LOGIN"ท่านแม่!!"
อิซาเบลล่ากรีดร้องอีกครั้ง เสียงแหลมสูงของเธอกรีดแทงความเงียบงัน เธอแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เงาดำจำนวนมากพุ่งเข้าสู่ร่างของมารดา และน้องชาย ราวกับสัตว์ร้ายที่ตะครุบเหยื่อโดยไร้ความปรานี ภาพรอยยิ้มสุดท้ายของมารดาที่ร่วงล่นราวกับหัวใจถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ
นานนับชั่วโมงที่เธอพยายามปลดปราการเวทมนตร์ แต่พลังที่ล้อมรอบเธอนั้นแข็งแกร่งเกินไป
ท่ามกลางเสียงสะอื้นที่เคยดังอยู่ในปราการ เสียงนั้นค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงความเงียบที่น่าสะพรึงกลัว
อิซาเบลล่า เด็กน้อยวัยเยาว์ นั่งทรุดลงกับพื้น ร่างเล็ก ๆ ของเธอแนบชิดกับปราการเวทมนตร์ที่ยังคงปกป้องเธอจากเงาดำและเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่รอบตัว
เธอจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า เปลวเพลิงที่แผดเผาทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงร่างของบิดา มารดา และน้องชายที่เพิ่งเกิดได้ไม่นาน เสียงไฟลุกไหม้ผสานเสียงลมเหมือนเสียงกรีดร้องที่ดังระงม แต่เธอกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว
ดวงตาสีฟ้าของเธอจับจ้องไปยังร่างของผู้ที่เธอรักที่สุด ร่างที่เคยอบอุ่นเคียงข้าง ตอนนี้กำลังค่อย ๆ ถูกกลืนหายไปในกองไฟ
อิซาเบลล่าไม่ได้กรีดร้องอีกต่อไป เสียงของเธอแหบแห้ง น้ำตาที่เคยไหลรินกลับหยุดนิ่ง เธอนั่งจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ราวกับเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในฝันร้ายที่ไม่มีวันสิ้นสุด
หัวใจของเธอเต้นช้าลงจนแทบไม่รู้สึก ร่างกายเล็ก ๆ ของเธอชาหนึบจนแม้แต่ลมหายใจยังดูยากลำบาก
เปลวเพลิงยังคงลุกโชน แสงของมันสะท้อนในดวงตาของเธอที่ไร้ประกาย
"ทำไม..."
คำถามที่ไม่มีคำตอบวนเวียนอยู่ในหัวของเธอ
ความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความร้อนของเปลวไฟ ร่างของอิซาเบลล่าชาไปหมดจนไม่รู้สึกอะไร เธอยังนั่งนิ่งอยู่ในปราการเวทมนตร์ ทอดสายตามองซากเถ้าธุลีของครอบครัว
ร่างเล็กไม่ได้ส่งเสียงใดอีกต่อไป ไม่มีคำพูด ไม่มีน้ำตา มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้งและลมหายใจที่แผ่วเบา
ร่างของเธอเหมือนถูกพันธนาการไว้ด้วยความเจ็บปวดที่ไม่มีวันลบเลือน เด็กหญิงที่เคยวิ่งเล่นอย่างไร้กังวลคนนั้นได้หายไปแล้ว เหลือเพียงอิซาเบลล่าที่นั่งอยู่กับความว่างเปล่า
เมื่อแสงแรกของวันสาดส่องเข้ามา ความมืดมิดของค่ำคืนที่เต็มไปด้วยการสูญเสียก็จางหายไป ท้องฟ้าค่อย ๆ เปลี่ยนสีจากดำสนิทเป็นสีครามจาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทอประกายลงมายังพื้นดินที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและเถ้าถ่าน เศษซากของความหวังและความสุขในอดีตถูกกลืนหายไปในภาพความโศกเศร้า
ท่ามกลางเถ้าถ่านที่ปลิวตามสายลม ปราการเวทมนตร์ที่ปกป้องอิซาเบลล่าไว้ค่อย ๆ สลายตัว เศษละอองแสงระยิบระยับโปรยปรายกลางอากาศ คล้ายเสียงกระซิบสุดท้ายของผู้ที่จากไป เธอยืนนิ่ง มองดูปราการเวทมนตร์ที่เคยเป็นดั่งเกราะป้องกันสุดท้ายของเธอ มันค่อย ๆ กลายเป็นคริสตัลรูปหยดน้ำสีฟ้าใสลอยอยู่กลางอากาศ
คริสตัลนั้นเปล่งแสงอ่อนโยน แต่ความงดงามนั้นกลับเพิ่มความปวดร้าวให้หัวใจของอิซาเบลล่า ดวงตาสีฟ้าของเธอเปียกชื้นจากน้ำตาที่ไม่มีวันหยุดไหล ราวกับหัวใจของเธอถูกบีบรัดจนแทบเต้นต่อไปไม่ไหว เธอเพ่งมองคริสตัลใสบริสุทธิ์นั้น ราวกับมองเข้าไปในหัวใจที่เต้นครั้งสุดท้ายของครอบครัวที่เคยคุ้มครองเธอ
ในคริสตัลนั้น ปรากฏสิ่งล้ำค่า ไข่มังกรใบจิ๋วสีทองซ่อนตัวอยู่ในแสงสีฟ้าของคริสตัล ใบหน้าของอิซาเบลล่าแสดงความไม่เชื่อ ริมฝีปากของเธอสั่นเทา
“นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พวกท่านทิ้งไว้ให้ข้าหรือ…”
เธอกระซิบกับตัวเอง เสียงของเธอแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นเครือ เธอค่อย ๆ ยกมือเรียวบางขึ้น รับคริสตัลหยดน้ำที่ลอยลงมาสัมผัสมือของเธอ
มันเย็นและใสบริสุทธิ์ ราวกับเป็นตัวแทนของความรัก ความหวัง และความเสียสละทั้งหมดที่ครอบครัวของเธอหลงเหลือไว้ เธอกำมันไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหลุดลอยไป
“ข้าจะทำตามที่ท่านต้องการ ท่านพ่อ...”
เธอกล่าวด้วยเสียงเบาราวกับคำสาบาน แววตาที่เคยเศร้าหมองเริ่มปรากฏประกายแห่งความตั้งใจ
ตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของอิซาเบลล่าเปลี่ยนไปตลอดกาล เธอถูกพาตัวเข้าสภาเวทมนตร์ สถานที่ที่เต็มไปด้วยพ่อมดแม่มดผู้สูงวัยและทรงอำนาจที่สุดในเมือง ดวงตาหลายคู่จับจ้องเธอ ไม่ใช่ในฐานะเด็กหญิงผู้สูญเสียครอบครัว แต่ในฐานะเครื่องมือของเมือง
“เจ้าคือความหวังเดียวของเรา”
คำพูดนี้ถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากผู้คนรอบข้าง เธอถูกเคี่ยวเข็ญให้ใช้พลังเพื่อปกป้องผู้คน ถูกบังคับให้แข็งแกร่ง ชีวิตในแต่ละวันเต็มไปด้วยการเรียนรู้เวทมนตร์อันซับซ้อน การฝึกฝนพลังอย่างเข้มงวด และการทดสอบความสามารถอย่างไม่หยุดยั้ง
ร่างเล็กที่เคยเปราะบาง กลับแข็งแกร่งขึ้นจากภายใน แต่หัวใจของเธอยังคงปวดร้าวและโดดเดี่ยว สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเธอ คือ อากริมัส มังกรสหายเพียงหนึ่งเดียวของเธอ
เด็กคนอื่นอาจวิ่งเล่นกลางแสงแดด มีอ้อมกอดของพ่อแม่ แต่เธอกลับต้องอยู่ในห้องมืด ๆ ฝึกฝนเวทมนตร์จนร่างกายอ่อนล้า เสียงของผู้ฝึกสอนดังก้องในหัว
“เจ้าไม่มีสิทธิ์ล้มเหลวอลิซ"
ทุกคนต่างเฝ้ามองเธอด้วยความหวัง การมีเธออยู่ทำให้ผู้คนรู้สึกอุ่นใจ ผู้คนเชื่อมั่นว่าอิซาเบลล่าคือผู้ที่จะนำพาความสงบสุขมาสู่เมือง
แต่...แล้วเธอล่ะ?
เธอถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในคืนที่เงียบสงัดที่สุด เธอมักนั่งอยู่เพียงลำพัง น้ำตาที่ไม่มีใครเคยเห็นร่วงหล่นจากดวงตาสีฟ้าของเธอ
“อิซาเบลล่า..."
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเศร้าดังมาจากด้านหลัง อิซาเบลล่าไม่หันกลับไป แต่เอ่ยตอบเสียงเบา
“ท่านลุง... ข้าจะอายุครบ 200 ปีแล้ว...”
เดเมเทรียนจ้องมองเงาหลังของหญิงสาวด้วยความเจ็บปวด เขาเป็นเพื่อนสนิท อาร์คเทอัส พ่อของอลิซ
เขามองดูเด็กสาวที่ครั้งหนึ่งเคยร่าเริงสดใส แต่บัดนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นหญิงสาวผู้แบกรับภาระอันหนักหน่วง เด็กที่เคยหัวเราะอย่างไร้กังวล ไม่เคยยิ้มได้เต็มใบหน้าอีกเลยตั้งแต่วันที่สูญเสียครอบครัว
เด็กน้อยผู้เคยร่าเริงคนนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงหญิงสาวที่แบกรับภาระอันหนักหนา ข้าหวังเหลือเกินว่าเจ้าจะยิ้มได้อีกครั้ง... เดเมเทรียนพึมพำในใจ แต่เขารู้ดีว่าคำอวยพรนั้นช่างห่างไกลเหลือเกิน
“ท่านลุง..."
อลิซเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง ดวงตาสีฟ้าของเธอจ้องมองเดเมเทรียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
"พลังของพ่อมดมืดกำลังแข็งแกร่งขึ้นมาอีกครั้ง ท่านไม่ควรละเลยเรื่องนี้"
เดเมเทรียนหันมามองหลานสาวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด
"อลิซ ลุงรู้ แต่ทางสภานั้นยังไม่ออกคำสั่ง เราทำอะไรได้ไม่มากนัก..."
อลิซหัวเราะเยาะในลำคอ ยกยิ้มขมขื่นบนใบหน้าที่งดงามจนสะกดสายตาของผู้คน
"ท่านพ่อ...ท่านให้ข้าปกป้องสิ่งใดกัน ข้านั้นไม่เข้าใจท่านเลยสักนิด"
เธอพูดพลางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้างราวกับต้องการให้บิดาที่จากไปได้ยิน
“ท่านปกป้องคนที่จดจำท่านไม่ได้ด้วยซ้ำ..."
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่าน แต่ไม่นาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น พร้อมเสียงเรียกที่กระหึ่มมาแต่ไกล
“ท่านพ่อ! อลิซ!"
เซเวียร์ พ่อมดหนุ่มร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวขึ้น ดวงตาสีเทาของเขาส่องประกายราวกับพายุที่คุกรุ่น ใบหน้าหล่อเหลาคมคายถูกย้ำด้วยความโกรธและห่วงใย
เขามีโครงหน้าชัดเจน คิ้วหนา ดวงตาที่แหลมคมดุจเหยี่ยว จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักได้รูป รูปร่างสูงสง่าเต็มไปด้วยมัดกล้ามของผู้ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก ชุดคลุมพ่อมดสีดำสนิทที่เขาสวมทับตัดกับเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม
“ทางสภาไม่อนุมัติคำขอเสริมปราการของท่าน!"
เซเวียร์ตะโกนด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
"พวกเขามันบ้าไปแล้ว! อ้างแต่ว่าไม่จำเป็น เพราะล่าตะเวนกี่ครั้งก็ไม่พบเงามืดสักครั้ง พวกเขาไม่เชื่ออลิซสักนิด!"
“ใจเย็น ๆ เซเวียร์..."
เดเมเทรียนเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตาของเขาฉายแววเคร่งขรึม
"อาจจะต้องใช้เวลา"
อลิซหันไปมองเซเวียร์ ดวงตาของเธอสั่นไหวเล็กน้อย เธอรู้ดีว่าเขาเป็นทั้งเพื่อนและผู้ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด ตั้งแต่เดเมเทรียนรับเลี้ยงเธอ เซเวียร์เปรียบเสมือนพี่ชายอีกคน
เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ย
"ช่างพวกเขาเถอะ เซเวียร์... เตรียมตัวตามที่ข้าบอกไว้ก่อนก็พอ"
“อลิซ แต่..."
เซเวียร์เอ่ยค้าน แต่ถูกขัดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลของเธอ
“ไม่เป็นไร"
เธอพูดพลางยกสายตามองไปยังท้องฟ้า
"อย่างน้อยข้าก็ได้ทำตามที่ท่านพ่อต้องการ..."
คำพูดของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ปิดซ่อน แต่ในดวงตาสีฟ้ายังคงแฝงแสงแห่งความมุ่งมั่น ราวกับเธอยังยืนหยัดที่จะปฏิบัติหน้าที่สุดท้ายที่บิดามอบหมายไว้ให้
บนยอดเขาหลังตระกูลซู จวนเล็กๆ สร้างอย่างเรียบง่ายด้วยไม้เนื้อดีตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม รอบด้านมีต้นไม้เขียวขจีรายล้อม ดอกไม้ป่าหลากสีบานสะพรั่งตามแนวทางเดิน เสียงน้ำไหลจากลำธารใกล้ๆ ให้ความรู้สึกสงบ เสียงนกที่ร้องเพลงแว่วมาเป็นระยะ ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ดูราวกับสวรรค์บนดินในทุกๆ สามวัน หงเฟิ่งและเหอเฉิงเหยาจะลงจากจวนมาเยี่ยมเด็กทั้งสามคน เพื่อถ่ายทอดวิชาความรู้ ปรมาจารย์เหอเฉิงเหยาผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมโอสถจะสอนเด็กๆ ให้รู้จักสมุนไพรชนิดต่างๆ และวิธีหลอมโอสถอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขณะที่หงเฟิ่ง มังกรสาวผู้สง่างาม จะสอนเด็กๆ เรื่องการทรงตัวบนหลังมังกร เพื่อให้พวกเขาเรียนรู้ถึงความกล้าหาญและความสง่างามวันนี้ เด็กทั้งสามคน อาหาว อาหมิง เยวี่ยเอ๋อร์ กำลังเลือกสมุนไพรตามรายการที่เหอเฉิงเหยามอบหมาย พวกเขาก้มหน้าก้มตาทำด้วยความตั้งใจ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงสนทนาอย่างสดใสหงเฟิ่งยืนอยู่ไม่ไกล นางมองดูเด็กๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน สายลมที่พัดเบาๆ ทำให้ผ้าคลุมสีแดงของนางพลิ้วไหว เหอเฉิงเหยาเดินเข้ามาหยุดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะยกมือโอบเอวนางอย่างแผ่วเบา“อยากมีสักคนหรือไม่?” เสียงทุ้มของเขาด
อวิ๋นเทียนตอบด้วยความหนักแน่น ก่อนจะอุ้มร่างบางของมี่มี่ขึ้นอย่างทะนุถนอม เขามุ่งหน้ากลับจวนตระกูลซูทันที ขณะที่ในใจเต็มไปด้วยความหวังและความกังวลเมื่อมาถึงจวน เขาวางร่างของมี่มี่ลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา ร่างของเธอยังคงนิ่งสนิท ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด มือหนาของอวิ๋นเทียนค่อยๆ สัมผัสที่หัวใจของเธอ ก่อนจะส่งพลังเวทเข้าไปในร่างกาย ความอุ่นจากพลังของเขาไหลเวียนเข้าสู่เส้นชีพจร แต่ร่างของเธอกลับไร้การตอบสนองเขาส่งพลังต่อเนื่องนานนับสองชั่วยาม เหงื่อหยดลงจากใบหน้าของเขา แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามี่มี่จะฟื้นขึ้นมา สายตาของอวิ๋นเทียนเต็มไปด้วยความกังวลที่กลืนกินหัวใจ เขากระซิบเบาๆ ใกล้ใบหูของเธอ“มี่เอ๋อร์… เจ้าสัญญากับพี่ว่าจะอยู่เคียงข้างกันตลอดไป เจ้าจะไม่ทิ้งพี่ไปใช่หรือไม่...”แต่คำตอบกลับเป็นความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่แทบจะไม่ได้ยิน ร่างของมี่มี่ยังคงสงบนิ่งราวกับหลับลึก อวิ๋นเทียนค่อยวางร่างของมี่มี่นอนลงบนเตียง เขาทรุดตัวลงข้างเตียง มือหนากำหมัดแน่น ราวกับกำลังต่อสู้กับความสิ้นหวังที่คืบคลานเข้ามาหนึ่งปีผ่านไป ทุกวันในช่วงเวลาที่มี่มี่หลับใหล อวิ๋นเทียนจะนั่งอยู่ข้า
“มีแรงแค่นี้หรือ?” มี่มี่พูดเสียงเข้ม ก่อนสะบัดแส้อักขระเวทในมือนับสิบครั้ง แส้พุ่งเข้าใส่ราชาอสูรด้วยความเร็วเหนือสายตา เสียงฟาดกระแทกเข้ากับเกราะหนังหนาของมันดังก้อง แต่ราชาอสูรกลับไม่หยุด มันยกขาหน้าขนาดมหึมาขึ้นสูงก่อนจะเหยียบลงพื้น แรงกระแทกทำให้ดินแตกกระจาย เศษหินพุ่งกระเด็นราวกับกระสุนมี่มี่กระโดดหลบอีกครั้งก่อนจะใช้แส้ของเธอฟาดกลับเข้าไปที่จุดอ่อนใต้คางของราชาอสูร ร่างของมันสะดุ้งเล็กน้อยจากความเจ็บปวด แต่กลับยิ่งเพิ่มความเกรี้ยวกราด เสียงคำรามของมันดังจนหูอื้อในตอนนั้นเอง อวิ๋นเทียนพุ่งเข้าหาขาของราชาอสูร แทงดาบลงไปในจุดเชื่อมระหว่างหนัง เลือดสีดำพุ่งกระจายเต็มพื้น ราชาอสูรสะบัดขาเหวี่ยงอวิ๋นเทียนออกไปไกล แต่เขากลับใช้พลังเวทพุ่งกลับมาประจันหน้าอีกครั้งในเสี้ยววินาทีมังกรทั้งสิบตัวบินวนรอบราชาอสูร เสียงคำรามของพวกมันก้องไปทั่ว เปลวไฟหลายสีพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของมันจากทุกทิศทาง แม้ราชาอสูรจะพยายามสะบัดร่างป้องกันตัวเอง แต่พลังโจมตีที่ประสานกันนั้นทำให้ร่างของมันสั่นสะท้านทันทีที่มีโอกาส มี่มี่ลุกขึ้นยืนด้วยความแน่วแน่ ร่างกายของเธอสั่นเล็กน้อยจากแรงปะทะก่อนหน้านี้ แต่แววตาก
“เสี่ยวจื่อจังหวะนี้แหละ” หวงจื่ออ้าปากกว้างก่อนพ่นเปลวไฟมังกรสีแดงออกมา เปลวไฟนั้นลุกลามไปทั่วและเผาผลาญเหล่าปีศาจจนมอดไหม้ในพริบตาเหล่าทหารร้องเฮกันอย่าฮึกเหิม มังกรนับร้อยตัวไม่ได้บินวนอยู่แค่ในแคว้นฉิน แต่พวกมันกระจายตัวทั่วทั้งแผ่นดิน ทุกตัวต่างพ่นไฟมังกรออกมาเพื่อทำลายเหล่าปีศาจอสูรในทุกแคว้น เสียงคำรามของมังกรที่ก้องกังวานไปทั่วทำให้ปีศาจเงามืดเริ่มถอยร่น แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติการต่อสู้ซูเหยา ที่กำลังต่อสู้อยู่บนพื้นหันหน้าเงยขึ้นมองมังกรที่บินอยู่บนท้องฟ้า นางแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อเห็นจำนวนมังกรที่ปกคลุมท้องฟ้าราวกับพายุหมุน ในจังหวะหนึ่งที่นางเสียสมาธิ อสูรเงามืดร่างหนึ่งกระโดดพุ่งเข้าใส่ เล็บแหลมคมของมันหมายจะฉีกกระชากร่างของซูเหยา นางเบิกตากว้างเมื่อรู้ว่าตนหลบไม่ทันแน่แล้วแต่ในเสี้ยววินาทีนั้น ปราการเวทสีขาว พลันกางล้อมร่างของนางก่อนที่มันจะระเบิดพลัง ทำลายปีศาจในระยะกว้างอย่างราบคาบ แสงสว่างจากเวททำให้พื้นที่โดยรอบสว่างราวกลางวัน และสงบลงชั่วขณะซูเหยาเหลียวมองขึ้นไปบนท้องฟ้าทันที หัวใจของนางพองโต เมื่อเห็น มี่มี่ในชุดเกราะสีดำบนหลังมังกร นางส่งยิ้มให้จากเบื้องบน
คืนหนึ่งที่เงียบสงัดเกินกว่าปกติ ดวงจันทร์ถูกบดบังด้วยเมฆดำหนาทึบ สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านค่ายพักชั่วคราวราวกับกำลังเตือนถึงสิ่งเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น มี่มี่ ยืนอยู่กลางลานกว้างในชุดเกราะสีเงินเรืองรอง ร่างเล็กของนางแหงนมองดวงดาวบนท้องฟ้าด้วยสายตาครุ่นคิด ดาวคืนนี้ช่างแปลกประหลาดราวกับพยายามบอกอะไรบางอย่างแก่เธอ เหมือนกับความทรงจำในชาติที่แล้วที่ผุดขึ้นมาในจิตใจเสียงฝีเท้าดังกึกก้องบนพื้นดิน บุรุษและสตรีนับร้อยปรากฏตัวขึ้นในเสี้ยววินาที พวกเขายืนเรียงรายข้างกายนาง เหล่ามังกรในร่างมนุษย์ต่างแผ่รัศมีแห่งความสง่างามและทรงพลังจนทุกคนที่เห็นต้องหลบสายตาด้วยความนอบน้อมมี่มี่หันไปกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น“ข้าต้องรบกวนพวกท่านให้ปกป้องทุกแคว้นแล้ว”หลงหยาง ราชามังกรผู้มีอายุนับพันปี ยกยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ“อย่ากังวลไป มี่เอ๋อร์ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่โลกนี้ต้องเผชิญความมืด”คำพูดนั้นทำให้มี่มี่ชะงัก นางหันไปมองเขาด้วยความสงสัย ราชามังกรพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความหนักแน่น “มันเคยเกิดขึ้นมาก่อน… พวกเรามังกรไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเพียงตำนานหลอกเด็ก เราทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองบนโล
มี่มี่เดินสำรวจรอบบริเวณ เศษซากของบ้านเรือนที่เคยเต็มไปด้วยชีวิตชีวาถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน นางคุกเข่าลงหยิบดินขึ้นมาจับก่อนปล่อยให้มันร่วงผ่านมือ“มี่เอ๋อร์…”อวิ๋นเทียนเอ่ยเรียกนางเบาๆ ขณะจ้องมองไปยังบางสิ่งบนพื้นสายตาของมี่มี่หันตามไปยังจุดที่อวิ๋นเทียนจ้องมอง ดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาดูปกติดี แต่ทั้งคู่รู้ทันทีว่าอะไรซ่อนอยู่ “พวกมันอยู่ใต้ดิน!” มี่มี่เอ่ยเบาๆ ก่อนจะยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นเหตุผลที่ผีเสื้อเวทของนางค้นหามันไม่เจอ!“หากมันอยู่ใต้ดิน แสดงว่ามันอาจโผล่ทุกแคว้น!”ทันทีที่ประโยคดังกล่าวดังขึ้น ผู้คนนับสิบต่างสูดหายใจเข้าลึก ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่า ภัยร้ายจะอยู่ใกล้ตาและพร้อมโจมตีได้จากใต้พื้นดินทุกหนแห่ง“ข้าว่าควรย้ายชาวเมืองไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อน” อวิ๋นเทียนเสนอขึ้น“หากมันโผล่มาทีละหลายแห่ง เราต้องกระจายกำลังคุ้มกันจุดต่าง ๆ มากเกินไป จนไม่มีทางปกป้องประชาชนได้ทั่วถึง!”“ข้าจะเร่งทำตาม…”ฮ่องเต้แห่งแคว้นเยี่ยนรับฟังแล้วเข้าใจสถานการณ์ ทรงสั่งทันทีให้คนออกประกาศเรียกระดมพลและหาพื้นที่อพยพชั่วคราวโดยเร่งด่วนกระนั้น มี่มี่ กลับพ
“รีบหนีเร็วเข้า!”แต่เสียงของเขาถูกกลบด้วยเสียงคำรามจากเงามืดที่พุ่งเข้าใส่ร่างของหญิงสาวจนล้มลงกับพื้นและถูกกลืนหายไปในความมืดชาวบ้านดิ้นรนอย่างไร้ผล กรงเล็บและเขี้ยวคมกริบของเงาเหล่านั้นฉีกกระชากเนื้อของพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม เสียงฉีกขาดของเนื้อและเสียงครวญครางแห่งความเจ็บปวดก้องกังวานในอากาศบรรย
แต่ก่อนที่นางจะได้ลงมือ มือหนึ่งกลับคว้าข้อมือของเธอไว้ นางหันไปมอง เห็นว่าเป็นเสี่ยวจื่อ"เจ้าไปเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง"เสี่ยวจื่อพูดเสียงเรียบ ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "แต่...จำไว้ ทุกคนทำเพื่อเจ้า"มี่มี่ร้องไห้ออกมา นางคุยกับเสี่ยวจื่อทางจิต "อย่าทำร้ายพวกเขาได้หรือไม่?" เสี่ยวจื่อพยักห
“ปกป้องฝ่าบาท! ปกป้องฮองเฮา!”เหล่าองครักษ์ชักอาวุธพุ่งเข้าไปล้อมเฉินตี้และฮองเฮาอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้คนในงานต่างอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกและงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ฝ่าบาท ทรงประสงค์จะยกเลิกการจัดงานหรือไม่พะย่ะค่ะ?”เสียงทหารองครักษ์เอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตึงเครียด ขณะที่สายตาของผู้คนในงานต
“เสี่ยวเฟิง เสี่ยวจื่อ ไปพักเถอะ มี่มีเรื่องที่ต้องจัดการ” เสียงเล็กของมี่มี่ดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มที่ส่งไปให้ทั้งสอง เสี่ยวเฟิงและเสี่ยวจื่อมองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วถอยออกไปอย่างว่าง่ายมี่มี่ตรงเข้าสู่จวนในมิติของตัวเองทันที มือเล็กเรียกคำสั่งซื้อทั้งหมดออกมาจากอากาศ ร่างน้อยกวาดตามอง







