LOGINเท่านั้นแหละ คนหน้าโหดถึงกับหลุดรอยยิ้มขบขันออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก จากนั้นร่างเล็กก็ถูกอุ้มออกจากห้องน้ำมาวางบนเตียง ภายในห้องนอนตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นซ่านจมูกของกอญัก และมีเสียงเพลงรักท่วงทำนองอ่อนหวานจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงคลาสสิคดังคลอเบาๆ ซึ่งน่าจะเป็นความตั้งใจของภูริดลตั้งแต่แรกที่เปิดเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศสำหรับประกอบกิจกรรมในคืนเข้าหอ
ฟ้าพราวทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากนอนหายใจหอบสะท้าน ประสานสายตากับชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างเตียง เขาถอดเสื้อยืดสีขาวออกอย่างใจเย็นโดยไม่ละสายตาไปจากเรือนร่างเกือบเปลือยของเธอเลย สายตาของเขาลากจากใบหน้าแดงระเรื่อผ่านริมฝีปากเต็มอิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยเพราะหายใจไม่ทันไปยังทรวงอกอวบที่โผล่พ้นขอบผ้ามาครึ่งเต้า ต่ำลงไปยังโคนขาที่ปลายผ้าแหวกออกจนเกือบเปิดเผยนวลเนื้อส่วนสงวน สายตาที่เร่าร้อนดั่งเปลวไฟของเขาทำให้กล้ามเนื้อเร้นลับกึ่งกลางกายของเธอเต้นตุบตับจนต้องเบียดขาเข้าหากันเพื่อบรรเทาความปรารถนาที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
ภูริดลหัวเราะเสียงต่ำในลำคออย่างเย้ยหยันปฏิกิริยาที่จุดติดไวของฟ้าพราวแล้วหยิบกอญักที่เหลืออยู่มากระดกรวดเดียวหมดแก้ว แต่ไม่ได้กลืนลงคอ เขาเอามาป้อนให้เธอด้วยปากของเขา ริมฝีปากร้อนผ่าวกดตรึงริมฝีปากของเธอเอาไว้ บังคับให้กลืนน้ำสีอำพันลงไป ความขมปร่าร้อนวาบแล่นผ่านลำคอลงไปถึงช่องท้อง ฟ้าพราวไม่ใช่ราชนิกุลที่เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ เธอเคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาบ้างตามงานเลี้ยงสังสรรค์ แต่ไม่เคยดื่มเหล้าดีกรีแรงแบบที่ไม่ผสมอะไรเลยแบบนี้มาก่อน
คนบ้า นุ่มนวลได้ไม่นานเถื่อนอีกแล้ว!
“มันจะทำให้คุณหญิงสนุกมากขึ้น” คนที่นั่งอยู่ขอบเตียงยิ้มร้ายใส่นัยน์ตาเธอ “ต่อนะ ผมอยากเข้าไปอยู่ในตัวคุณหญิงจะแย่แล้ว” ว่าแล้วก็ถอดกางเกงขายาวผ้าฝ้ายเนื้อบางออกพร้อมกางกางชั้นใน เผยให้เห็นตัวตนอันแข็งขึงพร้อมรบ ฟ้าพราวจะถอยหนี แต่ก็ช้ากว่าร่างกำยำเปลือยเปล่าที่กดทับลงมา เขาเบียดตัวแทรกอยู่ตรงกลางหว่างขาเธอ ใช้เข่าดันเรียวขางามให้แยกกว้างออก แล้วแนบความเป็นชายร้อนระอุลงบนเนินเนื้อนุ่มอย่างจงใจ สองมือใหญ่สอดประสานนิ้วกับมือเล็กแล้วดันขึ้นไปไว้เหนือศีรษะ ปากงับปมผ้าเช็ดตัวแล้วสะบัดออก เปิดเปลือยทรวงอกอวบที่มีปลายยอดสีชมพูน่าลิ้มลอง
ถึงแม้ภายในห้องจะเย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างเงียบเชียบ ทว่าฟ้าพราวที่ตอนนี้ไม่มีผ้าติดกายสักชิ้นกลับร้อนรุ่มไปทั้งตัว และเพียงแค่เขาจ้องมองทรวงอกของเธอด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมด้วยความปรารถนาอันเร่าร้อนปลายยอดก็หดตัวตอบสนองอย่างไม่ไว้หน้ากันเลย
“เครื่องร้อนแล้วใช่มั้ยคุณหญิง” เขาพูดเสียงแหบพร่าพลางโน้มใบหน้าลงมาซุกไซ้ทรวงอกอวบ จงใจใช้หนวดเคราครูดไปกับผิวเนื้ออ่อนบางจนร่างเล็กบิดเร่าด้วยความเสียวสยิว
ภูริดลปลุกเร้าเธออย่างใจเย็น ค่อยๆ เติมเชื้อไฟปรารถนาเข้าไปทีละนิด เขาจะไม่ยัดเยียดความเป็นสามีให้เธอ แต่จะทำให้เธอเป็นฝ่ายร้องขอจากเขาเอง
ถึงเขาจะเป็นคนป่าเถื่อนในสายตาเธอ แต่เขาก็ไม่ถ่อยสถุลถึงขนาดที่จะใช้กำลังบังคับขืนใจผู้หญิงได้ เขาจะหยุดทันทีที่เธอแสดงอาการต่อต้านหรือบอกให้เขาหยุด แต่ดูเหมือนตอนนี้เธอกำลังล่องลอยอยู่ในดินแดนอันน่าอภิรมย์จนลืมความหวาดกลัวไปหมดแล้ว
ฟ้าพราวส่งเสียงครางแผ่วหวิว สองมือบีบกระชับมือใหญ่ที่ประสานกันอยู่แน่นขึ้น ปลายเล็บจิกลงบนหลังมือหยาบกร้านเพื่อต้านทานคลื่นความปั่นป่วนที่ขมวดเป็นเกลียวอยู่ภายในช่องท้องตอนที่เขาตวัดปลายลิ้นลงบนยอดดอกสีหวานก่อนจะครอบปากลงไปดูดกลืนอย่างหิวกระหายสลับกันทั้งสองข้าง บางจังหวะก็ใช้ฟันขบปลายยอดแล้วดึงขึ้นก่อนจะปล่อยออก
เขาจงใจปลุกปั่นและทรมานเธอ...ผู้ชายชั่วร้าย!
ภูริดลช้อนสายตาขึ้นมองสบตากับคนที่นอนหายใจหอบถี่ทั้งที่ปากยังครอบครองทรวงอกข้างหนึ่งของเธออยู่ ในดวงตากลมโตที่หวานเยิ้ม เขาเห็นประกายความปรารถนาร้อนแรงเต้นเร่าอยู่ในนั้น เขาเลื่อนมือข้างหนึ่งลงไปตรงรอยแยกกลางหว่างขาเธอ แตะต้องความเปียกชื้นอย่างจาบจ้วง
“คุณหญิงกำลังต้องการผม” เขาคายทรวงอกที่หอมหวานออกจากปากแล้วเลื่อนใบหน้าขึ้นไปเสมอกับใบหน้าแดงระเรื่อชื้นเหงื่อ สายตาของเขามีแววดูถูกดูแคลนจนหญิงสาวที่นอนอยู่ใต้ร่างต้องเบือนหน้าหนี เธอเกลียดสายตาแบบนี้ของเขาที่สุด
ภูริดลหัวเราะในลำคอนิดหนึ่งแล้วเลื่อนใบหน้าตามไปจูบอย่างเร่าร้อน ในขณะที่มือข้างหนึ่งบดคลึงปลายยอดรุนแรง อีกข้างที่อยู่เบื้องล่างก็คลี่แย้มกลีบเนื้อนุ่มแล้วสอดแทรกปลายนิ้วแข็งแกร่งเข้าไปหมุนวนเป็นวงเชื่องช้า ค่อยๆ ถอนออกแล้วกดเข้าไปใหม่ เขาทำแบบเดิมซ้ำอยู่หลายครั้ง ภายในของเธอคับแน่น อ่อนนุ่มและอุ่นจัด มันบีบรัดเขาเป็นจังหวะเร่าร้อน
ฟ้าพราวครางฮือทั้งที่ริมฝีปากถูกครอบครองอยู่ แขนทั้งสองข้างยกขึ้นโอบกอดร่างหนาไว้แน่น สะโพกหยัดขึ้นตอบสนองเขาอย่างลืมตัว แต่เมื่อความร้อนในร่างกายทะยานสูงขึ้นจนเกือบทะลุเพดานแห่งความปรารถนา เขาก็หยุดทุกการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน ปล่อยให้เธอลอยคว้างอยู่กลางอากาศเพียงลำพัง
“คุณ...” เธอมองเขาด้วยสายตาวิงวอนพลางดันสะโพกขึ้นบดเบียดกับความแข็งขึงอันร้อนระอุอย่างต้องการการเติมเต็ม
“อยากมากขนาดนี้ ไม่ได้นอนกับผู้ชายมากี่วันแล้ว” น้ำเสียงเยาะหยันแหบห้าว
ฟ้าพราวชาวาบไปทั้งตัว ยิ่งกว่าโดนน้ำแข็งขั้วโลกสาดซัด
‘...เรื่องอึ๊บกันเป็นเรื่องธรรมชาติ หรือว่าคุณหญิงไม่เคย’
‘หรือว่าคุณหญิงไม่เคย...หรือว่าคุณหญิงไม่เคย...หรือว่าคุณหญิงไม่เคย...’
คำพูดเย้นหยันของเขาดังก้องอยู่ในหัวซ้ำๆ เขาคงคิดว่าเธอผ่านผู้ชายมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำแล้วสินะ เมื่อคิดได้ดังนั้น ความโกรธและความอับอายก็พวยพุ่ง
“คนเลว! คนเถื่อน! ไม่ต้องมายุ่งกับฉันอีกเลยนะ ออกไป!!!” เธอรัวกำปั้นลงบนไหล่หนาแบบไม่ยั้งแล้วผลักเขาออกจากตัว จากนั้นถอยหนีไปซุกตัวในผ้าห่มผืนหนา ทั้งที่ความปรารถนายังเต้นเร่าอยู่ในร่างกายจนร้อนรุ่มเหมือนนั่งอยู่บนเปลวไฟ แต่เธอก็ไม่อาจมอบพรหมจรรย์ที่หวงแหนมายี่สิบกว่าปีให้กับผู้ชายที่ดูถูกดูแคลนเธอมากถึงขนาดนี้ได้
ภูริดลกัดฟันกรอดๆ ข่มความเจ็บหน่วงที่อัดแน่นจนแทบระเบิด เขาดึงผ้าห่มออกจากร่างเปลือยที่นั่งกอดเข่าตัวเองอยู่พร้อมกระชากเสียงถามอย่างเกรี้ยวกราด “อยากมากไม่ใช่เหรอ มาทำต่อให้เสร็จสิ”
“ไม่! อย่ามายุ่งกับฉัน ออกไปนะ...ออกไป...”
“เป็นบ้าอะไร! เมื่อกี้ยังระริกระรี้อยากทำจนตัวสั่นอยู่เลย”
“หยาบคาย ป่าเถื่อน ไปให้พ้นหน้าฉันเลยนะ ไป๊!”
หนุ่มชาวไร่มองร่างเล็กที่นั่งซุกหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นกับเข่าตัวเองสลับกับก้มมองความเป็นชายแกร่งชันที่สั่นระริกเพราะความต้องการที่อัดแน่นจนแทบปริแตกอย่างชั่งใจ ว่าจะรวบตัวเธอมาทำต่อให้เสร็จ หรือจะยอมปล่อยเธอไปก่อน สุดท้ายเขาก็พ่ายแพ้ต่อน้ำตาของเธอ ถึงแม้เขาจะเป็นชาวไร่ดิบเถื่อนแต่เขาก็ไม่ใช่สัตว์ป่า เขายังมีสามัญสำนึกของความเป็นลูกผู้ชาย ในเมื่อเธอต้องการให้เขาหยุดเขาก็จะหยุด
“แม่งเอ๊ย!” เขาคำรามเสียงต่ำน่ากลัวแล้วเดินเร็วๆ เข้าไปในห้องน้ำ ตามด้วยการกระชากประตูปิดเสียงดังปัง
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







