Masukหลายวันมานี้ในเมืองหลวง ข่าวลือเรื่องของไป๋หนิงเฟิ่งดังสะท้อนไปทั่วเมืองอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่จากตระกูลไป๋ผู้นี้ ถูกถอนหมั้นโดยมีราชโองการยืนยันจากฮ่องเต้ อีกทั้งยังให้บุตรสาวจากตระกูลไป๋สายรอง แต่งไปเป็นอนุให้กับต้วนอ๋อง
เช่นนี้แล้วไม่เท่ากับว่าตระกูลไป๋ถูกตบหน้าหรอกหรือ
จากคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋แต่งเข้าเป็นพระชายาเอก กลายเป็นบุตรสาวสายรองได้แต่งเข้าไปแทน แต่ในฐานะอนุเท่านั้น
“บ้าไปแล้วแน่ ๆ แบบนี้คุณหนูไป๋จะเอาหน้าตาไปไว้ที่ใดกัน”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ต่อไปคุณหนูใหญ่ไป๋ผู้นี้ จะมีใครกล้ามาขอแต่งงาน”
“นั่นน่ะสิ ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือบอกว่านางปฏิเสธการแต่งงานด้วยตนเอง นี่คงทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย จึงได้ออกราชโองการมาเช่นนี้”
เสียงซุบซิบดังไปทุกตรอกซอกซอย ทั้งยังลามเข้ามาในราชสำนัก ขุนนางบางส่วนหัวเราะเยาะตระกูลไป๋ แต่บางส่วนกลับเริ่มสงสัยว่า เหตุใดจึงได้มีราชโองการเช่นนี้ออกมา
“ตอนนี้ไม่รู้ว่าราชครูไป๋เอาหน้าไปไว้ที่ใดแล้ว แทนที่บุตรสาวจะได้เป็นพระชายาเอก กลับถูกถอนหมั้น ไม่นับว่าสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับตระกูลรึ”
“ขุนนางอี้ อย่าลืมสิว่าในราชโองการของฝ่าบาท ให้สายรองแต่งบุตรสาวเข้าไปเป็นอนุของท่านอ๋อง เหตุใดตระกูลไป๋จะไม่ปลอดภัยเล่า”
ขณะที่เหล่าขุนนางกำลังสนทนาในเรื่องนี้กันอยู่ กลับมีเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้น บ่งบอกว่ามีความไม่พอใจในเรื่องนี้ไม่น้อย
“พวกท่านไม่มีเรื่องจะสนทนากันแล้วหรอกหรือ จึงได้เอาเรื่องนี้มานินทากันในราชสำนัก”
และนี่ไม่ใช่เสียงใครที่ไหน แต่เป็นเสียงขององค์ชายรอง เซียวเฟยหลง
“คารวะ องค์ชายรอง”
เซียวเฟยหลงปรายตามองทุกคนอย่างเย็นชา พร้อมกับส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมา แล้วตรงไปยังตำหนักของฮ่องเต้ เนื่องจากครั้งนี้เขาถูกเรียกตัวมานั่นเอง
บุรุษร่างสูงสง่างามก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง ก่อนที่กงกงหน้าประตูจะเอ่ยเสียงดัง เพื่อให้ภายในตำหนักรับรู้ว่าผู้ใดมาแล้ว
“องค์ชายรองเซียวเฟยหลงเสด็จ”
ไม่นานร่างของหวางกงกงก็มาต้อนรับ แล้วนำองค์ชายรองผู้นี้เข้าไปในตำหนักพร้อมกัน
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอให้มีอายุยืนหมื่นปีหมื่นหมื่นปี” เมื่อเข้ามาในตำหนัก ชายหนุ่มรีบคุกเข่าลงและทำความเคารพฮ่องเต้เหมือนขุนนางทั่วไป
“เจ้าอย่ามากพิธีเลย รีบลุกขึ้นเถิด” ฮ่องเต้รีบกล่าวขึ้น ไม่เข้าใจว่าบุตรชายคนรองของเขา จะมีพิธีรีตองอะไรมากมายนัก ทำอย่างกับเป็นขุนนาง และไม่ใช่โอรสของเขา เมื่ออีกฝ่ายลุกขึ้น จึงเอ่ยเรื่องสำคัญ “เจ้าคงได้รับข่าวแล้วใช่หรือไม่ เรื่องที่คุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ปฏิเสธการแต่งงานกับต้วนอ๋อง”
“กระหม่อมได้ข่าวแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดข่าวลือถึงออกไปเยี่ยงนั้น นี่ไม่เท่ากับทำลายชื่อเสียงของนางหรอกหรือ” คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อยในตอนที่เอ่ยถาม ไม่เข้าใจว่าเหตุใดข่าวลือกับความเป็นจริง ถึงได้ต่างกันราวกับพลิกฝ่ามือ
“นางยอมรับและยอมแบกชื่อเสียงที่เสียหายด้วยตนเอง ท่านราชครูก็เช่นกัน หากไม่คิดว่านางชื่อเสียงเสียหายไปแล้ว ข้าก็อยากจะมอบสมรสให้นางกับบุตรของข้าสักคน ถึงแม้ว่านางจะมีความดื้อดึง แต่ครั้งนี้ข้ามองเห็นแววตาของนางไม่เหมือนคนอื่น แววตานั้นราวกับผ่านชีวิตมามากมาย” ฮ่องเต้ตรัสพร้อมกับถอนหายใจด้วยความเสียดาย
เซียวเฟยหลงหรี่ตาเล็กน้อย แววตาของเขามีประกายบางอย่างวาบขึ้นมา “ช่างน่าสนใจ” เขากล่าวเบา ๆ
แม้เขาจะกล่าวเสียงเบา แต่ฮ่องเต้และกงกงคนสนิทกลับได้ยินอย่างชัดเจน
“เจ้าสนใจนางเช่นนั้นหรือ”
ฮ่องเต้เลิกคิ้วถาม ก่อนจะตรัสประโยคต่อมา “เจ้าอย่าลืมนะว่าต้วนอ๋องมีกำลังทหารในมือนับแสน หากข้าบอกไปว่า คุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋เป็นคนมาขอยกเลิกงานแต่งในครั้งนี้ เพื่อมาแต่งกับเจ้า ต้วนอ๋องจะเอาหน้าไว้ที่ใด เขาอาจจะไม่พอใจจนทำสิ่งที่เราไม่คาดคิด” น้ำเสียงนั้นมีความกังวลไม่น้อย
“ก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละพ่ะย่ะค่ะ ถึงแม้ต้วนอ๋องจะมีความดีความชอบและมีกำลังทหารมากมาย แต่เรื่องหัวใจมันก็บังคับกันไม่ได้ อีกอย่างเท่าที่กระหม่อมได้ยินข่าวมา ตัวเขาเองก็มีคนรักอยู่แล้วไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
เรื่องคนรักของต้วนโม่หยางเขารับรู้ได้ด้วยความบังเอิญ แต่ก็ไม่คิดจะเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของตนเอง แต่ในครั้งนี้แตกต่างออกไป
“เฟยหลง เจ้ารับรู้เรื่องนี้นานแล้วหรือ เหตุใดไม่บอกเรา”
“แล้วเหตุใดกระหม่อมต้องบอกด้วยพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขา ไม่เกี่ยวกับกระหม่อมเสียหน่อย” เขาตอบเสียงเย็นชา
ฮ่องเต้ถอนหายใจ เขาไม่เข้าใจบุตรชายคนนี้ และไม่เคยรู้นิสัยที่แท้จริงเลย นอกจากจะเก่งเรื่องทหารแล้ว เรื่องอื่นล้วนไม่อาจเดาได้
“เฮ้อ...ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไม่เคยสนใจสตรีนางใด อายุขนาดนี้แล้วยังไม่คิดจะแต่งงาน ข้าจะออกราชโองการให้เจ้าก็ไม่ได้ เพราะเจ้ามีราชโองการเรื่องที่เลือกคู่ครองเองได้ จากอดีตฮ่องเต้ที่เป็นปู่ของเจ้าไว้แล้ว” ฮ่องเต้กล่าวอย่างหนักใจ แม้ว่าเขาเป็นฮ่องเต้ แต่ก็ไม่อาจทำสิ่งที่ขัดกับราชโองการของอดีตฮ่องเต้ที่เป็นพระบิดาได้ อดีตฮ่องเต้ได้มีราชโองการให้บุตรคนนี้ได้สิทธิ์ในการเลือกคู่ครองด้วยตนเอง
“ฝ่าบาทมีสิ่งใดจะสั่งกระหม่อมอีกหรือไม่ หากไม่มีกระหม่อมขอตัว กระหม่อมยังมีราชกิจที่ต้องทำ” เขาเอ่ยอย่างเย็นชา โดยไม่สนใจว่าจะแสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อหน้าฮ่องเต้หรือไม่
“เช่นนั้นเจ้าไปเถิด ข้าเองจะพักผ่อนสักหน่อย” ฮ่องเต้กล่าวออกมาพร้อมกับโบกมือไล่
จากนั้นก็นั่งนึกทบทวนถึงชายาผู้ล่วงลับ ชายาที่เป็นมารดาของบุตรชายคนนี้ นางตายโดยไร้สาเหตุ แต่เพราะต้องการให้บัลลังก์มั่นคง เขาจึงไม่ได้ตรวจสอบสิ่งใด นี่จึงทำให้พ่อกับลูกบาดหมางกันตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้
“หม่อมฉันก็ดีใจเช่นกันเพคะ ตาแก่พวกนั้นที่ทำให้ท่านพี่ต้องปวดหัว และพยายามยัดเยียดสตรีเข้าวังหลัง หากรู้ว่าท่านกำลังมีบุตรและหม่อมฉันไม่ใช่แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ จะทำสีหน้าอย่างไร” ไป๋หนิงเฟิ่งกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา นางไม่อยากสร้างศัตรู แต่ไม่ลืมคนที่ทำให้พระสวามีของนางปวดหัว“เจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง เอาล่ะ ข้าจะสั่งเปิดโรงทานสักเจ็ดวัน ทุกหัวเมือง ฮองเฮาของข้า เจ้าคิดว่าดีหรือไม่ จริงสิ ต้องส่งข่าวบอกพ่อตากับเสด็จพ่อด้วย” เขาพูดอย่างหลอกล้อนาง และบอกสิ่งที่อยากจะทำ โดยไม่ลืมส่งข่าวเรื่องนี้ให้กับบิดาและพ่อตาของตนได้รับรู้“ดีเลยเพคะ แม้ว่าบ้านเมืองของเราจะอยู่ในภาวะที่สงบ แต่การเปิดโรงทานให้ชาวบ้าน จะแบ่งเบาค่าใช้จ่ายพวกเขาไปไม่น้อยเลยเพคะ” นางกล่าวอย่างยินดีและเห็นด้วยที่สามีจะเปิดโรงทาน“เช่นนั้นก็เอาตามนี้”จากนั้นฮ่องเต้จึงหันมาสั่งการคนสนิท เพื่อเปิดโรงทานทุกหัวเมืองข่าวเรื่องที่ฮองเฮาทรงพระครรภ์ได้กระจายไปทั่วทั้งวังหลวงและนอกวัง ราษฎรต่างแสดงความยินดีอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่ฮ่องเต้เซียวเฟยหลงขึ้นครองราชย์ ทุกอย่างก็ยิ่งดีขึ้น พระองค์ทรงลดภาษีให้กับชาวบ้านสามปี ทำให้ชาวบ้านต่างก
ตอนพิเศษ ฮองเฮาเพียงหนึ่งเดียวครึ่งปีผ่านไปเวลานี้เซียวเฟยหลงได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ส่วนอดีตฮ่องเต้เหมือนได้พัก แต่ก็พยายามเร่งให้บุตรชายรีบทำให้พระชายาตั้งครรภ์ อีกทั้งพวกขุนนางเฒ่าทั้งหลาย ต่างก็พยายามถวายฎีกา เพื่อให้ฮ่องเต้พระองค์เฟยหลงรับนางกำนัลและพระสนมเข้าวัง นี่จึงทำให้ฮ่องเต้โกรธมาก พระองค์ได้ส่งองครักษ์ข้างกายไปตรวจสอบเรื่องราวของขุนนางพวกนั้น ทำให้แต่ตระกูลอลหม่านวุ่นวายไม่จบสิ้น จนต้องเงียบปากและกล้าไม่เข้ามาวุ่นวายเรื่องนี้อีกส่วนตระกูลหลี่ได้ส่งหลี่ชุยผิงแต่งเข้าตระกูลพ่อค้า เนื่องจากนางเลยวัยแต่งงานมาหลายปีแล้ว ที่สำคัญแม้ว่านางจะแต่งเข้าไปเป็นภรรยาเอก แต่ฝ่ายชายกลับมีอนุที่รักมากอยู่แล้วนั่นจึงทำให้หลี่ชุยผิงแต่งเข้าไป ก็ไม่ต่างกับตายทั้งเป็น นางพยายามเขียนจดหมายหาต้วนอ๋อง เพื่อให้เขาเห็นใจและมาพานางออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นแม้ว่าไป๋หนิงเฟิ่งจะอยู่วังหลัง ทว่านางยังคงได้ข่าวของหลี่ชุยผิงอยู่ตลอด โดยรับรู้จากนางกำนัลคนสนิทอย่างเสี่ยวหลัน‘ไม่คิดว่าเจ้าจะมีชะตากรรมที่เลวร้าย ไม่ต่างจากข้าเมื่อชาติก่อน’นางคิดในใจถึงชะตาก
รองแม่ทัพชิงกล่าวตามที่เขาคิด จากนั้นก็ยกเหล้าขึ้นมาดื่ม เขาพอจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง และรู้ว่าเพราะเหตุใดที่ต้วนอ๋อง แม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล จึงกลับมาประจำการอยู่ที่นี่ แทนที่จะพักในเมืองหลวงนาน ๆ“คงเป็นจริงอย่างที่เจ้าว่ามา” ต้วนอ๋องได้แต่ยิ้มออกมาอย่างฝืน ๆ ก่อนจะนั่งดื่มเหล้าชมจันทร์กับรองแม่ทัพคู่กายเงียบ ๆ‘หวังว่าสักวัน ข้าจะพบรักแท้อีกครั้ง’ เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ตอนนี้ฮ่องเต้ตัดสินใจสละราชบัลลังก์อย่างที่เคยบอกไว้ เลยเรียกองค์รัชทายาทและพระชายามาพบที่ตำหนัก“วันนี้เราเรียกพวกเจ้าทั้งสองคนมาเพื่อแจ้งข่าว เราเหนื่อยแล้วจึงอยากจะพักผ่อน”ได้ยินเพียงเท่านี้ ไป๋หนิงเฟิ่งจึงเข้าใจได้ทันทีว่า งานหนักคงตกมาที่นางอีกแล้ว ‘ต่อไปข้าคงได้รับหนังสือร้องเรียนจำนวนมากแน่’ นางถอนหายใจออกมาเล็กน้อย“หากเสด็จพ่อเหนื่อย กระหม่อมยินดีที่จะสะสางราชกิจต่อเอง ถึงอย่างไรขุนนางเฒ่าพวกนั้น ก็ไม่สามารถเล่นงานกระหม่อมได้อยู่แล้ว”เซียวเฟยหลงกล่าวอย่างจริงจัง เขาไม่ได้มีท่าทีร้อนใจในเรื่องนี้ เพราะเตรียมใจไว้แล้วกับเรื่องที่ต้องขึ้นครองราชย์แทนบิดา อีกทั้งตั้งแต่มาอยู่ในตำแหน่งองค์รัชทายาท รา
บทส่งท้าย ชะตาชีวิตที่เปลี่ยนไปแล้วหลายเดือนผ่านไป...ไป๋หนิงเฟิ่งได้เข้ามาอยู่ในตำหนักบูรพาแล้ว ทว่านางยังคงทำหน้าที่ของตนไม่บกพร่อง เนื่องจากเซียวเฟยหลงส่งกุญแจคลังและสมุดรายการทรัพย์สินให้ นางจึงรู้ได้ว่าพระสวามีนั้นร่ำรวยกว่าผู้ใด ทรัพย์สินและเงินที่เขามี น่าจะมากกว่าคลังหลวงหลายเท่าซึ่งไม่ต่างจากเซียวเฟยหลง หลังจากเป็นองค์รัชทายาทแล้ว พระองค์ยังทรงงานหนักมากกว่าเดิมจนแทบมีเวลาพัก แต่ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็ยังเติมความหวานให้กับพระชายาอยู่เสมอหากจะไม่เอ่ยถึงคนตระกูลไป๋สายรองก็คงไม่ได้ เนื่องจากอารองและอาสามของนาง วางแผนเข้าร่วมกับองค์ชายสามเพื่อก่อการกบฏ ทำให้คนพวกนั้นต้องโทษทั้งหมด ทั้งถูกยึดทรัพย์และถูกส่งไปยังถิ่นทุรกันดาร รวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ก็ต้องรับโทษด้วย หลายเดือนมานี้ จวนสกุลไป๋จึงกลับมาสงบลงอีกครั้ง“กำลังนั่งคิดสิ่งใดอยู่หรือ” องค์รัชทายาทเดินเข้ามา แล้วโอบอุ้มภรรยาขึ้นมานั่งบนตักพร้อมกับกอดนางเอาไว้แน่น“ท่านพี่ อายบ่าวเสียบ้างเถิด ดูสิ ข้าไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ใดแล้ว” นางกล่าวอย่างเขินอายและทุบอกเขาเล็กน้อย เนื่องจากนางกำนัลยังอยู่บริเวณนี้หลายคน“จะอายทำไมกัน เจ้ากั
ชายชราตรงหน้ามองคนรุ่นหลานด้วยสายตาตื่นตระหนก เงาของดาบวาววับเข้าตา ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลง พร้อมกับลมหายใจของเสนาบดีเสิ่นผู้ยิ่งใหญ่จวนตระกูลเสิ่นเวลานี้นองไปด้วยเลือด หากใครจะกล่าวว่าองค์ชายรองเซียวเฟยหลงคือทรราช องค์ชายผู้นี้รองเหี้ยมโหดเกินไป เขาคงไม่ใส่ใจ เนื่องจากเหตุการณ์ในวันนี้ เขาทำเพื่อคนที่รัก หาไม่แล้วหากปล่อยให้ผู้ใดหลุดรอดไปได้ วันหนึ่งพวกมันคงหาวิธีกลับมาล้างแค้นอย่างแน่นอนสตรีและคนที่ยอมศิโรราบ ถูกส่งตัวเข้าคุกหลวง แล้วรอคำตัดสินเนรเทศไปอยู่ชายแดนเพื่อเป็นทาสเมื่อองค์ชายใหญ่รู้ข่าวของมารดาและตระกูลเสิ่น เขาแทบสิ้นสติ เนื่องจากเขาหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ใจคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีฮ่องเต้อยู่เบื้องหลังเป็นแน่ หาไม่แล้วเซียวเฟยหลงคงไม่กล้าทำเรื่องใหญ่โตกับตระกูลเสิ่นเข่นนี้เช้าวันต่อมาข่าวเรื่องการทำผิดและถูกกวาดล้างตระกูลเสิ่น แพร่กระจายดังไปทั่วเมืองหลวง และยังมีข่าวอีกว่าเสนาบดีเสิ่นและบุตรชายต่อต้าน ไม่ยอมถูกจับ เลยถูกองค์ชายรองสังหารส่วนฮองเฮายังมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากวังหลวงว่าพระนางคบชู้ ซึ่งฮ่องเต้จับได้คาหนังคาเขา พระองค์จึงประทานยาพิษทันทีไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าฮ่องเต
กวาดล้างตระกูลเสิ่นเมื่อเห็นท่าทีของมารดาเป็นเช่นนี้ เซียวอี้เฉิงจึงขมวดคิ้วเป็นปม ‘ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสด็จแม่ ถึงได้ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะท่านตาน่าจะส่งข่าวมาแล้วมิใช่หรือ ทว่าเรื่องนี้เจ้าสามไม่รู้เรื่อง ข้าจึงนิ่งเงียบไว้ก่อน’ เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ“เหตุใดเสด็จแม่จึงดูเหมือนไม่รู้เรื่อง หรือว่าเสด็จพ่อไม่ได้บอกกล่าวเสด็จแม่ถึงเรื่องนี้ จริงสิ เหมือนพี่รองจะจับกุมพวกนักฆ่าไว้ได้เกินครึ่ง เวลานี้น่าจะสอบสวนอยู่” องค์ชายสามเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งยิ่งได้ยินเช่นนี้ เสิ่นฮองเฮายิ่งกำมือแน่นด้วยความหวาดหวั่น เรื่องนี้นางไม่รู้เลย ใบหน้าจึงซีดเผือดโดยไม่รู้ตัว ‘เหตุใดข้าไม่ว่าว่าฮ่องเต้ไปงานมงคลของมัน แล้วเหตุใดท่านพ่อยังลงมือต่อหน้าฝ่าบาทอีก เรื่องที่ฝ่าบาทต้องการแต่งตั้งองค์รัชทายาทต้องมีเงื่อนงำ และไม่เป็นผลดีกับโอรสของข้าแน่’ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว อีกทั้งเรื่องทั้งหมดโอรสอีกคนของนางไม่รู้เรื่องด้วย เช่นนั้นจึงคิดว่าควรให้เขากลับไปก่อน “เจ้าสาม เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องสนทนากับพี่เจ้าสักหน่อย”องค์ชายสามได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ทันทีว่าเสด็จแม่ของเขา คงต้องปรึกษาเรื่องนี้กับองค์ชายใหญ่ จึง







