เข้าสู่ระบบ“คุณปากร้ายมาก” ฟ้าพราวพูดพลางหยิบแก้วค็อกเทลจากถาดในมือบริกรมาหนึ่งแก้วแล้วเลือกหยิบแก้วน้ำส้มคั้นส่งให้สามี
“ให้ผมดื่มน้ำส้มเนี่ยนะ” ภูริดลเลิกคิ้วถามพลางมองแก้วน้ำส้มคั้นในมือ
“คุณต้องขับรถกลับ ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์” เธอตอบด้วยรอยยิ้มน่ารัก “เรากลับกันเลยก็ได้นะ ไม่ต้องอยู่ดินเนอร์หรอก”
“ทำไมล่ะ” ถามแล้วก็ยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่ม
“คุณเปิดศึกกับหม่อมก้อยขนาดนั้น ยังจะนั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกันได้อีกเหรอ” ฟ้าพราวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามอย่างอดไม่ได้ “คุณไม่รักหม่อมก้อยแล้วเหรอ ทำไมถึงได้พูดกับเธอแรงขนาดนั้น”
ภูริดลยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มอีกครั้งอย่างเคร่งขรึม แล้ววางแก้วเปล่าคืนใส่ถาดให้บริกรที่เดินผ่านมาพอดี “ถ้าคุณหญิงอยากรู้เรื่องนี้ เราไปคุยกันที่อื่นดีกว่า”
“ก็ดี” ฟ้าพราวเห็นด้วย เพราะรอบข้างมีแต่พวกคุณหญิง คุณนายขี้เมาท์ทั้งนั้น “ฉันขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึงนะ คุณไปรอที่หน้าตึกเลยก็ได้”
ภูริดลพยักหน้ารับ และเมื่อคล้อยหลังภรรยา เขาก็เดินเข้าไปหาปรมัตถ์ที่ลอบมองเขากับฟ้าพราวอยู่มุมหนึ่งตั้งแต่แรก
“ผมเห็นคุณแอบมองภรรยาของผมอยู่นานแล้ว มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” คนหวงภรรยาถามเสียงเข้มอย่างเอาเรื่อง
“ผมมองในฐานะพี่ชายคนสนิทของคุณหญิงฟ้า เราสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก จนผมแปลกใจว่าทำไมผมไม่รู้ว่าคุณหญิงฟ้าแต่งงานแล้ว” ปรมัตถ์ตอบอย่างไม่พอใจท่าทีคุกคามเหมือนจงใจหาเรื่องของอีกฝ่าย
“ผมไม่สนใจว่าเมื่อก่อนคุณกับคุณหญิงฟ้าจะสนิทกันมากขนาดไหน แต่ตอนนี้เธอเป็นภรรยาของผม อย่ามองเธอด้วยสายตาแบบนั้นอีก ผมไม่ชอบ!” ภูริดลมองออกว่าปรมัตถ์น่าจะรักฟ้าพราว แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ ฟ้าพราวรู้สึกอย่างไรกับผู้ชายหน้าตาหล่อจัดคนนี้
“นังคุณหญิง เกิดเรื่องแล้ว!” จักรวาลที่ดักรออยู่รีบปรี่เข้าไปบอกฟ้าพราวทันทีที่เธอเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง
“มีเรื่องอะไร”
“ผัวแกจะหักคอพี่ปาล์มแล้ว”
“ห๊ะ!!!” หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก แล้ววิ่งนำหน้าเพื่อนรักกลับเข้าไปภายในห้องจัดเลี้ยง เธอเห็นภูริดลกำลังจ้องหน้าปรมัตถ์อย่างเอาเรื่อง จึงรีบเข้าไปเกาะแขนสามีแล้วตบที่ต้นแขนล่ำเบาๆ ให้เขาใจเย็นแล้วยิ้มทักพี่ชายคนสนิท “สวัสดีค่ะพี่ปาล์ม เมื่อกี้ฟ้ามัวแต่คุยกับท่านลุง เลยไม่ได้ทักทายพี่ปาล์ม ขอโทษด้วยนะคะ”
“ไม่เป็นไร พี่เข้าใจ” ปรมัตถ์บอกเสียงเรียบพลางจ้องหน้าภูริดลแบบไม่ชอบขี้หน้าเอาเสียเลย
“ฟ้าขอแนะนำให้พี่ปาล์มรู้จักสามีฟ้าอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะคะ นี่คุณดินค่ะ เราเพิ่งแต่งงานกันไม่กี่วันนี่เอง”
“ทำไมคุณหญิงไม่บอกพี่เลยว่าจะแต่งงาน”
จักรวาลที่ยืนเยื้องอยู่หลังฟ้าพราวแอบกลอกตามองบน แล้วอดแขวะด้วยน้ำเสียงเข้มๆ แบบแมนๆ ไม่ได้ “ผมว่าไม่บอกนั่นแหละดีแล้ว เพราะถ้าพี่ปาล์มไปงานแต่งหญิงฟ้า เมียพี่คงตามไปอาละวาดจนงานพัง แล้วอีกอย่าง ตอนที่พี่แต่งงานพี่ก็ไม่ได้บอกหญิงฟ้าเหมือนกัน ก็ถือว่าเจ๊ากันไปก็แล้วกัน”
ฟ้าพราวหันไปมองสบตากับเพื่อนรักด้วยความซาบซึ้งใจที่เขาพูดทุกอย่างแทนเธออย่างรู้ใจ
“ฟ้ากับคุณดินต้องขอตัวกลับก่อนนะคะพี่ปาล์ม”
“ทำไมจะรีบกลับ ยังไม่ได้ดินเนอร์กับเจ้าของวันเกิดเลย” ปรมัตถ์ถาม
“ผมอยากพาภรรยาของผมไปดินเนอร์กันสองคนมากกว่า” ภูริดลตอบเสียงเข้ม อึดอัดเต็มทีที่ต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้
“ฟ้าไปนะคะพี่ปาล์ม แล้วโทร. คุยกันนะแจ็ค” ฟ้าพราวบอกลาพี่ชายคนสนิทแล้วหันไปลาเพื่อนรัก จากนั้นก็เดินควงแขนสามีที่ตอนนี้มีสีหน้าบูดบึ้งสุดขีดออกไปจากงาน
รถสปอร์ตซีดานสองประตูสุดหรูแล่นมาตามถนนใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยนิ่งเงียบตั้งแต่ออกจากวัง ภาณุเดช เช่นเดียวกับหญิงสาวที่นั่งเคียงคู่กันมา
“แฟนเก่าคุณหญิงเหรอ” ในที่สุดภูริดลก็เป็นฝ่ายถามขึ้นมาก่อนอย่างทนไม่ไหว
“ใคร”
“ไอ้พี่ปาล์มอะไรนั่น”
“ก็ทำนองนั้น” ฟ้าพราวตอบเสียงแผ่ว “แต่มันจบแล้วแหละ เพราะหลังจากที่พี่ปาล์มรู้ว่าท่านพ่อของฉันเป็นหนี้ท่วมหัว เขาก็บอกเลิกฉัน แล้วไปแต่งงานกับคนอื่นที่รวยกว่า”
“เสียใจมั้ย” ภูริดลเหลือบตามองภรรยาด้วยความเป็นห่วงขณะเลี้ยวรถเข้าไปในโรงแรมหรู ซึ่งเขาโทร. จองโต๊ะอาหารบนชั้นรูฟท็อปของโรงแรมเอาไว้
“เรื่องมันผ่านมาตั้งครึ่งปีแล้ว ฉันมูฟออนได้แล้ว”
“ตัดใจได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ตอนนี้ฉันแต่งงานแล้ว ฉันรักใครไม่ได้หรอกนอกจากสามีตัวเอง” พูดพลางสอดมือเล็กเข้าไปประสานนิ้วมือกับมือใหญ่ของอีกฝ่ายที่วางอยู่บนที่พักแขน เขาบีบกระชับมือเธอเบาๆ คล้ายปลอบโยนและให้กำลังใจอยู่ในคราวเดียวกัน “คุณดิน...”
“หือ...?”
“ฉันอยากกลับบ้าน”
“กินข้าวก่อน ผมจองโต๊ะไว้แล้ว วันนี้ที่วังของคุณหญิงไม่มีใครอยู่เลย แม่ครัวคงไม่ได้เตรียมอาหารไว้ให้”
“ฉันหมายถึงบ้านของเรา ไร่ภูสรวง” ฟ้าพราวบอกเสียงแผ่ว แค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ต้องเผชิญหน้ากับทั้งอดีตของตัวเองและอดีตของสามีก็ทำให้เธอเหนื่อยจนแทบจะหมดแรงแล้ว ยังไม่นับรวมการถูกข่มขู่อะไรบางอย่างจากท่านรัฐมนตรีสันติที่เธอเจอระหว่างไปเข้าห้องน้ำในงานเลี้ยงอีก
“คุณหญิงอยากกลับไปอยู่ที่ไร่จริงเหรอ”
“จริง ฉันชอบที่นั่น ไม่วุ่นวายดี”
“ถ้าคุณหญิงอยากกลับ ผมก็จะพากลับไปคืนนี้เลย” ภูริดลจับมือเล็กขึ้นมากดจูบหนักๆ ที่หลังมือ แล้วเลี้ยวรถออกจากโรงแรม มุ่งหน้ากับไร่ชาที่เชียงรายตามความต้องการของภรรยา
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







