LOGINโจวชิงฉือพยักหน้าแล้วกระโดดขึ้นหลังม้า ควบออกจากจวนตระกูลจางทันทีแต่ยิ่งเข้าใกล้ตำหนักบูรพา ข่าวที่ได้ยินกลับยิ่งทำให้หัวใจหนักอึ้ง“ไท่จือเฟยถูกจับแล้ว”“ได้ยินว่าอยู่กับองค์ชายแปดในตำหนักเหินห่าว”“ครั้งนี้เรื่องใหญ่แน่ ถึงขั้นมีทหารหลวงเข้าไปจับถึงที่”“ช่างกล้าจริงๆ นั่นมันชายาของไท่จือเชียวนะ” ถ้อยคำเหล่านั้นดังต่อเนื่องไปตามถนนราวกับมีคนตั้งใจให้ทุกคนได้ยินโจวชิงฉือดึงบังเหียนจนม้าชะลอเพียงชั่วครู่ ดวงตากวาดมองผู้คนสองข้างทาง ก่อนสีหน้าจะยิ่งกังวลข่าวแพร่เร็วเกินไป เร็วเกินกว่าการจับกุมจะเกิดขึ้นจริงเสียด้วยซ้ำ แปลว่าคนที่ปล่อยข่าวไม่ได้ต้องการเพียงทำลายชื่อเสียงของลีลี่ พวกมันต้องการให้ทุกคนเชื่อเรื่องนี้ก่อนที่ความจริงจะมีโอกาสพูดและเมื่อโจวชิงฉือควบม้าผ่านประตูตำหนักบูรพา เขาก็เห็นทหารหลวงจำนวนมากยืนประจำอยู่ทั่วบริเวณ ประตูตำหนักเหินห่าวถูกปิดสนิทส่วนด้านหน้ามีคนของราชสำนักยืนเฝ้าแน่นหนา ราวกับภายในนั้นไม่ใช่ตำหนักขององค์ชายอีกแล้ว แต่เป็นสถานที่เกิดคดีใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน โจวชิงฉือกระโดดลงจากหลังม้าแล้วเดินเข้าไปหาองครักษ์ที่ยืนเฝ้าประตูองครักษ์มองเขาเพียงครู่เดียว“ไท
นอนนิ่งอยู่บนแท่นนั้นมานานแล้ว ใบหน้างดงามซีดกว่าปกติ ดวงตาปิดสนิท ไม่มีท่าทีว่าจะรู้ตัวว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้เฉินเฟิงเหลือบมองลีลี่แล้วหันกลับไปมองเหวินเฉิง จากนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น“ช่างเหมาะสมกันจริงๆ”ชายอีกคนช่วยกันวางเหวินเฉิงลงบนแท่นนอนข้างลีลี่ ก่อนจัดท่าทางของทั้งสองให้ดูราวกับนอนอยู่ด้วยกันตามลำพังเฉิงเฟิงถอยออกมาสองก้าว กวาดตามองภาพตรงหน้าอย่างพิจารณาแล้วหัวเราะเบาๆ “ต่อให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกัน พวกเขาก็อธิบายได้ยากแล้ว”“แต่หากมีคนเห็นก่อนล่ะ”“ไม่ต้องห่วง” เฉิงเฟิงตอบพลางหยิบผ้าผืนหนึ่งออกจากแขนเสื้อ “คืนนี้ไม่มีใครเข้ามาที่นี่ได้จนกว่าไท่จือจะมา”เขาเดินไปยังโต๊ะข้างแท่นนอน วางสิ่งของบางอย่างลงอย่างจงใจ ก่อนหยิบถ้วยชาของเหวินเฉิงมาวางใกล้มือของลีลี่ จากนั้นจึงมองไปรอบห้องอีกครั้งเพื่อสำรวจว่ามีสิ่งใดหลงเหลือผิดปกติหรือไม่ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยเกินไปเรียบร้อยจนเหมือนมีคนวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าทุกขั้นตอนขณะที่เฉิงเฟิงกำลังจะเดินออกไปนั้น เล็กน้อยจนไม่มีใครสังเกตเห็นแต่ภายใต้เปลือกตาที่ปิดสนิท ดวงตาของลีลี่กำลังพยายามเปิดขึ้นอย่างสุดกำลัง ความรู
“ขอบพระทัยท่านพี่เพคะ” ลีลี่ย่อกายลงเล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านเขาไปอย่างช้าๆตอนเดินผ่านเหวินเฉิง นางไม่ได้หันมองเขาแม้แต่น้อย เหวินเฉิงเองก็ไม่ได้มองนางแต่เมื่อเดินสวนกัน มือของลีลี่ที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกลับขยับเพียงเล็กน้อย เป็นสัญญาณสั้นๆ ที่มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่เข้าใจอย่าเพิ่งทำอะไรข้ายังรับมือได้เหวินเฉิงก้มหน้าลงซ่อนแววตา ก่อนจะประสานมือคารวะหมิงเฉิงอีกครั้ง“ถ้าไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าเหวินเฉิงขอตัวพ่ะย่ะค่ะ”หมิงเฉิงมองตามแผ่นหลังของข้าลีลี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ“ไปเถิด” เหวินเฉิงเดินออกไปโดยไม่หันกลับมาส่วนหมิงเฉิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาเย็นลงเล็กน้อย เขาไม่พอใจที่ลีลี่ฉลาดขึ้นกว่าเดิมแต่ยิ่งไม่พอใจ เขาก็ยิ่งอยากรู้ว่าความฉลาดนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไรและเหตุใดทุกครั้งที่เขาพยายามบีบนาง นางกลับหาทางเอาตัวรอดได้โดยไม่เปิดเผยความลับของตนแม้แต่น้อยเหวินเฉิงกลับมาถึงตำหนักเหินห่าวหลังจากแยกจากหมิงเฉิงและลีลี่ได้ไม่นาน เขาเดินผ่านประตูตำหนักด้วยท่าทีสงบนิ่งเช่นเดิมไม่กี่อึดใจต่อมา ตั่วเค่อยืนรออยู่ด้านหน้า ในมือถือกล่องขนมไม้ลงรักอย่างประณีต กลิ่นหอมหวานของขนมลอยออกมาจางๆ ต
รถม้าของตำหนักบูรพาเคลื่อนผ่านประตูชั้นนอกเข้ามาช้าๆ ก่อนหยุดลงตรงลานหน้าตำหนัก เหวินเฉิงยืนรออยู่ตรงขั้นบันไดมาพักใหญ่แล้ว แม้ใบหน้าจะยังคงซีดขาวและท่าทางสงบเสงี่ยมเหมือนองค์ชายผู้ไม่สนใจเรื่องภายนอก แต่สายตากลับจับจ้องรถม้าคันนั้นไม่วางเมื่อม่านรถถูกเปิดออกและหมิงเฉิงก้าวลงมา เหวินเฉิงจึงรีบเดินเข้ามาประสานมือคารวะ “ถวายพระพรพี่ใหญ่”“อืม”หมิงเฉิงตอบรับสั้นๆ แต่สายตาไม่ได้อยู่ที่เหวินเฉิงนานนัก เพราะทันทีที่ลีลี่ก้าวลงจากรถ เขาก็เดินเข้าไปหาและวางมือบนเอวของนางต่อหน้าทุกคนอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับต้องการประกาศให้คนทั้งตำหนักรู้ว่าสตรีตรงหน้าเป็นของเขาลีลี่ชะงักไปเล็กน้อยมือของหมิงเฉิงเลื่อนจากเอวขึ้นมาจัดปอยผมข้างแก้มให้นาง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน “เดินทางเหนื่อยหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าให้พักอยู่บนรถดีๆ เหตุใดจึงต้องลงมาเอง”“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ”“ไม่เป็นไรได้อย่างไร ใบหน้าเจ้าซีดถึงเพียงนี้”หมิงเฉิงพูดพลางจับมือของนางขึ้นมากุมไว้ แล้วพานางเดินผ่านหน้าเหวินเฉิงไปช้าๆ ราวกับจงใจให้เขาเห็นทุกการกระทำเหวินเฉิงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่สายตากลับเหลือบมองมือของหมิงเฉิงที่จั
ใต้เท้าจางเหลือบมองลูกสาว “พ่อไม่อยากให้เจ้ากลับตำหนักบูรพาแม้แต่น้อย”ลีลี่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงเบา “ข้าเองไม่อยากกลับไปอยู่กับคนที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าแม้แต่ตอนหลับก็ยังไม่ปลอดภัย แต่ก็ดีที่เรารู้แบบนี้หากจะต้องกลับไปจริงๆ ข้าก้จะได้เพิ่มความระวังตัว”ใต้เท้าจางมองใบหน้าของลูกสาวแล้วไม่ได้ถามต่อ เพียงยกมือแตะศีรษะนางเบาๆ “ถ้าเช่นนั้นก็พักอยู่ที่นี่ก่อน แต่เราไม่รู้ว่าจะสามารถยื้อไปได้อีกนานแค่ไหนให้พ่อคิดหาทางออกให้เจ้า อาจจะขอให้ฝ่าบาทช่วยเรื่องนี้แต่จะพูดอย่างไรไม่ให้ฝ่าบาทรู้เรื่องของอี้หรูและเซียวหลิงเพราะตอนนี้หากฝ่าบาทรู้เท่ากับแหวกหญ้าให้งูตื่นอำนาจของไท่จือและฮองเฮารวมกันแม้แต่ฝ่าบาทยังไม่อาจต้าน”“ลูกเข้าใจแล้วหากต้อง กลับไปลูกเองจะต้องหาทางรับมือท่านพ่อไม่ต้องห่วงลูกคิดว่าลูกเอาตัวรอดได้”ทว่าไม่มีใครคิดว่าคำว่า ยื้อ จะมีเวลาเพียงสามวันเช้าวันที่สี่ เสียงล้อรถม้าจำนวนมากดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่รถม้าธรรมดาของตำหนักบูรพา แต่เป็นรถม้าคันใหญ่ประดับตราราชวงศ์ ตามมาด้วยองครักษ์จำนวนมากและขันทีรับใช้ชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นต่างออกมายืนมองกันเต็มถนนประตูรถม้าเปิดออกห
อีกด้านหนึ่ง ภายในศาลาของจวนตระกูลจาง ลีลี่กำลังรื้อหาข้าวของบนโต๊ะอย่างเอาเป็นเอาตาย นางยกกล่องขนมออกจากโต๊ะ เปิดดูใต้เบาะรองนั่ง แล้วก้มลงสำรวจพื้นไม้ทีละแผ่นจนโจวชิงฉือที่ยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลอดมองไม่ได้“คุณหนู ท่านกำลังหาอะไรหรือขอรับ หรือว่าขนมที่กินเมื่อครู่หายไปอีกชิ้น”“ถ้าเป็นขนม ข้าคงไม่รื้อศาลาจนแทบจะยกหลังคาหรอก” ลีลี่หันไปมองเขา ก่อนจะก้มหน้าค้นหาต่อ “ข้าค้นหาจดหมายที่จำได้ว่าจดหมายอยู่ตรงนี้ ข้าวางไว้ข้างถ้วยชา หลังอ่านเสร็จก็วางไว้ตรงนี้ชัดๆ แล้วมันจะหายไปไหนได้”โจวชิงฉือเหลือบมองโต๊ะที่แทบไม่เหลือสิ่งของวางอยู่ ก่อนจะถามอย่างระมัดระวัง “จดหมายฉบับที่มีบทกลอนหรือขอรับ?”“ใช่! ฉบับนั้นแหละ” ลีลี่ตอบทันที จากนั้นก็ชะงักมือแล้วหันมามองเขา “เดี๋ยวก่อน เจ้าเห็นหรือว่าเป็นจดหมายฉบับไหน”“ข้าเพียงเดาเอาขอรับ เพราะตั้งแต่ได้รับจดหมายมา คุณหนูก็อ่านมันซ้ำอยู่หลายรอบ”“ใครอ่านซ้ำหลายรอบกัน!” ลีลี่รีบเถียง “ข้าแค่ตรวจดูว่ามีข้อความลับซ่อนอยู่หรือไม่ต่างหาก บทกลอนพวกนั้นไม่มีอะไรให้ต้องอ่านซ้ำเสียหน่อย”โจวชิงฉือพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ขอรับ คุณหนูเพียงตรวจดูข้อความลับ อ่านซ้ำหลายรอ







