ะลูก มีเธอคือความสุข ไม่ใช่ภาระ แ
ตั้งแต่ณชากลับมาอยู่ด้วย มานิตย์ก็สดชื่นขึ้น จนเพื่อนร่วมงานยังอดแซวไม่ได้ มานิตย์ทำโอทีทุกวัน เพื่อเตรียมเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายตอนหลานคลอด ถึงแม้จะคลอดฟรี แต่มานิตย์ก็อยากมีทุกอย่างเตรียมไว้ให้หลาน “นัดดูนี่สิ ชอบไหม” ณชาหันไปตามเสียงเรียก ว่าที่คุณแม่ขยับตัวเชื่องช้า เพราะเจ้าตัวเล็กในท้องโตวันโตคืน “อะไรเหรอแม่” ถามแม่ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นสิ่งที่แม่ถืออยู่ในมือ “เสื้อกับถุงเท้า แม่ถักให้หลาน ไม่ได้ถักนานมือไม้แข็งไปหมด” มานิตย์พูดด้วยความเขินอาย อายที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้ สมัยที่คลอดณชา เธอจำได้ว่าเสื้อผ้าก็ใส่ของเก่าที่คนงานด้วยกันให้มา ผ้าอ้อมก็ฉีกผ้าถุงเอา ที่นอนหมอนมุ้งไม่มี เพื่อนคนงานที่อยู่ข้างห้องสงสาร เลยซื้อนุ่นมายัดผ้าถุงเย็บหัวเย็บท้าย ณชาจึงมีที่นอนนุ่ม ๆ นอน เวลาฉี่ก็กลับหน้ากลับหลังเอา วันไหนแดดดีหน่อยก็เอาออกไปตากแดด แต่สมัยนี้มันไม่เหมือนกัน นางอยากให้หลานมีของดี ๆ ใช้จึงขยันทำโอที “ขอบคุณนะแม่...” ณชาน้ำตารื้นหัวตา แม่เอาเวลาที่ควรพักผ่อนมาถักเสื้อผ้าให้ลูกของเธอ ไม่รู้ว่าจะขอบคุณแม่ยังไงให้คุ







